Propholic’s Best of 2023 รวมโครงการสุดประทับใจ ท่ามกลางปีที่โครงการใหม่เปิดน้อยจัง

เกริก บุณยโยธิน 25 December, 2023 at 16.22 pm

ประกาศที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา


Propholic’s Best of 2023 รวมโครงการสุดประทับใจ ท่ามกลางปีที่โครงการใหม่เปิดน้อยจัง

 

จบปีแล้วหรอเนี้ย ทำไมเปิดโครงการใหม่กันน้อยจัง เหมือนหนังคนละม้วนกับช่วงต้นปีเลยนี่คือข้อสรุปแบบรวบรัดของผมที่มีต่อภาพรวมของตลาดอสังหาฯตลอดทั้งปีนี้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตัวผม (เช่นเดียวกับผู้พัฒนาอสังหาฯส่วนใหญ่) ที่ล้วนแต่มีการตั้งความคาดหวังเอาไว้สูง จากผลการดำเนินงานที่เป็นบวกในแบบนิวไฮ จนเป็นปรากฎการณ์ใหม่ของธุรกิจอสังหาฯเมื่อปี 2022 ที่หากดีเวลลอปเปอร์ชั้นนำรายไหน ไม่ได้พกสถิตินิวไฮติดไม่ติดมือมาในทางใดทางหนึ่ง ก็ถือว่า Out Trend กันไปเลย…ซึ่งถ้าหากเราวิเคราะห์กันแบบรอบด้านดีๆก็จะพบว่าช่วงปี 2022 นั้น บังเอิญว่าตลาดมันดันดีแบบเหนือคาดในแบบ Non Organic Growth ด้วยมาตรการกระตุ้นอะไรหลายๆอย่างที่เกิดขึ้นจากภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการผ่อนคลายสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ทุกระดับราคา และมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% เหลือ 0.01% และลดค่าธรรมเนียมการจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยที่ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท (จะสิ้นสุด 31 ธันวาคม 2566) การลดค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 15% สำหรับการจัดเก็บในปี 2566 เช่นเดียวกับการปรับตัวได้ทันของดีเวลลอปเปอร์ส่วนใหญ่ที่ไปเน้นตลาดแนวราบพร้อมโอนในกลุ่มลูกค้าระดับ Luxury และในตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น โดยที่เกือบทุกรายก็ล้วนคาดหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่ที่มีผู้นำที่มาจากสายอสังหาฯก็น่าจะเล็งเห็นอุปสรรคก้อนใหญ่ในการกดไม่ให้ตลาดอสังหาฯฟื้นตัวว่าคือ LTV ภาระหนี้ครัวเรือน กำลังซื้อต่างชาติที่ขาดหาย และการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคาร โดยที่ยังคงเชื่อว่าจะได้เห็นยาแรงที่แก้ได้ตรงขนานมากที่สุดออกมา แต่ก็กลับไม่มีการจ่ายยาอะไรออกมาเลยซะงั้น

 

ผลลัพธ์ก็คือดีเวลลอปเปอร์เกือบทั้งหมดล้วนกล้าๆกลัวๆในการเปิดโครงการใหม่ในเขตกรุงเทพฯ เพราะยิ่งเปิดก็เหมือนกับไปเร่งทำตลาดกับกลุ่มลูกค้าเดิมๆที่แม้จะมีความพร้อมในด้านเงินทุน แต่ก็ซื้อจนช้ำ เงินจมไปหมดแล้ว โดยเฉพาะกับตลาดบ้านระดับ Luxury ขึ้นไปที่มีอัตรา Repeat Purchasing ที่ค่อนข้างต่ำคนละเรื่องกับคอนโดระดับ Luxury ในเมือง โดยกลุ่มที่เป็น Real Demand ที่มีฐานกว้างที่สุดในตลาดต่ำกว่า 5 ล้านบาทก็ยังคงขาดความเชื่อมั่น และความสามารถในการขอสินเชื่อเพื่อซื้อสังหาฯ โดยดีเวลลอปเปอร์ชั้นนำบางรายเริ่มจะขยายการเปิดตัวโครงการไปในทำเลท่องเที่ยวต่างจังหวัด โดยเฉพาะภูเก็ต หัวหิน เขาใหญ่ และ EEC มากขึ้น เพื่อขยายฐานลูกค้าท่ามกลางสถานการณ์ที่กำลังซื้อที่ชะลอตัวในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล

 

ซึ่งสะท้อนได้จากรายงานดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ในภาวะปัจจุบัน (Current Situation Index) ของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ซึ่งได้สำรวจความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ ไตรมาส 3 /66 พบว่า ในภาพรวมของไตรมาส 3/66 มีค่าดัชนีเท่ากับ 49.7 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 66 ที่มีค่าดัชนีเท่ากับ 47.5 แต่เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวของปีก่อน ซึ่งมีค่าดัชนีเท่ากับ 51.8 มีความเชื่อมั่นลดลง และยังคงต่ำกว่าค่ากลางที่ระดับ 50.0 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นเพิ่มจากเดิมขึ้นเล็กน้อย แต่ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ธุรกิจในภาวะปัจจุบัน

จาก Logic ดังกล่าว สอดคล้องกับตัวเลขผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 ของปี 2023 ที่เหลือผู้นำเพียงไม่กี่บริษัทฯเท่านั้นที่ยังคงสร้างผลงานนิวไฮในส่วนของรายได้และกำไร แตกต่างกับยอดสรุปในช่วง 9 เดือนแรก ที่ได้รับอานิสงค์จากยอดโอนในช่วงต้นปีไปพอสมควร ได้แก่ เอสซีแอสเสท เอพี และแสนสิริ โดยข้อมูลจาก บริษัทลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom หรือ LWS) ที่สำรวจผลดำเนินงานของบริษัทอสังหาฯที่จดทะเบียนใน ตลท.จำนวน 39 บริษัทในไตรมาสนี้ พบว่า มีรายได้และกำไรลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยในไตรมาสนี้ 39 อันดับแรกของบริษัทอสังหาฯใน ตลท. มีรายได้รวมที่ 80,902.44 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 8,879.07 ล้านบาท ลดลง 2.9% และ 19.82% ตามลำดับเมื่อเทียบกับไตรมาสสามปี 65 โดยมีความสามารถในการทำกำไรเฉลี่ยของ 39 บริษัท อยู่ที่ 10.97% ลดลงจาก 12.93% ในไตรมาส 3 ของปี 65

 

ในขณะที่ผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 66 ของ 39 อันดับบริษัทอสังหาฯที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีรายได้เพิ่มขึ้น 1.37% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 65 ในขณะที่กำไรสุทธิ ลดลง 6.37% เมื่อเทียบกับ 9 เดือนแรกของปี 65 โดยมีรายได้รวม 234,743.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.37% จากระยะเดียวกันของปี 65 และมีกำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 66 ที่ 27,948.14 ลดลง 6.37% จากระยะเดียวกันของปี 65 โดยมีความ สามารถในการทำกำไรเฉลี่ย 11.90% ลดลงจาก 12.93% ใน 9 เดือนแรกของปี 65 โดยสินค้าคงเหลือและสินค้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างเพิ่มขึ้น 3.81% (QoQ) สินค้าคงเหลือ บวกกับสินค้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของบริษัทอสังหาฯ ทั้ง 39 บริษัท ณ วันที่ 30 ก.ย. 66 อยู่ที่ 663,188.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.81% เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 30 มิ.ย. 66 ที่มีสินค้าคงเหลือที่ 638,860 ล้านบาท

 

โดย 10 อันดับแรกของบริษัทอสังหาฯที่มีรายได้สูงสุดในไตรมาสที่ 3/66 ประกอบด้วย อันดับ 1 บริษัท เอพี ไทยแลนด์ (จำกัด (มหาชน) โดยมี รายได้ 10,089.84 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,696.54 ล้านบาท 2.บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) มี รายได้ 9,554.51ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,501.49 ล้านบาท 3. ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) มีรายได้ 7,192.09 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 1,203.52 ล้านบาท 4. บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มีรายได้ 6,928.48 กำไรสุทธิ 1,197.27 ล้านบาท 5. บริษัท พฤกษาโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) มีรายได้ 6,235.01 และมีกำไรสุทธิ 479.94 ล้านบาท 6. บริษัท เอสซี แอสเสท จำกัด (มหาชน) มีรายได้ 5,533 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 503.83 ล้านบาท 7. บริษัท ออริจิน พร็อพ เพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มีรายได้ 5,237.82 ล้านบาท มีกำไร สุทธิ 1,147.91 ล้านบาท 8. บริษัท เฟรเซอร์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มีรายได้ 5,211.45 ล้านบาท กำไรสุทธิ 829.07 ล้าน บาท 9. บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) มีรายได้รวม 3,229.02 ล้านบาท และมีผลการดำเนินงานขาดทุน -91.23 ล้านบาท 10. บริษัท คอวลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มีรายได้ 2,420.41 ล้านบาทและมีกำไรสุทธิ 633.73 ล้านบาท

ที่มา: https://mgronline.com/stockmarket/detail/9660000103991

 

อัตราทำกำไรที่น้อยลง สำหรับผมมองว่าอาจจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก เพราะบางทีดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่อาจจะกำลังส่งสัญญาณออกมาว่าทิศทางในช่วงท้ายปีจนถึงต้นปีหน้านั้น ไม่ง่าย จากปัญหาใหม่ที่อาจจะกำลังก่อตัวขึ้น โดยที่อุปสรรคเดิมก็ยังไม่ถูกทำลายลง ก็เลยตัดสินใจลดราคาเฉือนกำไรบางส่วนออก หรือไม่ก็ใช้งบการตลาดในการไปออกบูธตามห้างเพื่อ Draw กลุ่มลูกค้าให้ตัดสินใจซื้อโดยเร็วจะดีกว่า

 

เอสซี แอสเสท เป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่ยังคงรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของผลการดำเนินงานรอบ 9 เดือนแรก และผลประกอบการไตรมาส 3มี โดยรายได้จากการดำเนินงาน 5,533 ล้านบาท โดยเป็นรายได้จากการขายโครงการแนวราบ อยู่ที่ 4,259 ล้านบาท และจากโครงการแนวสูงที่ 976 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 503 ล้านบาท คิดเป็น 9.0% ของรายได้

ในขณะที่การเปิดตัวโครงการใหม่ใน 9 เดือนแรกของปี 2566 มีจำนวน 304 โครงการ 67,772 หน่วย มูลค่า 338,655 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนของโครงการอาคารชุดพักอาศัย 61 โครงการ คิดเป็นจำนวนหน่วยเปิดตัวใหม่ 31,325 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 85,782 ล้านบาท ลดลง 21% และ 11% ตามลำดับเมื่อเทียบกับ จากจำนวนหน่วยเปิดตัว 39,421 หน่วย และมูลค่าเปิดตัว 96,836 ล้านบาท ในระยะเดียวกันของปี 2565 โดยมีอัตราการขาย ณ วันเปิดตัวที่ 27% ลดลงจากอัตราการขาย ณ วันเปิดตัวในระยะเดียวกันของปี 2565 ที่  31% …ซึ่งก็เชื่อแน่ว่าหากมีการสรุปยอดรวมอย่างเป็นทางการออกมาอีกที ตัวเลขการเปิดตัวโครงการโดยรวมทั้งอุตสาหกรรมก็คงจะต่ำกว่าความคาดหวังของหลายฝ่ายจากช่วงต้นปีพอสมควร

 

เมื่อข้อมูลตัวเลขชี้ช่องมาขนาดนี้ ก็ฟันธงได้เลยว่าหากไม่มีมาตรการในการกระตุ้นตลาดออกมาแบบที่ตรงกลุ่ม และใช้งานได้ทันที ในช่วงปีหน้าจะมีดีเวลลอปเปอร์อีกเป็นจำนวนมากที่เบนเข็มไปจับกลุ่มตลาดใหม่ บนหัวเมืองท่องเที่ยว โดยเฉพาะภูเก็ตที่หลายคนมองว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพมากโดยเฉพาะจากกำลังซื้อของชาวต่างชาติ โดยที่ผ่านมาดีเวลลอปเปอร์ที่ยังคงรักษาสถานะการเป็นผู้นำตลาดอย่างต่อเนื่องได้นั้น มักจะมีจุดแข็งในเรื่องของ Port Folio แนวราบ และโครงการต่างจังหวัด (ทั้งทำเองและร่วมทุนกับ Local Developer) โดยถ้าพูดถึงภูเก็ตแล้ว ตอนนี้มี 3 รายหลักที่กำลังรุกตลาดอย่างหนักก็คือ บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ที่เปลี่ยนชื่อบริษัทในเครือจากบริษัท ออริจิ้น อีอีซี จำกัด เป็นบริษัท ออริจิ้น เนชั่นวายด์ จำกัด (Origin Nationwide) พร้อมปรับทิศทางจากการเป็นผู้พัฒนาคอนโดมิเนียมในพื้นที่ EEC สู่การเป็นผู้พัฒนาคอนโดมิเนียมทั่วประเทศ ยกเว้นเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อให้สอดรับทิศทางการเติบโตของเครือออริจิ้น และเข้าถึงผู้บริโภค ในทำเลใหม่ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยทำเลยุทธศาสตร์แรกของบริษัทฯก็คือภูเก็ต ที่ได้เล็งเห็นกำลังซื้อสำคัญจากกลุ่มชาวรัสเซีย ที่มีสัดส่วนการซื้ออสังหาภูเก็ตถึงกว่า 80% จากภาวะสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ซึ่งทำให้มีชาวรัสเซียเดินทางเข้ามาพักอาศัยในภูเก็ต และมีการซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อหนีภัยสงคราม และซื้อเพื่อเป็นบ้านหลังที่ 2 ในประเทศไทย

 

ออริจิ้น เนชั่นวายด์ มีโครงการหลักอยู่ 3 โครงการคือดิ ออริจิ้น เซ็นเตอร์ ภูเก็ต (The Origin Centre Phuket) ที่สามารถปิดการขายได้ภายใน 6 สัปดาห์ และ ดิ ออริจิ้น กะทู้-ป่าตอง (The Origin Kathu-Patong) เปิดตัวมาเพียง 2 เดือน ก็ทำยอดขายได้กว่า 500 ล้านบาท และล่าสุดบริษัทได้ต่อยอดความสำเร็จพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ภายใต้ชื่อ“ออริจิ้น รีสอร์ท เวิล์ด ภูเก็ต | บางเทา บีช” (Origin Resort World Phuket | Bangtao Beach) ซึ่งเป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 8,000 ล้านบาท ตั้งอยู่บนหาดบางเทา ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The one and only precious mixed use beach front community” บนพื้นที่กว่า 25 ไร่ ประกอบด้วย 6 โครงการ ได้แก่ โครงการคอนโดมิเนียมหรู สูง 8 ชั้น  โซ ออริจิ้น บางเทา บีช (SO Origin Bangtao Beach), ลักชูรี่ วิลล่า, โฮเทล วิลล่า, บีช คลับ, เรสซิเด้นท์ และโรงแรมระดับ 5 ดาว ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการในทุกเซ็กเม้นท์ และรับตลาดท่องเที่ยวโตอย่างต่อเนื่อง

ส่วนที่มาแบบติดสปีดเต็มที่ไม่รอใคร ด้วยความที่มีประสบการณ์มาก่อนก็คือ แสนสิริ ที่เพิ่งประกาศยุทธศาสตร์ลงทุนภูเก็ต 5 ปี ผุด 16 โครงการ มูลค่า 15,000 ล้านบาท พร้อมเปิดตัว Sansiri Hub อย่างเป็นทางการรองรับการขยายตัวระดับภูมิภาค โดยแสนสิริเป็นหนึ่งในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นผู้บุกเบิกตลาดที่อยู่อาศัยในภูเก็ตมาอย่างยาวนานและได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดภูเก็ตมากว่า 15 ปี ผ่านโครงการแนวราบและแนวสูงรวม 21 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนสะสม 21,000 ล้านบาท สามารถตอบโจทย์ได้ทุกกลุ่มลูกค้า ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ในทุกโปรดักส์ ทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม ทุกทำเลในภูเก็ต ซึ่งเมื่อรวมกับโครงการใหม่ที่มีแผนลงทุนต่อเนื่องใน 5 ปี อีก 16 โครงการ จะส่งผลให้แสนสิริมีโครงการรวมกันมากถึง 37 โครงการ มูลค่ารวม 36,000 ล้านบาท และภายในปี 2567 แสนสิริได้วางแผนเปิดตัว Sansiri Hub หรือออฟฟิศของแสนสิริขึ้นมาอย่างเป็นทางการ ที่พร้อมดูแลและให้บริการลูกค้าในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือต่างชาติ

และอีกบริษัทคือ แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW ที่ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างจริงจังเพื่อยึดหัวหาดภูเก็ต ด้วยการเข้าซื้อบริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในจังหวัดภูเก็ต ผ่านบริษัท 39 เอสเตท จำกัด (39E) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ASW ในสัดส่วน 67.61% และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ นอกจากนี้ บริษัท ซินเนอจี้ เอสเตท จำกัด (SE) บริษัทย่อยอีกแห่งของ ASW ยังถือหุ้น 30% ในบริษัท โบทานิก้า แกรนด์ อเวนิว จำกัด (BGA) ซึ่งดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบระดับลักซ์ชัวรี่ในจังหวัดภูเก็ต ส่งผลให้ ASW เป็นผู้ถือหุ้นทางอ้อมใน BGA เช่นเดียวกัน

 

โดย TITLE จะเป็น Flagship Business ในการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต รวมทั้งหัวเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญทางภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดชุมพรลงไป เนื่องจาก TITLE เป็นผู้นำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมแบบ Low Rise ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งพัฒนาคอนโดมิเนียม ภายใต้แบรนด์ “THE TITLE” มาแล้วหลายโครงการ และยังมีที่ดินรอการพัฒนาอีกกว่า 80 ไร่ ในทำเลศักยภาพ ได้แก่ หาดในยาง, หาดราไวย์ และหาดบางเทา สามารถพัฒนาโครงการในอนาคตได้กว่า 14,000 ล้านบาท

Title Legendary Bang-Tao” (เดอะ ไทเทิล เลเจนดารี บางเทา) มูลค่าโครงการ 4,500 ล้านบาท ในทำเลศักยภาพด้านการท่องเที่ยวหาดบางเทา เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในชายหาดที่สำคัญของภูเก็ต เนื่องจากเป็นแหล่งไลฟ์สไตล์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รายล้อมด้วยโรงแรมหรู บีชคลับ แหล่งแฮงค์เอาท์ สนามกอล์ฟ ลากูน่า นอกจากนี้ยังมีหาดทรายที่ขาวละเอียดทอดยาวถึง 6 กม. จึงเหมาะสำหรับการพักผ่อน

ส่วน BGA เป็นผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบในจังหวัดภูเก็ต ปัจจุบันอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการวิลล่าหรู (Luxury Villa) ภายใต้ชื่อโครงการ โบทานิก้า แกรนด์ อเวนิว (Botanica Grand Avenue) บนเนื้อที่รวม 178 ไร่ มูลค่าโครงการประมาณ 13,000 ล้านบาท โดยลูกค้าหลักของ โบทานิก้า ลักซูรี่ กรุ๊ป เป็นชาวต่างชาติ เช่น รัสเซีย ยุโรป จีน มีทั้งกลุ่มทำงาน และซื้อเป็นที่พักตากอากาศเพื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณและซื้อเพื่อการลงทุน

ส่วนอีกรายที่เพิ่งมีข่าวเข้ามาก็คือ บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) ที่ได้ร่วมกับ บริษัท Ritta Holding จำกัด และ บริษัท ไดนาสตี้ สโตน จำกัด จัดตั้งบริษัทใหม่ ในนาม “บริษัท ไซมิส สโตน ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด” ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินโครงการอสังหาริมทรัพย์ Island Collection” Private Pool Villa จำนวน 9 ยูนิต มูลค่ารวมทั้งโครงการประมาณ 620 ล้านบาท ในทำเลใกล้เคียงหาดลายัน และบางเทา ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต คาดเปิดขาย Pre-Sale ภายในปลายปี 2023

โดยนายภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร บริษัท คอลลิเออร์ส ประเทศไทย จำกัด เผยว่า ณ สิ้นเดือนกันยายน พบว่ามีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามามากกว่า 6 ล้านคน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย ออสเตรเลีย อินเดียจีน และคาซัคสถานนั้น ทำให้ตลาดอสังหาฯ ภูเก็ต ในทุกพื้นที่คึกคักอย่างมาก โดยเฉพาะการเข้ามาลงทุนพัฒนาโครงการของ ผู้พัฒนาที่ดินรายใหญ่ เช่น บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน), บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชสน), บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน), บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) และเจ้าถิ่น โบทานิก้า ลักซูรี่ ภูเก็ต ทำให้มีโครงการเปิดขายใหม่ ทั้งในส่วนของโครงการคอนโดฯ และบ้านพักตากอากาศมากที่สุดในรอบ 15 ปี ด้วยมูลค่าลงทุนมากกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งแบ่งออกเป็นคอนโดฯเปิดใหม่ 15 โครงการ 6,831 ยูนิต มูลค่าลงทุน 37,880 ล้านบาท ขณะที่พักตากอากาศในภูเก็ต พบเปิดขายใหม่รวม 37 โครงการ จำนวน 589 หลังมูลค่าลงทุน 53,230 ล้านบาท

 

และจากข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่รวบรวมสถิตินักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทย รวม 11 เดือนแรกของปี 2566 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 26 พ.ย. พบว่ามีจำนวนสะสมทั้งสิ้น 24,487,178 คน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว 1,039,530 ล้านบาท โดย 5 อันดับแรกของตลาดที่เดินทางเข้าไทยสะสมสูงสุด ได้แก่

อันดับ 1 มาเลเซีย 3,988,343 คน

อันดับ 2 จีน 3,053,186 คน

อันดับ 3 เกาหลีใต้ 1,447,187 คน

อันดับ 4 อินเดีย 1,431,487 คน

อันดับ 5 รัสเซีย 1,253,836 คน

และยังพบว่าในช่วงเดือนมกราคม – กันยายน 2566 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าภูเก็ตแล้วกว่า 8.2 ล้านคน มีรายได้รวมกว่า 2.6 แสนล้านบาท และคาดว่าเมื่อถึงสิ้นปีจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาภูเก็ตถึง 10 ล้านคน และมีรายได้รวมกว่า  3 แสนล้านบาท หากพิจารณาในด้านของประชากร พบว่าภูเก็ตมีประชากรในพื้นที่กว่า 1  ล้านคน (ตามทะเบียนราษฎร 400,000 คน ประชากรแฝงสูงถึง 700,000 คน) ทั้งนี้อีกข้อมูลสำคัญที่ช่วยตอกย้ำศักยภาพในด้านกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวในภูเก็ตก็คือโรงแรมในกลุ่ม Luxury ระดับ 4 – 6 ดาว มีอัตราการจองล่วงหน้าอยู่ในระดับ 80-90% โดยที่ยังสามารถปรับขึ้นราคาห้องพักไปอยู่ในระดับที่สูงกว่าในช่วงปี 2562 ก่อนวิกฤตโควิด โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาแรงที่สุดตอนนี้คือ รัสเซีย รองลงมาเป็นจีนและอินเดีย ส่วนยุโรปคือกลุ่มใหม่ที่ต้องการบ้านสำหรับช่วงเกษียณอายุที่กำลังเริ่มเข้ามา และหากพิจารณาในแง่ของศักยภาพในการเป็น Tourist Global Destination ภูเก็ตยังติดอันดับ World’s Greatest Places 2023 จากนิตยสาร Time อีกทั้งภาครัฐยังมีแผนยกระดับให้เป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเลระดับโลก ด้วยสารพัด Mega Project ของรัฐฯเพื่อรองรับการขยายเมือง  อาทิ  สนามบินภูเก็ตเฟส 2, ทางด่วนกระทู้-ป่าตอง, ทางหลวงเมืองใหม่-เกาะแก้ว, รถไฟฟ้ารางเบาภูเก็ต ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้นอกจากจะส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยวของภูเก็ตแล้ว ยังส่งผลดีต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโตตามไปด้วย โดยปัจจุบันยังมีความต้องการวิลล่าหรูจากชาวไทยที่มีกำลังซื้อจากกรุงเทพฯ ที่มองหาวิลล่าหรูในรูปแบบ Branded Residences ด้วยเช่นกัน

 

แม้ปีนี้จะมีโครงการเปิดใหม่ที่น้อยผิดคาดไปหน่อย ดีเวลลอปเปอร์ส่วนใหญ่เน้นไปที่การระบายสต๊อคพร้อมอยู่ จากการขาดความช่วยเหลือจากภาครัฐ รวมถึงความไม่แน่นอนของสภาพเศรษฐกิจดังกล่าว แต่ก็ต้องบอกว่าทุกโครงการที่ตัดสินใจส่งลงมาชิงชัยในปีนี้ ก็ล้วนเป็นโครงการที่มีดีอยู่กับตัวครับ เพราะจาก Feedback ของทุกโครงการใหม่ล้วนแต่มียอดขายที่น่าพอใจทั้งนั้น บางโครงการแค่เปิดขายวันแรกก็แทบจะแปะป้าย Sold Out แล้ว หรือโครงการแนวราบบางแห่งก็ปล่อยขายบ้านตัวอย่างไปแล้วตั้งแต่ยังไม่เปิดตัวโครงการก็มีเช่นกัน

 

ดังเช่นปีทุกๆปีครับ เวปพร็อพฮอลิคเราไม่ได้มีผู้อุปถัมภ์ หรือมีทรัพยากรมากมายในการลงทุนเพื่อจัดงานมอบรางวัลให้กับเหล่าโครงการน้อยใหญ่ต่างๆ ดังเช่น Publisher รายใหญ่อื่นๆครับ แต่อย่างน้อยเราก็เชื่อว่ามุมมองบางอย่างของเราน่าจะตรงกับความเป็นจริง และตรงกับใจของกลุ่มลูกค้าที่ตัดสินใจเป็นเจ้าของโครงการนั้นไม่มากก็น้อย ช่วงใกล้ปีใหม่แบบนี้ ผมจึงขอนำเสนอบทความที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเรากับ PROPHOLIC’ Best of 2023 ซึ่งผมจะขอเรียกว่าเป็น “คำชื่นชม” ให้กับโครงการต่างๆที่ผมมองว่าเป็นโครงการที่มี Point of Different ที่ดีมากๆในสายตาของผมในรอบปีนี้มาให้ละกันครับ…มาเริ่มกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

 

1. คอนโดที่เข้าใจถึงไลฟ์สไตล์กลุ่มคนเจนใหม่มากที่สุด บนแนวคิด CO – BEING COMMUNITY: COBE รัชดา – พระราม 9

 

แม้ว่าในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดคอนโดเปิดใหม่ดูจะมีความคึกคักน้อยลงกว่าในช่วงก่อนหน้า อันเกิดจากปัจจัยหลากหลายประการ ทั้งในเรื่องของ รูปแบบการใช้ชีวิตทั้ง Live – Work – Play – Learn ของผู้คนที่เปลี่ยนไปจากผลกระทบโดยตรงของโควิด 19 ทำให้ Real Demand จำนวนไม่น้อยหันไปหาโครงการแนวราบที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้มากกว่า อีกทั้งกำลังซื้อต่างชาติที่ยังไม่กลับมาอย่างเต็มที่ บวกกับความไม่แน่นอนของสภาพเศรษฐกิจ และหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้คนจำนวนหนึ่ง

 

แต่เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่เห็นชัดเจนมากในการพัฒนาตลาดคอนโดยุคนี้ก็คือ การที่ดีเวลลอปเปอร์ชั้นนำหลายราย มุ่งโฟกัสการพัฒนาไปที่กลุ่มลูกค้าเจนใหม่ อย่าง Gen Y และ Gen Z รวมไปถึงกลุ่มลูกค้าที่มีพฤติกรรมและใช้ชีวิตและไลฟ์สไตล์โดยรวม ในแบบที่มีอิสระทางความคิด ควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งแม้ตอนนี้กลุ่มคนดังกล่าวจะยังไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่มีฐานกว้างมากที่สุด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ากลุ่มผู้ซื้อเหล่านี้น่าจะมีบทบาทสำคัญ และเป็นฐานผู้ซื้อหลักในอนาคต

 

โดยแบรนด์ COBE (โค้บบ์) จาก SC Asset ก็เป็นอีกแบรนด์ใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้น เพื่อตอบรับเทรนด์การอยู่อาศัยของกลุ่มคนสไตล์นี้ ซึ่งในปีนี้จะมีการเปิดถึง 2 โครงการ โดยโครงการแรกที่เราจะนำเสนอในบทความนี้อย่าง COBE Ratchada – Rama 9 (โค้บบ์ รัชดา – พระราม 9) นับว่าเป็นการพัฒนาโครงการเพื่อปิดช่องว่างทางการตลาดของกลุ่มลูกค้าเจนใหม่ๆ ที่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาทาง SC Asset ยังไม่ได้เน้นมากเท่าที่ควร โดยโครงการจะมุ่งเน้นการสร้าง Community ในแบบ CO – BEING Community ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า COBE เพื่อคนแนวคิดแบบเดียวกัน มาช่วยกันทำสิ่งดี ๆ ร่วมกัน โดยที่คอนเซ็ปต์การพัฒนาโครงการก็ยังไว้ซึ่งเอกลักษณ์ที่แตกต่าง ซึ่งถูก Customized มาเพื่อให้ Fit in กับกลุ่มลูกค้าได้มากที่สุด

ทุกโครงการภายใต้แบรนด์ COBE จะถ่ายทอด 3 หัวใจสำคัญที่เป็นกลยุทธ์ของแบรนด์ที่พร้อมดูแลสังคม และรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน อันประกอบด้วย

Place ที่สะท้อนผ่าน ทำเล (Location) และ การออกแบบพื้นที่ (Space Design) ที่สร้างสมดุลในการใช้ชีวิต ระหว่างพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่ส่วนกลาง

People ที่สะท้อนผ่านพื้นที่ทางสังคมทั้ง แบบเจอกันจริง ๆ และแบบ virtual บน Application Ruejai รวมถึงการมี market place  ที่คนในโครงการสามารถซื้อขายสินค้าระหว่างกันได้

Planet ที่มุ่งเน้นความ Sustainability เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น ตั้งแต่ พื้นที่ “แยกขยะ” ที่สอดรับแนวความคิด Zero Waste การติดตั้ง solar cell ไว้บนอาคาร เพื่อลดการใช้พลังงานสำหรับพื้นที่ส่วนกลาง และ บริการ EV Shuttle Serviceจาก Muvmi

โดยในส่วนของ COBE Ratchada – Rama 9 (โค้บบ์ รัชดา – พระราม 9) จะสะท้อนความเป็น Place ผ่านทำเล (Location) ใจกลางเมือง NEW CBD ย่านรัชดา-พระราม 9 ที่รายล้อมไปด้วยสถานที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้า บริษัทขนาดใหญ่ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และการเดินทางที่สะดวกสบาย ใกล้รถไฟฟ้าใต้ดินสถานีศูนย์วัฒนธรรม ถนนสายหลัก  รัชดาภิเษก, พระราม 9 และทางพิเศษศรีรัช

 

COBE รัชดา- พระราม 9 ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 12 ไร่ มีอาคารพักอาศัยทั้งหมด 9 อาคาร (อาคาร A-I) ตั้งล้อมพื้นที่ส่วนกลาง Hill ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกตอบรับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ตั้งแต่พื้นที่ บริเวณด้านหน้าโครงการออกแบบให้เป็นโซน Commercial ซึ่งอนาคตจะเป็น Foodland ที่เปิดบริการ 24 ชั่วโมง มาพร้อมถูกและดี และส่วนกลางขนาดใหญ่ศูนย์รวม Facilities พื้นที่สำหรับการใช้ชีวิตของคนในโครงการและทำกิจกรรมต่างๆ เนรมิตรให้เป็น community พื้นที่แห่งการสร้างสรรค์เพื่อคนรุ่นใหม่ โดยจะมีสิ่งอำนวยความสะดวก อาทิ สระว่ายน้ำ, Fitness, Co-Working Space, Yoga Studio, Workshop space, Live Studio รวมไปถึงพื้นที่จอดรถในอาคาร Valley & Hill นี้ด้วย

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://propholic.com/prop-verdict/cobe-ratchada-rama-9/

2. โครงการในรูปแบบ TOD หนึ่งเดียวในย่านคูคต: NUE Core Khu Khot Station

ก่อนหน้านี้สัก 5 ปี คงไม่มีใครเชื่อว่าย่านสุดทางของกรุงเทพฯตอนเหนือที่เป็นช่วงรอยต่อสู่จังหวัดปทุมธานีอย่างคูคต จะเป็นจุดศูนย์กลางของไลฟ์สไตล์และรูปแบบการใช้ชีวิตสมัยใหม่บนคอนโด แม้ว่าย่านคูคตจะถูกพัฒนาศักยภาพในการเดินทางไปอีกขั้นให้ล้ำหน้ากว่าใครในปทุมธานีด้วยเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวตอนเหนือก็ตาม นั่นเป็นเพราะบรรดาผู้พัฒนาอสังหาฯส่วนใหญ่ยังคงยึดติดกับ Mindset ที่ว่าโครงการแนวราบ ยังไงก็น่าจะเหมาะกับทำเลชานเมืองมากกว่าโครงการแนวสูง จนลืม Pain Point สำคัญที่เกิดขึ้นกับผู้คนจำนวนหนึ่งที่ต้องใช้รถไฟฟ้าในการเดินทางเพื่อเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ…ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่เกิดขึ้นบนทำเลคูคต เกิดขึ้นอย่างฉับพลันนับตั้งแต่ที่โนเบิล และพันธมิตรอย่างบริษัท ที่เอ็นแอล อัลไลแอนซ์ จำกัด หรือ TNLA ซึ่งถือหุ้นภายใต้บริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน)  (ปัจจุบัน U City ขายบริษัทร่วมทุน (JV) และบริษัทย่อยอีกรวม 7 บริษัท ที่ร่วมลงทุนในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กับบริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ให้กับบริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) เรียบร้อยแล้ว) ประกาศพัฒนาโครงการบนคอนเซ็ปท์ TOD หรือ Transit-Oriented Development บริเวณติดสถานีรถไฟฟ้าคูคต ซึ่งก็คือ การพัฒนาย่านที่อยู่โดยรอบของสถานีรถไฟฟ้าให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อผู้คนในย่านมากที่สุด และทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นที่พักอาศัย แหล่งไลฟ์สไตล์ แหล่งงาน และพื้นที่สาธารณะ เป็นการช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ลดการใช้พลังงานจากยานพาหนะ และเสริมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีในชุมชน ซึ่งจะช่วยสร้างประโยชน์ในการใช้ที่ดินในย่านชายขอบกรุงเทพฯ ตอนเหนือ – ลำลูกกาให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแบบที่ไม่เคยมีโครงการไหนทำมาก่อน ซึ่งการพัฒนาโครงการในรูปแบบ TOD นี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนในย่านนี้ให้ดีมากยิ่งขึ้น ทั้งเรื่องของการเดินทาง การทำงาน การพักผ่อน และการใช้ชีวิต บน Brand Mission ของโนเบิลที่ต้องการ เปลี่ยนย่านคูคต ให้เป็นย่านคูลโคตร โดยโครงการแรกที่เปิดไปอย่าง NUE Cross Khu Khot Station ที่ขาย Sold Out ไปได้ภายใน 4 เดือนนับจากเปิดตัวโครงการนับว่าเป็นข้อพิสูจน์เป็นอย่างดีของแนวคิดในการพัฒนาโครงการในรูปแบบนี้ ว่าค่อนข้างตรงกับ Insight และแก้ Pain Point ของคนอยู่อาศัยจำนวนไม่น้อยเลยในย่านนี้ได้

จากความเชื่อและบริบทโดยรอบของทำเลคูคต – ลำลูกกา ที่ในอดีตที่ผ่านมา ไม่ได้มีโครงการรถไฟฟ้าเข้าถึง ส่งผลให้รูปแบบที่อยู่อาศัยเกือบทั้งหมดเป็นโครงการแนวราบที่อยู่เข้าไปในซอยย่อยคลองต่างๆ ของถนนลำลูกกา และถนนรังสิต – นครนายก ซึ่งคนในย่านนี้หากใครไม่มีรถยนต์ส่วนตัวก็มักจะพบเจอกับความยากลำบากในการเดินทางจากด้วยรถสาธารณะกว่าจะเข้าไปถึงบ้าน – ที่ทำงานได้ แต่เมื่อมีรถไฟฟ้าผ่านมาสิ้นสุดที่สถานีคูคตซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปทุมธานี และถนนลำลูกกา จึงทำให้เกิดดีมานท์ในการมองหาที่อยู่อาศัยที่ใกล้บริเวณนี้เพื่อความสะดวกในการทำงาน ซึ่งที่ผ่านมายังไม่มีโครงการใดที่ Serve Demand นี้ได้เลย โดยโครงการคอนโดอื่นๆ ที่มีก็ต้องนั่งรถสาธารณะต่อเข้าไปยังถนนใกล้เคียงอยู่ดี จึงเป็นสมมติฐานว่าจริงๆ แล้วที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับกลุ่มคนที่ต้องมีวิถีชีวิตวนไปเวียนมาในย่านลำลูกกานี้ต้องเป็นแค่โครงการแนวราบเสมอไปหรือ ซึ่งจากความสำเร็จของโครงการ อย่าง NUE Cross Khu Khot Station ก็ทำให้พบว่ามี กลุ่มลูกค้าจำนวนมากที่มองว่าการซื้อคอนโดติดรถไฟฟ้าคือคำตอบ จึงเป็นที่มาของโครงการเฟสถัดไปที่มอบความสมบูรณ์แบบในการใช้ชีวิตที่มากกว่าอย่าง NUE Core Khu Khot Station

NUE Core Khu Khot Station เป็นคอนโดใหม่เพียงหนึ่งเดียวที่ติดกับไลฟ์สไตล์มอลล์* และ BTS สถานีคูคต ต่อเดียวก็สามารถใจกลางเมืองได้แบบไม่ต้องเปลี่ยนสถานี และใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงในการเดินทางเข้าสู่ย่านสยาม แม้จะอยู่ในย่านคูคตแต่ก็เป็นย่านที่มีดีมานด์ในการเช่าค่อนข้างดี เหมาะกับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการซื้อเป็นคอนโดหลังแรก พร้อมทั้งยังเป็นคอนใหม่ติด BTS สายสีเขียวที่มีราคาดีที่สุดในตลาด ถือได้ว่าเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าประหยัดงบประมาณ มากกว่าไปเลือกซื้อคอนโดบนเส้นพหลโยธิน เป็นโครงการที่ถูกออกแบบตามแนวคิด “MCM in 60s” เรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์ และเพิ่มเติมความเป็น Pop Art ลงไป ส่วนกลางในโครงการอิงตามพื้นที่ตามธรรมชาติ โอบล้อมไปด้วย 6 อาคาร และมี Inner Courtyard ขนาดใหญ่ ยาวถึง 270 เมตร แทรกกลางโครงการ แบบห้องมีให้เลือกมากกว่า โดยมีห้องพักแบบ Duplex ชั้น 1 ที่สามารถ Access สวนและสระว่ายน้ำ ซึ่งเป็นห้อง Duplex Type หนึ่งเดียวใจกลางคูคต พร้อมขายแบบ Fully Furnished

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://propholic.com/prop-verdict/nue-core-khu-khot-station/

 

3. คอนโด Affordable Low Rise ติดถนนใหญ่ที่มอบส่วนกลางโดดเด่นที่สุด: Chapter One ALL Ramintra

ปกติแล้วหากพูดถึงคอนโด Low Rise ที่มีจำนวนชั้นไม่เกิน 7 – 8 ชั้น ในระดับราคาเริ่มต้นไม่ถึง 2 ล้านบาท หลายๆ คนคงจะนึกภาพถึงคอนโดที่อยู่ในซอยลึก เน้นทำห้องขนาดเล็ก ทำส่วนกลางให้น้อย Lean มากที่สุด โดยเลือกประหยัดพื้นที่ด้วยการยกส่วนกลางอย่างสระว่ายน้ำหรือสวนไว้บนชั้นดาดฟ้า ซึ่งดูจะไม่ค่อยน่าดึงดูดสำหรับกลุ่มคนที่ต้องการซื้อลงทุนปล่อยเช่าหรือปล่อยขายเพื่อทำกำไรในอนาคต เพราะการเป็นคอนโดในซอยก็ย่อมมี Exposure ที่ไม่โดดเด่นเหมือนกับคอนโดติดถนนใหญ่ อีกทั้งเมื่อมีพื้นที่ส่วนกลางน้อยคนเช่าก็มักจะกดราคา หรือไม่ก็ไปหาเช่าที่อื่นที่มอบส่วนกลางที่เยอะกว่าในตึกที่ใหม่กว่า

 

แต่สำหรับโครงการคอนโด Low Rise ที่เราจะพามาชมในวันนี้ ฉีกกับทุกข้อจำกัดของคอนโด Low Rise ให้กลายเป็นจุดเด่นที่ไม่แพ้คอนโด High Rise ด้วยทำเลที่ตั้งริมถนนใหญ่รามอินทรา ใกล้สถานีรถไฟฟ้าเพียง 250 เมตร ใกล้ห้างสรรพสินค้าและ Community Mall ชั้นนำมากมาย และที่สำคัญยังขึ้นชื่อว่าเป็นคอนโด Low Rise ที่มีการจัดวาง และมอบพื้นที่ส่วนกลางได้น่าตื่นตาตื่นใจมากที่สุด โดยเป็นพื้นที่ส่วนกลางต่อเนื่องในอาคารตั้งแต่ชั้น 1 – 8 บวกกับพื้นที่ Rooftop ไปเลยทั้งชั้น! กับโครงการ Chapter ONE All Ramintra

Chapter One ALL Ramintra (แชปเตอร์ วัน ออล รามอินทรา) ที่ตั้งอยู่บนทำเลรามอินทรา ติดกับถนนเส้นหลัก โดยคีย์เวิร์ดหลักของโครงการมาจากคำว่า ALL ซึ่งมาจาก 3 แกนหลักคือ  A = ALL Time ใช้ชีวิตได้อย่างตามใจชอบตลอด 24 ชั่วโมง L = LIVING Design ตอบทุกโจทย์การอยู่อาศัย และ L สุดท้าย = LIFESTYLES กับพื้นที่ส่วนกลางอลังการต่อเนื่องถึง 8+1 ชั้นด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็นโครงการที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยของคุณได้เป็นอย่างดี

ซึ่ง CHAPTER ONE ALL Ramintra มีรูปแบบโครงการเป็นคอนโด Low Rise 3 อาคาร เนื่องจากติดข้อจำกัดในเรื่องของทำเลรามอินทราช่วงต้น ที่ผังเมืองเป็นพื้นที่สีเหลือง ย.4 ทำเลชานเมืองที่มีความหนาแน่นของการอยู่อาศัยต่ำ แต่ยังคงสามารถสร้างอาคารชุดขนาดกลางไม่เกิน 10,000 ตารางเมตร ได้เพราะที่ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่รามอินทรา และห่างจากสถานีรถไฟฟ้าลาดปลาเค้าเพียงแค่ 250 เมตร แม้จะเป็นคอนโดสูง 8 ชั้นแต่ก็ต้องบอกว่าเป็น 8 ชั้นที่ปิดข้อจำกัดสุดคลาสสิคของคอนโด Low Rise ทั่วไปในเรื่องของ Exposure เพราะอยู่ติดถนนใหญ่ ใกล้รถไฟฟ้า และยังเป็นคอนโดโครงการใหม่เพียงโครงการเดียวที่เกิดขึ้นในย่านรามอินทราตอนต้น เพราะบริเวณรอบข้างในระยะเดินถึงไม่มีคอนโดโครงการอื่นเกิดขึ้นใหม่ โดยจะห่างออกไปประมาณ 2 – 3 สถานีรถไฟฟ้ามากกว่า และมีราคาเฉลี่ยต่อตารางเมตรสูงกว่า CHAPTER ONE ALL Ramintra ที่มีราคาเฉลี่ย 89,000 บาทต่อตารางเมตร กับห้องเริ่มต้นขนาด 24 ตารางเมตร ในราคาเริ่มต้น 1.79 ลบ. เรียกได้ว่าเป็นคอนโดที่มีราคาดี พร้อมทั้งยังได้รับอนิสงส์ในเรื่องความสะดวกสบายในย่านด้วยเช่นกัน

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://propholic.com/prop-verdict/chapter-one-all-ramintra/

 

4. คอนโด Luxury ที่เปิดรับวิวสวย และอากาศดีที่สุดในย่านบางนา: The Forestias Signature Series

คอนโดมิเนียมใน The Forestias ก็มีมากมายหลายแบบ แต่ทำไมแบรนด์คำว่า The Forestias Signature Series จึงไม่เหมือนใคร มีองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้แตกต่างจากที่อื่นอย่างไรบ้าง ถามแบบนี้ ก็คงต้องบอกว่าที่นี่ต่างด้วย 4 จุดหลักได้แก่

 

Signature Nature-inspired Living ดีไซน์อาคารและพื้นที่ส่วนกลางได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ อาคารสูง 44 ชั้น 122 ยูนิต ตั้งอยู่บนทำเลกลางผืนป่ากว่า 30 ไร่ ได้รับวิวสวยที่สุดตลอดทั้งปี

 

Signature Exclusive Privacy มีความเป็นส่วนตัวสูงมากระดับพิเศษกว่าที่ใด เพราะมีเพื่อนบ้านร่วมชั้นละเพียง 4 ยูนิต อีกจุดโดดเด่นเรื่องความเป็นส่วนตัวสูงด้วยลิฟต์ส่วนตัวและล็อบบี้ลิฟต์ส่วนตัว , พื้นที่ห้องกว้างและออกแบบเลย์เอาต์เป็นสัดส่วน พื้นที่ระเบียงกว้างขวาง เพลิดเพลินกับวิวสวนป่าขนาดใหญ่, ออกแบบให้พื้นที่บริการและพื้นที่ทำงานของแม่บ้าน แยกครัวไทย ห้องซักอบรีดผ้า และห้องพักผ่อนแม่บ้าน โดยจัดให้อยู่แยกจากพื้นที่ภายในหลักโซนเจ้าของบ้าน ช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวของกันและกัน,  ยูนิตพิเศษมี Private Plunge Pool, เพิ่มศักยภาพความเป็นส่วนตัวมาขึ้นเหนือระดับด้วย service corridor และ service stair ช่วยให้เมื่อมีการซ่อมบำรุงท่อส่วนกลางนั้นช่างไม่ต้องเข้ามาภายในห้องพักอาศัยเพราะแยกเส้นทางซ่อมออกจากโซนเจ้าของบ้าน

 

Signature Lifestyle Privileges อุดมไปด้วยพื้นที่ส่วนกลางและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นล็อบบี้ สวน ห้องนั่งเล่นและโต๊ะพูล ห้องออกกำลังกาย สระว่ายน้ำปรับอุณหภูมิได้ ห้องโยคะและพิลทีส และอื่นๆ อีกมากมาย และยังมีเพื่อนบ้านใกล้เคียงคือโรงแรม Hotel Indigo ซึ่งมีบริการต่างๆ คอยรองรับทุกความต้องการ

 

Signature Sustainnovation งานดีไซน์เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ บริหารจัดการอุณหภูมิ, คุณภาพอากาศ, คุมแสง, กันเสียง, ความปลอดภัย, อาศัยร่วมกับธรรมชาติ, คุณภาพชีวิตของทุกสรรพสิ่ง นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยีระบบบริหารจัดการพลังงาน เช่น Central Utility Plant (CUP) และ Energy Management Unit (EMU) ช่วยวัดค่าพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ไป ความพิเศษอีกอย่างคือระบบควบคุมอากาศบริสุทธ์ ด้วยเครื่อง ERV (Energy Recovery Ventilator) เพื่อช่วยกรองฝุ่น PM2.5

 

เนื่องจากโครงการต่าง ๆใน The Forestias นั้นไม่สามารถเทียบกับโครงการอื่นๆ ภายนอกได้ เพราะที่อื่นไม่ได้เป็น Theme project และไม่ได้มีคอนเซปต์เน้นธรรมชาติและพื้นที่สีเขียวเหมือนใน The Forestias ดังนั้นตัดช้อยส์โครงการข้างนอกออกไปได้เลย และถ้าเราจะเทียบ ก็ต้องเทียบกับเฉพาะภายใน The Forestias ด้วยกันเท่านั้นครับ

 

จากภาพด้านล่าง จะเห็นได้ว่า The Forestias Signature Series มีความเป็นส่วนตัวสูงที่สุดเพราะมีจำนวนยูนิตน้อยที่สุดเพียง 122 ยูนิตเท่านั้น ซึ่งโครงการอื่นๆ ในเขต The Forestias จะอยู่มีจำนวนอยู่ที่ 269-465 ยูนิต เรียกได้ว่ามากกว่าเป็นสองเท่าเลยทีเดียว ดังนั้นถ้าใครชอบความหรูหราแบบเป็นส่วนตัวมีทางเลือกเดียวคือที่  The Forestias Signature Series  เท่านั้นครับ

ถ้าเทียบกันเรื่องไลฟ์สไตล์ Whizdom Mytopia และ Whizdom Destinia  จะเหมาะกับคนที่ชอบอยู่ตึกสูงและอยู่ร่วมกันเพื่อนบ้านตึกเดียวกันจำนวนเยอะๆ ชอบความคึกคัก อาจจะเป็นกลุ่ม Young gen ก็ได้ ส่วนคนรักสัตว์เลี้ยงจะเลือกอยู่ที่ Whizdom Petopia เพราะอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ ส่วน Mulberry Grove จะเหมาะกับคนที่ชอบความสงบเพราะโครงการเป็นแบบ Low-rise แต่ถ้าใครที่ชอบอยู่ตึกสูง มองเห็นวิวป่าจากที่สูงแบบเต็มตาและไม่ประนีประนอมกับสเปคห้อง อยากได้ของดีที่สุด ส่วนตัวสูงที่สุด เลิศที่สุดก็ต้องโครงการระดับ Signature อย่าง The Forestias Signature Series คือหนึ่งเดียวสำหรับเรา

 

ความนิยมของทุกโครงการที่พักอาศัยใน The Forestias จะเริ่มเห็นชัดมากยิ่งขึ้นเมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ครบทุกโครงการ และเมื่อนั้นเองราคาจะค่อยๆ วิ่งขึ้นตามจำนวนผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามา โครงการ The Forestias จะคล้ายกับสังคมในอุดมคติที่มีเพื่อนบ้านในระดับฐานะและวัฒนธรรมการใช้ชีวิตระดับเดียวกันมาอยู่ด้วนกัน แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้ปลีกแยกออกจากสังคมภายนอกเพราะมีภายใน The Forestias ก็มีพื้นที่เพื่อให้บริการสังคมมาเยี่ยมชมและร่วมกันศึกษาความสำเร็จของเมืองในฝันแบบใหม่นี้ร่วมกัน โดยมีกลุ่มคนมีศักยภาพการเงินสูงเข้ามาอยู่เป็นกลุ่มผู้บุกเบิกคอนเซปต์เมืองแบบใหม่นี้ให้ทุกคนได้รู้จักและเห็นชอบร่วมกันที่จะสร้างให้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่อื่นๆ อีกต่อไป

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://propholic.com/prop-verdict/the-forestias-signature-series/

 

5. คอนโดฝั่งธนฯที่เรียกกระแสฮือฮาจากนักลงทุนมากที่สุดในรอบหลายปี: RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค

 

“เปิดตัว 2 วันกวาดยอดขายกว่า 4,000 ล้านบาท ปิดการขายได้มากถึง 80% จากทั้งโครงการ” นี่คือเหตุผลสั้นๆที่บอกว่าทำไม RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค ถึงได้ตำแหน่งนี้ไป ท่ามกลางปีที่นักลงทุนคอนโดต่างเบือนหน้าหนีหายจากตลาดไปจนหมดแล้ว

“ทำเลนี้ดีมาก ไม่ว่าเอพีจะส่งแบรนด์ไหนมาลง ก็คงจะเรียกเสียงฮือฮาได้ไม่แพ้กัน” เชื่อแน่ว่าหลายคนก็คงจะคิดแบบเดียวกับผมในทันทีที่รู้ว่าเอพีได้คว้าที่ดินแปลงงานตรงข้าม ICONSIAM แปลงนี้ไป แต่ในมุมมองของเอพีที่ล้วนทราบดีกว่าย่านถนนเจริญนคร ช่วงขนานกับแม่น้ำเจ้าพระยานั้นเป็นย่านที่แม้จะมีการเติบโตอย่าง Exponential จากรถไฟฟ้าสายสีทอง และ ICONSIAM แต่ศักยภาพโดยรวมก็ยังไม่ได้ถูกรีดออกมาได้อย่างเต็มที่ และกำลังรอวันที่จะถูกเริมเต็มได้อีกจาก การทยอยเข้ามาร่วมมือกันพัฒนาย่านนี้ให้กลายเป็น A Must Global Destination จากกลุ่มทุนเอกชนขนาดใหญ่หลายราย ดังนั้นผลลัพธ์จึงออกมาเป็นแบรนด์ RHYTHM ที่ถูกถ่ายทอดออกมาภายใต้แนวคิด “Bluechip Design Residence” ที่สุดของการออกแบบการใช้ชีวิต ซึ่งเหตุผลที่ใช้แบรนด์ RHYTHM นั้น เพราะเอพีมองว่ามีความสอดคล้องกันกับรสนิยม และพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ทางบริษัทฯได้ไปทำ Empathy มา โดยในปัจจุบันเอพีมีการกำหนด Brand Architecture ของ RHYTHM (ริธึ่ม) เพื่อให้เป็นลักชัวรีคอนโดมิเนียม ระดับราคา 160,000 – 220,000 ต่อตร.ม. ซึ่งมาพร้อมกับจุดยืนของแบรนด์ Obsession for Perfection พิถีพิถันเพื่อชีวิตสมบูรณ์แบบ

 

RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค เป็นไฮไลต์โปรเจกต์สำคัญ นอกจากเป็นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งในรอบ 4 ปีของแบรนด์ RHYTHM เองแล้ว โครงการนี้ยังเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีการร่วมทุนระหว่าง เอพี ไทยแลนด์ – มิตซูบิชิ เอสเตท ที่ทั้งสองบริษัทฯ ตั้งใจเป็นอย่างมากที่จะมุ่งมั่นสร้างสรรค์และพัฒนาให้โครงการนี้เป็น Super Condominium แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศ ตอกย้ำทุกดีเทลรายละเอียด รวบรวมความเป็นที่สุดสะท้อนนิยาม RHYTHM is in the details ที่เชื่อมโยงทั้งเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวและไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์แบบเหนือระดับ ต้อนรับ ดีมานด์ตลาดลักชัวรีคอนโด รองรับลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยมีราคาเริ่มเพียงแค่ 159,000 บาท ต่อ ตร.ม.ก่อนหักส่วนลดของกลุ่มลุกค้า Investor ที่จับกลุ่มรวมตัวกันเพื่อซื้อเหมาชั้น

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://shorturl.at/fmEHZ

 

6. คอนโด Ultimate Luxury Low Rise ที่มี่ราคาสูงที่สุดในประเทศไทย: Park85 Residences

“ชีวิตของเราคือร่องรอยของความทรงจำ” ประโยคสั้นๆแต่เปี่ยมด้วยความหมายอันสุดทรงพลังของคุณ Fiona Rodel นี้ คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโครงการคอนโดในรูปแบบ Exclusive Residences บนที่ดินที่เป็นบ้านดั้งเดิมของเจ้าของโรงเรียนนานาชาติ Bangkok Pattana อันเลื่องชื่อ กับโครงการ Park85 Residences ครับ

 

สำหรับโครงการ Park85 Residences นั้นทางทีมผู้พัฒนาได้มองโจทย์ไปที่การทำอย่างไรที่จะทำให้ที่ตั้งของโครงการ ซึ่งเป็นที่ที่รวบรวมเอาทุกความทรงจำที่มีความหมายของครอบครัว “The Rodel – Stuetzel” มาตั้งแต่รุ่นคุณตาและคุณยาย ที่ได้แต่งงานและตัดสินใจที่จะลงหลักปักฐานกันที่ประเทศไทยด้วยกัน ในปี ค.ศ. 1957 ก่อนที่จะได้ก่อตั้งโรงเรียนบางกอกพัฒนาในภายหลัง ให้เป็นสถานที่ที่ยังคงสามารถส่งต่อมูลค่าที่เพิ่มมากขึ้นไปในแบบไม่รู้จบยังกลุ่มผู้ที่ได้ครอบครองโครงการครับ โดยความตั้งใจแรกนั้นทางคุณ Fiona และ Andreas Rodel ผู้เป็นหลาน แค่อยากที่จะปรับปรุงที่อยู่ปัจจุบันของตระกูลให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยร่วมกันของครอบครัวที่ได้ขยายใหญ่ขึ้น แต่ก็เกิดไอเดียในการที่จะสร้างสังคมอันน่าอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้านหลายๆคนที่มองเห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันแบบครอบครัวใหญ่บนทำเลสุขุมวิท 85 จึงได้ขยายเป็นสังคมใหญ่ขึ้นกับโครงการ Park85 Residences “บ้านที่เปิดกว้างมากขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตบนสังคมที่ดียิ่งขึ้น” ผ่านการนำเสนอส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออก ซึ่งสะท้อนความเป็นตัวตนของครอบครัว “The Rodel – Stuetzel” ชาวสวิสที่ได้ซึมซับความเป็นไทยมาอย่างยาวนาน จากรุ่นสู่รุ่น และยังสอดคล้องกับแนวคิดของชาวสวิสที่มักจะปักหลักชีวิตอยู่ที่บ้านเพียงหลังเดียว เปรียบดั่งปราสาท เป็นป้อมปราการรากฐานชีวิตที่ให้ความมั่นคงปลอดภัย สร้างความสุข มอบความสะดวกสบายให้กับชีวิตของทุกคนในครอบครัว

ดังนั้น เราจึงได้เห็นการวางคอนเซปท์โครงการในแบบที่ใส่ใจในรายละเอียดมากถึงมากที่สุด ตั้งแต่เรื่องของการออกแบบที่ได้บริษัท DBALP (บริษัท ดวงฤทธิ์ บุนนาค จำกัด) มารับหน้าที่ในการออกแบบโครงการ เพื่อให้เป็นคอนโดในระดับ Ultimate Luxury หนึ่งเดียวในย่าน อ่อนนุช – บางจาก บนจุดเด่นที่น่าสนใจหลายอย่าง อาทิ งานดีไซน์อาคารที่ออกแบบให้เชื่อมต่อกับธรรมชาติและคงรักษาพื้นที่สีเขียวด้วยวัสดุปิดผิวอาคารเป็นอลูมิเนียมคอมโพสิทลายไม้ / มีระเบียงขนาดใหญ่ในรูปแบบ Walk Out Terrace ใช้พื้นที่ทำกิจกรรมทุกรูปแบบได้จริง โดยทุกส่วนของห้องจะมีระเบียงยื่นออกมาอย่างน้อย 90 Cm./ ชุดครัวแบบ Fully Equipped ที่ถูก Inspired โดยเชฟระดับมิชลิน สตาร์ David Hartwig ผลิตและส่งตรงจากเยอรมัน มี Appliance ส่วนตู้เย็น Built – in แบรนด์ liebherr ซิงค์ของ Blanco และ Hob, Hood, Oven และเครื่องล้างจาน จาก Swiss ที่ดีที่สุดในโลกอย่างแบรนด์ V-ZUG

 

มีนวัตกรรมการอยู่อาศัยเพื่อ Well – Being ภายในห้อง และบนพื้นที่ส่วนกลางที่เอาใจเทรนด์การใช้ชีวิตแบบใหม่ อาทิ ระบบ Flood Protection, ระบบฟอกอากาศบริสุทธิ์ ที่ปลอดภัยจากก๊าซเรดอน พร้อมระบบแลกเปลี่ยนอากาศ, มี Option ให้ลูกบ้านในการติดตั้งระบบ Digital Detox ทีช่วยให้นอนหลับเต็มอิ่ม ไร้กังวลจากการรบกวนของรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMF Shield) ที่เกิดจากมือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ด้วยการทาสีแบบ Graphite Paint, การนำเอา CDU แอร์ระบบ VRF ไปไว้บนชั้นดาดฟ้า, พื้นที่เก็บของใต้ดินพร้อระบบระบายอากาศแบบประหยัดพลังงาน Climate Controlled private Storage Units, Private Underground Wine & Whiskey Lockers, Delivery Drop – off Room, Co – Working Space, Vintage & Super Car Parking, Bike & Motorcycle Parking ที่สะดวกสบายด้วยระบบจอดจักรยาน Velopa AG นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์, Car Washing Area, Modern Gym, BBQ Area, Rooftop Laundry Drying Area, Rooftop Solar ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายบนพื้นที่ส่วนกลางไปได้ประมาณ 16% และรองรับการใช้งาน Wheelchair ในทุกพื้นที่ โดยมีไฮไลท์เป็นสระว่ายน้ำแบบควบคุมอุณหภูมิพร้อมต้นไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นต้นประดู่เหลืองที่อยู่มาเกือบ 50 ปีแล้ว

Park85 Residences ตั้งอยู่บริเวณจุดกึ่งกลางระหว่างซอยสุขุมวิท 85 และ 87 หรือราวๆ 800 เมตร จาก BTS บางจาก (เดิน 10 นาที)ตรงข้ามซอยเป็นโครงการสุขุมวิท ฮิลล์ (สุขุมวิท 58) ซึ่งเป็นโครงการมิกซ์ยูส ประกอบด้วยโรงแรมเดอะ ควอเตอร์ อ่อนนุช บาย ยูเอชจี (The Quarter Onnut by UHG) จำนวน 100 ห้อง 8 ชั้น อาคารสำนักงานสูง 20 ชั้น ขนาด 10,000 ตารางเมตร และมีพื้นที่รีเทล ที่ได้เริ่มเปิดใช้บริการไปแล้ว รายล้อมด้วยโรงเรียนนานาชาติชั้นนำทั้ง เวลล์ส, บางกอกเพรพ, เซนต์ แอนดรูส์ และบางกอกพัฒนา รวมไปถึงรพ.ชั้นนำ อย่าง สมิติเวช สุขุมวิท และรวมใจรักษ์ ซึ่งนับว่าเป็นโซนรอบรถไฟฟ้าในย่านอ่อนนุช – บางจาก มีความเป็นเมืองทันสมัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆ ครบทุกอย่างทั้งสถานีรถไฟฟ้า ห้าง ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงหนัง โรงแรม Co-Working Space คาเฟ่ โฮสเทล และมีสถานที่ที่น่าค้นหาเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ทั้งยังอยู่ติดกับถนนสุขุมวิทเส้นหลัก เดินทางง่ายทั้งเข้าเมืองและออกนอกเมือง ไม่ว่าจะเป็นการใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือรถไฟฟ้า BTS และยังมีโครงการอสังหาฯ ขนาดใหญ่เกิดขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการโรงแรม และ Mixed Use จนแทบจะกลายเป็นย่านธุรกิจสมัยใหม่ของอ่อนนุชไปแล้ว จึงส่งผลให้ราคาที่ดินมีการปรับตัวสูงขึ้นในแต่ละปี… ด้วยราคาขายเริ่มต้นต่อตรม.คือประมาณ 295K ครับ เป็นการขายแบบ Fully Fitted สามารถเลือกวัสดุพื้นได้ว่าจะเป็น Engineered Wood หรือกระเบื้อง รวมถึง Personalization Package ที่ต้องซื้อเพิ่มในการติดตั้งระบบป้องกัน EMF และระบบผ้าม่าน ฯลฯ จึงทำให้ที่นี่ขึ้นป้ายว่าเป็นโครงการ Ultimate Luxury ที่ครองแชมป์ราคาสูงที่สุดในไทยทันทีครับ

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://shorturl.at/yFSV7

 

7. บ้านเดี่ยวระดับ Ultimate Luxury พร้อมสระว่ายน้ำที่ดีไซน์หวือหวา เปี่ยมรสนิยมมากที่สุด: BuGaan Pattanakarn

แม้ว่าซอยพัฒนาการ 32 จะมีบ้านเดี่ยวราคาแพงมาเปิดขายจนเกือบจะทั่วทั้งบริเวณ 2 ฝั่งถนนแล้ว แต่เชื่อแน่นอนว่าไม่ว่าใครก็ตามที่ขับรถผ่านมายังหน้าโครงการ BuGaan Pattanakarn (บูก้าน พัฒนาการ) ก็คงจะต้องหยุดมองไปที่ Main Gate ของโครงการราวกับต้องมนต์สะกดของอะไรบางอย่างที่ดึงดูดให้เราเข้าไปร่วมค้นหาความพิเศษอันน่าหลงใหลของโครงการในแบบไม่รู้ตัว “นี่บ้านใครกัน ทำไมถึงกล้าเอาต้น Olive Tree ทรงสวยขนาดใหญ่เว่อร์ๆที่มีอายุกว่า 1,000 ปี จากประเทศสเปน มาปลูกไว้หน้าทางเข้าโครงการ ซึ่งมันก็ดูเข้ากันได้ดีกับ Main Gate ทรง Cantilever สีทองแบบเหลือเชื่อ” ลำพังแค่หน้าทางเข้าโครงการก็ยังชวนให้ตั้งคำถามได้มากขนาดนี้แล้ว และหากเป็นภายในตัวบ้านล่ะมันจะขนาดไหน…ในมุมมองของผม BuGaan ก็ยังคงเป็น “บ้าน Gu” ที่แม้ว่าจะเปิดตัวมาแล้วถึง 3 โครงการ แต่ความลึกลับ เปี่ยมเสน่ห์ รุ่มรวยรสนิยม และการสร้างเซอร์ไพร์สในเรื่องของการออกแบบสเปซ ก็ยังคงไว้ซึ่งความเป็นปัจเจก ที่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลยสักโครงการ

สำหรับโครงการนี้ก็ยังคงถูกพัฒนาภายใต้ 3 ปรัชญาของ Sansiri Luxury Collection อันประกอบไปด้วย

1. Refined Taste การดีไซน์ที่ถ่ายทอดรสนิยมและไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมือนใคร อย่างในโครงการ BuGaan Pattanakarn ตั้งแต่บริเวณทางเข้าโครงการจะพบกับ Main Gate ขนาดใหญ่ที่เป็นแบบ Cantilever โดดเด่นด้วยผนังหินธรรมชาติสีดำตัดกับการตกแต่งด้วยเส้นสตริปสีทอง และยังเพิ่มความเป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครด้วยต้น Olive Tree อายุกว่า 1,000 ปี จากประเทศสเปน

2. Uncompromising Quality ความพิถีพิถันทุกขั้นตอนในทุกรายละเอียด ทางโครงการมีการเลือกใช้วัสดุที่คัดสรรมาอย่างดี ในทุกๆส่วนของตัวบ้าน และตัวโครงการ

3. Unparalleled Living Experience ประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เหนือกว่ากับ BuGaan Pattanakarn มากับความเป็นส่วนตัว เพียง 17 หลังเท่านั้น พร้อมพื้นที่กิจกรรม Hang out สำหรับครอบครัว ภายในบ้านอย่าง Lap Pool ความยาว 10 เมตร และ Inner Courtyard

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://shorturl.at/ckIQT

 

8. บ้านเดี่ยวในเมืองสไตล์ Pool Villa ที่ทำราคาออกมาได้ Competitiveที่สุด: ARTALE Asoke – Rama 9

“นี่คือโครงการบ้านเดี่ยวในดงคอนโดเลย” ผมเชื่อว่าหลายๆคนน่าจะคิดแบบเดียวกับผมในทันทีที่เห็นภาพ Skyline เหนือโครงการเป็นหมู่ตึกคอนโดสูงในย่านพระราม 9 ที่รายล้อมเป็น Background ของโครงการในแบบที่เห็นได้เด่นชัดจากพื้นที่ส่วนกลาง…แม้อนันดาจะมีจุดแข็งในเรื่องของคอนโดบนทำเลใกล้รถไฟฟ้า แต่ “บ้านอนันดา” โดยเฉพาะ ARTALE Asoke – Rama 9 ก็ยังคงถูกถ่ายทอด DNA ของการเป็น Strategic Location ออกมาได้ดีมากเช่นกัน

 

ถ้าเรามีงบประมาณราวๆ 35 ลบ.และต้องการใช้ชีวิตบนย่าน CBD อโศก – พระราม 9 หรือย่านที่สามารถขับรถเชื่อมต่อไปยังย่าน Lifestyle อื่นๆใจกลางเมืองได้ในแบบรวดเร็วทันใจ แน่นอนว่าตัวเลือกอันดับแรกก็คงจะเป็นคอนโด Luxury ที่ตั้งมากมายบนทำเลใกล้รถไฟฟ้า แต่ข้อจำกัดก็คือพื้นที่การใช้งานที่ภายใต้งบประมาณดังกล่าว ก็อาจจะได้เพียงห้องขนาด 2 – 3 ห้องนอน บนพื้นที่ราวๆ 140 ตรม. ของคอนโดระดับ Luxury ที่มีราคาขายสูงถึงตารางเมตรละ 250,000 บาทเท่านั้น ยังไม่รวมกับข้อจำกัดอื่นๆที่คอนโดทั่วไปให้ไม่ได้ อาทิ ความเป็นส่วนตัว พื้นที่เปิดโล่ง ความใกล้ชิดธรรมชาติ จำนวนพื้นที่จอดรถ รวมไปถึงพื้นที่เอนกประสงค์ที่กว้างมากพอให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้อยู่อาศัยในทุกเจนเนแเรชั่นได้ในแบบไม่ต้องมาแย่งพื้นที่กัน

แน่นอนว่า สำหรับกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงยุคปัจจุบันหากมี Choice ให้เลือกระหว่างบ้านพร้อมที่ดินกลางเมืองย่าน CBD กับคอนโด 3 ห้องนอนในทำเลเดียวกัน หลายๆคนก็ยังมีความต้องการที่จะอยู่อาศัยในบ้านที่มี space รองรับการใช้งานของทุกคนในครอบครัว อยู่ร่วมกันได้หลาย Generation มากกว่าคอนโด ที่มีขนาดพื้นที่ห้องอย่างมากเพียงแค่ 3-4 ห้องนอน จอดรถได้น้อย เลี้ยงสัตว์ไม่ได้ ขาดความเป็นส่วนตัว และไม่ได้กรรมสิทธิ์ในตัวที่ดิน ซึ่งที่ผ่านๆมาแม้ว่าตลาดอสังหาฯในกรุงเทพฯจะมีตัวเลือกในส่วนของโครงการบ้านในระดับ Luxury เพิ่มมากขึ้น แต่โครงการใหม่เกือบทั้งหมดที่มาพร้อมพื้นที่ส่วนกลางสไตล์ Clubhouse ขนาดใหญ่ และแบบบ้านที่มีความหลากหลาย สะท้อนตัวตนที่แตกต่างกันไปของผู้ครอบครองแต่ละคน ก็มักจะตั้งอยู่บนทำเลส่วนต่อขยายของเมือง ไม่ว่าจะเป็นย่าน กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ ราชพฤกษ์ หรือเลียบด่วนเอกมัย – รามอินทรา ที่แม้จะเดินทางเข้าไปยังย่าน CBD ได้ง่าย แต่ก็ยังต้องใช้เวลาในการเดินทางพอสมควร อีกทั้งยังต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าที่จะมีโครงการ Neighborhood Facilities ทั้งห้าง โรงพยาบาล หรือสถานศึกษา พัฒนาตามขึ้นมา ซึ่งสำหรับกลุ่มผู้ซื้ออยู่เองที่มีความเป็น Thoughtful Investor ด้วยแล้ว การเลือกซื้อโครงการที่ตั้งอยู่ในย่าน CBD อยู่แล้ว โดยที่พื้นที่ใกล้เคียงก็แทบจะไม่ได้มีโครงการใหม่พัฒนาขึ้นมาได้อีกเลย หรือมีอยู่น้อยมาก ก็ดูจะเป็นตัวเลือกในการซื้อที่เหมาะสมที่สุด

โครงการ ARTALE Asoke – Rama 9 (อาร์เทล อโศก – พระราม 9) โดยเป็นโครงการลำดับที่ 3 ภายใต้แบรนด์ ARTALE ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับท็อปสุด (Top Hierarchy) ของกลุ่มสินค้าบ้านแนวราบ “บ้านอนันดา” ของบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) มูลค่าโครงการกว่า 4,000 ล้านบาท โดยทางบริษัท อนันดา ได้พัฒนาแบรนด์นี้ให้ตอบโจทย์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องโดยที่ผ่านมาแบรนด์ Artale มีการพัฒนาอยู่จำนวน 2 โครงการ บน 2 ทำเลย่าน Extension CBD กับ โครงการ Artale พัฒนาการ-ทองหล่อ ในซอยพัฒนาการ 20 และอีกโครงการตั้งอยู่ในย่านถนนเลียบด่วนรามอินทรา คือ Artale เอกมัย – รามอินทรา โดยการกลับมาในครั้งนี้ของ ARTALE Asoke – Rama 9 จะมีไฮไลท์และความพิเศษตรงที่มีการออกแบบบ้านเพื่อให้สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าของบ้าน ที่ทางอนันดาได้ทำการศึกษาข้อมูลทางพฤติกรรมศาสตร์ของกลุ่มผู้ซื้อมาแล้วว่าต้องการแบบบ้านบนคอนเซปท์ของ New Urban Luxury Pool Villa

 

โดยคอนเซปท์ของตัวโครงการ เริ่มต้นจากชื่อแบรนด์ Artale ซึ่งเป็นการรวมคำระหว่าง Art และ Tale โดยคำว่า Art มีความหมายสื่อถึง บ้านที่เติมเต็มจินตนาการให้แข็งแกร่งด้วยการออกแบบพื้นที่ระหว่างศิลปะและฟังก์ชันอย่างลงตัว ในส่วนของคำว่า Tale คือ สถานที่ที่เชื่อมโยงเรื่องราววิเศษในทุกช่วงของชีวิตอย่างไม่รู้จบ โดยตัวโครงการออกแบบโดยให้ความสำคัญและความใส่ใจสิ่งแวดล้อม ความปลอดโปร่งในการอยู่อาศัย เพื่อให้เกิดผลดีต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ตามแนวคิด Biophilic Design โดยคอนเซปท์ของโครงการ อาร์เทล อโศก พระราม 9 มี 3 องค์ประกอบหลักที่น่าสนใจดังนี้

1. Boundless Connection คือ การเลือกทำเลใจกลางเมืองที่ดีที่สุดมาใช้ในการพัฒนาโครงการ เพราะ เชื่อว่าเวลา เป็นต้นทุนที่แพงที่สุด ซึ่งทำเลของโครงการเป็นตำแหน่งที่สามารถเดินทางได้สะดวกทั้งการเดินทางเข้าเมืองและออกนอกเมือง ใกล้กับทางขึ้นด่วนพิเศษฉลองรัช ใกล้เพียง 7-10 นาทีเท่านั้น

2. Flow of soul บ้านใจกลางเมือง ที่ชีวิตรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ และสะท้อนความเป็นตัวตน ผ่านรูปแบบการดีไซน์ และวัสดุระดับดีที่สุด ตัวโครงการมีการใส่ใจในการเลือกรายละเอียดตัววัสดุ เพราะเป็นสิ่งที่ผู้อาศัยต้องสัมผัสใช้งานในทุกๆวัน

3. The Canvas of life คือ การออกแบบฟังก์ชัน ที่จะทำให้ทุก Generation ใช้เวลาร่วมกันอย่างลงตัวภายใต้แนวคิด Penthouse on ground โดยตัวบ้านของโครงการมีขนาดพื้นที่ใช้สอยเริ่มต้นตั้งแต่ 335 ตารางเมตร จนไปถึง 546 ตารางเมตร ซึ่งมีพื้นที่เพียงพอรองรับกับทุกฟังก์ชันการใช้งานของทุก Generation

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://shorturl.at/kHIVZ

 

9. The Best Affordable High Rise Condo ติดถนนใหญ่ ห้องใหญ่ แต่ราคาเบาหวิว: Supalai PARC Ekkamai-Pattanakarn

Supalai PARC Ekkamai – Pattanakarn คือคอนโดมิเนียม High – Rise ขนาด 2 อาคาร ติดถนนใหญ่พัฒนาการตอนต้น ช่วงแยกคลองตัน ใกล้กับ ARL รามคำแหง และทางด่วนฉลองรัช สามารถเชื่อมต่อย่านสำคัญอย่าง เอกมัย ทองหล่อ พระราม 9 RCA และถนนเพชรบุรีได้ง่าย เป็นทำเลที่มีดีมานด์จากผู้คนที่เดินทางไปทำงานในเมืองด้วยรถไฟ และ ARL ทำราคาค่าเช่าได้ดีทั้งจากคนไทยและต่างชาติ พร้อมยังขายในราคาเฉลี่ยที่ถูกสุดในย่าน คือเฉลี่ยประมาณตารางเมตรละ 70,000 บาท*เท่านั้น ซึ่งเป็นระดับราคาที่ขายค่อนข้างดีมาก และหายากมากแล้วสำหรับคอนโดในเมือง โดยโครงการแยกอาคารพักอาศัยออกเป็น 2 อาคาร พร้อมพื้นที่ส่วนกลาง Victoria Pond และ Sunken Courtyard แทรกระหว่างอาคาร และสวนบริเวณ Rooftop ของทั้งสองอาคาร มีพื้นที่เปิดโล่งสีเขียวใหญ่ที่สุดในย่านพัฒนาการ ด้วยพื้นที่ 7,318.57 ตารางเมตร หรือประมาณ 4-2-29 ไร่

 

โครงการยังเอาใจคนชอบออกกำลังกาย ด้วยเส้นทางวิ่งรอบโครงการตั้งแต่ 150, 800 และ 950 เมตร ตามความถนัด และยังมอบสัดส่วนที่จอดรถสูงที่สุดในย่านเดียวกัน ด้วยจำนวน 60% และมี Shuttle Service รับ-ส่ง ไปสถานีรถไฟฟ้า ARL สถานีรามคำแหง โครงการถูกออกแบบภายใต้แรงบันดาลใจจากส่วนโค้งในงานสถาปัตยกรรมและพื้นที่สวนในฝรั่งเศส ออกแบบเพื่อทุกรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างลงตัว ด้วยห้องหลากหลาย แบบ Studio – 3 ห้องนอน ขนาด 30 – 100 ตารางเมตร มี Private Storage ที่เป็นห้องเก็บของส่วนตัว พร้อมโฉนดบนชั้นเดียวกับห้องพัก แยกขายสำหรับคนที่ต้องการพื้นที่เก็บของเยอะกว่าการใช้งานปกติ ในแบบที่ไม่รบกวนพื้นที่ใช้สอยภายในห้อง ด้วยการที่ศุภาลัยสามารถทำราคาขายออกมาได้ต่ำกว่าราคาตลาดของคอนโดใหม่โดยรอบ จึงเหมาะกับกลุ่มผู้ซื้อที่มองหาความคุ้มค่าจากห้องขนาดใหญ่ในราคาที่ถูกกว่าโครงการอื่น หรือกลุ่มพนักงานออฟฟิศใกล้แหล่งงานในย่านเอกมัย – รามคำแหง ที่มองหาคอนโดหลังแรกแบบผ่อนสบายๆในราคาเริ่มต้นไม่เกิน 2 ล้านบาท ที่หาไม่ได้อีกแล้วในชั่วโมงนี้ และด้วยการที่โครงการทำห้องขนาดใหญ่แบบ Presidential Suite ออกมาจำนวนไม่มาก จึงน่าจะดึงดูดความสนใจของกลุ่มผู้ที่คุ้นเคยกับการอยู่คอนโดในย่านนี้อยู่แล้ว แต่ต้องการขยับขยายพื้นที่ใช้สอยให้มากขึ้น ด้วยการขายห้องเก่า และเปลี่ยนมาซื้อห้องใหม่ในโครงการนี้ได้เช่นกัน

 

ทำเลพัฒนาการตอนต้น ช่วงแยกคลองตัน – แยกศรีนครินทร์ เป็นย่านที่ดีเวลลอปเปอร์ส่วนใหญ่มองเห็นความสำคัญในฐานะที่สามารถเป็นตัวเลือกทดแทนการพัฒนาคอนโดในทำเลเอกมัย – ทองหล่อ ได้พอสมควรจากต้นทุนราคาที่ดินที่ถูกกว่ากันเกินครึ่ง ทำให้สามารถทำราคาขายที่ตอบโจทย์คนกลุ่ม Mass ได้มากกว่า และยังเดินทางด้วยรถจากถนนพัฒนาการช่วงคลองตัน ก็ตรงเข้าเอกมัย – ทองหล่อได้เลยในไม่กี่นาที ซึ่งตรงนี้ช่วยปิดข้อจำกัดในเรื่องของความใกล้เพียงแค่โครงข่ายสถานีรถไฟฟ้าระดับรองอย่าง ARL (AERA1) ที่สถานีรามคำแหง ได้พอสมควร เพราะเลือกใช้บริการขนส่งสาธารณะรูปแบบอื่นๆได้ ความต้องการที่อยู่อาศัยในพื้นที่จึงยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง…ซึ่งส่งผลให้ Competitive Arena ของคอนโดในย่านนี้จะมีความหลากหลายมาก ไม่ได้แข่งกันในมิติเดียว แบบในย่านทองหล่อที่มักจะแข่งกันที่ความหรูหรา โดยที่ไม่ได้มองราคาเป็นปัจจัยหลัก เพราะแถวนี้จะแข่งกันทั้งในเรื่องของ ดีไซน์ ที่ตั้งโครงการ จำนวนยูนิต และราคา แล้วแต่ว่าเจ้าไหนจะเด่นเรื่องอะไร ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าคอนโดในย่านนี้มักจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป บางที่เน้นส่วนกลาง บางที่เน้นวัสดุภายในห้อง บางที่เน้นที่ตั้งที่ใกล้ ARL บางที่เน้นเลย์เอาท์ห้องหน้ากว้าง หรือแบบ Loft บางที่เน้นจับกลุ่ม Pet Friendly กันไปเลย

 

สำหรับผู้มาทีหลัง แต่ไม่ใช่หลังที่สุดอย่าง Supalai PARC Ekkamai-Pattanakarn นั้นด้วยการที่ภาพลักษณ์ของแบรนด์คือแบรนด์มหาชน เป็นแบรนด์ Mass ที่เน้นทำราคาเป็นหลัก ในขณะที่ทำเลที่ตั้งของโครงการก็ดูจะไม่ใช่ประเด็นที่นำมา Lead ได้อย่างเต็มที่เพราะอยู่ที่ฝั่งขาออก ใช้สะพานข้ามแยกพัฒนาการไม่ได้เพราะจะเลย อีกทั้งยังไม่สามารถ utilize พื้นที่ทางฝั่งถนนกำแพงเพชร 7 เพื่อใช้เป็นทางออกอีกฝั่งได้ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายมากเพราะพื้นที่โครงการกว้างใหญ่ไพศาลจริงๆ ในขณะที่คอนโดใหม่โครงการหลังๆในย่านนี้ มีตัวเลขยอดขายที่ไม่ค่อยหวือหวาเหมือนช่วง 4 – 5 ปีก่อนหน้านี้ ด้วยราคาขายที่ปรับตัวสูงขึ้นจนถึงตารางเมตรละแสนบาทแล้ว ในขณะที่คอนโดโครงการสุดท้ายที่ Sold Out ในย่านนี้ก็คือ ลุมพินี วิลล์ พัฒนาการ – ศรีนครินทร์ ที่ทำเลดูจะเป็นรองสุด แต่ขายด้วยราคาที่เป็นต่อสุดๆก็ทำให้ขายหมดได้…ทั้งหมดนี้ทำให้ Supalai PARC Ekkamai-Pattanakarn เลือกที่จะใช้ข้อได้เปรียบในเรื่องการทำราคาอีกครั้ง พ่วงด้วยการทำห้องที่มีขนาดใหญ่กว่าโครงการอื่นๆ ในการเป็นจุดขาย นึกภาพง่ายๆว่าราคาเฉลี่ยประมาณตารางเมตรละ 70,000 บาท แต่ในโครงการอื่นในตอนนี้คือเฉลี่ยประมาณตรม.ละ 93,000 บาท ต่างกันตั้ง 30% เลย

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://propholic.com/prop-verdict/supalai-parc-ekkamai-pattanakarn/

 

10. ทาวน์โฮมระดับไฮเอนด์ที่ทำเลดีที่สุดในย่านปิ่นเกล้า: Mayfield Pinklao

คุณผู้อ่านคิดเหมือนผมไหมครับว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีโครงการทาวน์โฮมในระดับ High End – Luxury ที่มีระดับราคาตั้งแต่ 8 – 20 ล้านเปิดใหม่น้อยมากๆครับ ที่เห็นว่ามีเปิดขายก็มักจะเป็นโครงการขนาดเล็กของ Local Developer ที่มีจำนวนยูนิตไม่กี่หลัง ขายไปก็ทยอยสร้างไป โดยที่ดีเวลอปเปอร์รายใหญ่เกือบทั้งหมดจะไปทุ่มเท แข่งกันสร้างบ้านเดี่ยวระดับ Luxury ที่มีราคาขายเกินกว่า 30 ล้านบาทขึ้นไปเยอะมาก เหมือนกับแข่งทำสถิติราคาขายแพงขึ้นไปเรื่อยๆ จนผมก็แอบคิดว่ามันจะมีโอกาสเกิด Over Supply ไหม ซึ่งโครงการที่ผมเลือกมาชมในวันนี้ก็นับว่าเป็นหนึ่งในโครงการทาวน์โฮม ระดับ Luxury จากดีเวลอปเปอร์รายใหญ่อย่างเมเจอร์ฯ และก็เป็นเพียงไม่กี่โครงการทาวน์โฮมที่สร้างเสร็จและเปิดขายใหม่ในปีนี้ กับโครงการ Mayfield Pinklao (เมย์ฟิลด์ ปิ่นเกล้า) ครับ

 

ช่วงทำเลที่เป็นซอยตรงข้ามเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ข้างๆเมเจอร์ฯปิ่นเกล้าตรงนี้ ต้องบอกว่าเป็นทำเลคอนโดครับ เพราะในช่วง 10 ปีหลังสุดมีแต่โครงการคอนโดที่เปิดใหม่ในย่านนี้ เนื่องจากค่าที่ดินค่อนข้างสูง และหากจะพัฒนาเป็นโครงการแนวราบก็คงจะดูไม่คุ้มค่าการลงทุนสักเท่าไหร่ จะมีโครงการทาวน์โฮมเปิดบ้างเล็กน้อยในช่วงฝั่งแยกปิ่นเกล้า – จรัญ และแถวๆบางขุนนนท์ ซึ่งก็ต้องเข้าไปทางถนนรองลึกเข้าไปในซอยย่อย แถมคอนโดเปิดใหม่ในช่วงรัศมี 5 กม.จากเซ็นทรัลปิ่นเกล้า นี่ก็ไม่ใช่ราคาถูกๆครับ เริ่มตรม.ละเฉียดแสน บางแห่งไปไกลเกินกว่าตรม.ละแสนหก และหากใครต้องการที่จะหาซื้อบ้านเดี่ยว อาคารพาณิชย์ หรือทาวน์โฮม ส่วนใหญ่ก็จะต้องไปซื้อบ้านมือสองที่มีอายุการใช้งานนานมากหลายสิบปีแล้วล่ะครับ ดังนั้นในเรื่องของทำเลตรงนี้อย่างซอยบรมราชชนนี 6 ก็ต้องบอกว่าเป็น Super Prime ในการพัฒนาโครงการแนวราบในย่านฝั่งธนฯครับ

Mayfield Pinklao เป็น Luxury Townhome สูง 3.5 และ 4 ชั้น พร้อมลิฟท์บ้านส่วนตัว* ให้พื้นที่ใช้สอย 290 – 327 ตรม. ตรงข้ามเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ซึ่งเป็นทำเลของกลุ่มสินค้าประเภทคอนโด รับประกันความพรีเมียม และดีไซน์ที่โดดเด่น โดยบริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) มาพร้อม Concept Design ในสไตล์ URBAN MODERN Classic ตอบโจทย์ด้านการมีชีวิตที่ดี ด้วยการให้คุณใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ และทลายข้อจำกัดของการอยู่ทาวนโฮมทั่วไปด้วยการจัดวางสเปซที่เปิดโล่ง เช่นเดียวกับการแทรกธรรมชาติเข้ามาภายในบ้าน มีราคาขาย เริ่ม 14.5 ล้าน* สำหรับแบบบ้าน Terrace ที่มีขนาดพื้นที่ดิน 27 ตารางวา และพื้นที่ใช้สอย 290 ตรม. ส่วนแบบบ้าน Courtyard ที่มีลิฟท์ส่วนตัวมาให้บนที่ดินเริ่มต้น 30 ตร.ว 3 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอย 327 ตรม.ที่ผมมองว่าออกแบบได้สวยและลงตัวสุดๆ น่าซื้อกว่าโครงการบ้านเดี่ยวที่ราคาแพงกว่านี้ในช่วงพุทธมณฑลสาย 2 – 4 เยอะเลย

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://shorturl.at/axFKO

 

11. The Best Renovated Sky Villa บนห้างแห่งแรกและแห่งเดียวของเขตพระนคร: The Old Siam Residence

สำหรับผมแล้วห้างดิโอลด์สยามฯในความทรงจำวัยรุ่นเมื่อ 30 ปีที่แล้วของผมก็คือ ห้างที่ผมจะต้องแวะเวียนเข้าไปเกือบทุกเย็น ไม่ว่าจะเป็นก่อนกลับเข้าบ้านที่บ้านหม้อ เพราะต้องลงรถเมล์สาย 1 จากอสช.แถวนั้นทุกเย็น หรือไม่ก็เป็นห้างที่หลังทานข้าวกับที่บ้านแล้วก็ต้องแวะไปเดินเล่นย่อยอาหารทุกครั้ง…เท่าที่จำความได้ในช่วงม.ปลายห้างดิโอลด์ฯมีความหลากหลายในส่วน Tenant มากกว่าในปัจจุบันเยอะนะครับ มีร้านจิวเวลรีที่ขยายสาขาเพิ่มจากบ้านหม้อเยอะ ผมมีไปหาหมอสิวที่ราชเทวีคลีนิค ไปนั่งชิลเพลินๆที่แมคโดนัลด์ หาซื้อกระเป๋านักเรียนจาคอบ ไปซื้อลูกชิ้นและยำไวไวที่ลานเฟื่องนคร และที่ขาดไม่ได้ก็คือไปนั่งเล่นเกมที่ร้านเกมตู้พวก Street Fighter, KOF, Marvel ฯลฯ แข่งกับเด็กนร.สวนกุหลาบบ่อยมากๆจนร้านปิด 4 ทุ่มแทบสิงร้านกันเลยทีเดียว ยิ่งช่วงปิดเทอมก็ไปตั้งแต่เปิดร้าน 10 โมงเลยก็มี ช่วงนั้นยังมี Central และ Merry King วังบูรพาให้เดินซื้อของในซุปเปอร์อยู่ครับ และสถานีรถไฟฟ้าก็ยังไม่มี ฝั่งตรงข้ามก็มีคนมาจ่ายค่าปรับให้จราจรกลางบ่อยๆ ทำให้คนที่อยู่ในย่านบ้านหม้อ เจริญกรุงตอนต้น สำเพ็ง พาหุรัด วัดเลียบ ฯลฯ ยังไงก็ต้องเดินผ่านดิโอลด์ฯอยู่ตลอดเวลา เพื่อกลับเข้าบ้านหรือไม่ก็ต่อรถเมล์ที่แบงค์ไทยพาณิชย์ฝั่งตรงข้าม นับว่าเป็นยุครุ่งเรืองมากๆของห้างจริงๆ สิ่งก็ส่งผลโดยตรงให้โครงการที่อยู่อาศัยบนชั้น 4 ของห้างที่ตอนนั้นเรียกว่า The Old Siam Penthouse ขายดีมากๆ ในแบบที่หลายคนต้องซื้อแพคเกจพ่วงกับร้านค้าในห้างถึงจะได้ห้อง แถมคนย่านนี้ก็คุ้นชินกับการอยู่แบบ Leasehold อยู่แล้ว เพรราะตึกแถวตรงนี้ส่วนใหญ่เป็นของสนง.ทรัพย์สินฯ หรือไม่ก็วังบ้านหม้อ ก็เลยขายหมดได้ไม่ยากเย็น

 

การกลับมาครั้งนี้จะเป็นสัญญาเช่า 12 + 1 ปี ซึ่งก็จะคงรูปแบบเลย์เอาท์ห้องแบบเดิมทุกอย่างคือ เป็นห้อง Duplex เต็ม Floor ขนาดประมาณ 95 – 115 ตรม. แบบ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ (1 ห้องน้ำ และ 1 ห้อง Powder) จำนวน 128 ยูนิต พื้นที่รวมทั้งหมด 13,000 ตารางเมตร ถูกปรับโฉมในคอนเซปต์ที่ทันสมัยมีการอัพเกรด Facilities ใหม่ให้น่าใช้กว่าเดิม ทั้ง Lobby, Outdoor Living, Meeting Room, Fitness และ Sky Pavilion โดยมุ่งไปกลุ่มคนทำงานนักเรียน นักศึกษา ในพื้นที่ใกล้เคียง และกลุ่มครอบครัวที่ต้องการความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตและการเดินทาง โดยมีราคาขายแบบสัญญาเช่าระยะยาวจะเริ่มต้น 3.2 ล้านบาท* สำหรับห้อง Renovate แบบ Fully Fitted และเริ่มแค่ 2.4 ลบ.* สำหรับห้อง As Is ที่มีการ Renovate เฉพาะงานระบบให้ พร้อมที่จอดรถ 1 คัน หรืออีกแบบจะเป็นเช่าสั้น 3 ปี ค่าเช่าเริ่มต้นเพียงเดือนละ 28,000.- พร้อมที่จอดรถ 1 คัน ลองเอาราคาขายมาคิดเฉลี่ยรายเดือนก็จะอยู่ที่เดือนละ 22,222 เองครับ กับห้องใหญ่ขนาด 100 ตรม.

หากเป็นก่อนหน้านี้ กลุ่มคนที่ต้องการอยู่ในย่านนี้ ล้วนแต่เป็นคนสูงวัยติดถิ่นไม่อยากย้ายออกจากเขตพระนครครับ เพราะแถวนี้หา Supply แบบนี้ไม่มีเลยครับ แม้จะเป็น Leasehold ก็มีแค่ที่นี่เหมือนกัน โครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่สุด ใกล้สุด ที่ไม่ใช่ตึกแถวในย่านนี้ก็จะเป็น แฟลตบำเพ็ญบุญ ครับ น่าจะมีอายุราวๆ 60 ปีได้แล้วมั้งผมไม่แน่ใจ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นห้องเช่ายอดนิยมของพวกช่างทองในย่านนี้ครับ ค่าเช่าก็เดือนละ 4 – 5 พันบาท และห้องก้ค่อนข้างเก่าตามสภาพ The Old Siam Residence จึงซื้อใจคนติดถิ่นที่มีอายุมีเงินพอซื้อ และผู้ปกครองของนักเรียนสวนกุหลาบที่ตอนนั้นใช้โควต้าใกล้โรงเรียนได้เยอะมากเลย เพราะหากคนแถวนี้ที่อยากได้โครงการ Freehold ส่วนใหญ่ก้ต้องไปซื้อบ้านในย่านที่ต้องข้ามสะพานไปฝั่งธนฯเลย เช่น สะพานพระปกเกล้าในย่านแยกบ้านแขก วงเวียนใหญ่ อิสรภาพ หรือสะพานปิ่นเกล้าในย่านปิ่นเกล้า และจรัญสนิทวงศ์ แต่ตอนนี้มี MRT สามยอด เข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเดินทางแล้ว ซึ่งความนิยมในการใช้งานรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินก็มีเพิ่มเข้ามเรื่อยๆ ก็ต้องมาวัดใจกับกลุ่มกำลังซื้อรุ่นใหม่ครับว่าจะหลงเสน่ห์กับย่านกรุงเก่าแห่งนี้ เหมือนกับกลุ่มคนรุ่นพ่อแม่เราหรือเปล่า เพราะมีคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อนเลยที่มองว่าการซื้ออสังหาเป็นภาระในระยะยาว แต่ที่ก็เหมือนกับเป็นแค่การเช่าในระยะยาว ในราคาที่ยังรับได้เพราะห้องก็มีขนาดใหญ่มากจริงๆครับ หรือหากใครที่อยากจะซื้อเก็บไว้เพื่อให้ตัวคุณและพ่อแม่ได้ย้อนรำลึกถึงความทรงจำที่ดีที่เคยมีร่วมกันในอดีตก็คงจะดีไม่น้อยครับ…ตอนนี้โครงการคอนโด Freehold ที่ใกล้ย่านนี้มากที่สุดก็คือ ศุภาลัย ลอฟท์ ประชาธิปก – วงเวียนใหญ่ ซึ่งก้แน่นอนว่าขายหมดไปอย่างง่ายดายด้วยตรรกะในการซื้อแบบเดียวกันนี้ครับ ซึ่งสำหรับผมแล้ว การขยับตัวครั้งสำคัญของห้างและดึง Tenant ใหม่ๆเข้ามามากมาย และเส้นทางรถไฟฟ้า MRT ล้วนทำให้ที่นี่น่าอยู่มากกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วอีกครับ

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://shorturl.at/hzFT9

 

12. บ้านเดี่ยวที่เข้าใจคนรักรถมากที่สุด: 10&ONLY

ต้องบอกว่าช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเราได้มีโอกาสเห็นโครงการบ้านระดับ Ultimate Luxury ที่ถูกพัฒนาขึ้นมามากมายและต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ซื้อในแบบ Luxury Seeker รวมถึงครอบครัวใหญ่ระดับ HNWI ที่ยังคงรักษาความมั่งคั่ง และมีเสถียรภาพทางการเงินที่ไม่สั่นคลอนไปตามภาวะเศรษฐกิจ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทุกโครงการที่ปักป้ายว่ามีระดับราคาสูงเริ่ม 100 ล้านบาท จะเป็นที่นิยมและขายดีในหมู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเสมอไป เพราะสำหรับกลุ่มลูกค้าในระดับ Top of Pyramid นั้น นิยามของความหรูหรานั้นไม่ได้หมายความเพียงแค่การเน้นในเรื่องของ Functional Needs ทั้งในส่วนของวัสดุและการก่อสร้างเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความ Superlative ในทุกด้านที่สามารถเติมเต็ม Lifestyle & Emotional Needs ที่แตกต่างกันไปของกลุ่ม Luxury Seeker ทั่วโลก จนเกิดเป็นประสบการณ์การพักผ่อนอันสุดพิเศษที่ตอบรสนิยมและสถานะทางสังคมของเจ้าของบ้านมากที่สุด…และสำหรับโครงการ 10&ONLY โดยบริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) นั้น Needs ดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยฟังก์ชันพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวกับ “Duplex Supercar Lounge” ที่นับว่าเป็นดีเวลลอปเปอร์รายเดียวในตลาดตอนนี้ที่นำเสนองานดีไซน์ และนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์คนรักรถ Supercar – Hypercar จริงๆ

สำหรับโครงการ 10&ONLY พัฒนาการ 20 เป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับ Ultimate Luxury บนทำเล พัฒนาการ 20 มูลค่าโครงการ 1,100 ล้านบาท ราคาเริ่ม 100 ล้านบาท นับเป็นหนึ่งในโครงการที่ถ่ายทอด Brand Philosophy ได้อย่างชัดเจนกับแนวคิด MAJOR Craft & Quality ด้วยความโมเดิร์นของที่อยู่อาศัยที่เข้ากับทุกยุคสมัย และ Very Exclusive ความพิเศษเพียงหนึ่งเดียวที่มอบให้เฉพาะลูกบ้านภายในแบรนด์นี้เท่านั้น โดยอัตลักษณ์เด่นของโครงการที่แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ และนับเป็น Unique Selling Points ที่มุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าในแบบ Supercar Humanization อย่างชัดเจน นั่นคือ ‘Duplex Supercar Lounge’ โดยนำแนวความคิดในการออกแบบจากความต้องการของลูกค้า ที่ต้องการความเรียบง่าย และทันสมัย ภาพรวมของ Garage จะอยู่ในรูปแบบ Modern Style มีลิฟท์ยกรถขึ้นไปโชว์ที่ชั้น 2 เชื่อมโยงฟังก์ชันภายในและภายนอกระหว่าง Garage และตัวบ้านได้อย่างลงตัว โดยในพื้นที่ชั้น 1 จะเป็น Garage Living Room ที่ตอบรับไลฟ์สไตล์คนรักรถในการพักผ่อน พร้อมดูแลรถสุดรักที่เปรียบเหมือนหนึ่งในสมาชิกของครอบครัวได้ทุกเวลา สำหรับพื้นที่ชั้น 2 จะเน้นดีไซน์เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ Personal Showroom โดยมีพื้นที่ใช้สอยเพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใส่ไลฟ์สไตล์ที่ชื่นชอบ อาทิ ห้องโฮมเธียเตอร์ ห้องฟิตเนส ห้องสังสรรค์ เป็นต้น

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://shorturl.at/zDUXY

 

13. บ้านเดี่ยวใจกลางเมืองที่แทรกธรรมชาติเอาไว้ในบ้านได้สมดุลที่สุด: Noble TERRA Rama 9 – Ekamai

ต้องบอกว่าเทรนด์ยอดฮิตในการพัฒนาโครงการแนวราบในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าประเภท Ultra Luxury Home ในเมือง มักจะแบ่งออกเป็น 2 เทรนด์หลักๆ อย่างแรกคือการออกแบบบ้านที่มอบทั้งดีไซน์ สเปซ และฟังก์ชัน ที่สะท้อนถึงรสนิยมที่แตกต่างเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าของบ้าน และอีกอย่างก็คือ การออกแบบบ้านที่ให้ความสำคัญกับการนำเอาองค์ประกอบของธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่อาศัย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในแบบยั่งยืนของเจ้าของบ้าน ซึ่งหากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ โดยการใช้หลักการของทฤษฎีที่ทุกคนรู้จักกันดีอย่าง Maslow’s Hierarchy of Needs ที่เชื่อว่ามนุษย์จะมีลำดับความต้องการแบ่งออกเป็น 5 ขั้น เราก็มักจะเห็นความแตกต่างอย่างสุดขั้วของเทรนด์การออกแบบทั้ง 2 ประเภท นั่นคือ แบบแรกจะเน้นการออกแบบเพื่อสนอง Needs ในส่วนของ Esteem Needs และ Self-Actualization Needs ที่ผู้เป็นเจ้าของล้วนต้องการการมีคุณค่า เป็นที่ยอมรับนับถือ มีหน้าตาในสังคม สร้างสถานภาพทางสังคมของตัวเองให้สูงขึ้น ต้องการความท้าทาย และบริการในแบบ Exclusive มากกว่าเดิม ตลอดจนจนสามารถเติมเต็มความต้องการภายในตนเองได้อย่างสมบูรณ์ เราจึงได้เห็นความหรูหรา ฟู่ฟ่า ของการการเลือกใช้วัสดุ ขนาดพื้นที่ดิน และขนาดพื้นที่ใช้สอยที่เป็นแบบ Over Scale มีฟังก์ชันจัดเต็มทั้ง สระว่ายน้ำส่วนตัว สวนขนาดใหญ่ ไปจนถึง Sky Bar

 

ในขณะที่เทรนด์การออกแบบที่เน้นการนำเอาองค์ประกอบของธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่อาศัยนั้น จะมีการออกแบบเพื่อสนอง Needs ในส่วนของ Level ที่ขยายไปสู่อีกขั้นเป็นขั้นที่ 6 นั่นคือ Transcendence needs ที่ผู้เป็นเจ้าของบ้านมักจะหลุดพ้นจากอัตตา เพื่อมองหาความต้องการลึกๆ ในแบบ Unmet Need จากการทบทวนประสบการณ์ทั้งชีวิตที่ผ่านมา จนรู้ว่าคุณค่า และเป้าหมายที่แท้จริงของการที่ทำให้เรายังอยากจะอยู่บนโลกนี้อย่างมี Passion ต่อไปในอนาคตนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งสำหรับใครหลายคน การกลับคืนสู่ธรรมชาติ และรับรู้ได้ว่าตัวเองเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของมัน คือการบรรลุซึ่งความสุขขั้นสุด โดยโครงการ Noble TERRA Rama 9 – Ekamai (โนเบิล เทอร์รา พระราม 9 – เอกมัย) คือ โครงการที่น่าจะ Represent ความแตกต่างตามแบบฉบับของ Transcendence needs ได้เป็นอย่างดี

สำหรับโครงการ Noble TERRA Rama 9 – Ekamai  มีการออกแบบที่มุ่งเน้นการสร้างอัตลักษณ์แตกต่าง ทั้งในแง่ของความสวยงามของอาคารภายนอก และฟังก์ชั่นพิเศษภายใน ที่มีเฉพาะในแต่ละโครงการและไม่สามารถพบเห็นได้จากโครงการอื่นๆ โดยทางโครงการได้นำ Pain Point ของการพัฒนาบ้านเดี่ยวในเมืองที่ อาจถูกจำกัดด้วยขนาดของที่ดิน ทำให้การที่จะมีพื้นที่สวนขนาดใหญ่ภายในบ้านอาจเป็นไปได้ยาก มาเป็นโจทย์หลักในการพัฒนางานดีไซน์ให้ได้สัมผัสกับธรรมชาติให้ได้มากที่สุด บนแนวคิด “Oneness with Nature” หรือการหลอมรวมชีวิตเข้ากับธรรมชาติ จากการทำงานร่วมกันระหว่างบริษัท แอนโนนีม จำกัด (ANONYM) บริษัทสถาปนิกซึ่งมีประสบการณ์ในการออกแบบบ้านแบบ Private Residence หลายแห่ง ซึ่งให้ความสำคัญกับการนำเอาองค์ประกอบของธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่อาศัย จนออกมาเป็น 3 องค์ประกอบหลัก เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และแตกต่างจากโครงการอื่น คือ CONNECTING การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติ สเปซ และผู้อยู่อาศัย ผ่านโถงต้นไม้กลางบ้าน สูง 11 ม. ซึ่งเป็นไฮไลท์ฟังก์ชัน ที่ดึงธรรมชาติจากภายนอกสู่ภายใน ด้วยต้นไม้ใหญ่บริเวณคอร์ทกลางบ้านแบบอินดอร์ เปิดรับแสงธรรมชาติ ลม อากาศ และความผ่อนคลายจากพื้นที่สีเขียวสู่ตัวบ้านได้อย่างเต็มที่ตลอดทั้งวัน เป็นจุดศูนย์กลางที่เชื่อมต่อทุกคนในบ้านกับต้นไม้ สายลม และแสงแดด รวมถึงเป็นพื้นที่ที่ทำให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวมองเห็นกันได้ตลอดเวลาแม้ไม่ได้อยู่ในจุดเดียวกัน ซึ่งบ้านแต่ละไทป์จะได้ต้นไม้ไม่เหมือนกัน

GROUNDING สร้างสิ่งแวดล้อมให้ผู้อยู่อาศัยสงบและกลับมาสู่จุดสมดุลเหมือนได้กลับมาชาร์จพลังชีวิตทุกครั้งที่กลับบ้าน ผ่านธรรมชาติ ความเงียบสงบเป็นส่วนตัว ที่ซ่อนไว้ในการออกแบบองค์ประกอบต่างๆ เช่น การจัดวางผังบ้านให้มีพื้นที่สีเขียวเชื่อมต่อถึงกันตลอดทั้งบ้าน พร้อม Outdoor Terrace ระเบียงกึ่ง Outdoor ที่สามารถใกล้ชิดกับธรรมชาติยิ่งขึ้น

 

SELF SUFFICIENT การอยู่อาศัยแบบพึ่งพาตัวเอง ด้วยการออกแบบให้ใช้พลังงานน้อยลง พึ่งพาธรรมชาติมากขึ้น เพราะสามารถเปิดรับแสงแดดจาก Sky Roof และช่องแสงขนาดใหญ่ ทำให้ไม่จำเป็นต้องเปิดไฟตลอดเวลา รวมทั้งสามารถเปิดรับลม และเพิ่มการถ่ายเทอากาศได้จากทุกมุมของบ้าน รวมถึงติดตั้ง ระบบ Air Quality System เพิ่มอากาศบริสุทธิ์ภายในบ้านให้ได้มากยิ่งขึ้น

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://propholic.com/prop-verdict/noble-terra-rama-9-ekamai/

 

14. บ้าน Ultimate Luxury พร้อมอยู่ ริมแม่น้ำที่ Rare ที่สุดในกรุงเทพฯ: NOBLE AQUA RIVERFRONT RATBURANA

Noble Aqua Riverfront Ratburana (โนเบิล เอควา ริเวอร์ฟร้อนท์ ราษฎร์บูรณะ) เป็นบ้านเดี่ยว LUXURY คอลเลกชันใหม่จากโนเบิล ที่ถูกพัฒนาขึ้นตามคอนเซปต์ “ความแตกต่าง be different, be noble” เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้มีกำลังซื้อสูง ที่ต้องการที่อยู่อาศัยที่ไม่เหมือนใคร มองหาอะไรที่หายาก เป็น Rare Item หรือ Limited Edition แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องสะท้อนตัวตน และตอบสนองความต้องการเฉพาะของตัวเองด้วยเช่นกัน โดยหลังจากที่ทางโนเบิล เรียกกระแสฮือฮาให้กับการเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวในกลุ่มซีรีส์ “The Rare Selection by Noble” มาแล้วกับโครงการแรกคือ Noble TERRA Rama 9 – Ekamai วันนี้ก็ถึงคิวของอีกโครงการที่ใครหลายคนมองว่าเป็นของเลอค่าที่หายากมากสุดๆ ด้วยการเป็นบ้านเดี่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใจกลางเมือง กับโครงการ Noble Aqua Riverfront Ratburana

ซึ่งโครงการนี้ทางโนเบิลได้มอบหมายให้ทาง IAW ขาประจำในการออกแบบโครงการคอนโดโนเบิล เป็นผู้ออกแบบโครงการนี้ โดยที่ยังคงคอนเซปท์การออกแบบบนแนวคิดการสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตใจกลางเมืองที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เช่นเดียวกัน โดยที่ TERRA เราได้เห็นการนำธรรมชาติอย่างต้นไม้และแสงแดด มาแทรกกลางในตัวบ้าน เพื่อให้สมกับคำว่า “ผืนแผ่นดิน” ในขณะที่โครงการ AQUA แห่งนี้เราจะได้เห็นไฮไลท์สำคัญในการถ่ายทอดองค์ประกอบของธรรมชาติที่ลงตัวและเต็มอิ่มกับความเป็นธรรมชาติแท้ๆ อย่าง สายน้ำ ลม และแสงแดด ที่แทรกเข้าทั่วโครงการมากกว่า จากข้อได้เปรียบในเรื่องของที่ตั้งโครงการที่อยู่ประชิดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และมีการจัดวางพื้นที่ส่วน Living ในแต่ละหลังที่แตกต่างกัน คือบ้านริมน้ำที่อยู่ใกล้แม่น้ำมากสุดควรต้องอยู่ชั้นล่าง ส่วนหลังถัดออกไปก็จะอยู่ที่ชั้น 3 และการออกแบบที่ถ่ายทอดพื้นที่ Void โปร่งโล่งออกมาจากที่เรามักจะเห็นในรูปแบบห้อง Block สี่เหลี่ยม มาเป็นสามเหลี่ยมหน้าจั่ว ที่มีเอกลักษณ์มากกว่า และช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถเลือกที่จะตกแต่งพื้นที่เพื่อ Show Space ได้ตามใจชอบ ซึ่งที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาหายากมาก ส่วนใหญ่มักถูกพัฒนาเป็นคอนโดในราคามากกว่าตรม.ละ 100,000 บาท คุ้มค่าทุกตารางเมตร ได้กรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอยกว้างกว่าในราคาไม่ถึงตรม.ละ 90,000 บาท เหมาะกับทั้งเป็นบ้านหลังแรก และ Vacation Home ของทั้งครอบครัวที่สามารถส่งต่อให้กับลูกหลานได้ มี Clubhouse ถึง 2 จุด เชื่อมต่อกันด้วย Garden Court สวนส่วนกลางที่เต็มไปด้วยแมกไม้นานาพรรณ” มาพร้อม ลิฟต์, ระบบเติมอากาศบริสุทธิ์ พร้อมถ่ายเทความร้อนภายในบ้าน และทางลาดเพื่อผู้สูงอายุ

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://propholic.com/prop-verdict/noble-aqua-riverfront-ratburana/#review

 

15. คอนโดวิวแม่น้ำที่มีราคา Competitive มากที่สุดบนถนนเจริญนคร: FLEXI Riverview – Charoennakorn

FLEXI Riverview – Charoennakorn  เป็นคอนโดแบรนด์ Flexi ตัวใหม่ล่าสุดของเสนาผู้เชี่ยวชาญคอนโดย่านเจริญนคร ซึ่งเป็นย่านที่มีศักยภาพในการพัฒนาเพิ่มเติมในอนาคต ทั้งศูนย์ราชการกระทรวงมหาดไทยแห่งใหม่ เอเชียทีคเฟสสอง ใกล้สถานีรถไฟฟ้าสายสีทอง และ ICONSIAM มีคอนเซปท์การออกแบบขนาดห้องที่กะทัดรัดกว่าแบรนด์ Niche เพื่อตอบโจทย์ด้านตัวเลขราคาแต่ดีไซน์สะท้อนความเป็นตัวตนของคนรุ่นใหม่หรือคนทุกวัยที่มีไลฟ์สไตล์ทันสมัย ตั้งอยู่ใกล้สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาถึง 3 สะพานทั้งสะพานพระพุทธยอดฟ้า  สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  และสะพานกรุงเทพ  เดินทางง่ายมากเพราะนิดเดียวก็เดินทางสู่ใจกลางย่าน CBD สีลม – สาทร ได้สะดวก ห่างจากสถานี BTS ตลาดพลู ประมาณ 2.5 กม. และรถไฟฟ้าสายสีทอง สถานีเจริญนคร และในอนาคตสามารถเดินไปถึงรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ที่สถานีดาวคะนองได้ในระยะ 650 เมตร

 

FLEXI Riverview – Charoennakorn  เป็นคอนโด High-rise สูง 33 ชั้น ขายแบบราคาไม่แรงของฝั่งธนฯเพียงไม่กี่แห่งที่มอบ Extra Value เป็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาและวิวเมืองหลวงที่งดงามเกินราคาที่จ่าย ถือว่าคุ้มค่ามากๆ เพราะขายห้องแบบแถมเฟอร์นิเจอร์ Fully Furnished ให้ทั้งตู้ Built-in และเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวครบชุดแบบกู้ซื้อทีเดียวไม่ต้องใช้เงินสดเพิ่มอะไรอีกเลย ตรงใจการเงินมากๆ แบรนด์ Flexi จะเน้นห้องขนาด Compact ลงตัว ไม่ใหญ่ไม่เล็กเกินไป นอกจากนี้ความพิเศษคือ 85% ของจำนวนห้องทั้งหมดสามารถรับวิวแม่น้ำได้ด้วย และคอนโดมิเนียมใหม่โครงการนี้ถูกพัฒนาบนแนวคิดคอนโด Low-Carbon สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

โครงการตั้งใจออกแบบพื้นที่ส่วนกลางแบบ Sky Facilities ครบครัน ตึกสูง วิวสวยและเพียงพอต่อการใช้งาน หลายฟังก์ชั่นสำคัญถูกยกเอาไปไว้บนชั้นสูงทั้งหมด นอกจากนี้ยังออกแบบให้มีการเดินทางแบบไร้รอยต่อด้วย Smart Mobility อย่าง V Moveไปส่งลูกบ้านที่จุดขนส่งสาธารณะ ถือว่าอยู่ที่นี่ชีวิตสบายแบบเดียวกับคอนโดหรูใจกลางเมือง อยู่ที่นี่เหมือนใช้ชีวิตแบบวันหยุดทุกวันที่ FLEXI Riverview – Charoennakorn กับราคาเริ่มต้นไม่ถึง 2 ล้านบาท ก็พอจะทำนายได้ว่าน้องใหม่ของย่านนี้น่าจะ  Sold Out ได้ไม่ยากนักเพราะราคาดี ซื้อได้จริง อยู่สบาย ทำเลบรรยากาศเจริญนคร

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://propholic.com/prop-verdict/flexi-riverview-charoennakorn/

 

16. คอนโดพร้อมห้องสไตล์ Loft ที่หรูและฟังก์ชันครบที่สุด: SHUSH RATCHATHEWI

“ชูช์ ราชเทวี” (SHUSH RATCHATHEWI) มาพร้อมกับ Tagline ของโครงการ ‘A Symphony of Silence’ มาจากแนวคิด True Sense of Luxury โดย ‘SHUSH’ มาจากคำว่า ‘Shh’ เสียงของความเงียบที่บอกเล่าเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ ตั้งอยู่บนทำเลระดับซุปเปอร์ไพร์มโลเคชั่น ใจกลางราชเทวี เพียง 140 เมตร จาก BTS ราชเทวี เพียง 250 เมตร จาก BTS และ ARL พญาไท สะดวกต่อการเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ และใช้เวลาเพียง 5 นาทีจากสยามหรือแยกราชประสงค์ ศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ระดับเวิลด์คลาสใจกลางกรุงเทพฯ ​เพียง 10 นาที จากโรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งนับเป็นโรงพยาบาลศูนย์วิชาการที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย และเพียง 15 นาทีจากย่าน CBD อย่างสีลม, สาทรและเพลินจิต ตลอดจนโครงการยังถูกรายล้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกชั้นนำอีกมากมาย อาทิ สยามพารากอน, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาและโรงพยาบาลรามาธิบดี ในราคาเริ่มต้น 8.99 ล้าน* ราคาเฉลี่ย 245,000 บาท/ตารางเมตร มีอัตราผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า (Rental Yield) และอัตราสัดส่วนกำไรจากการขายเปลี่ยนมือ (Capital Gain) ประมาณ 7.5% ต่อปี

โครงการ “ชูช์ ราชเทวี” เป็นอาคารพักอาศัยสูง 32 ชั้น มีชั้นใต้ดิน 5 ชั้น 1 อาคาร มีจำนวนยูนิตพักอาศัย 383 ยูนิต และจำนวนที่จอดรถกว่า 58% เป็นสัดส่วนห้องสไตล์ Loft มากถึง 90% ของโครงการ มีขนาดพื้นที่ใช้สอยเริ่มตั้งแต่ 40.75-75.75 ตารางเมตร และห้องสไตล์ Simplex อีก 10% มีขนาดพื้นที่ใช้สอยเริ่มตั้งแต่ 31.25-117.25 ตารางเมตร โครงการมีแนวคิดการดีไซน์ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Museum of Art, Gallery of Life’ นำเสนอพื้นที่การใช้ชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยศิลปะ เสมือนเป็นแกลเลอรี่ ที่เน้น Shape & Form มีลูกเล่นในแบบของ SHUSH ภายในโครงการ เลือกสรรวัสดุคุณภาพ เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งและงานศิลปะจากแบรนด์ชั้นนำและดีไซน์เนอร์ชื่อดังจากทั่วโลก เช่น โซฟา ‘DS-600 Snake’ จาก de Sede แบรนด์ชั้นนำจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ถูกบันทึกเป็นโซฟาที่มีขนาดยาวที่สุดในโลกใน Guinness Book of Records, เลานจ์แชร์สุดไอคอนนิก ‘Elda’ โดย Joe Colombo ดีไซน์เนอร์ชาวอิตาลี, ของตกแต่งผนังสุดวินเทจ ‘Large Panel’ ออกแบบโดย Francois Cante-Pacos ดีไซน์เนอร์ชาวฝรั่งเศสในปี 1975 และอาร์มแชร์ ‘D.156.3’ ออกแบบโดย Gio Ponti สถาปนิกชาวอิตาลีที่ทรงอิทธิพลด้านการออกแบบในศตวรรษที่ 20 พร้อมมอบการดูแลลูกบ้านแบบเอ็กซ์คลูซีฟผ่านบริการ Concierge Service โดยพลัส พร็อพเพอร์ตี้

 

17. Lifestyle Condo ที่ทำเลดีที่สุดบนถนนศรีนครินทร์: Modiz Voyage Srinakarin

Modiz Voyage Srinakarin คือคอนโดสูงติดถนนใหญ่ศรีนครินทร์ช่วงต้นที่มีความน่าสนใจ และมีแต้มต่อในส่วนของทำเลมากที่สุดในปีนี้ครับ การเข้า-ออกโครงการทำได้สะดวกทั้งเดินทางโดยรถยนต์ ทางด่วน และรถไฟฟ้าสายสีเหลือง โดยที่โครงการอยู่ใกล้สถานีศรีกรีฑา 300 เมตร เป็นสถานีตรงกลางของ Interchange ลำสาลี และหัวหมาก ที่รายล้อมด้วย facilities ของเมืองโดยรอบรองรับการอยู่อาศัยหนึ่งเดียวบนศรีนครินทร์ตอนต้น ที่สำคัญมากๆก็คือผมเชื่อว่าด้วยการที่โครงการอยู่ใกล้กับแยกลำสาลี ที่เชื่อมต่อสู่ถนนรามคำแหงและลาดพร้าวได้ จึงทำให้ทำเลตรงนี้มี Value ที่ไม่แพ้ทำเลบนถนนรามคำแหง ช่วงที่มีเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้มผ่านเลย โดยที่ข้อได้เปรียบที่เห็นชัดเจนกว่าก็คือการเปิดใช้งานรถไฟฟ้าสายสีเหลืองแล้ว เช่นเดียวกับในย่านใกล้เคียงอย่างถนนศรีนครินทร์ – ร่มเกล้า (กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่) ก็มีพัฒนาการในด้านโครงการแนวราบระดับ Luxury และการพัฒนาพื้นที่ Commercial มาเติมเต็มเรื่อยๆตลอดช่วงหลายปีให้หลังมานี้ โดยราคาขายของ Modiz Voyage Srinakarin ก็ยังทำออกมาได้ Competitive กว่าโครงการคอนโดสูงอื่นๆ ทั้งบนถนนศรีนครินทร์ และบนถนนรามคำแหง – ลำสาลี มากเลยทีเดียว

ด้านความคุ้มค่าในการใช้งาน นอกจากจะมอบพื้นที่จอดรถถึง 40 % ไม่รวมจอดซ้อนคัน และ EV Charger แล้ว ตัวโครงการก็มีการวางคอนเซปท์ได้ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ด้วยการจัดสรรรูปแบบยูนิตให้เลือกได้หลากหลายตามสไตล์และการใช้งานของแต่ละคน โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานและเจ้าของกิจการขนาดเล็กเน้นคล่องตัวในการดำเนินงาน ทั้งห้องแบบ Resident และ Business Units โดยมีบางห้องที่มอบมิติในการอยู่อาศัยที่พิเศษกว่าด้วย การให้พื้นที่ Double Volume เพดานสูง ในแบบ Vertical Suite อีกทั้งยังมี Business Units ห้องในโครงการคอนโดที่สามารถจดทะเบียนบริษัทได้ ซึ่งถือว่าไม่ค่อยมีคอนโดรูปแบบนี้ให้ได้เลือกในตลาด สามารถเป็นตัวเลือกในการไปหาซื้อโฮมออฟฟิศ หรือตึกแถวในย่านศรีนครินทร์ – รามคำแหง ที่มีราคาสูงเกินกว่า 15 ล้านบาทขึ้นไปได้เป็นอย่างดี และก็ดูจะคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่าการไปเช่าพื้นที่อาคารสำนักงานที่มีอยู่โดยรอบ อีกทั้งยังได้พื้นที่ส่วนกลางจัดเต็ม สุด exclusive กว่า 4 ชั้น วิวสวยที่สุดบนถนนใหญ่ศรีนครินทร์อีกด้วย หากธุรกิจคุณมีพนักงานเพียงแค่ไม่กี่คน ที่นี่น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี Work สุดๆครับ!

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://propholic.com/prop-verdict/modiz-voyage-srinakarin/

 

18. ครบสุดคุ้ม กับคอนโดสูงเปิดใหม่หนึ่งเดียวบนถนนจรัญฯ : Chapter One Spark Charan

Chapter One Spark Charan เป็นคอนโดมิเนียมใหม่ล่าสุด พัฒนาโดยแบรนด์พฤกษา โดยย่านจรัญเป็นพื้นที่ศักยภาพใหม่ที่พร้อมใช้งานรถไฟฟ้าและถนนหนทางที่สร้างอุโมงค์ลอดแยกต่างๆ เรียบร้อยแล้วในวันนี้ และวันข้างหน้าทำเลจรัญจะเจริญกว่านี้และมีโอกาสเติบโตได้อีกเพราะเป็นทำเลรถไฟฟ้า Circle Line ซึ่งถ้าหากเราดูมหานครรุ่นพี่ในต่างประเทศจะพบว่าทำเลรอบรถไฟฟ้าสายวงกลมในเขตเมืองจะเป็นที่นิยมกันมากเพราะเดินทางสะดวกไปได้ทุกย่านใจกลางเมือง

ทำเลดี เดินทางง่าย ใกล้แม่น้ำ: Chapter One Spark Charan (แชปเตอร์วัน สปาร์ค จรัญ) เป็นคอนโดมิเนียม ติดถนนใหญ่จรัญสนิทวงศ์และมีห้องพักอาศัยที่มองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยาได้ชัดเจนตั้งแต่ชั้น 15 เป็นต้นไป วิวพิเศษจากพื้นที่ส่วนกลางลอยฟ้ามองเห็นกรุงเทพชั้นในทั้งเมือง ตั้งอยู่ใกล้ MRT สถานีบางพลัด เดินเท้าใกล้ๆ เพียงแค่ 150 เมตร* แค่ 3 สถานีถึงสถานีเตาปูน-อินเตอร์เชนจ์ซึ่งเป็นสถานีเชื่อมต่อสายสีม่วง เดินทางไปมาด้วยรถยนต์สะดวกมากเพราะเดินทางเข้าออกกรุงเทพชั้นใน – ฝั่งธนฯ และนนทบุรีได้ง่ายด้วยถนนจรัญสนิทวงศ์และทางด่วนที่ด่านบางพลัด ตั้งอยู่ใกล้สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาถึง 3 สะพานคือ สะพานพระราม 7, สะพานพระราม 8 และสะพานกรุงธนฯ

จ่ายน้อยกว่า คุ้มค่าทุกมิติการซื้อ : Chapter One Spark Charan ออกแบบมาให้เจาะกลุ่มตลาด Local Demand ผู้คนที่อยู่ในย่านบางพลัด โรงพยาบาลยันฮี และกลุ่มผู้อาศัยที่มีบ้านแนวราบที่ต้องการบ้านหลังที่สองใกล้ทำเลเดิม และยังถือว่าเป็นคอนโดมิเนียมที่ดึงดูดใจคนในย่านทีมรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน Blue Line เช่น ย่านจตุจักร รัชโยธิน ห้าแยกลาดพร้าว หรือแม้กระทั่งไปจนถึงย่านรัชดาซึ่งแถวนั้นคอนโดมิเนียมราคาสูงมากเกิน 2 ล้านบาทไปแล้ว แต่ถ้ามาที่ Chapter One Spark Charan จะได้ห้องที่ราคาคุ้มค่ากว่าเพราะเริ่มต้นแค่ 1.69 ล้านบาท แต่มาพร้อมกับ Facility ที่เกินความคาดหวัง แค่วิวจากสระว่ายน้ำ  Rooftop ก็ชนะใจไปแล้วเรียบร้อย ถือว่าตอบโจทย์และคุ้มค่าทั้งในกลุ่มซื้ออยู่เอง หรือลงทุนปล่อยเช่า หรือแม้แต่กลุ่มนักเดินทางต่างชาติที่มาใช้บริการ Medical Care ที่โรงพยาบาลยันฮี รวมถึงบุคลากรโรงพยาบาลทั้งยันฮีไปจนถึงศิริราชก็มีมาโซนบางพลัดนี้เช่นกัน นอกจากนี้ยังเป็นโครงการคอนโดมิเนียมแห่งแรกที่มีการ Synergy ร่วมกับ Platform Smart Life และบริการด้าน Wellness จากเครือโรงพยาบาลวิมุต ถือว่าเหมาะกับทุกวัยที่รักสุขภาพ

 

ใช้ชีวิตเจิดจรัญกว่าที่เคย : เพราะ Chapter One Spark Charan ออกแบบห้องพักส่วนใหญ่เป็นขนาด Compact ที่ทำให้ราคาขายออกมาซื้อง่ายขายคล่อง ยังมียูนิตพิเศษที่ออกแบบเป็นห้องเพดานสูงกว่าพิเศษทั่วไปบนชั้น 26 และถ้านับจำนวนพื้นที่ส่วนกลางและนับฟังก์ชั่นการใช้งานก็ถือว่าที่นี่ใหญ่และเยอะที่สุดในย่านบางพลัด โดยออกแบบให้มี Facility แยกออกเป็น 3 ชั้นได้แก่ ชั้น 1 ชั้น 5 และชั้น 26

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://propholic.com/prop-verdict/chapter-one-spark-charan/

 

19. คอนโดติดห้างที่ให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายต่อเดือนได้สูงสุด: NOWW MEGA

NOWW MEGA (นาวว์ เมกา) ในพื้นที่ของ Maga Bangna ถือว่าเป็นหนึ่งในโครงการคอนโดมิเนียมที่พักอาศัยราคาดีที่เหมาะสำหรับกลุ่มคนรายได้ปานกลางทั่วไปที่ต้องการที่อยู่อันสะดวกสบายและใกล้ที่ทำงานต่างๆ ใน Maga City ซึ่งมีทั้งห้างสรรพสินค้า โรงเรียน ร้านค้า บริการ และแหล่งไลฟ์สไตล์ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งความสำเร็จและการเติบโตของย่าน Maga Bangna จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดการร่วมแรงร่วมใจของผู้คนทั้งฝั่งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ  NOWW MEGA (นาวว์ เมกา)  จะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะมาเติมเต็มให้ระบบนิเวศน์หรือ Ecosystem ของ Mega City ให้มีครบสมบูรณ์มากขึ้นกว่าเดิม

คอนเซปต์ของ NOWW MEGA (นาวว์ เมกา)  แตกต่างจากโครงการอื่นๆ ตรงที่ยึดหลักแนวคิด “Less = Best” เท่าที่จำเป็นคือดีที่สุด NOWW MEGA (นาวว์ เมกา) คือคอนโดมิเนียมแนวคิดใหม่ที่ให้ครบจบเท่าที่ชีวิตต้องการตามทฤษฎีอยู่อย่างฉลาด “LESS = BEST” ชีวิตที่ไม่ต้องใหญ่ที่สุด แต่พอดีที่สุด ชีวิตที่ไม่ต้องแพงที่สุด แต่คุ้มค่าที่สุด ชีวิตที่ไม่ต้องหรูหราที่สุด แต่มีความสุขที่สุด

NOWW MEGA (นาวว์ เมกา) เป็นคอนโดมิเนียมที่สูงที่สุดในบรรดาทุกโครงการรอบ Mega Bangna ด้วยความสูง 145 เมตร ดีไซน์ตั้งใจลดทอนพื้นที่ส่วนกลางที่จะสร้างภาระการดูแลบำรุงรักษาในระยะยาว เพื่อรักษาค่าส่วนกลางให้ได้อยู่ที่ 29 บาทต่อตารางเมตร แต่ยังมอบไลฟ์สไตล์ในพื้นที่ส่วนกลางมากถึง 29 ฟังก์ชัน  นอกจากนี้ยังอยู่ใกล้ห้าง Mega Bangna และ Top Golf ในระยะที่เดินเข้าถึงได้  NOWW MEGA (นาวว์ เมกา) สามารถเข้า-ออกได้ถึง 4 เส้นทาง  ได้แก่  จากถนนบางนา-ตราด, ซอยราชวินิตบางแก้ว, ทางพิเศษบูรพาวิถี และเลียบวงแหวนกาญจนาภิเษก  Now Mega ตั้งอยู่ทำเลใกล้ใฟฟ้ารางคู่ขนาดเบา (LRT) สายบางนา-สุวรรณภูมิ สถานีกาญจนาภิเษก แต่รถไฟฟ้าเป็นโครงการในอนาคตยังไม่มีกำหนด สำหรับคนที่ใช้บริการรถขนส่งสาธารณะก็สะดวกเพราะจาก Mega Terminal ก็เชื่อมต่อเข้าสู่สถานีรถไฟฟ้าได้อีก 2 สาย ได้แก่ BTS รถไฟฟ้าสายสีเขียวสุขุมวิท และ MRT สายสีเหลืองที่สถานีศรีเอี่ยม และหากวิเคราะห์ NOWW MEGA (นาวว์ เมกา)  เป็นทําเลที่เชื่อมต่อสู่ภาคตะวันออก รวมถึง EEC และไม่ไกลจากสนามบินสุวรรณภูมิ NOWW MEGA (นาวว์ เมกา) จึงเหมาะกับผู้ซื้อที่อยากได้บ้านหลังที่สองหรือกลุ่ม Business Traveler

โครงการ  NOWW MEGA (นาวว์ เมกา)  อยู่ติดโรงเรียนนานาชาติ D-PREP และ Concordian International School ในระยะที่เดินถึงได้ด้วยเวลาเพียงนิดเดียว

 

NOWW MEGA (นาวว์ เมกา) ออกแบบคอนเซปต์ที่เน้นพื้นที่ส่วนกลางที่จำเป็นและสร้างความสุขให้กับผู้อยู่อาศัยได้จริงโดยไม้เป็นภาระระยะยาว เช่น สวนสไตล์พื้นที่สีเขียว และห้อง Function Room ที่ใช้งานได้จริงตอบเทรนด์ปัจจุบัน  โดย Facility ทั้งหมดกระจายตัว อยู่บนชั้น G,7 และ Rooftop ความสะดวกสบายยังไม่หมดเพราะมีจุดเดิมลมยาง และจุดล้างรถ บริเวณรอบอาคารให้บริการ ส่วนคนรักสุขภาพต้องไม่พลาด Jogging Track ความยาว 400 เมตร วิ่งได้รอบโครงการ และชั้น 7 มีไฮไลท์เป็น NOWW Hall ซึ่งเป็น Glass House ที่รองรับการทำงานและพักผ่อนไปด้วยกัน พร้อม Live Studio ภายในอาคาร A สำหรับคนที่ชอบไลฟ์สดเพื่อการทำคอนเทนต์ เรียนรู้หรือการค้าขาย นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกบนชั้น Rooftop โดดเด่นด้วย Sky Spotter จุดชมวิว พร้อมกล่องส่องทางไกลรับชมวิวสวย และยังมีพื้นที่ Horizon BBQ ไว้ทำ Party หมูกระทะแบบเพลินๆ

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://propholic.com/prop-verdict/noww-mega/

 

20. คอนโดที่มาพร้อมนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน บนทำเลใจกลางเมืองที่สุด: Whizdom Craftz Samyan

คอนโดแบรนด์ Whizdom ที่ผ่านมาในช่วงหลายปี แม้ว่าจะมีสเปคและการรับประกันที่ดีเยี่ยมมากกว่าคู่แข่งในระดับราคาเดียวกัน แต่หลายคนอาจจะยังกังขาในเรื่องของทำเลที่ตั้ง ซึ่งไม่ได้เป็นทำเลที่มีการเติบโดแบบ Organic แต่เป็นการทุ่มทุนเนรมิตทำเลนั้นๆให้เกิดเป็น New District & New Landmark ด้วยนวัตกรรมและเม็ดเงินลงทุนอันมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น ย่านอุดมสุข หรือย่านบางนา ที่ตอนนี้หลายๆคนเริ่มที่จะเรียกชื่อโครงการของ MQDC อย่าง True Digital Park และ The Forestias กันติดปากมากกว่าชื่อย่านแบบดั้งเดิมซะอีก…แต่สำหรับ Whizdom Craft Samyan ด้วยการที่เป็นสุดยอดทำเลใจกลางเมืองบนถนนพระราม 4 – สามย่าน ที่มี Evolvement ตลอดเวลา จาก Landlord เจ้าประจำอย่างสำนักงานทรัพย์สินจุฬา หน่วยงานภาครัฐ รวมถึงสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ที่มีการส่งเสริมให้ภาคเอกชนได้เข้ามาลงทุน Re-Development สารพัดโครงการบนพื้นที่นี้อย่างต่อเนื่อง เมื่อรวมกับดีมานท์หลักที่หมุนเวียนเข้ามาใช้ชีวิตในย่านนี้ในทุกๆปีอย่างนักศึกษาจุฬาฯ และพนักงานออฟฟิศ จึงทำให้ MQDC ไม่จำเป็นที่จะต้องใส่ปุ๋ย ใส่เม็ดเงินลงทุนมาในทำเลนี้เพิ่มเติมเหมือนกับโครงการอื่นๆ ซึ่งล้วนส่งผลดีมายังโครงการ ในการ Focus ทุ่มเท ลงดีเทลไปที่ตัว Product โดยตรงเพียงอย่างเดียว

 

ดังนั้นเราจึงได้เห็น “ของดี และน่าดึงดูดใจ” มากมายในโครงการนี้ ได้แก่

1. การจัดวางเลย์เอาท์ที่มาจากการทำ Co-Creation Workshop จนเจอความต้องการในเรื่องของ LFH (Learn From Home) ที่มีการออกแบบที่เป็นสัดส่วนชัดเจนทั้ง ครัวปิด พื้นที่ทำงานเป็นสัดส่วน Walk in Closet ขนาดใหญ่พิเศษ ลึก 70 CM ไว้เก็บของ

2. การ Care ในเรื่องของ Air Quality โดยการใส่เครื่อง Fresh Air Fan ที่ดึงอากาศบริสุทธิ์และกรอง PM 2.5 นอกเหนือจากการใช้ระบบแอร์แบบ Water Cooling System ที่มาจากส่วนกลาง ไม่จำเป็นต้องมี CDU แอร์ในห้อง จึงออกแบบให้ใช้พื้นที่ในห้องได้เต็มๆในแบบไม่จำเป็นต้องมีระเบียง

3. รอบเตียงมีความกว้าง 55 CM สามารถเดินรอบเตียง เข็นรถเข็นมาที่เตียงได้ ไม่เอาตำแหน่งไฟไว้บริเวณจุดที่เป็นหัวนอน

4. การออกแบบห้องน้ำที่สามารถบำรุงรักษาซ่อมแซมได้จากโถงทางเดิน

5. ตัวเลือกแบบห้องมากมาย สำหรับความต้องการที่หลากหลาย ได้แก่ ห้องมาตรฐาน Simplex เพดานสูง 2.8 เมตร แบบ 1 ห้องนอน (30-39 ตร.ม.) 1 ห้องนอนแบบลอฟต์ (46-57 ตร.ม.) 2 ห้องนอน (53-66 ตร.ม.) และยังมีห้องขนาดใหญ่ ได้แก่ 2 ห้องนอนพลัส (77-89 ตร.ม.) 2 ห้องนอนแบบลอฟต์เพดานสูง 5.45 เมตร (70-90 ตร.ม.) และ 3 ห้องนอน (96-105 ตร.ม.) นอกจากนี้ ยังมีห้อง Duplex (99-100 ตร.ม) และเพนต์เฮ้าส์ขนาด (188-233 ตร.ม.) อีกด้วย โดยความพิเศษของห้อง Loft ก็จะมีห้อง Powder Room ในทุกยูนิต และได้พื้นที่โฉนดสำหรับชั้นลอยด้วยเพราะเพดานสูงเกิน 2.4 เมตร

6. Empowered Work ที่แรกที่มี Whizdom Club อยู่ภายในโครงการ เพื่อสนับสนุนการทำงานที่ง่ายขึ้น รวมถึงกิจกรรมเพื่อส่งเสริม ความรู้ ทักษะและอาชีพของลูกบ้าน สามารถตอบโจทย์การใช้ที่อยู่อาศัยเป็น SOHO – Small Office Home Office ของคนรุ่นใหม่พร้อมรองรับการทำธุรกิจภายในที่อยู่อาศัยได้อย่างลงตัว นอกจากนี้พื้นที่ส่วนกลางยังมี Co-working Space ที่กว้างขวาง พร้อมซัพพอร์ตการนั่งประชุมหรือคุยงานท่ามกลางบรรยากาศอันผ่อนคลายแต่เปี่ยมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย ซึ่งรวมถึง Whizdom Club พื้นที่สร้างสรรค์เพื่อพัฒนาศักยภาพให้เหล่านิวเจนได้ไปต่อได้อย่างไม่มีสะดุดในทุก ๆ วัน

7. เป็นอาคารที่สูงที่สุดในสามย่าน ผู้อยู่อาศัยจะได้เพลิดเพลินกับสระว่ายน้ำสำหรับออกกำลังกายที่ตั้งอยู่ในหลายชั้นพร้อมเชื่อมต่อกับโซนพื้นที่สีเขียว ให้สามารถออกกำลังกายและผ่อนคลายกับวิวสวนเต็มไปด้วยธรรมชาติอันสดชื่น พร้อมด้วย Sky Trail เส้นทางออกกำลังกายกลางแจ้งท่ามกลางความร่มรื่น นอกจากนี้ ภายในทุกยูนิตยังมีครัวปิดในดีไซน์โมเดิร์น พร้อมด้วย Walk-in Closet ระดับพรีเมียม (80% ของยูนิตทั้งหมด) และพื้นที่ส่วนกลางอีกมากมายเพื่อยกระดับการใช้ชีวิตขึ้นไปอีกสเต็ป

8. จัดเต็มกับสร้างพื้นที่สีเขียวกว่าใจกลางเมืองใหญ่กว่า 2,000 ตรม. ในโครงการเพื่อให้ธรรมชาติได้มาบูสต์พลังกาย-ใจให้ผู้อยู่อาศัยได้รีชาร์จ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สีเขียว ให้ได้สัมผัสธรรมชาติใจกลางเมืองและดื่มด่ำกับการชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าและวิวแม่น้ำเจ้าพระยาในทุก ๆ วัน ในด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมของอาคาร โครงการตั้งใจออกแบบอาคารให้เป็นดั่ง Sky Cliff หรือหน้าผาสูงระฟ้า สร้างมุมมองใหม่เป็นหน้าผาสูงใจกลางเมือง โดดเด่นด้วยการใช้วัสดุกระจกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่มอบดีไซน์ทันสมัยที่สามารถผสมผสานกับธรรมชาติได้อย่างสวยงามสะดุดตา

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://propholic.com/prop-verdict/whizdom-craftz-samyan/

 

และนี่ก็คือส่วนหนึ่งจากบรรดาสุดยอดโครงการที่สร้างความประทับใจให้กับเรามากที่สุดประจำปี 2023 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปครับ เชื่อแน่ว่าจากลิสต์นี้ก็น่าจะมีหลายโครงการเลยที่คุณผู้อ่านของเราได้จับจองเป็นเจ้าของกันเรียบร้อยแล้ว และเราหวังว่าในปี 2024 นี้จะมีโครงการที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเรามากกว่าปีนี้ครับ พบกันใหม่ปีหน้า และขอสวัสดีปีใหม่มา ณ โอกาสนี้ครับ…ขอบคุณสำหรับทุกการอ่านและการติดตามมาตลอดทั้งปีครับ

เกริก บุณยโยธิน

เกริก บุณยโยธิน

ผู้ก่อตั้งเวปไซต์แบ่งปันความรู้ด้านการตลาด และการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาฯ พร็อพฮอลิค ดอทคอม..หลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการวนเวียน เข้าๆออกๆ ในสายงานด้านการตลาด และวางแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ของบริษัทอสังหาฯ และเอเยนซีโฆษณาชั้นนำหลายแห่ง (โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องจับสลากเจอลูกค้าสายอสังหาฯทุกที)...จนถูกครอบงำโดยจิตใต้สำนึก ให้ถีบตัวเองออกจากกรอบการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อออกมาจุดประกายความคิดที่ถูกต้อง และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจในธุรกิจอสังหาฯ

เว็บไซต์

ศุภาลัย พรีเมียร์ สามเสน-ราชวัตร

โซลเลซ พหลฯ-ประดิพัทธ์

นิว เวิร์ส กรุงเทพกรีฑา

ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาต้องบอกว่าย่านกรุงเทพกรีฑาตัดใหม...

28 February, 2024

นิว ซี-สแควร์ สวนหลวง สเตชั่น

ซึ่งวันนี้เราจะพาคุณผู้อ่านมาพบกับโครงการคอนโดพร้อมอ...

30 January, 2024

ริธึ่ม เจริญนคร ไอคอนิค

วันนี้จะมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับคอนโดมิเนียมสุดฮอตชื่อโ...

29 January, 2024

วิสซ์ดอม คราฟท์ สามย่าน

Whizdom Craftz Samyan คือโครงการที่มอบ 5 องค์ประกอบพ...

4 December, 2023

สอบถามโครงการ

ได้รับข้อมูลเรียบร้อยแล้ว
ขอบคุณอย่างยิ่งที่สนใจครับ
จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไปนะครับ

ขออภัย
ไม่สามารถส่งข้อมูลได้
กรุณาลองใหม่อีกครั้ง