ส่องตลาดคอนโดแดนปลาดิบ: การลงทุนที่สุดแสนจะ conservative

เกริก บุณยโยธิน 25 December, 2014 at 12.15 pm

Merry Christmas และสวัสดีปีใหม่ 2558 นะครับ คุณผู้อ่านทุกท่าน ช่วงใกล้สิ้นปีแบบนี้หลายๆบริษัทคงได้หยุดพักผ่อนกันแล้วใช่ไหมครับ หรือถ้าไม่ได้หยุดพนักงานก็คงจะลาพัก holidays ไปยาวจนไปพบกันปีหน้าเป็นแน่แท้เลยครับ…สำหรับผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็ได้มีโอกาสไปเปิดหูเปิดตาที่ประเทศญี่ปุ่นกับเค้าบ้าง ก็เลยถือโอกาสสละเวลาอันมีค่า (น้อยนิดมากๆ…) เพื่อไปสำรวจตลาดคอนโดที่ประเทศญี่ปุ่นครับ เมืองที่เค้าว่ากันว่ามีค่าครองชีพที่แพงติดอันดับโลกเมืองหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าค่าครองชีพนี้ก้รวมไปถึงราคาอสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็นราคาขาย หรือราคาเช่าก็ย่อมที่จะสูงตามด้วยครับ….

หากนึกถึงคอนโดในประเทศญี่ปุ่น หลายๆคนคงจะคิดถึงขนาดห้องที่คับแคบเล็กกว่าห้องขนาด 21 ตรม. ของหลายๆ developer ในเมืองไทยใช่ไหมครับ…อืม ถ้าพูดถึงขนาดเล็กนี่ผมว่าถ้าเป็นในแง่ของขนาดตัวโครงการ ส่วนใหญ่น่ะใช่ครับ เล็กจริง บางโครงการมีแค่ 4 ยูนิตก็มีครับ!!!.. แต่ถ้าเป็นขนาดห้องมาตรฐานแล้ว ผมว่ามันก็ยังใหญ่กว่าห้องในเมืองไทย หรือที่สิงค์โปร์และฮ่องกงนะครับ ห้องเล็กสุดของเค้าที่ผมเห็นก็มีขนาด 30 ตรม. หรือจะเป็นห้องที่ดูเหมือนเล็กแต่ก็ไม่เล็กอย่างขนาด 66 ตรม. แต่เป็น 3 ห้องนอน…ที่ผมว่ามันไม่เล็กก็เพราะว่าพื้นที่ดังกล่าวนั้นไม่ได้รวมพื้นที่ระเบียง ซึ่งที่ญีปุ่นนั้นเค้าให้มาฟรีๆ ไม่ได้คิดรวมมาในพื้นที่การขายครับ!!!! แถมระเบียงก็ไม่ว่าแคบๆตั้งคอมแอร์ได้อย่างเดียว อย่างต่ำก็มี 5 ตารางเมตรนะครับ ดีใช่ไหมล่ะ แบบนี้สิที่คนไทยน่าจะเอามาเลียนแบบ

 


 

ช่วงนี้กระแสการลงทุนคอนโดในประเทศญี่ปุ่นกำลังกลับเข้าสู่ยุครุ่งเรืองอีกครั้งครับ หลังจากที่ดัชนีราคาอสังหาได้เคยปรับขึ้นสูงมากในยุค 2540 และตกระนาวกราวรูด จนราคาอสังหาคงที่มาได้ประมาณ 14 ปีแล้วครับ…ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คอนโดในโตเกียวกลับมาบูมก็คือการที่ได้เป็นเจ้าภาพการจัดกีฬาโอลิมปิคในปี 2020 ครับ รวมไปจนถึงนายกคนปัจจุบันที่กลับเจ้ามารับตำแหน่งหมาดๆอย่างนายชินโซ อาเบะ นั้นมีมาตรการที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยธนู 3 ดอก ดังที่หลายๆคนนิยมเรียกกันว่า “Abenomics” นี่เองครับ ซึ่งผลจากธนูดอกแรก ที่เราๆรู้จักกันในนาม QE หรือ Quantitative Easing ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่ามาก และเมื่อรวมกับธนูดอกที่สามอย่างการปฎิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจระยะยาว (Structural Reform) ในข้อยกเว้นเรื่องการขอ visa สำหรับนักท่องเที่ยวจากอาเซียนนั้น ได้ทำให้เกิดผลดีอย่างมากต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครับ เพราะว่า demand จากคนต่างชาตินั้น จะถูกกระตุ้นด้วย impulse purchase ในด้านของค่าเงิน ที่ตอนนี้รู้สึกว่าคนไทยจะมีความสุขมากเมื่อไปเที่ยว + shopping ที่ ญี่ปุ่นครับ >> เค้าว่ากันว่าจากค่าเงินเยนที่อ่อนทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ของญี่ปุ่นนั้นปรับตัวลงมา ถูกกว่ามหานครนิวยอร์ค ปารีส ซานฟรานฯ หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมทวีปอย่างสิงค์โปร์ หรือฮ่องกงครับ

นอกจากนี้การพัฒนาเศรษกิจพิเศษในโตเกียวที่เค้าเรียกกันว่า Tokyo Special Zone (SZ Project) ขึ้นมาในเขตท่องเที่ยวอย่าง Shinjuku, Shibuya, Tokyo station & Bay area และ Shinagawa นั้นก็ช่วยส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศได้เยอะ ได้แง่ของการผ่อนคลายทางด้านภาษี และการสนับสนุนเป็นพิเศษในเรื่องของงบประมาณการลงทุน รวมไปถึงการลงทุนปลีกย่อยจากธนูดอกที่สองอย่าง Fiscal Stimulus ที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณไปลงทุนในด้านต่างๆอย่างเช่น Casino resort projects, New National stadium และสนามกีฬาใหม่อีก 11 แห่งที่สร้างขึ้นมารองรับกีฬาโอลิมปิค, แผนการสร้างถนนเชื่อมต่อ ระหว่างสนามบินนาริตะ และฮาเนดะ, การปรับปรุงสถานีรถไฟฟ้าโตเกียว รวมถึงส่วนต่อขยายรถไฟ JR สายยอดฮิตสำหรับการท่องเทียวอย่าง JR Yamanote Line และถนนวงแหวนรอบเมือง ทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนช่วยกันสร้างแรงดึงดูดมหาศาลให้คนต่างชาติสนใจที่จะซื้อคอนโดในโตเกียวครับ ด้วยความเชื่อมั่นว่าเมื่อโอลิมปิคมาถึง ราคามันก็คงจะพุ่งไปสะเทือนถึงดวงดาวเป็นแน่แท้

กราฟแสดงราคาอสังหาริมทรัพย์ที่โตเกียวเมื่อเปรียบเทียบกับมหานครอื่นๆทั่วโลก

Picture1

กราฟแสดงอัตราค่าเช่าคอนโดที่โตเกียวเมื่อเปรียบเทียบกับมหานครอื่นๆทั่วโลก

Picture2

หากจะเปรียบเทียบแบบคร่าวๆระหว่างคอนโดในไทยกับคอนโดที่ญี่ปุ่นก็สามารถเปรียบเทียบได้ตาม criteria ต่อไปนี้ครับ

Picture3

สารพัดค่าใช้จ่ายและภาษีที่ต้องจ่าย (หลบไม่ได้เหมือนบางประเทศครับ)

•ภาษีที่ญี่ปุ่นที่ค่อนข้างโหดนะครับ เพราะเราต้องจ่ายทุกปี และเวลาเราปล่อยเช่าก็ยังมีเก็บเงิน 5% จากกำไรที่เราได้จากการปล่อยเช่าด้วยครับ >> สามารถเอาพวกค่าน้ำ ไฟ ส่วนกลาง ค่านายหน้า จิปาถะ ฯลฯ มาลดหย่อนในส่วนของค่าใช้จ่ายก่อนหักกำไรได้ครับ

ภาษีแบ่งเป็นสามส่วน คือ เมื่อซื้อ/ ระหว่างถือครอง/ และเมื่อขายครับ

Tax info

• หากจะพูดให้ง่ายกว่านี้ก็จะเป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียวตอนซื้อ ประกอบด้วย
o ราคาขาย
o ค่าจดการโอนกรรมสิทธิ์ (ประมาณ 2%)
o ภาษีครอบครองอสังหาริมทรัพย์ (จ่ายรายปี ขึ้นอยู่กับการประเมินจากกรมสรรพากรญี่ปุ่น)
o อากรแสตมป์
• อีกอันนึงก็คือค่าใช้จ่ายประจำปี ประกอบด้วย
o ค่าส่วนกลาง
o ค่าใช้จ่ายเงินกองทุน (ที่นี่ sinking fund จ่ายเป็นรายเดือนเลยครับ)
o ภาษีอสังหาริมทรัพย์ ภาษีเมือง ฯลฯ

มีสอง-สามอย่างที่ผมมองว่าค่อนข้างที่จะคุ้มค่ามากหากคนที่ซื้อไปสนใจจะปล่อยเช่าครับ นั่นคือที่นี่พื้นที่ระเบียงจะไม่เอามาขาย แต่เราสามารถใช้งานได้ (ก็ใช้ได้แบบฟรีๆน่ะแหละ) ซึ่งทีมีผมได้เห็นพื้นที่ระเบียงขนาดที่ใหญ่จนถึงใหญ่มากถึง 50 ตรม. ครับ!!!!! นอกจากนั้นพวกเฟอร์นิเจอร์และสารพัดอุปกรณ์ต่างๆผู้เช่าจะต้องเป็นผู้ที่จัดหาหิ้วกันมาใช้เอง และตอนออกก้ต้องเอาของออกไปเองครับ ซึ่งมันดีมากจริงๆสำหรับ owner ครับ ไม่ต้องกังวลเรื่อง cost ของเฟอร์นิเจอร์ ประกันความเสียหายและค่าเสื่อมราคาครับ ประหยัดไปได้เยอะเลยจริงๆ…นอกจากนี้ การที่คอนโดในโตเกียวมักจะไม่มีที่จอดรถ (หรือมีก็ไม่เกิน 10%) อันเนื่องมาจากระบบขนส่งสาธารณะที่ดีที่สุดในโลก และการจำกัดการซื้อรถของคนญี่ปุ่น (จะซื้อรถก็ต้อง มีที่จอดรถพร้อมหลักฐานยืนยันถึงจะซื้อได้นะครับ) ทำให้ปัจจัยในเรื่องที่จอดรถนั้นไม่สำคัญเลยครับ หากอยากจอดรถเราก็จะเห็นที่จอดรถสาธารณะระบบอัตโนมัติอยู่ทั่วไป โดยผมลองคิดราคาดูแล้วก้อยู่ที่ราวๆเดือนละ 20,000 – 35,000 บาท แล้วแต่ทำเลครับ

Strategic areas

ก็เหมือนกับทุกๆที่ในโลกน่ะครับ ที่จุดดีจุดด้อยของแต่ละทำเลมีต่างกัน เท่าที่ผมดูผมค่อนข้างชอบทำเลแถวรปปงงิมากที่สุดครับ (แน่นอนว่าราคาแพงที่สุดด้วย) เพราะแถบนี้มีคนต่างชาติเยอะ และวิวก็ดีไม่แออัด เนื่องจากเป็นแหล่งรวมตัวของสถานฑูตหลากหลายประเทศเลยครับ….น่าจะปล่อยเช่าดีมากนะเนี่ย….แต่อันนึงที่ต่อนข้างขัดใจผมก็คือด้านล่างนี้ระบุว่าทำเล Shibuya Shotou นั้นเหมือนกับ Asoke/ Ratchadamri แต่จากที่ผมไปดูย่านนี้นั้นเป็นย่านคนรวยแน่แท้ครับ ตึกสูงไม่ค่อยมีส่วนใหญ่เป็นบ้านเดี่ยวด้วยซ้ำ ทั้งๆที่อยู่กลางเมืองมากๆ (นายกชินโซ อาเบะอยู่คอนโดแถวนี้ด้วยครับ) ผมว่าน่าจะเป็นประมาณหลังสวน หรือวิทยุมากกว่าที่จะเป็น Asoke ครับ

Picture4

แผนที่บริเวณรปปงงิ จะเห็นหลายสถานฑูตเลยครับ

DSC_0438

พูดเยอะแล้ว…มาดูที่แรกกันดีกว่า CASE ที่ Shibuya Shotou
แวปแรกที่ผมเห็นคอนโดนี้….นี่มันบ้านเดี่ยวชัดๆนี่หว่า มีแค่ 6 ยูนิตเอง แถมตอนนี้เหลือขายแค่ 3 ยูนิต ที่สำคัญห้องที่ถูกที่สุดของที่นี่ราคา 195,000,000 เยน!!!! แต่ผมผมเข้าไปดูแล้ว ผมค่อนข้างรู้สึกอัศจจรย์ใจกับที่นี่ครับ เพราะที่แปลงเล็กนิดเดียวไม่น่าจะถึงไร่แต่สามารถทำ efficiency ออกมาได้ขนาดนี้ (ห้องเล็กสุดเป็น 1 ห้องนอน ขนาด 147.56 ตรม.) และห้องใหญ่สุดก็ใหญ่กว่านี้อีกประมาณ 100 ตรม. รวมห้องคาราโอเกะชั้นใต้ดินและที่จอดรถส่วนตัวหน้าห้องไว้ด้วยกัน!!! เห็นแพงขนาดนี้แต่สามารถทำค่าเช่าได้ yield ถึง 4.2% เชียวนะครับ

สุดถนนด้านนู้นนคือคอนโดของนายกอาเบะครับ (เค้าซื้อเองนะครับแค่ห้องเดียว)

DSC_0232

ดูสิเหมือนบ้านเดี่ยวมั้ยล่ะ

DSC_0237

DSC_0240

DSC_0239

งานพื้นไม้จริงเนียนๆ

DSC_0276

DSC_0245

DSC_0267

ที่จอดรถหน้าห้อง

DSC_0262

Build in แบบ zero defect

DSC_0249

DSC_0266

DSC_0272

DSC_0278

สุดยอดนวัตกรรมม่านมุ้งลวด

DSC_0282

Sink ห้องน้ำแบบนี้ถ้าคอนโดในกทม ทำคงจะโดนประนามกันเละครับ

DSC_0256

แต่ห้องน้ำเค้าก็โคตรจะอัจฉริยะจริงๆ

DSC_0255

ตรงข้ามมีที่จอดรถให้เช่าด้วยนะครับ บ้านแถวนี้ใช้บริการที่นี่หมดเลย

DSC_0238

ที่สอง Toranomon Hills Residences

ขอบคุณภาพคาแรคเตอร์ Toranomon สวยๆจากเวปทางการของเค้านะครับ http://toranomonhills.com/en/

facilities_bg

shops_bg

DSC_0375

Developer เจ้านี้ชื่อว่า Mori Building Co., Ltd ครับ เป็นเจ้าเดียวกับที่แรก โครงการนี้เค้า claim ว่าเป็น ultra luxury ทั้งตัวทำเล และวัสดุอุปกรณ์ที่ให้ครับ ราคาก็ตกประมาณตรมละ 1,330,000 กว่าบาทไทย ครับ เค้าบอกว่าแพงที่สุดในโตเกียวตอนนี้ และเปิดขายแค่เฟสแรกเท่านั้น จะซื้อก็ต้องซื้อตรงกับนายหน้าที่ชื่อ Stasia Capital เท่านั้น ซื้อเองผ่านเนตไม่ได้ ที่สำคัญคือเฟสแรกที่มีแค่ 60 ห้องจาก 172 ห้องนั้น ขายหมดแล้วครับ!!!! แน่นอนว่าคนซื้อมากกว่า 60% เป็น expat ที่ทำงานอยู่สถานฑูตแถวนั้นครับ

DSC_0287

DSC_0288

ที่ญี่ปุ่นเค้าไม่เน้นความหรูหราอลังการของล้อบบี้เท่าไหร่ครับ เพราะไม่ค่อยมีใครใช้กันครับ ต่างกับเมืองไทยเนอะ

DSC_0291

DSC_0292

ห้องนี้มีขนาดใหญ่มว้ากก 233.23 ตรม เป็น 3 นอน แต่ว่ามีพื้นที่โคตรระเบียงให้อีก 51.01 ตรม.ฟรีๆครับ!!!! และเป็นระเบียงที่วิวน่าจะสวยสุดๆติดระดับเอเชียด้วยครับ…ถ้าอยากได้ก็ต้องเอาเงิน 310 ล้านบาทมาไถ่ตัวไปครับ >>> สาบานได้ว่าถ้าผมมีเงินสักหลักพันล้านผมก็จะซื้อที่นี่ครับ เพราะนอกจากงานจะดีจริงๆแล้ว ทำเลก็สุดยอด และ location ของตัวโครงการเองก็เป็น mix used มีสารพัดร้านอาหาร ร้านค้า และ office ระดับ high end อยู่ด้วยครับ

DSC_0348

อ่ะจงตามไปเสพย์แปลนโดยพลัน

DSC_0327

สิ่งที่ชอบของคอนโดที่นี่คืองานละเอียดเค้าละเอียดเนียนกริบจริงๆครับ

DSC_0310

DSC_0312

DSC_0326

DSC_0331

DSC_0340

DSC_0354

DSC_0349

สุดยอดนวัตกรรมอีกแล้ว ม่านกระดาษ >> ที่ไทยเล่นเอากระดาษมาแปะกระจกเฉย

DSC_0355

ห้องน้าสวยๆ >> ใครน้อชอบบอกว่าคอนโดญี่ปุ่นใช้ห้องน้ำสำเร็จรูป ผมเห็นมีแต่ในโรงแรมที่ใช้!!

DSC_0344

DSC_0345

DSC_0346

Mail box แบบใส่รหัส อันนี้ก็น่าเลียนแบบ

DSC_0295

DSC_0294

ภายในลิฟท์นี่ก็สูงน่าจะเกิน 3 เมตรนะครับ

DSC_0301

DSC_0302

โอ้ย โถงทางเดิน ไมสวยหยังงี้เนี่ย..

Picture5

DSC_0305

ประตูห้องสูงพื้นจรดฝ้านะครัช

DSC_0307

ระเบียงใหญ่คอนโดเมืองไทยสองห้องรวมกันอีกครับ

DSC_0309

DSC_0311

DSC_0321

วิวสุดอลังแลกกับเงินเกินสามร้อยล้านบาท

DSC_0318

DSC_0319

DSC_0320

DSC_0322

DSC_0323

Floor to ceiling เกินสามเมตรครับ

DSC_0305

DSC_0370

ที่สุดท้ายแล้ว Regno Sereno

ทำเลที่นี่ถือว่าดีนะครับ เพราะว่าใช้เวลาเดินแค่ 16 นาทีจากสถานี JR Shinjuku หรือจะเลือกเดินจากสถานี Okubo ก็ได้อยู่ห่างเพียงแค่ 3 นาที….ตึกนี้เป็นตึกเก่า เอามา renovated ใหม่ทั้งหมดครับ โดยเมื่อห้าปีที่แล้วตึกนี้เคยเป็นโรงแรมมาก่อน เพิ่งจะมาเริ่มปรับปรุงเมื่อประมาณต้นปีนี้เองครับ มีทั้งหมด 209 ห้องด้วยกัน..แต่ก็มีบางห้องที่ขายตามแบบเก่าตอนที่เป็นโรงแรมนะครับ กล่าวคือเฟอร์นิเจอร์ก็จะดูโบราณหน่อย และพื้นก็จะเป็นไม้ประกอบ รวมถึง style การตกแต่งก็จะตกรุ่นไปนิดนึง (คือดูจากสภาพครัวและเตาแก๊สก็น่าจะพอนึกภาพออกครับ) จริงอยู่ที่มันใกล้ชินจูกุ ทำเลที่คนไทยรู้จักกันดีว่ามันคล้ายๆกับสยามบ้านเรา รานล้อมไปด้วยห้างและสถานบันเทิง แต่ผมว่าสภาพแวดล้อมในโลเคชั่นนี้มันดูว้าเหว่ยังไงไม่รู้ครับ ส่วนใหญ่จะเป็นตึกอาพาร์ทเมนต์เก่าๆ ไม่ค่อยจะมีร้านค้าเท่าไหร่ ถ้าจะเทียบให้เห็นภาพก็คงจะเหมือนกับย่านบ่อนไก่ ที่มันใกล้สาทร แต่ feel มันไม่รู้สึกเหมือนสาทรน่ะครับ

ขอบคุณรูปภาพบางส่วนจากเวปทางการของเค้านะครับ http://www.regno-sereno.com/

main_1

main_2

main_3

main_4

main_5

main_6

อ้ออีกอย่างผมไม่ค่อยชอบระเบียงที่นี่เท่าไหร่ เพราะเป็นระเบียงคอนกรีตสูงประมาณ 100 CM และมีแค่แผ่นเหล๊กกั้นระหว่างระเบียงห้องข้างๆครับ….แต่นายหน้าที่นู้นเค้าบอกว่า นี่หละมันคือคอนโดที่คนหนุ่มสาว วัยทำงานกำลังสร้างตัวสามารถที่จะซื้อหาได้ เพราะราคาสำหรับห้องขนาด 68.47 ตรม (ไม่รวมระเบียง 14.89 ตรม.) เท่ากับ 54,000,000 เยนครับ (ประมาณ 14.5 ล้านบาท) และก็มีห้องขนาดประมาณ 43.89 ตรม (ไม่รวมระเบียง 9.57 ตรม.) ราคาประมาณ 9 ล้านกว่าบาทครับ..แถมมีโปรโมชั่นการันตีค่าเช่าให้ประมาณ 5% 10 ปีครับ!!!! โอ้ย อะไรจะขนาดนั้น ถ้าผมมีเงินผมก็จะซื้อที่นี่ครับ คิดดูว่ามีคอนโดที่ชินจูกุได้ในราคาไม่ถึง 10 ล้านบาท นี่มันสุดยอดมากครับ สามารถอวดใครต่อใครได้ไปทั้งชีวิต ดีกว่าการมีคอนโดที่ทองหล่ออีกเอ้า…อ้อ ค่าเช่าเฉลี่ยที่นี่ จัดว่าดีที่สุดที่ไปดูมาครับคือราวๆ 5.26% >>> ดีกว่าคอนโดใหม่ที่กทมอีก ใช่ไหมครับ?

DSC_0378

ที่นี่ใช้ห้องน้ำกึ่งๆสำเร็จรูปครับ สามารถเลือกได้ว่าจะติดกระเบื้องเพิ่มรึเปล่า

DSC_0405

DSC_0404

Floor to ceiling ไม่สูงเท่าไหร่ กะๆดูน่าจะประมาณ 2.65 – 2.8

DSC_0415

วิวตึกระฟ้าย่านชินจูกุสวยๆ แต่ระเบียงปูนมันบังวิวช่วงล่างไปนิด

DSC_0411

DSC_0397

DSC_0402

ชุดครัวสวยดีนะครับ

DSC_0392

DSC_0393

อันนี้ชุดเก่าก่อน Modify

DSC_0407

จบแล้วครับ วันนี้พาชมแค่นี้ก่อนครับ หวังว่าคุณผู้อ่านคงได้เห็นภาพและข้อแตกต่างระหว่างคอนโดไทยกับญี่ปุ่นไปแล้วครับ สามารถไปใช้วิจารณญาณตัดสินใจได้เลยนะครับ ว่า ณ วันนี้ที่ราคาคอนโดกลางเมืองในไทยวิ่งไปแตะหลักตรมละสองแสนกว่าแล้ว มันสามารถซื้อคอนโดในย่าน Shinjuku ได้เลยนะครับ….
มีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมหรืออยากปรึกษาสอบถามอะไรผม ก็เมลเข้ามาได้ที่ kirk.bu@gmail.com ครับ หรือไม่ก็เข้ามาแวะชม website ของผมได้ที่ www.propholic.com ครับ

บทความโดย เกริก บุณยโยธิน



เกริก บุณยโยธิน

เกริก บุณยโยธิน

ผู้ก่อตั้งเวปไซต์แบ่งปันความรู้ด้านการตลาด และการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาฯ พร็อพฮอลิค ดอทคอม..หลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการวนเวียน เข้าๆออกๆ ในสายงานด้านการตลาด และวางแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ของบริษัทอสังหาฯ และเอเยนซีโฆษณาชั้นนำหลายแห่ง (โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องจับสลากเจอลูกค้าสายอสังหาฯทุกที)...จนถูกครอบงำโดยจิตใต้สำนึก ให้ถีบตัวเองออกจากกรอบการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อออกมาจุดประกายความคิดที่ถูกต้อง และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจในธุรกิจอสังหาฯ

เว็บไซต์

หรูและแพงสุดๆ! DMHOME LUXE เปิดตัว 2 แบรนด์แฟชั่นเอาใจสาย Ultra Luxury กับแบรนด์ Bottega Veneta’s Home และ Roberto Cavalli Home ที่ชั้น 3 สยามพารากอน!

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี DECOR MART ได้รับความไว้วางใจ ทั้งจากลูกค้าผู้หลงใหลในการแต่งบ้าน รวมทั้ง สถาปนิก มัณฑนากร และนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในฐานะผู้นำธุรกิจดีไซน์และสินค้าไลฟ์สไตล์ที่รวบรวมเฟอร์น... อ่านต่อ




EXCLUSIVE interview : คุณธงชัย บุศราพันธ์ เฉลยคำถามว่า “ทำไมถึงกลับมา NOBLE”

บ้างก็ลือว่าเตรียมไปเทคโอเวอร์บริษัทอสังหายักษ์ใหญ่แต่ฐานะการเงินไม่ค่อยดีในขณะนั้น บ้... อ่านต่อ

อยู่รวมกัน เจอปัญหาควันบุหรี่ แก้ไขยังไงดี

บุหรี่ตัวร้าย อันตรายที่ทำลายชีวิตคน” ในแต่ละปีมีคนเป็นจำนวนมากที่เสียชีวิตจากบุหรี่ ผู... อ่านต่อ

เปิดตัว “สโคป หลังสวน” – โครงการแรกในไทย โดยดีไซเนอร์ผู้ออกแบบคอนโดที่แพงที่สุดของนิวยอร์ค

เปิดตัวผลงานแรกในประเทศไทย ของ “โทมัส ยูล-ฮันเซน” ดีไซเนอร์ชาวเดนมาร์ก ผู้ออกแบบภายในโค... อ่านต่อ

KRAAM Sukhumvit 26 ต้นตำหรับ Luxury Home – Like Condominium พัฒนาโดย Nye Estate สร้างเสร็จสมบูรณ์พร้อมเข้าอยู่แล้ว ในราคาเริ่มต้น 16.9 ลบ.

ยุคสมัยนี้ดูเหมือนว่าคอนเซปท์การพัฒนาคอนโดในรูปแบบอบอุ่นเหมือนอยู่บ้านตามสไตล์ Feel Lik... อ่านต่อ