Mulberry Grove The Forestias Villas

  

มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า


การอยู่อาศัยร่วมกันในบ้านหลังใหญ่ ที่ประกอบด้วยสมาชิกหลายครอบครัวหลากหลายช่วงวัยในแบบ Multi - Generation คือพื้นฐานวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทย และชาวเอเชียส่วนใหญ่ ที่มักให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว ที่เปรียบดั่งสายใยที่เชื่อมความอบอุ่น มอบความรัก เกื้อกูลช่วยเหลือซึ่งกันและกันจากรุ่นสู่รุ่น

เกริก บุณยโยธิน เมื่อ 6 December, 2022 เวลา 16.45 pm

Prop score™: 4.5

คะแนนรีวิว: 0.0

0 รีวิว



    ข้อมูลโครงการ

ชื่อโครงการ

Mulberry Grove The Forestias : Villas

บริษัทผู้สร้าง

MQDC แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น

สถานที่

ถนนบางนา-ตราด กม.7

สถานีรถไฟ BTS

-

สถานีรถไฟใต้ดิน

-

Airport Rail Link

-

สถานี BRT

-

พื้นที่

26-0-77.75 ไร่

ชั้น

3-4 ชั้น

ยูนิต

201 ยูนิต

ที่จอดรถ

4-6 คัน

ลิฟท์

37 หลัง

สิ่งอำนวยความสดวก

MULBERRY RESERVE CLUB, THE PLAY ROOM (KIDS ROOM), THE STUDIO (EXERCISE AREA), YOGA ROOM, STREAM AND SAUNA, SWIMMING POOL


    ประเภทยูนิต

ประเภท

บ้านเดี่ยว

studio

-

1 bedroom

-

2 bedroom

-

3 bedroom

-

Duplex

-

Penthouse

-

ประเภทอื่นๆ

ROSEBERRY (4 BEDROOM) พื้นที่ใช้สอย 1,203 ตร.ม. 3 ชั้นพักอาศัย และ 1 ชั้นจอดรถใต้ดิน 1 ลิฟท์บ้าน, VISIONBERRY (5 BEDROOM) พื้นที่ใช้สอย 1,246 ตร.ม. จำนวน 3 ชั้นพักอาศัย และ 1 ชั้นจอดรถใต้ดิน 1 ลิฟท์บ้าน, LEGENDBERRY (6 BEDROOM) พื้นที่ใช้สอย 1,724 ตร.ม. จำนวน 4 ชั้นพักอาศัย (Type นี้ไม่มีชั้นใต้ดิน) 1 ลิฟท์บ้าน

ความสูงจากพื้นถึงเพดาน

ประมาณ 3 - 3.2 เมตร สำหรับห้องนอน และประมาณ 8 - 9 เมตร สำหรับส่วนโถง Living แบบ Double Volume [กรุณาสอบถามเพิ่มเติมกับเจ้าหน้าที่อีกครั้ง]

ราคาเริ่มต้น / ตรม.

153,782 บาท

ราคาเริ่มต้น / ยูนิต

185 ล้านบาท

ค่าส่วนกลาง

200 บาท/ตร.วา/เดือน (เก็บล่วงหน้า 2 ปี)

Sinking Fund fee

n/a

สร้างเสร็จ

ปี 2566

เว็บไซต์

https://mqdc.com/th/our-business/discover-project/mulberrygrove/forestias

1265


เพื่อนบ้าน Street View


เจาะลึก “มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า” บ้านคลัสเตอร์แห่งแรก ที่ให้ครอบครัวใหญ่ได้ขยายความสุขไปได้แบบไม่สิ้นสุด

 

การอยู่อาศัยร่วมกันในบ้านหลังใหญ่ ที่ประกอบด้วยสมาชิกหลายครอบครัวหลากหลายช่วงวัยในแบบ Multi – Generation คือพื้นฐานวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทย และชาวเอเชียส่วนใหญ่ ที่มักให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว ที่เปรียบดั่งสายใยที่เชื่อมความอบอุ่น มอบความรัก เกื้อกูลช่วยเหลือซึ่งกันและกันจากรุ่นสู่รุ่น แม้ในปัจจุบันด้วยสภาพสังคมที่เต็มไปด้วยความแข่งขัน และเทรนด์ของ Urbanization ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนส่วนใหญ่ในสังคม จากการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวใหญ่ ก็ค่อย ๆ กลายเป็นครอบครัวแยก ครอบครัวเดี่ยว จนไปถึงการแยกออกไปอยู่ตัวคนเดียว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยเลย โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าสัว ตระกูลดังที่มีความมั่งคั่งสูง ที่ยังคงเห็นถึงความสำคัญในการสร้างปฏิสัมพันธ์ภายในครอบครัวใหญ่ภายใต้อาณาบริเวณเดียวกัน ด้วยการสร้างบ้านประจำตระกูลขนาดใหญ่ หรือไม่ก็ซื้อบ้านเดี่ยวในหมู่บ้านแล้วทุบกำแพงเชื่อมเข้าหากัน แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนก็เทียบไม่ได้เลยกับการอยู่ที่ “Mulberry Grove The Forestias Villas : มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า” บ้าน คลัสเตอร์แห่งแรก ที่ให้ครอบครัวใหญ่ได้ขยายความสุขไปได้ในแบบไม่สิ้นสุด ที่เราจะพาคุณผู้อ่านไปเจาะลึกทุกมิติในบทความนี้

นับจากการเปิดตัวโครงการคอนโดที่ถูกพัฒนา และออกแบบให้ตอบโจทย์การอยู่อาศัยของครอบครัวหลากหลายช่วงวัย ทุกเจนเนอเรชั่น ภายใต้แบรนด์ Mulberry Grove ทั้งที่สุขุมวิท และที่ The Forestias ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องของการออกแบบฟังก์ชันการใช้งานทั้งพื้นที่ส่วนกลาง และภายในห้องพักอาศัยที่ Customized ให้เหมาะสมกับคนใช้งานในแต่ละวัย โดยที่ยังคงไม่ละเลยช่วงเวลาคุณภาพที่ทุกคนสามารถมีกิจกรรมร่วมกันได้ ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นรูปแบบโครงการที่ค่อนข้างตอบโจทย์กลุ่มครอบครัววัยเริ่มต้น หรือครอบครัวขยายที่มีสมาชิกไม่มากนัก แต่สำหรับกลุ่มครอบครัวขนาดใหญ่มาก ๆ ที่มีสมาชิกรวมในครอบครัวหลายเจนเนอเรชั่น และในแต่ละเจนเนอเรชั่นก็มีลูกหลาน ลูกสะใภ้ที่แต่งงานเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัวมากมาย ก็ย่อมอยากจะสร้างอาณาจักรส่วนตัวเพื่อสืบทอดวงศ์ตระกูลของตัวเองไปในแบบไม่สิ้นสุด ซึ่งก็แน่นอนว่ารูปแบบโครงการที่อยู่อาศัยจำเป็นจะต้องเป็นรูปแบบบ้านเดี่ยวที่มอบทั้งพื้นที่ดินและพื้นที่ใช้สอยที่มากพอในแบบที่โครงการคอนโดกลางเมืองทั่วไปให้ไม่ได้

 

โดยวันนี้ MQDC (บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด) หนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย พร้อมแล้วที่จะนำเสนอแนวคิดใหม่ในการออกแบบบ้าน กับโครงการ มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า (Mulberry Grove The Forestias Villas) ที่เปิดโอกาสให้หลายวิลล่าถูกเชื่อมต่อถึงกัน ในแบบที่ไม่ใช่เพียงแค่การทลายกำแพงบ้านทิ้งเพียงอย่างเดียว โดยแต่ละครอบครัวสามารถเลือกซื้อบ้านที่ต่างแบบกัน แล้วเชื่อมต่อกันเป็นคลัสเตอร์ของบ้านต่างขนาดกันไป ที่สามารถไปมาหาสู่ถึงกันได้ด้วยการเดินผ่าน Sky Bridge ที่ชั้น 2 เพียงสั้น ๆ จากบ้านสู่บ้าน ซึ่งบ้านแต่ละหลังถูกออกแบบให้มีความเป็นส่วนตัว แบ่งอาณาบริเวณของแต่ละบ้าน ด้วยแนวต้นไม้ Courtyard และฉากตามธรรมชาติอื่น ๆ เพื่อให้ครอบครัวขยายที่ประกอบไปด้วยสมาชิกหลายเจเนอเรชั่นสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวด้วยการอยู่อาศัยในบ้านเดี่ยวของตัวเอง นอกจากนี้ การสร้างบ้านสไตล์คลัสเตอร์ที่มีบ้านมากกว่าหนึ่งหลังเชื่อมต่อถึงกัน แทนที่จะสร้างบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่มาก ๆ เพียงหนึ่งหลังแล้วให้ทุกคนอยู่ร่วมกันในนั้น ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อเปิดโอกาสให้คนในแต่ละเจเนอเรชั่นสามารถออกแบบเลย์เอาท์และการตกแต่งภายในบ้านของตัวเองให้สอดคล้องกับความต้องการ และสไตล์ที่แตกต่างกันตามแบบฉบับของตัวเองได้

ทั้งนี้โครงการมัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า มีความพิเศษหลายประการ ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ที่นี่เป็น One of a Kind Project ที่แม้เราจะมีเงินมากในระดับ 200 – 600 ล้านบาท ก็ไม่สามารถที่จะสร้างบ้านให้มีองค์ประกอบของความสมบูรณ์แบบได้เหมือนที่นี่ อาทิ

1. เป็นบ้านคลัสเตอร์ รูปแบบวิลล่าระดับ Ultra – Luxury สูง 3 – 4 ชั้น หนึ่งเดียวในเมืองที่โอบล้อมด้วยความมหัศจรรย์ในผืนป่า “The Forestias” ซึ่งเป็นโครงการเมืองต้นแบบแห่งแรกของโลก บนพื้นที่ 398 ไร่ ที่ตั้งอยู่บนถนนบางนา – ตราด กม.7 ซึ่งเป็นโครงการที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางชีวภาพ หรือBiodiversity โดยมีแนวทางการพัฒนาโครงการด้วยการนำความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ และมนุษย์ มาอยู่ร่วมกันภายใต้สิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพและเอื้อประโยชน์ต่อการใช้ชีวิต หลีกเลี่ยงการทำลายสิ่งแวดล้อมและพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ระบบนิเวศของโลก โดยองค์ประกอบสำคัญที่โดดเด่นเป็นพิเศษอย่างหนึ่งของโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ได้แก่ พื้นที่ป่าขนาดใหญ่ 30 ไร่บริเวณใจกลางโครงการ พร้อมทางเดินยกระดับที่ทอดยาวทะลุผืนป่าตลอดระยะ 1.6 กิโลเมตร นอกจากโครงการที่พักอาศัยหลากหลายรูปแบบแล้ว เดอะ ฟอเรสเทียส์ ยังประกอบไปด้วยพื้นที่สำหรับกิจกรรมไลฟ์สไตล์และการพักผ่อนของครอบครัว ร้านค้าปลีก ร้านอาหารและเครื่องดื่ม พื้นที่ Town Center สำหรับกิจกรรมชุมชนและกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ Family Center ตลาด สปอร์ตคอมเพล็กซ์ และพื้นที่เชิงธุรกิจสำหรับสำนักงาน

2. บ้านประหยัดพลังงานในแบบยั่งยืน ด้วยระบบพลังงานที่ล้ำสมัยลดอุณหภูมิทั้งโครงการลงได้ถึง 3 องศา และใช้ระบบปรับอากาศภายในบ้านแบบ All in One ที่ประกอบด้วยระบบทำความเย็น ระบบควบคุมคุณภาพอากาศ (IAQ) และควบคุมความชื้น ผ่านระบบ DCS (District Cooling System) ที่ใช้น้ำเย็นจากศูนย์กระจายส่วนกลางแทนการใช้น้ำยา และ CDU ภายนอก

 

โดยโครงการเรียกว่า โรงผลิตพลังงานสำหรับสาธารณูปโภคส่วนกลาง (Central Utility Plant : CUP) เป็นที่มาของตัวอย่างหนึ่งที่ว่า แม้เกิดไฟฟ้าดับในกรุงเทพฯ แต่ที่พักอาศัยต่าง ๆ ภายในโครงการ เดอะฟอเรสเทียส์ จะยังได้รับความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ

 

โดย CUP เป็นแนวคิดหนึ่งในการสร้างเมืองอัจฉริยะ และเป็นวิธีการหนึ่งของการลดการใช้พลังงานและการรักษาสิ่งแวดล้อมให้แก่โครงการเมือง โดยจะทำหน้าที่ศูนย์กลางของโครงข่ายระบบน้ำเย็นที่จะกระจายไปสร้างความเย็นทั่วทั้งโครงการ ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและทำให้การใช้พลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบ DCS (District Cooling System) จะผลิตพลังงานความเย็นจาก CUP และปล่อยพลังงานความร้อนไว้ที่ CUP เพียงจุดเดียว ทำให้ภายในโครงการไม่มีคอมเพรสเซอร์แอร์ที่ปล่อยความร้อนสู่บรรยากาศ อาคาร และผืนป่า พร้อมทั้งส่งพลังงานความเย็นผ่านท่อน้ำเย็นที่ติดตั้งอยู่ใต้ถนนรอบโครงการภายใน Underground Utility Tunnel เพื่อส่งพลังงานความเย็นให้กับระบบปรับอากาศของอาคาร ทำให้ลดการใช้พลังงานในระบบปรับอากาศ โดยระบบนี้จะทำงานควบคู่กับระบบการระบายอากาศทางปล่องสูง (Up-flow Stack Ventilation) ที่อยู่ภายในอาคารต่าง ๆ ทำให้อากาศภายในโครงการเย็นลง

 

ระบบ DCS สามารถประหยัดพลังงานในระบบปรับอากาศ และลดขนาดการติดตั้งเครื่องปรับอากาศลงกว่าปกติมากกว่าครึ่ง จึงทำให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดปริมาณการใช้สารทำความเย็น ส่งผลให้ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ออกสู่บรรยากาศถึง 30,000 ตันต่อปี เทียบได้กับปลูกต้นไม้ 750,000 ต้น หรือ ปลูกป่าถึง 30,000 ไร่เลยทีเดียว

โดยทั่วทั้ง โครงการเดอะฟอเรสเทียส์ มีการติดตั้งท่อส่งน้ำเย็นแล้วเสร็จ 100% โดยท่อนี้จะทำการส่งน้ำเย็นที่อุณหภูมิ 5.5 องศาเซลเซียส เพื่อแจกจ่ายให้กับทุกยูนิตในโครงการทั้งส่วนที่พักอาศัย โรงแรม และศูนย์การค้า อีกทั้งทางโครงการยังติดตั้งท่อดับเพลิงภายในอุโมงค์แล้วเสร็จ 100% ซึ่งเป็นท่อดับเพลิงที่ได้มาตรฐาน NFPA สามารถกระจายน้ำผ่านหัวจ่ายน้ำได้รอบโครงการและครอบคลุมไปถึงพื้นที่ในป่า และเป็นโครงการเดียวในประเทศไทยที่ใช้ระบบนี้ นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบระบายอากาศ และระบบรักษาความปลอดภัย (กล้อง CCTV) แล้วเสร็จ 100% รวมถึงอยู่ระหว่างดำเนินการติดตั้งระบบป้องกันน้ำท่วมภายในอุโมงค์ ระบบป้องกันการเกิดไฟไหม้ และระบบอินเตอร์เน็ต (wifi) อีกด้วย

ภาพและข้อมูลจาก https://mqdc.com/index.php/well-being/654/the-forestias-mega-project

 

3. ออกแบบและก่อสร้างโดยใช้แนวคิด For all well-being ที่ถูกวางรากฐานและหลักปฏิบัติโดยศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน RISC (Research and Innovation for Sustainability Center) ที่ทำงานร่วมกันกับ MQDC ทุกขั้นตอน ผ่าน MQDC Standard ที่เป็นคู่มือมาตรฐานในการก่อสร้าง และเมื่อทุกการก่อสร้างมาถึงขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งก็จะมี RISC เข้ามาตรวจสอบว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ และยังตรงตามมาตรฐานของ LEED Standard ที่คำนึงถึงความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

 

โดยสำหรับโครงการนี้มีการออกแบบในทุกมิติเพื่อการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดียิ่งขึ้น และมีความสุขมากขึ้น โดยวิจัยตั้งแต่จุดเล็ก ๆ ในโครงการ ยกตัวอย่างเช่น วัสดุทุกอย่างที่ใส่เข้าไปในโครงการจะต้องไม่มีสารที่ก่อให้เกิดพิษ ไม่ Toxic แม้กระทั่งยากำจัดปลวกก็ห้ามใช้ เพราะอยากให้ปลวกอยู่กับเราได้ และต้องมีวิธีอยู่ร่วมกันกับเขาได้อย่างมีความสุขทั้งคนและสรรพสิ่ง, ไม่ใช้เคาน์เตอร์หินที่มีสารเคลือบหินที่มีฟอร์มัลดีไฮด์ซึ่งเป็นสารที่ให้เกิดก่อมะเร็งจึงเลือกใช้วัสดุอย่างอื่นที่มีความปลอดภัยมาใช้แทน, ไม่มีการติด wallpaper เพราะกาวที่ใช้ในวัสดุติดผนังมักจะมีสารที่ก่อให้เกิดสารพิษหรือสารก่อมะเร็งรวมทั้งใช้ไปสักพักหนึ่งก็จะก่อให้เกิดเชื้อรา ที่สูดดมเอาเชื้อราเข้าไปเรื่อย ๆ ก็เกิดอันตรายกับชีวิตคนเราได้

รวมทั้งการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสุขภาพมีค่าสารระเหยต่ำ (Low-VOC) เช่น สี กาว ยาแนว วัสดุพื้นผิว วัสดุไม้ เป็นต้น เพื่อลดความเสี่ยงต่อระบบหายใจ, การใช้กระจก IGU ที่ประกอบด้วย กระจก Low iron + Low E จำนวน 2 แผ่นประกบกันโดยมี Air gap และกระจก Heat Strengthen อีก 1 แผ่นอยู่ส่วน Interior รวมถึงใส่ระบบ Thermal Brake ที่ได้รับมาตรฐาน LEED Standard ในมาตรฐานค่าความร้อนและเสียง รวมทั้งยังทำให้ผู้อาศัยได้รับวิวจากธรรมชาติมากที่สุด

ติดตั้งมุ้งลวด เพื่อป้องกันยุงและแมลงในทุกช่องเปิด และติดตั้งมุ้งลวดไฟฟ้าที่ควบคุมด้วยรีโมทคอนโทรลสำหรับมุ้งลวดขนาดใหญ่ที่เชื่อมกับพื้นที่ระเบียงหรือทางเข้าออก, Lighting Design การออกแบบแสง โดยใช้หลอด LED ที่มีประสิทธิภาพสูง ประหยัดพลังงาน และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน รวมทั้งการเลือกแสง warm white light ที่สร้างความรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย และสามารถความคุมความสว่างได้, หลังคา Aluminium ซ้อนทับอยู่ด้านบนของหลังคาคอนกรีต เพื่อป้องกันปัญหาการรั่วซึม และการลดช่องว่างบริเวณเหนือฝ้าเพดาน รวมถึงช่องฝ้าปิดสนิทเพื่อลดการสะสมของฝุ่น และป้องกันสัตว์ที่ไม่พึงประสงค์เข้าไปอาศัย, การบำรุงรักษาง่าย โดยการวางงานระบบไว้ที่ผนังอาคาร เพื่อการบำรุงรักษาได้ทันทีจากภายนอกอาคาร, มีการติดตั้ง sprinkle ในทุกห้องนอน เพื่อความปลอดภัย แม้กฎหมายจะไม่ได้บังคับกับบ้านพักอาศัย, ราวกันตก ที่ผลิตจากกระจกลามิเนตที่มีฟิล์มยึดกระจกไม่ให้ร่วงหล่นหากเกิดการแตก โดยมีความหนา 10 มม. สูง 1.20 ม. ไม่มีราวแนวขวางเพื่อความปลอดภัยและป้องกันการปีนตกจากที่สูง และตำแหน่งปลั๊กไฟที่ห่างจากหัวเตียง 45 ซม. เพื่อความปลอดภัยจากคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (EMFs) ระหว่างการพักผ่อน

4. การออกแบบบ้านโดยบริษัทออกแบบระดับโลกFoster + Partners ที่นำภูมิปัญญาแบบสถาปัตยกรรมไทยมาประยุกต์เพื่อให้เข้ากับอาคารสมัยใหม่ ผ่านการเลือกใช้วัสดุอย่างกระจก IGU บานใหญ่เพื่อให้รับวิวธรรมชาติได้เต็มที่เพิ่มความคงทนของอาคารในระยะยาว และความสวยงามด้วยการใช้ Aluminium Composite สีทองแดง เป็น Facade เลื่อนเปิดปิดได้ ที่เฉดสีจะเปลี่ยนไปเมื่อกระทบกับแสงในแต่ละช่วงเวลา

5. Thai Tradition เป็นวิลล่าขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่แค่การสร้างเต็มพื้นที่ แต่ยังมอบความเป็นธรรมชาติให้แทรกเข้ามาอยู่ในบ้านด้วยการออกแบบที่เป็น Signature Design อย่างพื้นที่ใต้ถุนบ้าน ที่มีสวนแบบเต็มชั้นและพื้นที่ทำกิจกรรมแบบเปิดโล่ง Semi – Outdoor, พื้นที่ชานบ้าน และ Courtyard ขนาดใหญ่ที่เชื่อมทุกมุมมองภายในบ้านเข้าไว้ด้วยกัน และสามารถเดินเชื่อมไปยัง Sky Bridge ที่เป็นทางเดินไปยังบ้านที่เชื่อมติดกันได้ รวมทั้งโถง Living แบบ Double Volume

6. สะดวกสบายด้วย Clubhouse ขนาดใหญ่กว่า 1,000 ตรม. แม้มีบ้านเพียงแค่ 37 หลัง แต่โครงการก็มีพื้นที่ส่วนกลางที่โดดเด่นด้วยโครงสร้างไม้คานดัดโค้ง Glulam ภายใต้แรงบันดาลใจจากศาลาไทย เชื่อมต่อไปยัง Creek และทางเดิน Canopy Walk หรือทางเดินยกระดับความยาว 1.6 กม. ที่มีความสูงอยู่ในระดับยอดต้นไม้ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินส่วนตัวเฉพาะลูกบ้าน เพื่อเดินเชื่อมถึงกันระหว่างอาคาร Forest Pavilion และโครงการที่อยู่อาศัยอื่น ๆ ภายใน The Forestias

ด้านในคลับเฮาส์ มีทั้งพื้นที่ living area

ชั้นใต้ดิน ที่เป็นฟิตเนส

Kids room

ห้องสตรีมและซาวน่าแยกชายหญิง

สวนภายนอก

และสระว่ายน้ำ

7. รับประกัน 30 ปี ซึ่งเป็นเจ้าเดียวในตลาดที่ทำได้ โดยที่ลูกบ้านไม่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่ม โดยตอนนี้สิ่งที่เรารับประกันจะมีอยู่ 4 อย่างที่เป็นเรื่องสำคัญที่กระทบกับความเป็นอยู่อาศัย ได้แก่ ประตูหน้าต่าง ระบบไฟ ระบบน้ำ และโครงสร้าง

 

มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า เป็นหนึ่งในโครงการบนพื้นที่ “เดอะ ฟอเรสเทียส์ – THE FORESTIAS”  โดย MQDC โครงการเมืองต้นแบบแห่งแรกของโลก บนพื้นที่ 398 ไร่ ที่ตั้งอยู่บนถนนบางนา – ตราด กม.7

โดยพื้นที่เฉพาะ มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า มีขนาดพื้นที่ 26-0-77.75 ไร่ เชื่อมกับพื้นที่โครงการ เดอะ ฟอเรสเทียส์ ทั้งหมดด้วยทางเดินพิเศษ และถนนโดยรอบโครงการ

ประกอบด้วยบ้านเดี่ยวจำนวน 37 หลัง มีบ้านทั้งหมด 3 แบบ คือ

 

ROSEBERRY 4 BEDROOM 11 ยูนิต ที่ดิน 140 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 1,203 ตร.ม. จำนวน 3 ชั้นพักอาศัย และ 1 ชั้นจอดรถใต้ดิน 1 ลิฟท์บ้าน ราคาขายเริ่มต้น 185 ลบ.

 

โดยชั้นใต้ดินเป็นห้องเก็บของและที่จอดรถ ที่สามารถจอดได้ 4 คัน

ชั้นที่ 1 เป็นส่วนของพื้นที่ทางเข้าหลักที่เชื่อมกับพื้นที่สวน ห้องครัว ห้องนอนเมด ห้องพักคนขับรถ

ชั้นที่ 2 เป็นพื้นที่กิจกรรมหลักของบ้าน คือเป็นทางเข้าของสมาชิกภายในครอบครัว ที่แบ่งการใช้งานเป็นพื้นที่คอร์ททางเข้า Living room or Entertainment room, Dinning & Show kitchen room, Family room หรือพื้นที่กลางของบ้าน และห้องนอน 2 ห้องพร้อมห้องน้ำในตัว (1 ห้องนอนติดระเบียง)

ชั้นที่ 3 เป็นห้องนอน 2 ห้องห้องน้ำในตัว พร้อมระเบียงขนาดใหญ่ ห้องพระ และพื้นที่ living area

VISIONBERRY 5 BEDROOM 20 ยูนิต ที่ดิน 165 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 1,246 ตร.ม.จำนวน 3 ชั้นพักอาศัย และ 1 ชั้นจอดรถใต้ดิน 1 ลิฟท์บ้าน  ราคาขายเริ่มต้น 220 ลบ.

โดยชั้นใต้ดินเป็นห้องเก็บของและที่จอดรถ ที่สามารถจอดได้ 5 คัน

ชั้นที่ 1 เป็นส่วนของพื้นที่ทางเข้าหลักที่เชื่อมกับพื้นที่สวน สระว่ายน้ำ  ห้องครัว ห้องนอนเมด ห้องพักคนขับรถ ห้องซักรีด

ชั้นที่ 2 เป็นพื้นที่กิจกรรมหลักของบ้าน คือเป็นทางเข้าของสมาชิกภายในครอบครัว ที่แบ่งการใช้งานเป็นพื้นที่คอร์ททางเข้า Living room or Entertainment room, Dinning & Show kitchen room, Family room หรือพื้นที่กลางของบ้าน และห้องนอน 2 ห้องพร้อมห้องน้ำในตัว (1 ห้องนอนติดระเบียง)

ชั้นที่ 3 เป็นห้องนอน 3 ห้องห้องน้ำในตัว พร้อมระเบียงขนาดใหญ่ 2 ห้อง ห้องพระ ห้องทำงาน และพื้นที่ living area

และ LEGENDBERRY 6 BEDROOM 6 ยูนิต ที่ดิน 210 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 1,724 ตร.ม. จำนวน 4 ชั้นพักอาศัย (Type นี้ไม่มีชั้นใต้ดิน) 1 ลิฟท์บ้าน ราคาขายเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 310 ลบ.

 

โดยทางโครงการได้ตกแต่งบ้านตัวอย่างมาให้ชม 2 ไซส์ เชื่อมกันเป็น 1 คลัสเตอร์กลุ่มบ้านสำหรับครอบครัวขนาดใหญ่ ตามคอนเซปต์ที่ผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อบ้านที่ต่างแบบกัน แล้วเชื่อมต่อกันเป็นคลัสเตอร์ของบ้านต่างขนาดกันไป ที่สามารถไปมาหาสู่ถึงกันได้ด้วยการเดินเพียงสั้น ๆ จากบ้านสู่บ้าน ในขณะที่บ้านแต่ละหลังก็ถูกออกแบบให้มีความเป็นส่วนตัว แบ่งอาณาบริเวณของแต่ละบ้าน ด้วยแนวต้นไม้และฉากตามธรรมชาติอื่น ๆ เพื่อให้มีความเป็นส่วนตัว

 

ซึ่งบ้านที่ตกแต่งเป็นบ้านขนาดกลาง VISIONBERRY เชื่อมกับขนาดเล็กคือ ROSEBERRY ซึ่งก็จะทำให้ได้พื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ 2,449 ตรม. ซึ่งหากใครอยากได้หลังเดี่ยวก็ได้เช่นกัน เพียงแต่จะไม่มีทางเชื่อมระหว่างหลังเท่านั้นเอง

 

โดยบ้านทุกหลังในโครงการ มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า จะไม่มีรั้วบ้าน แต่มั่นใจได้ด้วยระบบความปลอดภัยของโครงการฯทั้งหมด แต่ก็มีความเป็นส่วนตัวจากการวางผังบ้าน และการจัดแนวต้นไม้ที่กั้นพื้นที่ระหว่างแปลง

เราจะเริ่มพาไปชมบ้านตัวอย่างกันที่บ้านหลังเล็กสุดของโครงการ คือ ROSEBERRY บ้าน 4 BEDROOM บนที่ดิน 140 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 1,203 ตร.ม. จำนวน 3 ชั้นพักอาศัย 1 ชั้นจอดรถใต้ดิน และ 1 ลิฟท์บ้าน

จากถนนภายในโครงการ ทางเข้าชั้นจอดรถใต้ดินจะค่อย ๆ สโลปลงไป กับขนาดทางลงที่กว้างถึง 4 เมตร ด้านล่างมีประตูม้วนไฟฟ้า HORMAN เปิดปิดด้วยรีโมทเพื่อความปลอดภัย

ภายในพื้นที่ชั้นใต้ดิน โครงการฯ ทาสีพื้นด้วยอีพอกซี่ทั้งพื้นที่กว่า 300 ตารางเมตร สามารถจอดรถได้ 4 คัน

แต่โครงการก็วางงานระบบน้ำ ไฟ แอร์ ไว้รองรับสำหรับคนรักรถ หรือพ่อบ้านสายปาร์ตี้ ที่สามารถเนรมิตลานจอดรถใต้ดินให้ออกมาเป็นศูนย์รวมความบันเทิงเคียงข้างรถคู่ใจ ที่นี่น่าจะเป็นลานจอดรถใต้ดินในบ้านเดี่ยวเพียงแห่งเดียวในไทยที่มีการติดตั้งงานระบบแอร์ไว้ให้

ติดไฟส่องสว่างพร้อม Wash Station

 

ระบบระบายน้ำ

รวมถึงมีเครื่องวัดค่าคาร์บอนมอนนอกไซด์ติดตั้งเอาไว้ด้วย เมื่อมีค่าอากาศเสียสูง ระบบถ่ายเทอากาศก็จะทำหน้าที่ทันที

และบ้านทุกหลังที่หลังคามีการวางงานระบบโซลาร์เซลล์ไว้ พื้นที่ชั้นใต้ดินจึงมี TESLA Powerwall Battery สำหรับเก็บพลังงานสำรอง

และที่สำคัญที่สุดคือการมีช่องแสงส่องเข้าถึงพื้นที่ชั้นใต้ดินทุกหลัง

จากชั้นใต้ดินมีลิฟท์ที่เชื่อมขึ้นสู่ภายในตัวบ้านจนถึงชั้นบนสุด (ชั้นที่ 3) ของบ้าน

หรือจะใช้บันไดที่เชื่อมขึ้นมาถึงด้านหน้าบ้านที่ชั้น 1 ก็ได้

ถัดมาที่ชั้น 1 เป็นทางเข้าบ้านที่อยู่ระดับเดียวกับถนนโครงการฯ

โดยบริเวณโดยรอบตัวบ้าน (แนวแปลงที่ดิน) โครงการฯ ได้ปลูกต้นไม้เป็นแนวพื้นที่ไว้ให้

บริเวณหน้าบ้านมีตู้จดหมาย ตู้วางทิ้งขยะ และตู้งานระบบไฟ ที่ถูกออกแบบ และจัดวางอย่างเหมาะสมและสวยงาม

บริเวณหน้าบ้านมีทางเดินที่ขนาบข้างไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ เชื่อมเข้าสู่พื้นที่ใต้ถุนบ้าน ที่ออกแบบธรรมชาติให้แทรกเข้ามาอยู่ในบ้านด้วยการออกแบบที่เป็น Signature Design ที่ถูกคิดมาแล้วอย่างละเอียด ว่าพื้นที่ที่ไม่ได้เป็น Direct light สามารถปลูกต้นอะไรได้บ้าง ต้นอะไรควรอยู่กับต้นอะไร เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวที่ยั่งยืน ดูแลง่าย ตามคอนเซปต์ของโครงการฯ เราจึงได้เห็นพื้นที่สีเขียวภายในบ้านที่มีพรรณไม้หลากหลายในพื้นที่เดียว

นอกจากเป็นพื้นที่สวนยังเป็นพื้นที่ทางเดิน และพื้นที่ทำกิจกรรมแบบเปิดโล่ง Semi – Outdoor ไม่ว่าจะนำชุดโซฟามาตั้งสำหรับนั่งเล่นชมสวน หรือปรับเป็นพื้นที่ใช้งานอื่น ๆ เช่น พื้นที่เล่นของสมาชิกตัวน้อยของครอบครัวก็ได้เช่นกัน

ถัดเข้าไปด้านในสุดของพื้นที่ชั้นนี้ เป็นพื้นที่ Indoor แบบเต็มส่วน

คือพื้นที่ Secondary Entrance ที่เข้าไปเป็นพื้นที่ต้อนรับที่เชื่อมกับโถงลิฟท์ และบันไดสู่ชั้น 2

ห้องติดกันเป็นพื้นที่ครัวไทย ที่มาพร้อมกับเครื่องครัวระดับโรงแรม 5 ดาว ทั้งเครื่องครัวแสตนเลสและ Appliance ครบเซทแบรนด์ Bertazzoni

ติดครัวไทยเป็นห้องแม่บ้านที่น่าจะเป็นห้องแม่บ้านที่ดีที่สุดในไทย เนื่องจากโครงการมอบพื้นที่ขนาดประมาณ 40 ตรม. ในแบบ 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ มีพื้นที่ทานอาหาร นั่งดูทีวีแยกเป็นสัดส่วน ล้อมด้วยวิวสวน และมีพื้นที่ใช้งานส่วนตัวของตัวเองให้เหล่าผู้ดูแลบ้านได้มีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่บ้าน เปรียบดั่งเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวใหญ่ และการให้ความสำคัญกับทุกสรรพสิ่งตามคอนเซปต์ของโครงการ

(ห้องตัวอย่างของบ้าน Visionberry villa)

 

ส่วนทางเข้าหลักของบ้าน โครงการฯ ใช้คอนเซปต์แบบบ้านไทย ที่นอกจากมีใต้ถุนสูงแล้ว ก็ยังมีบันไดทางเข้าหลักเชื่อมไปยังชั้นสองของบ้าน

และมีพื้นที่เหมือนมุขหน้าบ้านทรงไทย มีเป็นประตูเปิดปิด เข้าสู่พื้นที่ภายในบ้าน

ที่เปิดต้อนรับด้วย courtyard เหมือนบ้านไทย ที่โอบล้อมพื้นที่ใช้งานหลักเข้าด้วยกัน

โดยพื้นที่ courtyard นี้โครงการ ปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้ให้ 1 ต้น ซึ่งแต่ละบ้านสามารถเลือกต้นไม้ตามลิสต์ของโครงการได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้มงคล และเป็นชนิดพรรณไม้ที่โครงการศึกษามาแล้วว่า จะไม่ทำลายตัวบ้าน และดูแลรักษาได้ง่ายในระยะยาว

จากพื้นที่ courtyard พื้นที่ส่วนแรก เป็น Living / Entertainment room ที่เป็นเสมือนห้องรับแรกของบ้าน ที่กันส่วนออกจากพื้นที่ใช้งานหลักของสมาชิกในครอบครัว

โดยภายในสามารถวางชุดโซฟาต้นรับแขกได้ หรือจัดเป็นห้องทำงานเพื่อใช้ประชุมงานก็ได้เช่นกัน ซึ่งโครงการได้จัดวางห้องน้ำ สำหรับแขกไว้แล้วที่ปลายสุดของห้อง ทำให้ไม่ต้องเดินไปในพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของบ้าน

ติดทางเข้าห้องน้ำ มีประตูเปิดปิด เชื่อมกับ ห้อง Dinning room ที่มาสามารถเข้าออกจาก courtyard ได้เช่นกัน โดยบ้านตัวอย่าง ห้องนี้ถูกปรับเป็นห้องครัว สำหรับเตรียมอาหารและเครื่องดื่ม

ติดทางเข้าห้องน้ำ มีประตูเปิดปิด เชื่อมกับ ห้อง Dinning room ที่มาสามารถเข้าออกจาก courtyard ได้เช่นกัน โดยบ้านตัวอย่าง ห้องนี้ถูกปรับเป็นห้องครัว สำหรับเตรียมอาหารและเครื่องดื่ม

และเป็นโถง double volume สูง 8 เมตร ไปจนถึง 9 เมตรกว่าๆ (แล้วแต่ Type ของบ้าน) เชื่อมกับโถงทางเดินชั้น 3

และเป็นโถง double volume สูง 8 เมตร ไปจนถึง 9 เมตรกว่าๆ (แล้วแต่ Type ของบ้าน) เชื่อมกับโถงทางเดินชั้น 3

ติดพื้นที่ Family Room มี Show Kitchen ที่เชื่อมกับพื้นที่ห้องทานอาหาร และห้องนั่งเล่น สำหรับเตรียมน้ำ ขนม รวมทั้งลิฟท์รับอาหารจากห้องครัว

 

จาก Family Room มีพื้นที่โถงทางเดินแยกพื้นที่ห้องนอน 1 และ 2 ออกไปที่ด้านหลังตัวบ้าน

ห้องแรกขวามือของทางเดิน เป็นห้องนอน 2 ห้องน้ำในตัว ห้องนี้เป็นห้องนอนเล็ก สำหรับรับแขก หรือหากใครมีผู้สูงอายุ ก็อาจเป็นห้องสำหรับคนดูแลผู้สูงอายุ ที่สามารถเปิดเชื่อมกับ ห้องนอน 1 ได้

ห้องนอน 1 มีห้องน้ำในตัวเช่นกัน ภายในห้องน้ำแบ่งส่วนเปียกส่วนแห้ง และพื้นเรียบเสมอกัน เพื่อเอื้อต่อการใช้งานของผู้สูงอายุ หรือคนที่ต้องใช้รถเข็น พร้อมหน้าต่างกระจกระบายอากาศและเปิดรับแสงธรรมชาติ

ด้านหน้าเป็น walk-in closet ติดพื้นที่ห้องนอน

ส่วนพื้นที่ห้องนอน ติดกระจกเข้ามุมทั้ง 2 ฝั่ง

ที่สำคัญของบ้านทุกหลังคือห้องนอนหลัก จะมีพื้นที่เข้ามุมติดระเบียงขนาดใหญ่ ที่สามารถออกไปใช้งานได้จริง เชื่อมกับพื้นที่ต้นไม้ใหญ่โดยรอบบ้าน และโครงการติดตั้งม่านเข้ามุมไฟฟ้า สำหรับเปิดใช้งานเมื่อต้องการอากาศธรรมชาติเข้าสู่ภายในห้องได้

เช่นเดียวกับที่ชั้น 3 บริเวณโถงลิฟท์และบันไดมีพื้นที่ living area เล็กๆ สำหรับใช้งาน เชื่อมกับโถง family room ที่ชั้น 2

ส่วนที่ชั้นนี้ เป็นพื้นที่ของห้องนอน 2 ห้องและห้องพระ

ห้องนอน 3 อยู่โซนด้านหน้าบ้าน

เข้ามาในห้องจะเป็นพื้นที่ walk-in closet และห้องน้ำ

ก่อนเข้าสู่พื้นที่ห้องนอน ที่เป็นกระจกเข้ามุม พร้อมระเบียงขนาดใหญ่ โดยที่มุมห้องนี้โครงการติดตั้งม่านเข้ามุมไฟฟ้า สำหรับเปิดใช้งานเมื่อต้องการอากาศธรรมชาติเข้าสู่ภายในห้องได้

ติดลิฟท์ เป็นห้องพระ ที่โครงการแยกพื้นที่ใช้งานไว้ให้เป็นสัดส่วน ไม่ต้องกั้นห้องใหม่

ด้านในสุดเป็น Master bedroom

เข้ามาในห้องจะเป็นพื้นที่ walk-in closet และห้องน้ำ

โดยพื้นที่ walk-in closet มีหน้าต่างกระจกเปิดรับแสงบานใหญ่เข้าสู่ภายในพื้นที่ ที่สำคัญอีกอย่าง คือ ที่ walk-in closet ของทั้งสองห้องนอน มีการเจาะช่องแสงที่เพดาน เข้าสู่พื้นที่บริเวณโต๊ะเครื่องแป้ง เพราะเห็นความสำคัญของคุณผู้หญิง ที่ต้องการแสงธรรมชาติในการแต่งหน้า แต่งตัว

 

และที่ห้อง walk-in closet ก็วางงานระบบน้ำและไฟ สำหรับอ่างล้างมือขนาดเล็ก สำหรับคุณผู้หญิงที่มืออาจเลอะเครื่องสำอางเวลาแต่งหน้า ก็ไม่ต้องเดินไปถึงห้องน้ำ รวมทั้งสามารถวางตู้เย็นขนาดเล็กสำหรับเก็บเครื่องสำอางได้อีกด้วย

ภายในห้องน้ำก็มีช่องแสงพร้อมระแนงอลูมิเนียมบังตา เพื่อเปิดรับแสงให้ส่องเข้าถึงภายในห้องน้ำ

โดยห้องน้ำของ Master Bedroom โครงการจะให้เป็นห้องน้ำ แบบ His & Her ที่บริเวณอ่างล้างหน้า

แยกห้องน้ำและห้องอาบน้ำด้วย Shower glass

ที่มาพร้อมอ่างอาบน้ำเข้มมุมกระจกบานใหญ่เต็มความกว้างผนัง

ก่อนเข้าสู่พื้นที่ห้องนอน ติดกระจกเข้ามุม พร้อมระเบียงขนาดใหญ่ โดยที่มุมห้องนี้โครงการติดตั้งม่านเข้ามุมไฟฟ้า สำหรับเปิดใช้งานเมื่อต้องการอากาศธรรมชาติเข้าสู่ภายในห้องได้

และความสำคัญสุดท้ายของบ้านทุกหลังที่โครงการฯ พยายามออกแบบและนำเสนอคือ การมีพื้นที่เซอร์วิสที่อยู่ติดผนังด้านนอก ทำให้ตลอดแนวผนังทึบ มีชานระเบียงที่กว้างพอให้คนเดินเซอร์วิส

บ้านตัวอย่างหลังติดกัน เป็น VISIONBERRY 5 BEDROOM ที่ดิน 165 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 1,246 ตร.ม.จำนวน 3 ชั้นพักอาศัย และ 1 ชั้นจอดรถใต้ดิน 1 ลิฟท์บ้าน โดยบ้านตัวอย่างนี้เป็นแบบตัวอย่างบ้านคลัสเตอร์ โครงการจึงทำ Sky Bridge ที่เป็นทางเดินไปยังบ้านที่เชื่อมติดกันได้ที่ชั้น 2 บริเวณพื้นที่ courtyard

หรือจะเลือกแบบบ้านเดี่ยว ไม่เป็นคลัสเตอร์ก็ได้เช่นกัน

เช่นเดียวกับบ้านหลังแรกที่บ้าน Type นี้จะมีชั้นจอดรถใต้ดิน จากถนนภายในโครงการ ทางเข้าชั้นจอดรถใต้ดินจะค่อย ๆ สโลปลงไป กับขนาดทางลงที่กว้างถึง 4 เมตร ด้านล่างมีประตูม้วนไฟฟ้า HORMAN เปิดปิดด้วยรีโมทเพื่อความปลอดภัย

ภายในพื้นที่ชั้นใต้ดิน โครงการฯ ทาสีพื้นด้วยอีพอกซี่ โดยหลังนี้พื้นที่จะเยอะกว่าหลังแรกจึงทำให้สามารถจอดรถได้ 5 คัน และโครงการก็วางงานระบบน้ำ ไฟ แอร์ ไว้รองรับสำหรับเนรมิตลานจอดรถใต้ดินให้ออกมาเป็นศูนย์รวมความบันเทิงเคียงข้างรถคู่ใจ โดยบ้านจริงจะได้เป็นสีขาวเคลียร์ พร้อมไฟส่องสว่าง แบบนี้

พร้อม Wash Station ระบบระบายน้ำ รวมถึงมีเครื่องวัดค่าคาร์บอนมอนอกไซด์ติดตั้งเอาไว้ด้วย เมื่อมีค่าอากาศเสียสูง ระบบถ่ายเทอากาศก็จะทำหน้าที่ทันที

เช่นเดียวกันที่หลังคามีการวางงานระบบโซลาร์เซลล์ไว้ พื้นที่ชั้นใต้ดินจึงมี TESLA Powerwall Battery สำหรับเก็บพลังงานสำรอง

เช่นเดียวกันที่หลังคามีการวางงานระบบโซลาร์เซลล์ไว้ พื้นที่ชั้นใต้ดินจึงมี TESLA Powerwall Battery สำหรับเก็บพลังงานสำรอง

จากชั้นใต้ดินมีลิฟท์ที่เชื่อมขึ้นสู่ภายในตัวบ้านจนถึงชั้นบนสุด (ชั้นที่ 3) ของบ้าน

หรือจะใช้บันไดที่เชื่อมขึ้นมาถึงด้านหน้าบ้านที่ชั้น 1 ก็ได้

ถัดมาที่ชั้น 1 เป็นทางเข้าบ้านที่อยู่ระดับเดียวกับถนนโครงการฯ

โดยบริเวณหน้าบ้านมีตู้จดหมาย ตู้วางทิ้งขยะ และตู้งานระบบไฟ ที่ถูกออกแบบ และจัดวางอย่างเหมาะสมและสวยงาม

ถัดมาที่ชั้น 1 เป็นทางเข้าบ้านที่อยู่ระดับเดียวกับถนนโครงการฯ

โดยบริเวณหน้าบ้านมีตู้จดหมาย ตู้วางทิ้งขยะ และตู้งานระบบไฟ ที่ถูกออกแบบ และจัดวางอย่างเหมาะสมและสวยงาม

นอกจากเป็นพื้นที่สวนยังเป็นพื้นที่ทางเดิน และพื้นที่ทำกิจกรรมแบบเปิดโล่ง Semi – Outdoor ที่เปิดเชื่อมไปยังคอร์ทสระว่ายน้ำด้านใน

ถัดเข้าไปด้านในสุดของพื้นที่ชั้นนี้ ด้านขวาจะเป็นสระว่ายน้ำ และ pool deck ที่โอบล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ และสวนโดยรอบ

สระแบบเกลือยาวประมาณ 9 เมตร เป็นสระ out door ที่เป็นเสมือนพื้นที่ส่วนกลางของบ้าน

ที่เชื่อมการใช้งานและมุมมองเข้าด้วยกัน ให้ทุกคนในครอบครัวได้มองเห็นกันและกัน

หรือถ้าไม่มีสระน้ำ เป็นบ้านเดี่ยว ก็สามารถจะทำเป็นพื้นที่ชานระเบียงพักผ่อนและสวน

ติดสระว่ายน้ำมีพื้นที่ห้อง Hobby room ที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่ใช้งานได้หลากหลาย รวมทั้งเป็นห้อง fitness สำหรับครอบครัวที่รักการออกกำลังกาย

ติดกันเป็นพื้นที่ Indoor แบบเต็มส่วน

ก่อนถึงสระว่ายน้ำเป็น Secondary Entrance Hall ที่เข้าไปเป็นพื้นที่ต้อนรับที่เชื่อมกับโถงลิฟท์ และบันไดสู่ชั้น 2

ตัวอย่างบ้านจริงจะได้แบบนี้

ห้องติดกันเป็นพื้นที่ครัวไทย ที่มาพร้อมกับเครื่องครัวระดับโรงแรม 5 ดาว ทั้งเครื่องครัวแสตนเลสและ Appliance ครบเซทแบรนด์ Bertazzoni

พร้อมลิฟท์ส่งอาหารขึ้นไปส่วนห้องอาหารที่ชั้น 2 ที่โดยไม่ต้องลำบากยกขึ้นยกลงบันไดเลย

ติดครัวไทยเป็นห้องแม่บ้าน 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ

มีพื้นที่ทานอาหาร นั่งดูทีวีแยกเป็นสัดส่วน ล้อมด้วยวิวสวน วิวสระ และมีพื้นที่ใช้งานส่วนตัวของตัวเองให้เหล่าผู้ดูแลบ้านได้มีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่บ้าน เปรียบดั่งเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวใหญ่ และการให้ความสำคัญกับทุกสรรพสิ่งตามคอนเซปต์ของโครงการ

และห้องซักรีด

ส่วนทางเข้าหลักของบ้าน โครงการฯ ใช้คอนเซปต์แบบบ้านไทย ที่นอกจากมีใต้ถุนสูงแล้ว ก็ยังมีบันไดทางเข้าหลักเชื่อมไปยังชั้นสองของบ้าน

โดยที่บันไดมีชานพักที่เป็นที่นั่งรับลม ชมวิวหน้าบ้านได้

และมีพื้นที่เหมือนมุขหน้าบ้านทรงไทย มีเป็นประตูเปิดปิด เข้าสู่พื้นที่ภายในบ้าน

ที่เปิดต้อนรับด้วย courtyard เหมือนบ้านไทย ที่โอบล้อมพื้นที่ใช้งานหลักเข้าด้วยกัน

ที่ส่วนนี้ ที่มี Sky Bridge เชื่อมบ้าน 2 หลังเข้าด้วยกัน

โดยพื้นที่ courtyard นี้โครงการ ปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้ให้ 1 ต้น ซึ่งแต่ละบ้านสามารถเลือกต้นไม้ตามลิสต์ของโครงการได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไม้มงคล และเป็นชนิดพรรณไม้ที่โครงการศึกษามาแล้วว่า จะไม่ทำลายตัวบ้าน และดูแลรักษาได้ง่ายในระยะยาว

จากพื้นที่ courtyard พื้นที่ส่วนแรก เป็น Living / Entertainment room ที่เป็นเสมือนห้องรับแรกของบ้าน ที่กันส่วนออกจากพื้นที่ใช้งานหลักของสมาชิกในครอบครัว

โดยภายในสามารถวางชุดโซฟาต้อนรับแขกได้ หรือจัดเป็นห้องทำงานเพื่อใช้ประชุมงาน หรือห้องดูหนังฟังเพลงก็ได้เช่นกัน

ตัวอย่างบ้านจริง

ซึ่งโครงการได้จัดวางห้องน้ำ สำหรับแขกไว้แล้วที่ปลายสุดของห้อง ทำให้ไม่ต้องเดินไปในพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของบ้าน

ติดทางเข้าห้องน้ำ มีประตูเปิดปิด เชื่อมกับ ห้อง Dinning room ที่มาสามารถเข้าออกจาก courtyard ได้เช่นกัน

และพื้นที่อีกส่วนที่น่าจะเป็นพื้นที่ใช้งานหลักของสมาชิกในครอบครัว ก็คือ พื้นที่ Family Room หรือโซน Living room หลักของบ้าน ที่เชื่อม courtyard หรือตกแต่งเป็นห้องทานอาหารแบบบ้านตัวอย่างก็ได้

และเป็นโถง double volume สูงเชื่อมกับโถงทางเดินชั้น 3

ตัวอย่างบ้านจริง ก็จะเป็นผนังทาสี วางงานระบบแอร์ พร้อมกระจกบานสูงและช่องแสงทั่วอาคาร

ติดพื้นที่ Family Room มี Show Kitchen ที่เชื่อมกับพื้นที่ห้องทานอาหาร และห้องนั่งเล่น สำหรับเตรียมน้ำ ขนม รวมทั้งลิฟท์รับอาหารจากห้องครัว

ตัวอย่างเคาท์เตอร์ครัวของจริงที่ได้

จาก Family Room มีพื้นที่โถงทางเดินแยกพื้นที่ห้องนอน 1 และ 2 ออกไปที่ด้านหลังตัวบ้าน

ห้องแรกซ้ายมือของทางเดิน เป็นห้องนอน 2 ห้องน้ำในตัว ห้องนี้จะใหญ่กว่าบ้านหลังแรก สามารถปรับเป็นห้องนอนสำหรับรับแขก หรือหากใครมีผู้สูงอายุ ก็อาจเป็นห้องสำหรับคนดูแลผู้สูงอายุ หรือห้องสำรองของสมาชิกตัวน้อยในครอบครัว ที่สามารถเปิดเชื่อมกับ ห้องนอน 1 ได้

ภายในห้องน้ำเป็น walk-in closet

และห้องน้ำแยกพื้นที่ส่วนแห้งส่วนเปียกที่ยังคงคอนเซปท์การเปิดรับแสงธรรมชาติเข้าสู่ภายในห้องจากหน้าต่างบานสูง

ตัวอย่างห้องน้ำที่ได้ของบ้านจริง

ห้องนอน 1 มีห้องน้ำในตัวเช่นกัน

ภายในแบ่งพื้นที่สำหรับ walk-in closet

และห้องน้ำแยกส่วนแห้งส่วนเปียก พร้อมหน้าต่างกระจกรับแสงส่องถึงภายใน

พร้อมพื้นที่เข้ามุมติดระเบียงขนาดใหญ่ ที่สามารถออกไปใช้งานได้จริง เชื่อมกับพื้นที่ต้นไม้ใหญ่โดยรอบบ้าน และโครงการติดตั้งม่านเข้ามุมไฟฟ้า สำหรับเปิดใช้งานเมื่อต้องการอากาศธรรมชาติเข้าสู่ภายในห้องได้

ตัวอย่างบ้านจริง

เช่นเดียวกับที่ชั้น 3 บริเวณโถงลิฟท์และบันไดมีพื้นที่ living area เล็กๆ สำหรับใช้งาน เชื่อมกับโถง family room ที่ชั้น 2

ส่วนที่ชั้นนี้ เป็นพื้นที่ของห้องนอน 2 ห้องและห้องพระ

ติดโถงบันได เป็นห้องพระ ที่โครงการแยกพื้นที่ใช้งานไว้ให้เป็นสัดส่วน ไม่ต้องกั้นห้องใหม่

ห้องนอน 3 และ 4 อยู่โซนด้านหน้าบ้าน

ติดห้องพระเป็นห้องนอน 4 พร้อมห้องน้ำในตัว

ภายในเป็น walk-in closet และห้องน้ำ ติดหน้าต่างกระจกเปิดรับแสง

ห้องนอน 3 เข้ามาในห้องจะเป็นพื้นที่ walk-in closet และห้องน้ำ

โดย walk-in closet มีการเจาะช่องแสงที่เพดาน เข้าสู่พื้นที่บริเวณโต๊ะเครื่องแป้ง และวางงานระบบน้ำและไฟ สำหรับอ่างล้างมือขนาดเล็ก สำหรับคุณผู้หญิงที่มืออาจเลอะเครื่องสำอางเวลาแต่งหน้า ก็ไม่ต้องเดินไปถึงห้องน้ำ รวมทั้งสามารถวางตู้เย็นขนาดเล็กสำหรับเก็บเครื่องสำอางได้อีกด้วย

ภายในห้องน้ำแยกส่วนแห้งส่วนเปียก และมีบานกระจกเปิดรับแสงยาวสูงเชื่อมเข้าสู่ภายใน

ก่อนเข้าสู่พื้นที่ห้องนอน ที่เป็นกระจกเข้ามุม พร้อมระเบียงเข้ามุม ที่โครงการติดตั้งม่านเข้ามุมไฟฟ้า สำหรับเปิดใช้งานเมื่อต้องการอากาศธรรมชาติเข้าสู่ภายในห้องได้

ตัวอย่างบ้านจริง

ติดโถงลิฟท์เป็น working room เพื่อแยกพื้นที่ใช้งานออกจากพื้นที่พักผ่อน

และด้านในสุดเป็น Master bedroom

เข้ามาในห้องจะเป็นพื้นที่ walk-in closet ที่มีการเจาะช่องแสงที่เพดาน เข้าสู่พื้นที่บริเวณโต๊ะเครื่องแป้ง เพราะเห็นความสำคัญของคุณผู้หญิง ที่ต้องการแสงธรรมชาติในการแต่งหน้า แต่งตัว

และที่ห้อง walk-in closet ก็วางงานระบบน้ำและไฟ สำหรับอ่างล้างมือขนาดเล็ก สำหรับคุณผู้หญิงที่มืออาจเลอะเครื่องสำอางเวลาแต่งหน้า ก็ไม่ต้องเดินไปถึงห้องน้ำ รวมทั้งสามารถวางตู้เย็นขนาดเล็กสำหรับเก็บเครื่องสำอางได้อีกด้วย

ตัวอย่างบ้านจริง

และห้องน้ำ His & Her

ที่มาพร้อมอ่างอาบน้ำ และหน้าต่างกระจกเต็มบาน

ตัวอย่างบ้านจริงก็ได้จะกระเบื้องห้องน้ำ และตู้เก้บของตามรูปด้านล่างนี้

ก่อนเข้าสู่พื้นที่ห้องนอนที่ด้านขวา ติดกระจกเข้ามุม พร้อมระเบียงขนาดใหญ่ โดยที่มุมห้องนี้โครงการติดตั้งม่านเข้ามุมไฟฟ้า สำหรับเปิดใช้งานเมื่อต้องการอากาศธรรมชาติเข้าสู่ภายในห้องได้

ตัวอย่างบ้านจริง

นอกจากนี้บ้านทุกหลังและเกือบทุกพื้นที่ใช้ระบบปรับอากาศภายในบ้านแบบ All in One ที่ประกอบด้วยระบบทำความเย็น ระบบควบคุมคุณภาพอากาศ (IAQ) และควบคุมความชื้น ทำให้พื้นเย็นตลอดเวลาแม้ไม่ได้เปิดแอร์

และการใช้กระจก IGU ผสานกับ façade อาคารที่เลื่อนปรับทิศทางตามแดดได้ ก็ยิ่งทำให้เป็นการลดอุณภูมิภายในบ้านได้อย่างดี

ตัวอย่างบ้านจริง

รวมทั้งการออกแบบที่ทำให้ทุกพื้นที่เชื่อมถึงกันได้ด้วยการมองเห็น ก็ยิ่งทำให้คุณค่าของการสร้างพื้นที่เพื่ออยู่ร่วมกันในครอบครัวสามารถเชื่อมต่อกันได้ในทุกมิติของการใช้ชีวิต

 

สรุปความน่าอยู่และองค์ประกอบอันโดดเด่นของ มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า

คำว่า “บ้าน” นั้นมีองค์ประกอบทั้งที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้อยู่หลายอย่างมากครับ บางคนอาจจะมองว่าบ้านเป็นเพียงแค่สิ่งปลูกสร้างที่สร้างขึ้นมาเพื่อพักอาศัย จะใหญ่หรือเล็ก เดินทางสะดวกแค่ไหนก็แล้วแต่งบประมาณของเจ้าของบ้าน และจำนวนสมาชิกภายในบ้าน แต่สำหรับใครหลายๆคนรวมถึง MQDC คำว่า “บ้าน” เป็นสถานที่ที่รวมไว้ซึ่งเรื่องราวแห่งความสุข ที่หาไม่ได้จากสถานที่อื่นๆทั่วไป และเป็นความสุขแบบยั่งยืนที่เกิดจากสายสัมพันธ์อันแนบแน่นของคนในครอบครัวเท่านั้น เพราะการอยู่อาศัยร่วมกันในบ้านหลังใหญ่ ที่ประกอบด้วยสมาชิกหลายช่วงวัยในแบบ Multi – Generation คือพื้นฐานวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทย และเอเชีย ส่วนใหญ่ ที่มักให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว ที่เปรียบดั่งสายใยที่เชื่อมความอบอุ่น มอบความรัก เกื้อกูลช่วยเหลือซึ่งกันและกันจากรุ่นสู่รุ่น จึงเป็นที่มาของโครงการอย่าง “มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า” ครับ

 

ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาหากเราพูดถึงบ้านในระดับราคาเกินกว่า 200 ล้านบาท ก็มักจะเป็นบ้านที่อยู่ในกลุ่มเซกเมนท์ของ “บ้านประจำตระกูล” ที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ส่วนใหญ่แล้วเป็นบ้านที่เจ้าของบ้านเลือกที่จะก่อสร้างบนที่ดินของตัวเองเป็นหลัก แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เทรนด์ในการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวในระดับ Ultra – Luxury มีมากขึ้นเพื่อให้สอดรับกับดีมานด์ของกลุ่มครอบครัวระดับเจ้าสัวที่มีกำลังซื้อมหาศาล และไม่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งบ้านเหล่านั้นมักจะนำเรื่องราวของการสร้างสังคมคุณภาพในแบบ Exclusive มีเพียงไม่กี่หลัง และมอบพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางมาเป็นจุดดึงดูดหลัก แต่ข้อจำกัดของโครงการเหล่านั้นก็คือมักจะมีรูปแบบแปลงบ้านที่ค่อนข้าง Fixed กับขนาดที่ดิน มีการแบ่งโซนแยกประเภทบ้านเป็นขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ทำรั้วรอบขอบชิด บางคนอยากที่จะซื้อบ้านหลังใหญ่สุดติดกัน 2 – 3 หลังก็ทำไม่ได้ เพราะเหตุผลด้านการขายทำให้ต้องจัดผังแบบนั้น หรือจะเลือกซื้อบ้านหลังใหญ่ไปเลยเพียงหลังเดียวและอยู่ร่วมกัน 2 – 3 ครอบครัว ก็ดูจะขาดซึ่งความเป็นส่วนตัว ชวนให้หาเรื่องทะเลาะกันซะเปล่าๆ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ดีมานด์ของกลุ่มผู้ต้องการบ้านระดับราคา 400 – 500 ลบ.ยังไม่ได้ถูกเติมเต็มเท่าที่ควร จนทำให้หลายๆครอบครัวเจ้าสัวระดับ Billionaire มองว่า ถ้าต้องใช้เงินระดับ 500 ล้านบาทในการซื้อบ้านจัดสรร ก็สู้ไปสร้างเองดีกว่า…ซึ่งนี่ก็คือช่องว่างทางการตลาดที่ทาง มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า มองเห็นครับ โดยโครงการมีจุดดึงดูดที่น่าสนใจเพียงพอที่จะทำให้กลุ่มครอบครัว Billionaire ซื้อที่นี่ได้ไม่ยากเลยนะ อย่างแรกก็คือในเรื่องของแนวคิดในการออกแบบบ้าน ที่หลายวิลล่าถูกเชื่อมต่อถึงกัน เพื่อให้ครอบครัวขยายที่ประกอบไปด้วยสมาชิกหลายเจเนอเรชั่นสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวด้วยการอยู่อาศัยในบ้านเดี่ยวของตัวเอง นอกจากนี้ การสร้างบ้านสไตล์คลัสเตอร์ที่บ้านมากกว่าหนึ่งหลังเชื่อมต่อถึงกัน แทนที่จะสร้างบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่มากๆ เพียงหนึ่งหลังแล้วให้ทุกคนอยู่ร่วมกันในนั้น ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อเปิดโอกาสให้คนในแต่ละเจเนอเรชั่นสามารถออกแบบเลย์เอาต์และการตกแต่งภายในบ้านของตัวเองให้สอดคล้องกับความต้องการ และสไตล์ที่แตกต่างกันตามแบบฉบับของตัวเองได้ ไม่ต้องมานั่งทะเลาะกัน หรือเถียงกันเรื่องการออกแบบ ฟังก์ชัน รวมถึงการบริหารพื้นที่ส่วนตัว

 

ส่วนอย่างที่สองก็คือเรื่องของทำเลที่ตั้งอยู่ภายในโครงการที่เป็น One of A Kind อย่าง The Forestias ที่แม้เราจะมีเงินมากในระดับ 200 – 600 ล้านบาท ก็ไม่สามารถที่จะสร้างบ้านให้มีองค์ประกอบของความสมบูรณ์แบบได้เหมือนที่นี่ ซึ่งเป็นโครงการเมืองต้นแบบแห่งแรกของโลก บนพื้นที่ 398 ไร่ ที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity โดยมีแนวทางการพัฒนาโครงการด้วยการนำความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ และมนุษย์ มาอยู่ร่วมกันภายใต้สิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพและเอื้อประโยชน์ต่อการใช้ชีวิต หลีกเลี่ยงการทำลายสิ่งแวดล้อมและพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ระบบนิเวศของโลก มีป่าขนาดใหญ่พื้นที่ 30 ไร่บริเวณใจกลางโครงการ พร้อมทางเดินยกระดับที่ทอดยาวทะลุผืนป่า และลำธารยาว 1.6 กิโลเมตร

 

อย่างที่สามก็คือเรื่องของสเปคการออกแบบโดยบริษัทออกแบบระดับโลก  Foster + Partners ที่นำภูมิปัญญาแบบสถาปัตยกรรมไทยมาประยุกต์เพื่อให้เข้ากับอาคารสมัยใหม่ ผ่านการเลือกใช้วัสดุอย่างกระจก IGU ที่ประกอบด้วยกระจก Low iron + Low E 2 แผ่นมาประกบกันโดยมี Air Gap และกระจก Heat Strength อีก 1 แผ่นมาประกบด้านใน โดยให้บานใหญ่แบบ Floor to ceiling ทั้งบ้านเพื่อให้รับวิวธรรมชาติได้เต็มที่ เพิ่มความคงทนของอาคารในระยะยาว และความสวยงามด้วยการใช้อลูมิเนียมคอมโพสิท สีทองแดง เป็น Facade เลื่อนเปิดปิดได้ ที่เฉดสีจะเปลี่ยนไปเมื่อกระทบกับแสงในแต่ละช่วงเวลา มีการใช้ Design Standard ตามหลัก For all well-being  ที่ถูกวางรากฐานและหลักปฎิบัติโดยศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน RISC โดยสำหรับโครงการนี้มีการออกแบบทุกมิติเพื่อการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดียิ่งขึ้น อาทิ การใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสุขภาพสารระเหยต่ำ กระจก IGU ให้มุ้งลวดไฟฟ้าในทุกช่องเปิด ตำแหน่งการติดตั้งระบบไฟฟ้า ไฟส่องสว่าง ราวกันตกกระจกลามิเนตสูง 1.2 เมตร หลังคาอลูมิเนียมซ้อนทับอยู่บนหลังคาคอนกรีต เน้นการบำรุงรักษาง่ายด้วยทางเดินรอบบ้านจากด้านนอกทุกชั้น ติดตั้ง sprinkle ในทุกห้องนอน ระบบ Solar Cell พร้อมการจัดเก็บพลังงานแบตเตอรี่ด้วย Tesla Powerwall และใช้ระบบปรับอากาศภายในบ้านแบบ All in One ที่ประกอบด้วยระบบทำความเย็น ระบบควบคุมคุณภาพอากาศ (IAQ) และควบคุมความชื้น โดยที่ใช้น้ำเย็นจากศูนย์กระจายส่วนกลางแทนการใช้น้ำยา และ CDU ภายนอก นอกจากนี้ยังอุ่นใจไปยาวๆเลยกับกับรับประกันที่ยาวนานไปถึง 30 ปี ครอบคลุมในส่วนของโครงสร้าง หลังคา บานประตูหน้าต่าง façade ระบบน้ำ ไฟ…ซึ่งแค่นี้ก็หาตัวเลือกโครงการไหนที่กล้าให้ขนาดนี้ไม่ได้แล้วครับ ดังนั้นคนที่เลือกที่จะซื้อที่นี่จึงไม่ต้องมาเสียเวลาเปรียบเทียบกับโครงการคฤหาสน์หรูอื่นใดอีกในกรุงเทพฯเลย

มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า คือโครงการที่ช่วยเติมเต็มทุก Level of Hierarchy of Needs ที่สมาชิกทุกช่วงวัยในครอบครัวใหญ่ล้วนมีความต้องการที่แตกต่างกันออกไป โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวได้อยู่อาศัยใช้ชีวิตอยู่ในอาณาบริเวณที่ใกล้ชิดติดกับพ่อแม่ ลูกที่โตแล้ว และญาติสนิท สามารถไปมาหาสู่กับสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวได้โดยการเดินไปหาเพียงไม่กี่นาที ครอบครัวจะสามารถช่วยกันเลี้ยงเด็กๆ ได้ รวมทั้งช่วยกันดูแลพ่อแม่ที่อายุมากแล้วได้สะดวกสบายมากขึ้น และไม่จำกัดเวลาไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืนก็ตาม เป็นการประหยัดเวลาที่ต้องใช้ในการเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างบ้าน ซึ่งจะทำให้ครอบครัวมีเวลามากขึ้นสำหรับทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งนี้หากครอบครัวไหนซื้อบ้านขนาด S, M, L แล้วมาเชื่อมรวมกัน ก็จะได้พื้นที่ห้องนอนมากถึง 15 ห้องนอน บนที่ดินรวม 1 ไร่กว่าๆ พื้นที่ใช้สอย 4,000 กว่าตรม. แถมยังปักป้ายชื่อซอยย่อยเป็นของตัวเองได้ด้วยในราคารวมแค่ราวๆ 7xx ล้านบาทเท่านั้น ใครสนใจก็เชิญซื้อไปได้เลย 3 หลังติดครับ ส่วนผมแค่ได้มีโอกาสมาดูและเดินเล่นที่นี่เพียงเท่านี้ก็รับรู้ได้ถึงความสุขแล้วครับ



เกริก บุณยโยธิน

ผู้ก่อตั้งเวปไซต์แบ่งปันความรู้ด้านการตลาด และการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาฯ พร็อพฮอลิค ดอทคอม..หลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการวนเวียน เข้าๆออกๆ ในสายงานด้านการตลาด และวางแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ของบริษัทอสังหาฯ และเอเยนซีโฆษณาชั้นนำหลายแห่ง (โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องจับสลากเจอลูกค้าสายอสังหาฯทุกที)...จนถูกครอบงำโดยจิตใต้สำนึก ให้ถีบตัวเองออกจากกรอบการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อออกมาจุดประกายความคิดที่ถูกต้อง และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจในธุรกิจอสังหาฯ

เว็บไซต์


PropScore™ 4.5

SCORE:
0.0
From : 0 รีวิว


ยังไม่มีการให้คะแนนและ Comment โครงการนี้


พฤกษาเนรมิตสวนบำบัดผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 7 เพิ่มความสุข และสุขภาวะที่ดีในการใช้ชีวิตบนพื้นที่ส่วนกลางอย่างสมดุล

เพราะการใช้ชีวิตบนพื้นฐานสุขภาวะที่ดีเป็นเมกะเทรนด์ที่กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในยุคปัจจุบัน ที่ผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่มองเรื่องของความต้องการมีสุขภาพที่ดีของทุกคนในครอ... อ่านต่อ

23 January, 2023



ปีนี้ทีเด็ดเยอะ! “Noble NEXT is NOW 2023” โนเบิล ยังเดินเกมรุกต่อเนื่อง เปิดใหม่ 10 โครงการมูลค่ารวม 23,300 ล้านบาท มีไฮไลท์เป็น The Rare Selections by Noble

หลังจากที่ปีที่ผ่านมาโนเบิลคือดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่เพียงรายเดียวที่เปิดเกมรุกเต็มอัตราทั... อ่านต่อ
20 January, 2023

[First Impression] FYNN ASOKE คอนโดดีไซน์ล้ำ Modern Tropical โดดเด่นท่ามกลางสวนป่า สายน้ำ และต้นไม้ใหญ่กว่า 60 ปี

เมื่อนึกภาพถึงคอนโด Low Rise ใจกลางย่าน CBD อย่างอโศก ความคิดของคนส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นคอ... อ่านต่อ
16 January, 2023