PropStat Exclusive ส่องตลาด Luxury Urban Home ทำเลไหนที่มีศักยภาพสูงที่สุดในกรุงเทพฯชั้นใน

เกริก บุณยโยธิน 28 December, 2018 at 12.27 pm

หากงบประมาณไม่ใช่อุปสรรคสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อที่อยู่อาศัยสักแห่งที่ตั้งอยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า ใจกลางกรุงเทพ ที่อยู่อาศัยรูปแบบไหนระหว่างคอนโด ทาวน์โฮม และบ้านเดี่ยว ที่คุณพร้อมจะเลือกเพื่อเป็นรางวัลแห่งชีวิตให้กับคุณและคนที่คุณรัก? กรุงเทพฯคือเมืองที่มีสีสันการใช้ชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแต่ละย่าน วัฒนธรรมการใช้ชีวิตในแต่ละย่านล้วนสะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ของกลุ่มประชากรหลักที่อาศัยอยู่ในย่านนั้นๆ แม้กระทั่งในย่าน CBD ซึ่งเป็นศูนย์รวมของอาคารสำนักงาน สถาบันการเงิน ฯลฯก็ยังมีความแตกต่างกันไปในแต่ละทำเล ในย่านอโศก วิถีชีวิตของผู้คนดูจะมีหลายมิติมากกว่าเรื่องงานเนื่องจากเป็นย่านที่เป็นจุดเชื่อมต่อของแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลก ย่านสาทรอาจจะเป็นย่านที่มีความคึกคักเร่งรีบในช่วง Weekday แต่อาจจะดูเงียบเหงาไปในช่วงสุดสัปดาห์ ในขณะที่ย่านพระรามเก้าต่อเนื่องไปยังถนนรัชดาภิเษกฯก็มีความเป็น Multicultural ทั้งในส่วนของการทำงานที่มีบริษัทข้ามชาติใหม่ๆเข้ามาดำเนินธุรกิจบนพื้นที่อาคารสำนักงานแห่งใหม่ที่กระจายตัวอยู่ในโครงการ The Grand Rama 9, อาคารตลาดหลักทรัพย์ใหม่ และอาคาร AIA รัชดาฯ รวมไปถึงธุรกิจขนาดเล็กและสถานบันเทิงที่เปิดบริการตลอดสองฝั่งทาง…เหนือสิ่งอื่นใดไม่ว่าจะเป็นทำเลใจกลาง CBD ย่านไหน ก็ล้วนแล้วแต่มีตัวเลือกในการอยู่อาศัยส่วนใหญ่เพียงแค่คอนโดมิเนียมระดับ Luxury ขึ้นไป ที่นับวันจะมีราคาพุ่งสูงขึ้นตามทิศทางการเจริญเติบโตของเมือง และดีมานท์ที่ไม่วันหมดของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อมากหน้าหลายตาทั้งจากในประเทศและทั่วโลก ในขณะเดียวกันกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงยุคปัจจุบันหากมี Choice ให้เลือกระหว่างบ้านพร้อมที่ดินกลางเมืองย่าน CBD กับคอนโด 3 ห้องนอนในทำเลเดียวกัน หลายๆคนก็ยังมีความต้องการที่จะอยู่อาศัยในบ้านที่มี space รองรับการใช้งานของทุกคนในครอบครัว อยู่ร่วมกันได้หลาย Generation มากกว่าคอนโด ที่มีขนาดพื้นที่ห้องอย่างมากเพียงแค่ 3-4 ห้องนอน จอดรถได้น้อย เลี้ยงสัตว์ไม่ได้ ขาดความเป็นส่วนตัว และไม่ได้กรรมสิทธิ์ในตัวที่ดิน

 

ในอดีตที่ผ่านมาการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวระดับ Luxury มักจะเป็นการพัฒนาในรูปแบบแนวราบ สูงเพียงแค่ 2-3 ชั้น และอยู่ในย่านชานเมือง เนื่องจากสามารถหาที่ดินเป็นร้อยไร่ในราคาไม่แพงมากในการพัฒนาโครงการได้ แต่จากการขยายตัวของเมืองและทิศทางการพัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้า ทำให้ราคาที่ดินสูงขึ้นเรื่อย ที่ดินผืนใหญ่ๆที่รอให้ถูกพัฒนาก็อยู่รอบนอกเมืองมากขึ้น และหากเป็นที่ดินในอยู่ในเมืองส่วนมากก็มักจะเป็นการพัฒนาโครงการแบบ Luxury Vertical Home แนวสูง 4-7 ชั้นที่มีขนาดที่ดินเล็กลงเพียงแค่ประมาณ 29 – 50 ตารางวา แต่ให้พื้นที่ใช้สอยในบ้านมากกว่าขนาดพื้นที่ดินคือราวๆ 400 – 1,000 ตรม.ต่อหลัง ซึ่งในบางโครงการก็อาจจะไม่ถูกใจกลุ่มผู้ซื้อที่อยากได้บ้านพร้อมที่ดิน และสิ่งอำนวยความสะดวกส่วนกลางขนาดใหญ่…ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าหากมีโครงการ Luxury Urban Home ที่มีขนาดบ้านพร้อมที่ดิน และพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ครบครันมาพัฒนาอยู่ใจกลางย่าน CBD ก็คงจะเป็นที่หมายปองของกลุ่มผู้ซื้อที่มีศักยภาพไม่น้อย


โครงการ Luxury Urban Home ที่มีระดับราคาหลาย 10 ล้านบาทขึ้นไป คือตลาดบ้านจัดสรรที่กำลังเติบโต?

ตลาดบ้านจัดสรรใน Prime Area ของกรุงเทพมหานครช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา อาจจะอยู่ในภาวะชะลอตัวกล่าวคือมีการขยายตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปีตามการขยายตัวของเส้นทางรถไฟฟ้าที่มีการก่อสร้างเส้นทางใหม่ๆเพิ่มเติมทุกปี และเมื่อมีเส้นทางรถไฟฟ้าเกิดใหม่มากขึ้นก็จะมีผลต่อเนื่องไปยังราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้น ดีเวลลอปเปอร์ส่วนใหญ่ประสบความยากลำบากในการหาที่ดินที่มีราคาขายเหมาะสมในการพัฒนาเป็นโครงการบ้านจัดสรรรูปแบบต่างๆ ดังนั้น โครงการบ้านจัดสรรที่เปิดขายใหม่ในย่าน Prime Area ของกรุงเทพมหานครจึงลดลงต่อเนื่องทุกปี ในขณะที่พื้นที่ชานเมืองโดยรอบกรุงเทพมหานคร และในจังหวัดต่างๆ ที่เชื่อมต่อกับกรุงเทพมหานครกลับมีโครงการบ้านจัดสรรเปิดขายใหม่มากขึ้นต่อเนื่องมาโดยตลอด เพราะดีเวลลอปเปอร์เลือกซื้อที่ดินในจังหวัดปริมณฑลรอบกรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนาโครงการบ้านจัดสรร ในขณะเดียวกันบ้านจัดสรรในย่าน Prime Area ของกรุงเทพมหานครที่มีการเปิดตัวก็มีราคาขายสูงขึ้นต่อเนื่องมาโดยตลอด

 

ในเมื่อต้นทุนในการซื้อที่ดินบนทำเลชั้นดีเพิ่มสูงขึ้น ดีเวลลอปเปอร์หลายรายจึงหันมาพัฒนาโครงการในรูปแบบที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และเทรนด์การพักอาศัยของกลุ่มผู้ซื้อในเซกเมนท์ Luxury กันมากขึ้น โดยหลายรายเลือกเปิดขายโครงการบ้านจัดสรรที่ระดับราคาขายมากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไป ไปถึงหลักร้อยล้านบาทต่อยูนิตก็มีในบางโครงการ ซึ่งโครงการบ้านจัดสรรที่มีราคาขายสูงกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตแบบนี้ หลายโครงการประสบความสำเร็จปิดการขายได้อย่างง่ายดาย หรือไม่ก็มีอัตราการขายที่สูงมากในระยะเวลาไม่นานหลังจากที่เปิดขายแบบเป็นทางการ ซึ่งภาพรวมของตลาดบ้านจัดสรรทุกกลุ่มตลาดในกรุงเทพมหานคร ณ ไตรมาสที่ 3 พ.ศ.2561 ยังคงขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้านี้ และผู้พัฒนาโครงการยังคงเพิ่มสัดส่วนของบ้านจัดสรรให้มากขึ้นเพื่อชดเชยรายได้จากการขายคอนโดมิเนียมที่มีการแข่งขันสูงกว่า อีกทั้งบ้านจัดสรรยังมีการรับรู้รายได้เมื่อโอนกรรมสิทธิ์เร็วกว่าคอนโดมิเนียมอย่างเห็นได้ชัด ผู้พัฒนาโครงการหลายรายจึงเปิดขายโครงการบ้านจัดสรรมากขึ้นโดยเฉพาะโครงการทาวน์เฮ้าส์ที่ระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาทในพื้นที่กรุงเทพมหานครรอบนอก นอกจากนี้ผู้พัฒนาโครงการหลายรายยังคงมีการเปิดขายโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้ซื้อบ้านในระดับราคานี้ส่วนหนึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจอีกทั้งไม่มีปัญหาเรื่องการขอสินเชื่อธนาคารอีกด้วย โดยมีสัดส่วนของการเปิดโครงการแบ่งตามระดับราคาตาม INFOGRAPHIC ด้านล่าง

ที่มาของข้อมูล: คุณสุรเชษฐ กองชีพ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยอสังหาริมทรัพย์

 

บ้านจัดสรรทั้งหมดที่เปิดขายอยู่ในกรุงเทพมหานครมีประมาณ 83,920 ยูนิตมีอัตราการขายเฉลี่ยประมาณ 67% โดยมีสัดส่วนของบ้านจัดสรรในระดับราคา 3 – 5 ล้านบาทต่อยูนิตมากที่สุดคือประมาณ 32%  รองลงมาคือบ้านจัดสรรที่ระดับราคา 2.5 – 3 ล้านบาทต่อยูนิต ที่น่าสนใจคือสัดส่วนของบ้านจัดสรรที่ระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไปนั้นมีมากถึง 11% และถ้าพิจารณาถึงอัตราการขายเฉลี่ยของบ้านจัดสรรที่ระดับราคาขายมากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไปนั้นพบว่ามีอัตราการขายเฉลี่ยที่ประมาณ 62% ซึ่งถือว่าสูงสำหรับโครงการบ้านจัดสรรแสดงให้เห็นว่าตลาดบ้านจัดสรรระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไปต่อยูนิตเป็นที่ต้องการของคนในกรุงเทพมหานคร

 

ซึ่งถ้าพิจารณาเฉพาะในส่วนตลาดบ้านจัดสรรในระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป จะพบว่ามีการพัฒนาอยู่เฉพาะในบางพื้นที่ของกรุงเทพมหานครเท่านั้น ดังขอบเขตข้อมูลการสำรวจด้านล่าง ที่แบ่งออกเป็น 3 โซนหลักคือ เหนือ (ลาดพร้าว-เกษตรนวมินทร์) กลาง (พระรามเก้า – พัฒนาการ – กรุงเทพกรีฑา – ศรีนครินทร์) และใต้ (สุขุมวิท – บางนา)

ทั้ง 3 โซนนี้เป็นพื้นที่ที่มีโครงการบ้านจัดสรรระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไปค่อนข้างมาก เพราะเป็นพื้นที่ที่อยู่ในแนวเส้นทางรถไฟฟ้า และรถไฟใต้ดิน ที่เปิดให้บริการแล้ว อีกทั้งหลายโครงการยังไม่ไกลจากแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างหรือจะเริ่มการก่อสร้างในอนาคต โดยทั้ง 3 พื้นที่นี้มีบ้านจัดสรรที่มีราคาขายมากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไปที่ยังคงเปิดขายอยู่ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 2,500 ยูนิต และหากแยกออกตามพื้นที่ดังกล่าวจะได้ดังนี้

 

สัดส่วนยูนิตของบ้านจัดสรรที่มีราคาขายมากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป แยกตามพื้นที่การสำรวจ

สำหรับพื้นที่ที่มีสัดส่วนมากที่สุด คือพื้นที่ที่อยู่ในแนวถนนพระรามเก้า – พัฒนาการ – กรุงเทพกรีฑา – ศรีนครินทร์ (กลาง) ซึ่งมีบ้านจัดสรรในระดับราคาขายมากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตมากที่สุดคือ มีทั้งหมดประมาณ 1,280 ยูนิต คิดเป็น 51% ของจำนวนบ้านจัดสรรในระดับราคาขายมากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิต ตามมาด้วยพื้นที่ตอนเหนือ (ลาดพร้าว-เกษตรนวมินทร์) ที่มีบ้านจัดสรรในระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตประมาณ 41% มากเป็นลำดับที่ 2 โดยหลายทำเลในพื้นที่นี้อยู่ไกลออกมาจากพื้นที่ใจกลางเมืองอีกทั้งยังไกลจากเส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง หรือจะเริ่มการก่อสร้างใหม่ในอนาคต และบางทำเลเป็นทำเลยอดนิยมของโครงการบ้านจัดสรรระดับระดับหรูหราของกรุงเทพมหานคร เช่น พื้นที่ตามแนวถนนประเสริฐมนูกิจ และประดิษฐ์มนูธรรม ส่วนพื้นที่ตอนใต้ที่ครอบคลุมพื้นที่ตามแนวถนนสุขุมวิท – บางนา มีบ้านจัดสรรระดับราคานี้เพียงแค่ 193 ยูนิตเท่านั้น อาจจะเพราะว่าราคาที่ดินที่สูงมากกว่าพื้นที่อื่นๆ นั่นเอง โดยมีดีเวลลอปเปอร์บางรายเลือกเปิดขายโครงการใหม่ในพื้นที่นี้ เพียงแต่เป็นโครงการขนาดเล็กมีจำนวนยูนิตไม่มากตามสไตล์ Luxury Vertical Home เท่านั้น

 

บ้านแสนสิริ พัฒนาการ เป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury ที่เป็น Flagship Project ของแสนสิริบนทำเลตอนกลาง ช่วงพัฒนาการ 30 บนที่ดินขนาด 150 – 560 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 459 – 941 ตารางเมตร ด้วยสนนราคา 65-240 ล้านบาท นับว่ามีราคาสูงที่สุดในโซนกลางของการสำรวจ

 

บ้านจัดสรรระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไปแยกตามพื้นที่ และปีที่เปิดขาย

พื้นที่ตอนกลางมีบ้านจัดสรรระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิต เปิดขายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่ปีพ.ศ.2559 เป็นต้นมาและเพิ่งขึ้นในช่วง 9 เดือนที่ผ่านไปของปีพ.ศ.2561 ในขณะที่พื้นที่ตอนเหนือมียูนิตเปิดขายในปีพ.ศ.2557 มากที่สุดถึงประมาณ 460 ยูนิตจากนั้นก็ลดลงต่อเนื่อง เช่นเดียวกับในพื้นที่ตอนใต้ที่มียูนิตเปิดขายไม่มากและลดลงเช่นกัน ซึ่งพื้นที่ตอนกลางมีบางทำเลที่มีถนนเส้นทางใหม่เกิดขึ้น ส่งผลให้มีพื้นที่ในการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรระดับราคานี้มากขึ้นในช่วงปีพ.ศ.2559 เป็นต้นมา ส่วนพื้นที่อื่นๆ นั้นไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่มากนัก ยกเว้นเส้นทางรถไฟฟ้าที่เริ่มการก่อสร้างใหม่ในบางพื้นที่ตอนเหนือและตอนใต้

 

บ้านจัดสรรที่มีระดับราคาหลายสิบล้านบาทในช่วงตอนใต้ของการสำรวจอย่างถนนสุขุมวิท ส่วนใหญ่จะเป็นบ้านในสไตล์ Luxury Vertical Home ที่เน้นพื้นที่ใช้สอยมากกว่าขนาดที่ดิน…โครงการ Quarter 31 พัฒนาโดย NYE ESTATE ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท 41 มีจุดเด่นตรงที่การออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมแบบ Center Courtyard พร้อมสระยาว 25 เมตร บริเวณหน้าบ้าน โดยนำที่จอดรถลงใต้ดินของบ้านทุกหลัง มอบพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 425 – 431 ตรม. บนพื้นที่ดินเพียงแค่ 30 – 42 ตรว.

โครงการ Heart Sukhumvit 36 ถึงแม้ว่าจะวางคอนเซปท์เป็น Luxury Urban Townhome ที่เน้นพื้นที่ใช้สอยมากกว่าที่ดิน โดยมีขนาดพื้นที่ใช้สอย 300 ตรม. แต่เนื่องจากเป็นทาวน์โฮมเพียงโครงการเดียวที่อยู่ใกล้สถานี BTS ทองหล่อมากที่สุดเพียงแค่ 600 เมตร ขายในราคาค่อนข้าง Competitive คือเริ่มต้น 30 ล้านบาท จึงนับว่าเป็นอีกโครงการที่มีศักยภาพพอที่จะก้าวมาทดแทน Supply ในส่วนของ Luxury Urban Home ขนาดใหญ่พร้อมที่ดินเยอะๆที่ค่อนข้างหายากในตลาดได้

อัตราการขายเฉลี่ยของบ้านจัดสรรที่มีระดับราคาขายมากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไปแยกตามพื้นที่

บ้านจัดสรรระดับราคาขายมากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไป มีอัตราการขายเฉลี่ยที่ประมาณ 68% แม้ว่าจะยูนิตเหลือขายอีกไม่น้อย แต่โครงการส่วนใหญ่นั้นอยู่ระหว่างการก่อสร้างหรือยังไม่ได้เริ่มการก่อสร้างเลยก็มี เพราะผู้พัฒนาโครงการส่วนใหญ่นั้นเลือกที่จะทยอยสร้างทยอยขายเป็นเฟสๆ ไป ดังนั้น ยูนิตเหลือขายในตลาดบ้านจัดสรรจึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลใจเมื่อเทียบกับตลาดคอนโดมิเนียม พื้นที่ตอนเหนือมีอัตราการขายที่ประมาณ 76%  ซึ่งถือได้ว่าสูงมากอาจจะเป็นเพราะว่าหลายโครงการอยู่ในทำเลที่ดีเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อ อีกทั้งโครงการในย่านนี้ชูจุดเด่นที่ขนาดที่ดินที่กว้างใหญ่ ใกล้ห้างสรรพสินค้าหลายแห่ง

 

โครงการ Santiburi The Residences บนถนนประดิษฐมนูธรรม เป็นโครงการ Super Luxury Single House ที่มีระดับราคาสูงที่สุดของเมืองไทย โดยมีจำนวนบ้านเพียงแค่ 25 หลัง บนพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 1,366 – 1,455 ตรม.มีราคาเริ่มต้น 245 ล้านบาท

ที่มาภาพ: http://www.santiburitheresidences.com

 

อัตราการขายเฉลี่ยของบ้านจัดสรรระดับราคาขายมากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไป แยกตามระดับราคาขาย

 

บ้านจัดสรรที่เปิดขายในระดับราคาต่ำกว่า 60 ล้านบาทต่อยูนิตลงมานั้นมีอัตราการขายเฉลี่ยมากกว่า 50% ขึ้นไปทั้งสิ้นโดยเฉพาะในโครงการระดับราคา 10 – 20 ล้านบาทต่อยูนิตที่มีอัตราการขายเฉลี่ยที่ประมาณ 72%  ส่วนบ้านจัดสรรในระดับราคามากกว่า 60 ล้านบาทต่อยูนิต มีอัตราการขายที่ไม่มากคือประมาณ 30% แต่จำนวนยูนิตรวมมีเพียงแค่ประมาณ 63 ยูนิตเท่านั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลใจเช่นกัน

 

Luxury Urban Home กับการเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่ากว่าการซื้อ Super Luxury Condo

ตลาดบ้านจัดสรรในระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิต เป็นตลาดที่ค่อนข้างมีกลุ่มลูกค้าจำกัดโดยเฉพาะในระดับราคามากกว่า 40 ล้านบาทต่อยูนิตขึ้นไป เพราะกลุ่มผู้ซื้อที่มีความสามารถในการซื้อบ้านในระดับราคามากกว่า 40 ล้านบาทขึ้นไปนั้น มีไม่มากนักในกรุงเทพมหานคร อีกทั้งส่วนใหญ่ก็อาจจะมีบ้านพักอาศัยกันอยู่แล้ว ยกเว้นคนที่ต้องการขยายครอบครัวหรือว่าต้องการบ้านจัดสรรที่อยู่ในทำเลไม่ไกลจากพื้นที่ใจกลางเมือง เดินทางไปไหนมาไหนสะดวกทั้งโดยรถยนต์ส่วนตัวและเส้นทางรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดิน ซึ่งคนบางส่วนในกลุ่มนี้อาจจะเลือกซื้อคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่แทน แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่สนใจซื้อบ้านในโครงการที่อาจจะมีทำเลอยู่ห่างออกไป เมื่อเทียบกับโครงการคอนโดมิเนียม แต่ก็ยังเดินทางสะดวกเช่นเดิม เหนือสิ่งอื่นใดด้วยราคาของคอนโดมิเนียมที่พุ่งสูงขึ้นโดยเฉพาะในย่าน Super Prime Area การซื้อคอนโด Super Luxury ที่มีขนาด 3-4 ห้องนอน พื้นที่ประมาณ 300 ตรม. อาจจะต้องใช้งบประมาณมากถึง 90 ล้านบาท และ supply ห้องขนาดใหญ่แบบนี้ก็มีจำนวนน้อยมาก หรือถ้ามีก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่น ต่อเติมอะไรได้มากมาย เช่นเดียวกับพื้นที่พักผ่อนแบบเปิดโล่งแนว Courtyard Garden และสระว่ายน้ำ ที่ต้องไปใช้งานร่วมในฐานะที่เป็นพื้นที่ส่วนกลางแทน ดังนั้นหากเลือกได้ระหว่าง Luxury Urban Home กับ Super Luxury Condo บนทำเลเดียวกัน แน่นอนว่า Luxury Urban Home น่าจะถูกมองเป็นตัวเลือกแรกของกลุ่มมหาเศรษฐีที่มีกำลังซื้อมากกว่า

 

ทั้งนี้โครงการที่มีศักยภาพพอที่จะสร้างแรงดึงดูด ให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีความสนใจ ตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก ส่วนใหญ่จะอยู่ในทำเลที่ไม่ไกลจากแนวเส้นทางรถไฟฟ้าหรือรถไฟใต้ดิน ที่เปิดให้บริการแล้วในปัจจุบัน เช่น พระรามเก้า รัชดาภิเษก สขุมวิท หรือถนนที่แยกออกจากทั้ง 3 เส้นทางดังกล่าว เช่น พระรามเก้าซอย 13 เทียมร่วมมิตร อ่อนนุช และพัฒนาการเป็นต้น

บ้านจัดสรรในพื้นที่ Prime Area และในย่าน CBD ของกรุงเทพฯ นับวันจะมีจำนวนลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากราคาที่ดินที่สูงมากจนไม่สามารถพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรในระดับราคาไม่แพงมากได้แล้วในปัจจุบัน ดีเวลลอปเปอร์จึงเลือกที่จะซื้อที่ดินราคาไม่แพงในย่านกรุงเทพฯรอบนอก และจังหวัดปริมณฑลรอบกรุงเทพฯ เพื่อพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรที่มีระดับราคาต่ำกว่า 5 ล้านอันเป็นฐานกำลังซื้อหลักของคนส่วนใหญ่

 

อย่างไรก็ตาม โครงการบ้านจัดสรรในกรุงเทพมหานครก็มีแนวโน้มที่ราคาขายจะถูกปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในย่าน Prime Area ที่มีรถไฟฟ้าสายปัจจุบันพาดผ่าน โดยบ้านที่มีราคาขายมากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไปก็จะมีปริมาณมากขึ้นทุกปีเช่นกัน แต่ความนิยมก็ยังคงมีอยู่ต่อเนื่อง ด้วยกำลังซื้อหน้าใหม่ของกลุ่มคน Generation X และ Y ที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ และยังต้องการที่พักอาศัยที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในเมืองได้ในแบบอยู่ร่วมกันได้หลาย Generation โดยที่ไม่ต้องห่วงเรื่องการเดินทาง

 

พระรามเก้า – รัชดาฯ – ศูนย์วัฒนธรรม: ย่าน CBD ที่ดีที่สุดเพียงย่านเดียวของกรุงเทพฯที่ยังมีโครงการ Luxury Urban Home พร้อมพื้นที่โครงการขนาดใหญ่ขาย

 

ถ้ายึดเอาทำเลที่ได้ชื่อว่าเป็น CBD มาเป็นแกนหลักในการมองหาที่อยู่อาศัยประเภท Luxury Urban Home ก็จะพบว่าบนทำเลอย่างอโศก สาทร สีลม พระรามสี่ ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในรูปแบบคอนโดมิเนียม หรือหากเป็นโครงการบ้านสไตล์ Luxury Urban Home ก็มักจะเป็นโครงการที่มีขนาดเล็ก เน้นพื้นที่ใช้สอยในตัวบ้านเยอะๆ บนพื้นที่ดินโครงการเพียงแค่ไม่เกิน 2 ไร่ ไม่มีพื้นที่ส่วนกลาง และไม่ได้อยู่ติดถนนใหญ่ ใกล้รถไฟฟ้าในระยะที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลจะพบว่าในปัจจุบันมีโครงการ Luxury Urban Home เพียงแค่สองโครงการในย่าน CBD พระรามเก้า ช่วงถนนรัชดาฯ – ศูนย์วัฒนธรรม ที่มีขนาดที่ดินโครงการติดติดถนนใหญ่เทียมร่วมมิตร มากถึงกว่า 16 ไร่ และช่วงถนนพระรามเก้าตอนกลาง ใกล้รถไฟฟ้าสายสีส้มสถานี รฟม. ย่านพระรามเก้าซอย 13 บนที่ดินขนาดกว่า 9 ไร่ ที่เชื่อมต่อไปยังถนนประดิษฐิ์มนูธรรม และเทียมร่วมมิตรได้สะดวก

 

ย่านพระรามเก้า – รัชดาฯ – ศูนย์วัฒนธรรม ขึ้นชื่อว่าเป็นย่านที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็น CBD แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ นอกเหนือจากพื้นที่ตามแนวถนนสุขุมวิทตอนต้น เพลินจิต พระราม 1 สีลม สาทร พระราม 4 ด้วยการเกิดใหม่ของโครงการอสังหาฯประเภทอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ โรงแรม คอนโด และโครงการ Mixed use มากมายทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยเฉพาะพื้นที่ตามแนวถนนรัชดาภิเษกตั้งแต่สี่แยกพระราม 9 ตรงสถานีรถไฟใต้ดินพระราม 9 ขึ้นไปถึงพื้นที่รอบๆ สถานีรถไฟใต้ดินศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย รวมไปถึงพื้นที่ตามแนวถนนเทียมร่วมมิตร ถนนวัฒนธรรมด้วย เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีอาคารสำนักงานเกิดขึ้นหลายอาคารในช่วงตั้งแต่ปีพ.ศ.2556 เป็นต้นมา โดยมีพื้นที่อาคารสำนักงานเปิดให้บริการใหม่ประมาณ 193,360 ตารางเมตร นอกจากนี้พื้นที่นี้ยังมีปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุนอีกหลายปัจจัย เช่น 

 

1. สถานีรถไฟใต้ดินศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ที่จะเป็นสถานีร่วมของเส้นทางรถไฟใต้ดินสายสีน้ำเงินปัจจุบันกับเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ในปัจจุบันโดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปีพ.ศ.2566 สถานีนี้จะเป็นสถานีร่วมของเส้นทางรถไฟฟ้าที่วิ่งผ่านกรุงเทพมหานครในแนวขวางและแนวตั้ง เพราะสายสีส้มวิ่งตามแนวทิศทางตะวันออก – ตะวันตก ส่วนสายสีน้ำเงินวิ่งตามแนวทิศทางเหนือ – ใต้ ซึ่งเป็นที่คาดเดาได้ว่าสถานีนี้จะเป็นสถานีที่มีคนมาใช้บริการมากอีกสถานีหนึ่งของกรุงเทพมหานคร

2. กลุ่มเซ็นทรัลเข้ามาเทคโอเวอร์กลุ่มบริษัทจีแลนด์ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ที่ดินหลายแปลงของจีแลนด์ที่ยังไม่ได้ทำการพัฒนาตกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของกลุ่มเซ็นทรัลทันที รวมไปถึงที่ดินตรงแยกพระราม 9 ที่กลุ่มจีแลนด์เคยประกาศว่าจะพัฒนาโครงการซุปเปอร์ทาวเวอร์ด้วย ซึ่งหลังจากการเข้ามาของกลุ่มเซ็นทรัลนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะปรับเปลี่ยนเป็นโครงการมิกซ์-ยูส ที่ไม่ใช่อาคารที่สูงที่สุดในประเทศไทยแทน เพราะกลุ่มเซ็นทรัลมีศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 9 อยู่ตรงนี้แล้ว โดยอาจจะมีการพัฒนาอาคารสำนักงานและโรงแรมเพิ่มเติมในอนาคตแบบที่กลุ่มเซ็นทรัลมีความชำนาญ

 

3. ที่ดินขนาดใหญ่กว่า 28 ไร่ของนายแพทย์พงษ์ศักดิ์ วิทยากร ตรงสถานีรถไฟใต้ดินศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยที่มีการเปิดประมูลเพื่อหาผู้ที่สนใจเข้ามาลงทุนในที่ดินแปลงนี้ ก็เป็นอีกปัจจัยบวกที่ช่วยส่งเสริมพื้นที่นี้ให้มีศักยภาพสูงขึ้นเพราะที่ดินขนาดใหญ่ และราคาสูงแบบนี้คนที่ได้ไปก็ต้องพัฒนาโครงการมิกซ์-ยูสเพื่อให้สอดคล้องกับราคาที่ดินรวมไปถึงศักยภาพของที่ดินและพื้นที่โดยรอบด้วย ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่อาจจะได้กลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่ร่วมทุนกับผู้ประกอบการไทยเป็นผู้พัฒนาที่ดินแปลงนี้ เพราะด้วยขนาดและราคาเสนอขายเริ่มต้นที่ค่อนข้างสูงส่งผลให้มีผู้ที่มีความสามารถในการเข้าร่วมประมูลที่ดินแปลงนี้มีไม่มากนัก

4. ที่ดินขนาดใหญ่อีกกว่า 30 ไร่อีกแปลงของกลุ่มแหลมทองสหการ ตรงแยกรัชดาภิเษกกับเทียมร่วมมิตร ก็มีแนวโน้มที่จะพัฒนาในอนาคต เพราะแรงกดดันจากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่แม้ว่าจะยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะมีการประกาศบังคับใช้เมื่อไหร่ แต่เจ้าของที่ดินก็จำเป็นต้องคิดรูปแบบการพัฒนาที่ดินตัวเองเอาไว้ด้วย เพราะเป็นที่ดินขนาดใหญ่ไม่น้อยกว่าแปลงติดกันที่เปิดประมูลไปแล้วของนายแพทย์พงษ์ศักดิ์

ขอบคุณข้อมูลจากคุณสุรเชษฐ กองชีพ ผู้ชี่ยวชาญด้านงานวิจัยอสังหาฯ ผู้มีประสบการณ์โดยตรงกับการพัฒนาโครงการระดับ Magnet ในย่านรัชดา – พระรามเก้า

 

เพียง 4 ปัจจัยนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะส่งเสริมให้พื้นที่พระรามเก้า – รัชดาฯ – ศูนย์วัฒนธรรม กลายเป็นย่าน CBD ที่มีขีดความสามารถในการพัฒนาเพิ่มเติมมากยิ่งขึ้นไปกว่าที่เป็นอยู่ในอนาคต แตกต่างจากย่าน CBD ย่านอื่นๆที่มีพัฒนาการจนเต็มพื้นที่ไปแล้ว นอกจากนี้ยังไม่รวมที่ดินขนาดใหญ่ของกลุ่มอสมท. ที่เปิดทางให้เอกชนเสนอแนวทางการพัฒนาที่ดินขนาดกว่า 70 ไร่ร่วมกัน และกลุ่มทีซีซีที่มีที่ดินขนาดใหญ่กว่า 28 ไร่บนถนนเทียมร่วมมิตร ที่ดินเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคตแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ผังเมืองกรุงเทพมหานครจะมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ในปีพ.ศ.2562

 

จากเหตุผลทุกข้อที่ได้กล่าวมาด้านบนล้วนส่งผลกระทบในแง่บวกต่อโครงการ Luxury Urban Home ใดๆก็ตามที่ตั้งอยู่ในพระรามเก้า – รัชดาฯ – ศูนย์วัฒนธรรม หรือในพื้นที่ที่ไม่ไกลจากถนนรัชดาภิเษก อย่างถนนเทียมร่วมมิตร และพระรามเก้าซอย 13 เพราะไม่เพียงอยู่ใกล้พื้นที่ Prime Area ที่เป็น CBD ไม่ไกลจากสถานีรถไฟใต้ดินสายสีส้มอย่างสถานีรฟม. รวมถึงสถานีร่วมในอนาคตอย่างสถานีรถไฟใต้ดินศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย  และยังมีแนวโน้มที่จะมีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นอีกมากมายในอนาคต ส่งผลให้ราคาที่ดิน ราคาที่อยู่อาศัยต้องมีการปรับเพิ่มมากขึ้นกว่าปัจจุบันแน่นอน และคงเป็นการยากที่จะหาซื้อบ้านจัดสรรในพื้นที่นี้ในอนาคต หรือถ้าจะมีก็อาจจะมีราคาขายที่แพงมากเมื่อเทียบกับราคาขายในปัจจุบัน

 

อิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม 9 Super Luxury Urban Home ไซส์ใหญ่หนึ่งเดียวบนถนนพระรามเก้า ที่เหนือกว่าด้วยขนาดที่ดิน พื้นที่ใช้สอย และฟังก์ชั่น

ดังที่กล่าวไปในข้างต้นว่าย่านพระรามเก้า – รัชดาฯ – ศูนย์วัฒนธรรม มีโครงการบ้านเดี่ยวระดับ Luxury Urban Home ขึ้นไปอยู่เพียงแค่ 2 โครงการ โดยแต่ละโครงการก็มีจุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป แต่สำหรับใครก็ตามที่มองหาที่อยู่อาศัยที่มีขนาดใหญ่ทั้งตัวที่ดิน และพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน โดยที่ยังสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ ในแบบที่สามารถพักอาศัยอยู่กันได้พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้ง 3 Generations โครงการ อิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม 9 (ISSARA RESIDENCE RAMA 9) พัฒนาโดย บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ที่ตั้งอยู่บนถนนพระราม 9 ซอย 13 บนพื้นที่ประมาณ 9 ไร่ แต่มีจำนวนเพียง 20 หลัง ก็น่าจะเป็นเพียงแค่ตัวเลือกเดียวในเวลานี้

 

อิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม 9 เป็น Super Luxury Urban Home ไซส์ใหญ่ บนพื้นที่ดินขนาด 112-208 ตารางวา พร้อมพื้นที่ใช้สอยขนาด 700-764 ตารางเมตร ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองมากที่สุด ออกแบบโดย บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49) ภายใต้แนวคิดที่ให้ผู้อยู่อาศัยได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ร่มรื่นด้วยสวนขนาดใหญ่ มีฟังก์ชั่นใช้สอยลงตัวและครบครัน ถ่ายทอดแนวคิดผ่านความเป็น Modern Tropical ที่ทำให้เกิดความรู้สึกอยู่สบายน่าพักอาศัย มีความเรียบง่ายตามวิถีของคนยุคใหม่แต่ไม่ละทิ้งหลักการของธรรมชาติและประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบอิสระ ซึ่งถ้าเทียบกันในตลาดแล้วยังไม่มีโครงการใดในทำเลพระรามเก้าที่ให้ความเป็น Luxury in Space แบบนี้ได้อย่างครบถ้วน

โครงการยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งคลับเฮาส์ ฟิตเนส สระว่ายน้ำระบบเกลือ พื้นที่สวนที่ให้ความเป็นส่วนตัว อบอุ่นด้วยธรรมชาติสำหรับครอบครัว

 

โดยมีแบบบ้านมีให้เลือก 3 แบบ ประกอบด้วย

 

TYPE A ASHER บ้าน 3 ชั้น เนื้อที่ใช้สอย 764 ตารางเมตร 5 ห้องนอน 5 ที่จอดรถ พร้อมห้องรับแขกและห้องนั่งเล่น ครัวไทย ครัว pantry ห้องคนรับใช้ 2 ห้อง พร้อมลิฟท์และสระว่ายน้ำ

TYPE B BRAYDEN บ้าน 3 ชั้น เนื้อที่ใช้สอย 726 ตารางเมตร 5 ห้องนอน 5 ที่จอดรถ พร้อมห้องรับแขกและห้องนั่งเล่น ครัวไทย ครัว pantry ห้องคนรับใช้ 2 ห้อง พร้อมลิฟท์และสระว่ายน้ำ

TYPE C CEDRIC บ้าน 3 ชั้น เนื้อที่ใช้สอย 700 ตารางเมตร 4 ห้องนอน 4 ที่จอดรถ พร้อมห้องรับแขกและห้องนั่งเล่น ครัวไทย ครัว pantry ห้องคนรับใช้ 2 ห้อง พร้อมลิฟท์

อิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม 9 ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้วยรางวัล Winner สาขา Best Housing Architectural Design (Thailand) จาก PropertyGuru Thailand Property Awards 2017 และรางวัลพิเศษ Highly Commended สาขา Best Housing Architectural Design จาก Asia Property Award 2017

ปัจจุบัน มียอดขายแล้วประมาณ 40% โดยมีราคาขายเริ่มต้น 100 ล้านบาท

 

PARC PRIVA (พาร์ค พรีว่า) โครงการ Luxury Urban Home พร้อมที่ดินขนาด Compact Size และพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ บนทำเลดีที่สุดติดถนนใหญ่

สำหรับย่านถนนรองที่เชื่อมต่อกับถนนรัชดาภิเษก ใกล้สถานีรถไฟฟ้าศูนย์วัฒนธรรมฯ ถนนเทียมร่วมมิตรดูจะเป็นทำเลที่ค่อนข้างเหมาะสำหรับการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยในทุกระดับ แต่ถ้าจะแสกนให้ทั่วถนนเส้นนี้ก็จะพบว่ามีเพียงแค่โครงการ PARC PRIVA โดย Narai Property เพียงแค่โครงการเดียว ที่เป็นโครงการบ้านเดี่ยวสไตล์ Luxury Urban Home ที่อยู่ติดถนนใหญ่เทียมร่วมมิตร และมีพื้นที่โครงการถึง 16-2-21 ไร่ พร้อมพื้นที่ส่วนกลาง และคลับเฮ้าส์ขนาดใหญ่ที่เพียงพอต่อการใช้งานของจำนวนบ้านทั้งหมดเพียงแค่ 57 หลัง

โครงการ PARC PRIVA ไม่เพียงแต่เป็นโครงการที่รายล้อมไปด้วยโรงเรียนนานาชาติ ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล สถานฑูต และอาคารสำนักงานชั้นนำหลายแห่งในย่านพระรามเก้าแล้ว แต่ยังเดินทางไป MRT สถานีศูนย์วัฒนธรรมฯได้สะดวกภายใน 5 นาที และยังอยู่ห่างเพียงแค่ 4 กม.จากแยกอโศก-สุขุมวิท

นอกเหนือจากทำเลแล้ว PARC PRIVA มีความโดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ ที่ได้ร่วมกันพัฒนาระหว่างสำนักออกแบบทั้ง 3 รายคือ OBA ในด้านงานสถาปัตยกรรม August Design ในเรื่องของงาน Interior และงานภูมิสถาปัตยกรรมโดย A Plus L

ความโดดเด่นของบ้านทุกหลังมาจากแนวคิดการออกแบบบ้านในสไตล์ L-Shape ให้ความกลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุดโดยคำนึงถึงทิศทางลมและแสงแดดเป็นสำคัญ เพื่อมอบความเป็นส่วนตัวสูงสุดในการอยู่อาศัยสำหรับชีวิตในเมืองที่ต้องผจญอยู่กับความวุ่นวายทุกวัน  บ้านทุกหลังจึงถูกสอดแทรกด้วยธรรมชาติสีเขียวที่มองเห็นได้จากทุกห้อง

PARC PRIVA เป็นบ้านเดี่ยว 3 ชั้นในสไตล์ Luxury Urban Home ประกอบด้วย 3 รูปแบบคือ เหมาะกับกลุ่มครอบครัวขนาดเล็กที่มีงบประมาณจำกัด ไม่ต้องการที่ดิน และพื้นที่ใช้สอยที่มีขนาดใหญ่มาก

บ้าน ASPEN (จำนวน 18 หลัง) ขนาดที่ดินเริ่มที่ 72-102 ตารางวา มี 5 ห้องนอน  ทุกห้องมีห้องน้ำในตัว พื้นที่ใช้สอยรวม 462 ตารางเมตร ที่จอดรถ 4 คัน  แบบบ้านมีขนาดใหญ่จึงจัดสรรพื้นที่ในห้องนอนใหญ่ได้กว้างขวางพร้อม  walk-in closet แยกส่วนชาย-หญิง  ภายในบ้านยังมีพื้นที่สำหรับติดตั้งลิฟต์เพื่อความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ

บ้าน BANYAN  (จำนวน 24 หลัง) ขนาดที่ดิน 62-74 ตารางวา มี  4 ห้องนอน  ทุกห้องมีห้องน้ำในตัว พื้นที่ใช้สอยรวม 380 ตารางเมตร พร้อมที่จอดรถ 3 คัน ดีไซน์บ้านมีความโดดเด่นในส่วนของห้องนั่งเล่น ออกแบบให้มี Double Volume บริเวณส่วน Living ชั้นสอง หน้าต่างบานสูงเน้นความโปร่งโล่งให้อากาศถ่ายเทสะดวกตามธรรมชาติ  ฟังก์ชั่นพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านครบครันสิ่งอำนวยความสะดวก

บ้าน CEDAR (จำนวน 15 หลัง) บ้านขนาดกระทัดรัดในสไตล์เดียวกับบ้าน BANYAN สร้างบนที่ดิน 57-73  ตารางวา 4 ห้องนอนทุกห้องมีห้องน้ำในตัว พร้อมพื้นที่ Double Volume บริเวณส่วน Living ชั้นสอง พื้นที่ใช้สอยรวม 296 ตารางเมตร มีที่จอดรถ  2  คัน

ปัจจุบันโครงการ PARC PRIVA สร้างเสร็จสมบูรณ์พร้อมเข้าอยู่แล้ว โดยมีบ้านเหลือขายเพียงแค่ 5 หลังสุดท้ายเท่านั้น ในราคาขายเริ่มต้นที่ 49 ล้านบาท

 

ทั้งอิสสระ เรสซิเดนซ์ พระราม 9 และ พาร์ค พรีว่า นับว่าเป็น โครงการบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดินในสไตล์ Luxury Urban Home บนทำเลศักยภาพพระรามเก้า ที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนในเรื่องของขนาดที่ดิน พื้นที่ใช้สอย และความเป็นส่วนตัวดังนั้นทั้งสองโครงการจึงมีความน่าสนมาก สำหรับผู้ที่มองหาพื้นที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์การใช้งานได้หลาย Generation และได้กรรมสิทธิ์ในตัวที่ดิน ที่คุ้มค่ากว่าการซื้อคอนโดระดับ Super Luxury 2-3 ห้องนอนบนทำเลเดียวกัน แม้ว่าราคาขายของทั้งสองโครงการจะมีการปรับเพิ่มขึ้นมาต่อเนื่องจากช่วงเปิดการขายเมื่อหลายปีที่แล้ว แต่ก็ยังคงน่าสนใจกว่าโครงการ Luxury Urban Home อื่นๆ หรือว่าโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่มั่นใจได้ว่ายังไงราคาขายก็คงจะแพงกว่านี้อีกหลายเท่าตัวในอีกไม่กี่ปีถัดไป และก็เชื่อแน่ว่าโครงการพร้อมที่ดินขนาดใหญ่แบบนี้น่าจะกลายเป็นของหายากในอนาคต



เกริก บุณยโยธิน

เกริก บุณยโยธิน

ผู้ก่อตั้งเวปไซต์แบ่งปันความรู้ด้านการตลาด และการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาฯ พร็อพฮอลิค ดอทคอม..หลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการวนเวียน เข้าๆออกๆ ในสายงานด้านการตลาด และวางแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ของบริษัทอสังหาฯ และเอเยนซีโฆษณาชั้นนำหลายแห่ง (โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องจับสลากเจอลูกค้าสายอสังหาฯทุกที)...จนถูกครอบงำโดยจิตใต้สำนึก ให้ถีบตัวเองออกจากกรอบการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อออกมาจุดประกายความคิดที่ถูกต้อง และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจในธุรกิจอสังหาฯ

เว็บไซต์

รามอินทรา – เสรีไทย สุดยอดทำเลศักยภาพที่จะเป็น Hub ใหม่ของการเชื่อมต่อทุกการเดินทาง พร้อมแนะนำ 2 โครงการใหม่จาก SC Asset

เอสซี แอสเสท เป็นดีเวลลอปเปอร์ผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ ที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการระดับไฮเอนด์ขึ้นไปจนได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนาน ได้เล็งเห็นศักยภาพที่เพิ่มมากขึ้นของย่านนี้เช... อ่านต่อ




10 เหตุผลที่ทำให้ Noble BE19 และ Noble BE33 เป็น 2 โครงการที่คุ้มค่ามากกว่าใคร จนต้องหาเงินมาซื้อให้ได้กับแคมเปญ Noble D Day

ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2561 ที่ผ่านมา ดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่เกือบทุกรายต่างพากันออกแคมเปญกระตุ... อ่านต่อ

อยากซื้อความสะดวกสบายใจกลางเมือง โดยไม่มีภาระให้ลูกหลาน ที่ Triple Y Residence คอนโดแนวคิดใหม่ ทำเลสามย่าน-สีลม-พระราม 4 คือคำตอบ

ปัจจุบันคอนโด Leasehold ส่วนใหญ่กระจายตัวอยู่ในย่านดังๆ อย่างราชดำริ หลังสวน ศูนย์สิริก... อ่านต่อ

10 Must Have Items จาก 3 ร้านเครื่องสำอางมัลติแบรนด์ที่สาวๆต้องมีไว้ประดับโต๊ะเครื่องแป้งรับปี 2019

สำหรับสาวๆ โต๊ะเครื่องแป้ง คือมุมหนึ่งของห้องที่เราต้องใช้งานอยู่ทุกวัน ซึ่งคงจะดีไม่น้... อ่านต่อ