วิธีแก้ปัญหา Burnout ของคนอสังหาริมทรัพย์
https://unsplash.com/photos/a-man-sitting-at-a-desk-with-a-laptop-and-headphones-Xx4i6wg6HEg
ในวงการอสังหาริมทรัพย์ คำว่า “เหนื่อย” กลายเป็นเรื่อง new normal ของวงการ เหนื่อยกับยอดขายที่ต้องปิดให้ทันเป้า เหนื่อยกับลูกค้าที่ลังเล เหนื่อยกับสต็อกที่ยังระบายไม่ออก และเหนื่อยกับตลาดที่ผันผวนเกินคาด หลายคนเชื่อว่าภาวะหมดไฟหรือ Burnout เกิดจากปริมาณงานที่มากเกินไป แต่ความจริงที่มักถูกมองข้ามคือ คนเราไม่ได้หมดไฟเพราะงานเยอะ หากหมดไฟเพราะไม่รู้สึกว่างานที่ทำ “สร้างผลกระทบ สร้าง impact” อย่างแท้จริง
ลองนึกภาพเซลส์ที่โทรหาลูกค้าทุกวัน พาชมห้องทุกยูนิต ทำทุกขั้นตอนตามระบบอย่างครบถ้วน แต่เมื่อสิ้นเดือนกลับรู้สึกว่าเหมือนไม่ได้ทำอะไรเลย หรือผู้บริหารที่เข้าประชุมทั้งวัน เซ็นเอกสารไม่หยุด แต่กลับรู้สึกว่าธุรกิจของตนยังไม่ขยับไปข้างหน้า ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ใช่สัญญาณของความขี้เกียจ หากเป็นสัญญาณของการทำงานตามหน้าที่ (doing the job) โดยไม่ได้แตะงานที่สำคัญที่สุด (doing the job that’s needed)
ในวงการกีฬา จะมีผู้เล่นในทีมบางคนที่ถูกส่งลงสนามในจังหวะตัดสินเกม คนที่ทีมเชื่อว่าจะพาชนะ คนเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องวิ่งมากที่สุด แต่สร้างความแตกต่างได้มากที่สุด ในโลกอสังหาริมทรัพย์ก็เช่นกัน คนที่สร้าง impact ผลกระทบสูงสุดไม่ใช่คนที่ทำงานมากที่สุด หากเป็นคนที่เลือกทำงานที่สำคัญที่สุดในเวลานั้น
เมื่อยอดขายชะลอ หลายคนอาจเลือกเร่งงบโฆษณา แต่บางคนกลับตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วตลาดกำลังคิดอะไร ย่านนี้ถูกมองอย่างไร และภาพจำของโครงการในสายตาลูกค้าคืออะไร เมื่อสต็อกค้าง บางทีมอาจรีบลดราคา แต่บางคนเลือกวิเคราะห์ว่าปัญหาอยู่ที่การวางตำแหน่งสินค้า หรือประสบการณ์ในวันที่ลูกค้าเข้าชมห้อง เมื่อยอดโอนสะดุด บางคนโทษกำลังซื้อ แต่บางคนลงลึกไปถึงขั้นตอนสินเชื่อและอุปสรรคที่ทำให้ลูกค้าไปต่อไม่ได้ ความแตกต่างทั้งหมดนี้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนชั่วโมงทำงาน แต่อยู่ที่กรอบความคิด
คนจำนวนมากในวงการอสังหาฯ นี้ทำงานหนักขึ้นเรื่อย ๆ โดยหวังว่าความพยายามที่มากขึ้นจะชดเชยความผันผวนของตลาด แต่หากยังไม่แก้ “จุดคอขวด” งานที่เพิ่มขึ้นอาจเพียงเพิ่มความเหนื่อย ไม่ได้เพิ่มผลลัพธ์ การทำงานที่มีผลกระทบจึงเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า ตอนนี้อะไรคือประเด็นที่สำคัญที่สุดขององค์กร อะไรคือเรื่องที่กำลังร้อนแรงในตลาด และอะไรคือปัญหาที่หากแก้ได้แล้วจะขยับทั้งระบบ
วงการอสังหาริมทรัพย์เป็นเกมระยะยาว โครงการหนึ่งใช้เวลาพัฒนาเป็นปี ที่ดินหนึ่งแปลงถือครองกันข้ามรุ่น หากเรามองงานเพียงยอดขายรายเดือน ความกดดันจะถาโถมและความเหนื่อยจะสะสมอย่างรวดเร็ว แต่หากมองว่างานของเรากำลังสร้างมูลค่าในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแบรนด์ การสร้างความเชื่อมั่นของตลาด หรือการวางรากฐานให้โครงการในอนาคต ความหมายของงานจะเปลี่ยนไปทันที
Burnout หรือภาวะหมดไฟของคนอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ได้เกิดจากความเหนื่อยล้าทางกายเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากความรู้สึกว่างานที่ทำไม่ impact ส่งผลต่อภาพใหญ่ เมื่อใดที่เราปรับจากการทำงานตามขอบเขตหน้าที่ มาเป็นการทำงานที่ตอบโจทย์สำคัญขององค์กร เมื่อนั้นพลังใจจะกลับมาเอง เพราะมนุษย์ต้องการรู้ว่าสิ่งที่ตนทำมีความหมาย
ท้ายที่สุด หากวันหนึ่งคุณรู้สึกเหนื่อยกับเกมนี้ ลองถามตัวเองว่า คุณกำลังทำงานหนักเกินไป หรือกำลังทำงานที่ไม่สร้าง impact ไม่สร้างผลกระทบในวงการอสังหาริมทรัพย์ คนที่อยู่รอดระยะยาวไม่ใช่คนที่วิ่งเร็วที่สุด หากเป็นคนที่รู้ว่าเมื่อไรควรเร่ง เมื่อไรควรหยุด และที่สำคัญ รู้ว่าวิ่งไปเพื่อสร้างอะไร เพราะยอดขายอาจทำให้คุณรอดในเดือนนี้ แต่ผลกระทบที่แท้จริงจะทำให้คุณอยู่ในเกมได้อีกนานกว่านั้น



