ไขข้อข้องใจ…เจาะลึกวัสดุไม้ปูพื้นประเภทต่างๆ

นันทเดช สุทธิเดชานัย 21 February, 2017 at 12.28 pm

บทความนี้เริ่มจากลูกค้าเราเกือบทุกรายเมื่อซื้อบ้านหรือคอนโดแล้วมาให้ทางเราออกแบบตกแต่ง ต้องมีคำถามเกี่ยวกับพื้นไม้ที่โครงการปูมาให้ประมาณว่า ที่โครงการให้มาคุณภาพดีไหม อายุการใช้งานนานแค่ไหน ควรปูใหม่หรือไม่  หรือบ้านเก่าที่จะรีโนเวทใหม่ จะรื้อพื้นไม้ปาเก้ดีหรือไม่ หรือเราสามารถซ่อมแซมแก้ไขอะไรมันได้บ้าง  และถ้าจะปูใหม่พื้นแบบไหมที่เหมาะสม  สาเหตุของความกังวลก็เพราะเรากำลังจะติดตั้งงานตกแต่งหรืองาน Built-in ที่มีราคาสูงลงบนพื้นไม้เหล่านี้  ซึ่งอนาคตถ้าพื้นเสื่อมสภาพจะแก้ไขได้ยาก  และกระทบงานตกแต่งที่อยู่บนพื้นแน่นอน  เลยขอเขียนเป็นบทความเจาะลึกพื้นไม้แต่ละประเภทไปเลยครับ เพราะเชื่อว่าหลายคนมีคำถามแน่ๆ

 

1. พื้นไม้ลามิเนต (Laminate)

 

พื้นไม้ลามิเนตเป็นวัสดุทดแทนพื้นไม้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และราคาถูกที่สุดด้วย ด้วยราคาเริ่มต้นเพียงแค่ประมาณ 300 บาท/ตรม. รวมติดตั้ง (และอาจได้ราคาถูกกว่านี้ถ้าติดตั้งจำนวนมากๆ)

 

อันที่จริงแล้วพื้นไม้ลามิเนตไม่มีส่วนประกอบใดเป็นไม้เลยด้วยซ้ำ  ผลิตจากแผ่นวัสดุประเภท MDF หรือ Particle Board คือใช้เศษวัสดุ เศษไม้ ขี้เลื่อย เส้นใยต่างๆ ขึ้นอยู่กับเกรดวัสดุ มาผสมเคมีและอัดความร้อนขึ้นรูปเป็นแผ่น  ส่วนมากมีความหนา 8-12 มม.  ผิวบนสุดปิดด้วยกระดาษพิมพ์ลวดลายไม้ต่างๆ เคลือบทับด้วยลามิเนต จึงมีลวดลายให้เลือกมากมาย

การติดตั้ง: มักจะติดแบบ Floating Installation คือ ช่างจะปูแผ่น PE Foam บางๆ บนพื้นปูนเพื่อปรับระดับ แล้ววางพื้นไม้ลามิเนตทับลงไปโดยเข้าลิ้นไม่ใช้กาว  ซึ่งติดตั้งได้เร็วมากๆ บ้านทั้งหลังสามารถติดตั้งเสร็จได้ใน 1-2 วัน และวัสดุปูพื้นเดิมไม่เสียหาย  แต่ข้อเสียคือพื้นจะไม่แน่น เนื่องจากเป็นการวางลอยไว้เฉยๆ เวลาเดินจะเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าด ยิ่งถ้าพื้นเดิมไม่ได้ระดับ เมื่อปูทับลงไปเวลาเดินจะรู้สึกเลยว่าพื้นไม่แน่น

พื้นไม้ลามิเนตความหนา 8 มม. และแผ่นโฟม PE รองพื้น

 

ราคา: เริ่มต้นที่ประมาณ 300 บาท/ตรม. ขึ้นไปจนถึงเกรดพรีเมียมที่ราคาสูงกว่า 2,000 บาท/ตรม.

 

ข้อดี/ข้อเสีย: ข้อดีของพื้นไม้ลามิเนตคือมีราคาถูก ติดตั้งได้ง่ายและเร็วมาก มีลวดลายให้เลือกเยอะมาก  ข้อเสียที่สำคัญที่สุดของพื้นไม้ประเภทนี้คือมันไม่ทนความชื้น  ต้องระวังมากถ้าติดตั้งในส่วนที่ใกล้ห้องน้ำ ใกล้ประตูหน้าต่างซึ่งอาจเกิดการรั่วซึมในช่วงหน้าฝน และชั้นล่างของอาคารที่อาจเกิดความชื้นจากพื้นดิน  ถ้าเกิดความชื้นแล้วพื้นประเภทนี้มักจะบวมและมีปัญหาปลวกตามมา ซึ่งถ้าบวมแล้วไม่สามารถซ่อมได้ ต้องปูใหม่อย่างเดียว  ผิวหน้าเป็นรอยได้ง่ายและซ่อมไม่ได้ จึงไม่เหมาะปูพื้นที่สาธารณะที่คนใส่รองเท้า เช่น ร้านค้าและสำนักงาน

พื้นไม้ลามิเนตเกรดพรีเมียม ราคา 2,000 บาท/ตรม. ขึ้นไป

 

 

2. พื้นไม้เอนจิเนียร์วู๊ด (Engineered Wood)

 

เพราะไม้จริงเริ่มหายากขึ้นเรื่อยๆ และมีราคาสูงขึ้น  พื้นไม้เอนจิเนียร์วู๊ด (Engineered Wood) จึงถูกคิดค้นขึ้น  ซึ่งมีคุณสมบัติใกล้เคียงพื้นไม้จริง

 

แผ่นพื้นไม้ Engineered Wood ส่วนมากมักมีความหนาประมาณ 1.4 มม. ผลิตโดยนำแผ่นไม้จริงบางๆ หลายแผ่นมาวางซ้อนทับโดยทำมุมไขว้กันไปมาเพื่อความแข็งแรง  โดยที่ชั้นบนสุดจะเป็นไม้จริงที่มีลวดลายสวยงามราคาแพง เช่น ไม้วอลนัท ไม้สัก ไม้โอ๊ค เป็นต้น และไม้ในชั้นอื่นๆ จะเป็นไม้ที่มีราคาถูกลงมา  ทำให้พื้นไม้ Engineered Wood ราคาถูกกว่าพื้นไม้จริงแต่เมื่อปูแล้วจะไม่สามารถบอกความแตกต่างระหว่างพื้นไม้จริงได้เลยเพราะผิวด้านบนก็คือไม้จริง

การติดตั้ง: สามารถติดตั้งแบบ floating เหมือนพื้นไม้ลามิเนตก็ได้ คือวางลอยและเข้าเดือยล็อคกัน แต่ไม่นิยมและผมก็ไม่แนะนำเพราะไม่แน่น เดินแล้วมีเสียง เสียราคาพื้นไม้  ผมแนะนำให้ติดตั้งโดยวิธีใช้กาว PU คือการติดตั้งจะปูพื้นด้วยแผ่น fibre-cement ก่อนเพื่อปรับระดับ แล้วติดตั้งพื้นไม้ทับด้วยกาว PU ซึ่งเมื่อติดตั้งแล้วพื้นไม้จะแน่นไม่ขยับ เดินแล้วแน่น ไม่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าด แต่ข้อเสียคือค่าติดตั้งด้วยวิธีนี้ราคาสูง ลูกค้าอาจต้องจ่ายเพิ่มประมาณ 500 บาท/ตรม. แต่ผมรับรองว่าคุ้มค่าครับ

 

ราคา: เริ่มต้นประมาณพันกลางๆ ไปจนถึง 8,000 บาทต่อตารางเมตร และค่าติดตั้งด้วยกาว PU ประมาณ 500 บาท/ตารางเมตร

 

ข้อดี/ข้อเสีย: ข้อดีหลักๆ คือเป็นวัสดุที่เหมือนไม้จริงที่สุดทั้งความสวยงามของลวดลาย ผิวสัมผัส และอุณหภูมิ เพราะมันเป็นไม้จริงๆ แต่ติดตั้งง่ายกว่า ราคาถูกกว่า ถ้าติดตั้งถูกต้องจะมีความแน่นและทน  ผิวมักมีการเคลือบ UV เพื่อกันสีซีดจาง ข้อเสียคือมีราคาแพงกว่าพื้นลามิเนตพอสมควร และยังอ่อนไหวต่อความชื้นอยู่แต่ก็ทนทานกว่าลามิเนต  ประเด็นสุดท้ายคือระยะยาวถ้าเป็นรอยอาจขัดทำสีใหม่ได้ยากกว่าไม้จริง เพราะผิวไม้ชั้นบนมีความบาง

พื้นไม้เอนจิเนียร์วู๊ด American Walnut

 

3. พื้นไม้จริงและปาเก้ (Solid Hardwood / Parquet)

 

พื้นไม้จริงคือพื้นไม้แบบดั้งเดิมที่สุด มีทั้งแบบเป็นไม้รางลิ้น (เป็นท่อนยาวๆ ประมาณ 1-2 เมตร) และเป็นปาเก้ (Parquet) ซึ่งก็คือไม้จริงชิ้นเล็กๆ เรียงเป็นโมเสคลวดลายต่างๆ ในต่างประเทศจะมีการปูปาเก้ในลวดลายที่หลากหลายมากๆ  ส่วนไม้ที่นิยมมาทำพื้นไม้จริงในไทย หลักๆ จะมี ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้สัก ไม้ประดู่ และไม้ตะแบก เป็นต้น  ถ้าเป็นไม้นำเข้าอย่างโอ๊ค วอลนัท เมเปิ้ล,.. พวกนี้จะมีราคาสูงมาก

ไม้โอ๊คจริงปูพื้น ลักษณะเป็นไม้รางลิ้น

 

การติดตั้ง: ค่อนข้างยุ่งยากกว่าพื้นประเภทอื่น คือหลังจากปูไม้บนพื้นด้วยกาวเคมี จำเป็นต้องทำการขัดด้วยเครื่องให้เรียบ และทำสี ซึ่งขั้นตอนการขัดทำให้เกิดฝุ่นฟุ้งพอสมควร

 

ข้อดี/ข้อเสีย: พื้นไม้จริงแผ่นใหญ่ๆ ปัจจุบันเริ่มหายากและแนวโน้มจะมีราคาสูงขึ้น ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้อสังหาริมทรัพย์ไปในตัว  พื้นไม้จริงมีความทนทานพอสมควรโดยเฉพาะไม้หน้าใหญ่ๆ  อย่างไรก็ตามถึงตัวไม้จะมีความทนทานแต่ผิวแลคเกอร์ที่เคลือบไม้มักเป็นรอยขูดขีดได้ง่าย  แต่ข้อดีก็คือเราสามารถขัดทำสีได้เหมือนใหม่  ส่วนปาเก้ชิ้นเล็กๆ ถ้าเกิดความชื้นมักบวมและหลุดได้ง่ายๆ แต่ก็สามารถซ่อมได้ไม่ยาก  ไม้จริงจึงมีอายุการใช้งานนานมากๆ หลายสิบปี  อีกข้อดีคือเราสามารถออกแบบลวดลายการปูได้ไม่จำกัด สามารถออกแบบลวดลายโดยผสมไม้หลายชนิด หลายขนาด และสร้างสรรค์งานทำสีเคลือบได้ไม่จำกัด เพราะไม้จริงขายเป็นไม้ดิบๆ ให้เราทำสีเอง ต่างจากพื้นไม้แบบ Engineered Wood ที่ขายแบบสำเร็จพร้อมปู  ข้อเสียคือการติดตั้ง ขัด ทำสีค่อนข้างยุ่งยาก และช่างต้องมีความชำนาญสูง ลายไม้ในไทยมีให้เลือกจำกัดซึ่งหลายคนอาจไม่ชอบเพราะดูเชย ส่วนไม้นำเข้าก็มีราคาสูงเกินไป

พื้นไม้ปาเก้จากศตวรรษที่ 18, เครดิต: wikipedia

 

พื้นปาเก้เดิมๆ ในบ้านเก่าอายุมากกว่า 40 ปี เพียงแค่ขัดทำสีใหม่ก็เหมือนได้พื้นใหม่

 

ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่ขายพื้นไม้จริงแบบทำสีสำเร็จพร้อมติดตั้งเหมือน Engineered Wood ทำให้การใช้ไม้จริงปูพื้นมีความสะดวกมากขึ้น

ไม้โอ๊คจริงปูพื้น แบบทำสีเคลือบผิวสำเร็จรูปจากโรงงานพร้อมติดตั้ง

 

ราคา: ช่วงราคาจะกว้างมาก ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของไม้  ยิ่งไม้หน้าใหญ่ราคาก็จะแพงขึ้น พื้นปาเก้ไม้แดงรวมค่าปู ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 600 บาท/ตรม. แต่ต้องมีค่าขัดทำสีอีกอย่างน้อย 350 บาท/ตรม. ขึ้นอยู่กับเทคนิคการทำสี  พื้นไม้จริงไม่มีเพดานราคา ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาดของไม้ และเทคนิคลวดลายการติดตั้ง

 

4. กระเบื้องยางลายไม้ หรือพื้นไวนิลลายไม้ (Vinyl)

 

เป็นวัสดุใหม่ที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะราคาพอๆ กับพื้นลามิเนต แต่ทนทานกว่ามาก โดยเฉพาะทนทานต่อความชื้นและปลวก  นั่นเพราะพื้นไวนิลลายไม้ไม่มีส่วนประกอบของไม้เลย แต่เป็นผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์ ผลิตมาจากกระบวนการทางปิโตรเคมี

 

พื้นไวนิลลายไม้แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ

 

1) ประเภทติดตั้งด้วยการทากาว ติดตั้งคล้ายกระเบื้องยาง คือทากาวแล้วก็ปูลงไปเลย พื้นไวนิลประเภทนี้จะมีความบางมาก บางเพียง 2-3 มม. เท่านั้น

2) ประเภทติดตั้งแบบคลิ๊กล็อค ติดตั้งคล้ายพื้นลามิเนต คือเข้าคลิ๊กล็อคโดยไม่ใช้กาว วัสดุมีความหนากว่าประเภทแรกเล็กน้อย คือหนา 4-5.5 มม.

 

ราคา: เริ่มตั้งแต่ 490 – 1,500 บาท/ตารางเมตร

 

ข้อดี/ข้อเสีย: ข้อดีหลักๆ คือราคาไม่แพงเลย แต่ทนน้ำและความชื้นมาก  สามารถติดตั้งทับพื้นกระเบื้องได้เลย ติดตั้งได้ง่ายและรวดเร็ว  นอกจากนั้นพื้นไวนิลบางรุ่นมีคุณสมบัติไม่ลามไฟทำให้เหมาะแก่การติดตั้งในสถานที่พิเศษ เช่น อาคารสูงที่มีข้อกำหนดเรื่องวัสดุ และร้านค้าในสถานีรถไฟใต้ดิน เป็นต้น  แต่เนื่องจากพื้นประเภทไวนิลลายไม้มีความบางมากกว่าพื้นไม้อื่นๆ ดังนั้นจึงมีข้อเสียคือ ถ้าพื้นเดิมไม่เรียบแม้เพียงนิดเดียว เมื่อปูพื้นไวนิลทับไปจะเห็นเป็นคลื่นชัดเจน เดินแล้วรู้สึกได้ชัดเจน  ก่อนปูพื้นจึงแนะนำให้ปรับระดับพื้นให้เรียบที่สุดก่อนโดยการทำ Self Leveling (คือการเทปูนชนิดพิเศษสำหรับปรับระดับพื้นโดยเฉพาะ)  อีกข้อเสียคือผิวสัมผัสและอุณหภูมิไม่เหมือนไม้ ถ้าปูในบริเวณที่ต้องเดินเท้าเปล่า จะรู้สึกถึงความแตกต่างจากไม้ชัดเจน อย่างไรก็ตามผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนมีความใกล้เคียงไม้มากขึ้นเรื่อยๆ  นอกจากนั้นพื้นไวนิลบางรุ่นมีพื้นผิวลวดลายที่กักเก็บสิ่งสกปรก ทำความสะอาดได้ยาก เวลาเลือกลายอาจต้องระวังเรื่องนี้นิดนึงนะครับ

 

5.กระเบื้องลายไม้

 

มันคือกระเบื้องธรรมดาๆ ที่พิมพ์ลายเป็นไม้ ซึ่งช่วงหลังมานี้ถูกพัฒนาให้มีพื้นผิวสัมผัสที่เหมือนไม้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามรุ่นที่เหมือนไม้ปัจจุบันยังมีราคาสูงมาก แต่ก็มีข้อได้เปรียบไม้จริงหลายอย่าง

ราคา: 290 – 3,500 บาท/ตรม. ไม่รวมค่าปูกระเบื้อง

 

ข้อดี/ข้อเสีย: ข้อดีที่เด่นชัดที่สุดคือมันมีคุณสมบัติของกระเบื้อง คือติดตั้งในที่ๆพื้นไม้ประเภทอื่นติดตั้งไม่ได้ เช่น กลางแจ้ง ในห้องน้ำ และชั้นล่างของอาคารที่มีปัญหาเรื่องความชื้นจากพื้นดินหรืออยู่ในโซนที่มีโอกาสเกิดน้ำท่วม เพราะหมดปัญหาเรื่องความชื้น  เช็ดล้างขัดทำความสะอาดได้ง่าย  กระเบื้องลายไม้รุ่นที่ราคาสูงๆ มีหน้าตาที่ใกล้เคียงไม้จริงมากจนแทบจะสามารถใช้แทนกันได้เลย  ข้อเสียที่ชัดๆ คืออุณหภูมิผิวสัมผัสของกระเบื้องมีความเย็น ต่างจากไม้ที่เดินแล้วรู้สึกอบอุ่นกว่า กระเบื้องลายไม้จึงไม่เหมาะที่จะปูในห้องนอน

 

จะเห็นได้ว่าพื้นไม้แต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน  ไม่ใช่ว่าชนิดที่แพงที่สุดจะดีไปหมดทุกอย่าง  ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเลือกใช้ให้เหมาะสมกับการใช้งานและลักษณะพื้นที่ติดตั้ง  และอย่าลืมคำนึงถึงความคุ้มค่าของการใช้งานระยะยาวเพราะราคาที่ถูกของของบางอย่างอาจเย้ายวนใจในตอนแรก แต่ถ้านำไปใช้ผิดที่อาจก่อปัญหาในระยะยาว และการแก้ปัญหาที่ตามมามีต้นทุนสูงกว่ายอมจ่ายแพงตั้งแต่แรก

นันทเดช สุทธิเดชานัย

นันทเดช สุทธิเดชานัย

จบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และเริ่มงานด้านที่ปรึกษาการตลาดในบริษัท ไอเดีย 360 จำกัด จนได้เรียนรู้ประสบการณ์จากหลายกลุ่มธุรกิจ จึงตัดสินใจออกมาเปิดธุรกิจส่วนตัวด้านออกแบบภายใน และที่ปรึกษาด้านการลงทุนอสังหาฯแบบครบวงจร โดยมีความเชี่ยวชาญเฉพาะในด้านการออกแบบภายในที่อยู่อาศัย และมีพันธมิตรที่สำคัญคือบริษัท ฮาว บิวเดอร์ จำกัด รับผิดชอบในส่วนรับเหมาก่อสร้าง และต่อเติมอาคาร เพื่อให้บริการลูกค้าได้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น

เว็บไซต์

โนเบิล บี 33

ณ รีวา เจริญนคร

ควอลิเทีย สุขุมวิท 62

ในปีนี้มีการคาดการณ์จากหน่วยงานวิจัยหลายๆแห่งว่า จะเ...

11 March, 2020

คลาวด์ เรสซิเดนซ์ สุขุมวิท 23

CLOUD Residences - SKV23 จากดีเวลลอปเปอร์ที่มีชื่อเส...

7 March, 2020

ดิ เอ็กซ์โทร พญาไท-รางน้ำ

The EXTRO Phayathai-Rangnam เป็นโครงการระดับลักซ์ชัว...

19 February, 2020

เดอะ ทรี ดินแดง – ราชปรารภ

แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังของ THE TREE DINDAENG-RATCHAP...

8 February, 2020