เลือกคอนโดยังไงให้ได้ของที่ดีที่สุด กับเบสิคเทคนิค ที่บางทีนักการตลาดโครงการก็ยังไม่รู้

ปกติแล้วผมเป็นคนที่ไม่ค่อยจะซื้อคอนโดเยอะมากในแต่ละปีถ้าเทียบกับเพื่อนๆคนอื่นๆในสายอาชีพเดียวกันครับ คือปีนึง อย่างมากผมก็ซื้อแค่ไม่เกิน 3-4 ห้องเองครับ…ผมเป็นคนที่คิดเยอะ และก็ไม่ได้เป็นคนกล้าได้ กล้าเสีย ไม่ได้ซื้อห้องทีละเยอะๆทุกโครงการแล้วมาถัวเฉลี่ยผลกำไรจากห้องกำไรสูงเพื่อไป cut loss ห้องที่ขายไม่ได้ คือผมไม่ได้มีทุนหนา คอนเนคชั่นปึ๊ก ช่องทางเยอะ เหมือนอย่างคนอื่นเขา (พูดอีกอย่างก็คือไม่มีเงินต่างหากล่ะ 555)…แต่เมื่อสัปดาห์ก่อนโน้นผมก็เลือกไปจองห้องที่โครงการ Chapter Charoennakhon – Riverside (แชปเตอร์ เจริญนคร ริเวอร์ไซด์) ครับ ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการแรกที่มัดใจผมได้ และน่าจะเป็นโครงการเดียวในปีนี้ที่ผมซื้อหลังจากที่ผมพิจารณาจาก Line up การเปิดตัวโครงการคอนโดทั้งหมดในปีนี้ของ Developer ทุกราย

คอนโดแต่ละแห่งนั้นล้วนแต่มีจุดดึงดูดความสนใจลูกค้าที่แตกต่างกันไป บางที่มันเหมือนดูดีไปหมดเลย แต่กลับไม่ได้รับความนิยมในกลุ่ม Target ที่เจ้าของโครงการวางไว้ ในขณะที่หลายๆแห่งก็แทบจะไม่ได้มอบ Benefit เพิ่มเติมอะไรที่ช่วยขับให้โครงการมีความโดดเด่นทัดเทียมกับศักยภาพทำเลที่ตั้ง ประมาณว่าซื้อที่มาแพง ไม่ต้องไปทำอะไรเพิ่มหรอก ทำเลดียังไงก็ขายได้ ซึ่งผู้พัฒนาเค้าก็ไม่ได้ผิดนะครับ เพราะมันเป็นสูตรสำเร็จของขั้นตอนแรกในการพัฒนาโครงการ แต่ในมุมมองของผู้ซื้อหลายๆคนก็ไม่ได้ซื้อเพราะตัวทำเล และราคาที่ถูกเสมอไป…ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังๆก็คือ เรามักจะได้เห็นการเปิดตัวโครงการคอนโดใหม่หลายแห่งมากมายในพื้นที่เดียวกัน จนคนซื้อก็ไม่รู้ว่าจะตัดสินใจซื้อโครงการไหนดี เพราะมันก็ทำเลเดียวกัน หน้าตาตึกมันก็คล้ายๆกัน เนื่องจากทีมผู้ออกแบบเป็นคนเดียวกัน แถมแนวทางการทำแคมเปญสื่อสาร และช่องทางการขายก็ดันมาเป็นสูตรสำเร็จเหมือนกันอีก เซลล์เอเจนท์หลายรายก็ต้องปวดหัวกับการนำเสนอรายละเอียดโครงการที่เหมือนๆกัน ซ้ำไปซ้ำมา สำหรับคนที่มีเงินในการลงทุนอยู่เยอะ บางคนก็ไม่คิดมากครับ คิดแค่ว่าถ้าทำเลดี ยังไง at the end มันก็ขายได้ ดังนั้นก็ซื้อมันหมดทุกโครงการเลย ง่ายดี ในทางกลับกันคนที่มีงบประมาณจำกัด แต่อยากได้ของที่ดีที่สุด ก็ไม่รู้ว่าจะใช้หลักเกณฑ์อะไรในการบ่งชี้ว่านี่คือของที่ดีที่สุด เพราะไม่ว่าจะไปกางตำราไหน หรือเข้าคอร์สไหน ก็มักจะสอนว่าให้เลือกที่ทำเล และห้องที่ราคาต่ำกว่าตลาด ปราศจาก Defect ในเชิง Attribute เช่น วิว ทิศ หรือตำแหน่งห้อง ซึ่งในชีวิตจริงดีเวลลอปเปอร์สมัยนี้เค้าฉลาดครับ รู้หมดล่ะครับว่าห้องไหนขายยาก เป็น Defect ก็จะสร้างจุดเด่นมาเพื่อ Trade Off เช่น การออกแบบให้ทุกห้องมันเป็นห้องมุมหมดเลย การลดราคา หรือการจัดห้องขนาดเล็กสุดไปไว้ตำแหน่งที่ไม่ดี เพราะยังไงในแต่ละโครงการก็ต้องมีคนที่ต้องการห้องราคาถูกที่สุด โครงการไหนดูแห้งแล้งหน่อย ก็เนรมิตรพื้นที่ Commercial ขึ้นมา จนทำให้กำลังซื้อหน้าใหม่หลายๆคนถึงกับเคลิ้มในม่านควันที่ถูกสร้างขึ้นแบบนี้ก็มีเยอะแยะ

 

ตัวผมเองมักจะถูกถามเสมอๆในทุกครั้งที่แวะเวียนไปงานขายคอนโด หรือแม้กระทั่งส่งอีเมล, msg มาถามว่าซื้อที่นี่ดีไหม ซื้อห้องไหนดี ลองเปรียบเทียบให้หน่อยว่าระหว่าง 2 ตัวนี้ควรจะซื้ออันไหน ซึ่งในหลายๆครั้งมันก็ยากที่จะหาคำตอบที่ชัดเจนให้โดนใจคนที่ถาม เพราะเค้าเองก็ตั้งธงมาแล้วในระดับนึง ประมาณว่าแค่ถามเพื่อให้ชัวร์ว่ามีแนวร่วม ที่คิดไว้คือไม่ผิด อุ่นใจขึ้นมาได้ถ้าตัดสินใจซื้อที่นี่ คือจะบอกว่าการซื้ออสังหาฯให้ได้ให้โดนมันไม่มีสูตรสำเร็จหรอกครับ เพราะแนวโน้มของอุตสาหกรรมนี้มันไม่นิ่ง แถม Barrier of Entry มีน้อยมาก และวัตถุประสงค์ในการซื้อของคนไทยเราส่วนใหญ่มันซับซ้อนกว่าตลาดในประเทศอื่นๆ…อย่างไรก็ตามผมเองก็มีหลักคิดง่ายๆในการเลือกซื้ออสังหาฯให้ได้ตัวที่ดีมากที่สุด ในกรณีที่เรามีงบประมาณในการซื้อที่จำกัดในแต่ละปีแบบผม อยู่ 2 Tools ด้วยกันครับ Tool ตัวแรกที่ผมจะพูดถึงคือการหาจุดต่างที่ช่วยสร้างแต้มต่อจากคู่แข่ง (Extra Point of Different) ซึ่งเป็น Tool ที่ผมเอามาใช้บ่อยในการวางแผนกลยุทธ์การตลาดโครงการเมื่อครั้งสมัยทำงานประจำ และเอามา Adapt ใช้กับการซื้อคอนโด ส่วนอีก Tool นึงคือ Power Indicator ที่ผมยังขอไม่พูดถึงในบทความนี้ครับ

 

จุดต่างที่ช่วยสร้างแต้มต่อจากคู่แข่ง (Extra Point of Different) เป็นหลักการพื้นฐานของการสร้างแบรนด์ในหมวด Brand Discovery ที่ซึ่งเราจำเป็นที่จะต้องควานหา Market Positioning & meaning ก่อนที่จะนำมาพัฒนา Brand Platform ต่อไป ซึ่งในการหา Extra Point of Different นั้น เราจำเป็นจะต้องรู้จัก Attribute พื้นฐานของสินค้าเราซะก่อนว่ามันมี Point of Parity (จุดร่วมพื้นฐานของสินค้าที่มีอยู่ในหมวดเดียวกัน) อะไรบ้าง ซึ่งการที่นักการตลาดส่วนใหญ่มักจะไม่แม่นในเรื่องของ PoP และ PoD ก็เลยทำให้โครงการที่ดีๆบางแห่งกลับขายสู้คู่แข่งไม่ได้ เนื่องจากมีการวางแคมเปญการสื่อสารการตลาดที่ผิด กล่าวคือแทนที่จะสื่อสารถึง Extra PoD กลับการเป็นสื่อถึง PoP ที่มันฟังดูดีไปหมด แต่ก็ไม่ได้มีความแตกต่างจากคู่แข่งเลย หรือที่แย่กว่าก็คือไปสื่อสารถึง PoD ที่ลูกค้าไม่ได้ต้องการมันซะหยั่งงั้น


ตัวอย่างการหา Extra PoD สำหรับตลาดคอนโดที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยอิงจากเหตุผลที่ผมเลือกซื้อโครงการ Chapter Charoennakhon – Riverside

จะเห็นได้ว่าในวงกลมทั้ง 3 วงที่ผมสร้างขึ้นมา มันมีจุดร่วมสำคัญที่ต้องนำมาวิเคราะห์ว่ามัน Possible สำหรับกลุ่มเป้าหมายหรือเปล่า 2 จุดครับ คือ PoP (Point of Parity) ของเราที่ทับซ้อนลงไปในความต้องการของลูกค้า และ Benefit ของคู่แข่ง และ Extra PoD ที่ทับซ้อนอยู่ระหว่าง Benefit ของสินค้าเราที่คู่แข่งให้ไม่ได้ และความต้องการของลูกค้า…สินค้าที่ดีน่าซื้อนอกจากจะมีจำนวน PoP ที่เยอะๆแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องมี Extra PoD ที่มากกว่า PoP ครับ เพราะนั่นคือสิ่งที่ทำให้สินค้านั้นๆมีความแตกต่างโดดเด้งขึ้นมาจากคู่แข่ง โดยที่เป็นความแตกต่างที่ลูกค้าต้องการ

 

จริงอยู่ที่จากแผนภาพดังกล่าวเราเห็นทั้งความต้องการในการอยู่คอนโดที่มอบการพักผ่อนในบรรยากาศริมน้ำ และ Supply คอนโดอันหลากหลายที่พร้อมมอบ Benefit ดังกล่าว แต่ก็ต้องบอกว่า ในปัจจุบันคอนโดริมน้ำในเขตกรุงเทพฯชั้นในเกือบทั้งหมดนั้นตอบโจทย์คนชั้นสูงที่ใช้ชีวิตแบบใช้เงินซื้อ Enriched experience อันยากที่คนชั้นกลางจะเข้าถึงและสัมผัสประสบการณ์แบบนี้ ซึ่งในมุมมองของผมอันนี้คือ Purchasing Trigger สำคัญในการทำการตลาดในแบบครองใจผู้ซื้อส่วนใหญ่ครับ ด้วยเส้นทางการเดินทางของรถไฟฟ้าอนาคตที่จะเชื่อมทั้ง 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นทำให้เกิดทำเลใหม่ๆริมแม่น้ำ ที่น่าสนใจมากขึ้นทั้งในส่วนของกรุงเทพมหานคร และในจังหวัดนนทบุรี ทำให้พื้นทีริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าเหล่านี้มีความน่าสนใจมากขึ้น แต่ก็ต้องบอกว่าในปัจจุบันมีเพียงแค่ 2 สถานีเท่านั้นที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำเจ้าพระยา คือ สถานีสะพานตากสิน และสถานีกรุงธนบุรีที่อยู่คนละฝั่งแม่น้ำกัน นอกนั้นก็จะไปอยู่ในช่วงพระรามสาม บางโพ และสนามบินน้ำ ที่ค่อนข้างห่างไกลจากตัวเมืองออกไป และยังมีราคาขายเริ่มต้นที่เฉียดตารางเมตรละแสนบาท โดยหลายโครงการห้องที่ได้รับวิวแม่น้ำ หรือหันระเบียงไปทางหน้าแม่น้ำในแบบ Riverfront ก็มีราคาต่อตารางเมตรที่มากกว่า 150,000 บาท ในขณะที่ราคาขายเฉลี่ยของคอนโดริมแม่น้ำในบริเวณสถานีสะพานตากสิน (ช่วงถนนเจริญกรุง) และกรุงธนบุรี (ช่วงถนนเจริญนคร) อยู่ที่ประมาณ 300,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป โดยมีบางโครงการที่มีราคาขายมากกว่า 550,000 บาทต่อตารางเมตร ทั้ง 2 ทำเลนี้นับว่าเป็นศูนย์รวมของคอนโดริมแม่น้ำระดับ Super Luxury อย่างแท้จริง ซึ่งแน่นอนว่าจาก Supply ที่มีอยู่นั้นมีส่วนทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ในการทำการตลาดกับกลุ่มคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ รวมไปถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีงบประมาณในการซื้อที่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังซื้อคอนโดระดับไฮเอนด์ขึ้นไปที่มีฐานกว้างกว่าในกรุงเทพฯ ที่มองหาพื้นที่การอยู่อาศัยที่มีเอกลักษณ์แตกต่างจาก ทำเลทั่วๆไปที่ขายในราคาแพงๆ ทั้งๆที่มีตัวเลือกใหม่ๆเกิดขึ้นเยอะแยะไปหมด

 

สำหรับผมแล้วในปัจจุบันนับตั้งแต่การเปิดตัวของโครงการ Shopping & Lifestyle Complex ระดับโลกริมแม่น้ำมากมาย ทั้ง ICONSIAM, Asiatique The Riverfront, Four Seasons Private Residences & Capella Bangkok, Chatrium Riverside ฯลฯ ล้วนแต่ส่งผลบวกให้คอนโดริมน้ำหลายๆ แห่งเป็นเป้าสายตาให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่สัญจรทางแม่น้ำ สีสันแห่งวิถีชีวิตริมน้ำจึงค่อยๆ ทยอยกลับมาสู่ชีวิตคนกรุงดังเดิม พื้นที่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาชั้นใน อย่างเจริญกรุง และเจริญนครที่มีความใกล้ทั้งย่าน CBD และรถไฟฟ้า ในวันนี้กลายเป็นย่านที่มีความหลากหลายในด้าน Lifestyle มาก มีการผสมผสานกันทั้งนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมผ่านไปมา คนในพื้นที่ที่อยู่อาศัยมาแล้วยาวนาน คนทำงานที่เพิ่งย้ายเข้ามาไม่นาน หรือชาวต่างชาติที่มาพักผ่อนระยะยาวริมแม่น้ำ ก็ทำให้โครงการคอนโดฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยากลับมาดูคึกคักขึ้นมาในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

ดังนั้นการได้เป็นเจ้าของคอนโด ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีราคาต่อตรม.เพียงแค่ราวๆ แสนกลางๆ แต่มี Attribute ที่ค่อนไปทางคอนโดไฮเอนด์ เพดานสูง พร้อมส่วนกลางใหญ่ริมแม่น้ำ วิวแม่น้ำสวยแบบเดียวกัน ดีไซน์โดดเด่น แบรนด์ดัง มีท่าเรือส่วนตัว มีฟังก์ชั่นการใช้งานครบ ภายในเลย์เอ้าท์ห้องแบบ Compact ไม่ใหญ่เว่อร์วัง ขายราคาแพงมหาศาล เหมือนกับที่อื่นๆใกล้ๆกัน ก็นับได้ว่าเป็นการถือครองทรัพย์สินที่พร้อมจะทวีมูลค่ามหาศาลได้มากขึ้นแน่นอนในอนาคต Chapter Charoennakhon – Riverside จึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งคอนโดที่ในอนาคตจะยิ่งมีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น ไม่เฉพาะในหมู่คนไทย แต่ยังรวมไปถึงชาวต่างชาติที่มักจะนิยมชมชอบการสัญจรทางเรือ ซึ่งก็ล้วนแล้วแต่ต้องสะดุดตากับโครงการที่พร้อมจะเป็น The New Landmark แห่งนี้ ทุกครั้งที่แวะมายัง Asiatique The Riverfront หรือเดินทางสัญจรไปยังแหล่งท่องเที่ยวทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

 

การนำเอา Extra PoD มาวิเคราะห์การเลือกซื้อของให้ได้ ให้โดนมากที่สุด นอกจากจะเป็นการวิเคราะห์ในแบบโครงการต่อโครงการแล้ว ยังสามารถนำมาลงลึกไปถึงการวิเคราะห์ในแบบ Zoom in ห้องต่อห้องได้ด้วยเช่นกัน

 

โดยห้องที่ผมซื้อนั้นอยู่ชั้นสิบกว่าๆ ซึ่งต้องบอกว่าเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเดินเล่นที่โครงการฝั่งตรงข้ามอย่าง แม่น้ำ เรสซิเดนซ์ บ่อยมาก คือมากกว่า 5 ครั้งครับ ไม่ว่าจะเข้าไปรีวิว ถ่ายรายการ ดูห้องคนรู้จัก รวมถึงการเปิดห้องขาย ซึ่งที่โครงการแม่น้ำ เรสซิเดนซ์ นั้นมีพื้นที่ส่วนกลางหลักตั้งอยู่บนชั้น 10 แต่บรรยากาศนั้นไม่เหมือนการอยู่บนชั้น 10 ของคอนโดริมถนนเลยครับ เพราะมันมีความโล่งของวิว ความแรงของลม และความสวยงามทางทัศนียภาพที่มากมายจนอิ่มเอมใจ

ในขณะที่โครงการ Chapter Charoennakhon – Riverside นั้นมีการยกระดับถนนขึ้นมาจากถนนด้านนอกโครงการถึง 3 เมตร พร้อมล้อบบี้ที่เป็น Double Volume จึงส่งผลให้แค่ที่พักอาศัยเริ่มต้นที่ชั้น 4 ก็มีความสูงจากระดับแม่น้ำ และบ้านใกล้เรือนเคียงขึ้นมาพอสมควรแล้ว

ยิ่งหากวิเคราะห์ไปที่ Extra PoD อื่นๆไม่ว่าจะเป็น วิวที่ใกล้เคียงกันกับห้องชั้นสูงๆ สเปคห้องแบบเดียวกัน แต่ได้ราคาที่ประหยัดกว่ากันพอสมควร และได้ใช้พื้นที่ส่วนกลางเสพย์บรรยากาศริมแม่น้ำ และวิวในแบบเดียวกัน (ที่นี่มีราคาต่อตารางเมตรเพิ่มขึ้น 1,000 บาทต่อตรม./ชั้นที่สูงขึ้น) และหากเป็นการอยู่คอนโดริมแม่น้ำ ที่มีพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ประชิดหน้าน้ำ การได้เห็นวิวกดต่ำจากระดับสายตามาหน่อยจากชั้น 10 ต้นๆ ยาวทะลุแม่น้ำไปนั้นมันให้ทัศนียภาพที่โอเคกว่าในสายตาผมครับ และยังได้เปรียบในการทำราคาเช่า และเพิ่มโอกาสการขายต่อในราคาที่ต่ำกว่าห้องชั้นสูง ได้ในอนาคต เพราะมีต้นทุนที่ถูกกว่า

ถ้าเปรียบเทียบกับห้องหน้าน้ำของตึก A ที่มีขนาดใหญ่กว่าพอสมควร คือ 75.60 – 151.60 ตรม. ก็กลายเป็นว่าห้องหน้าน้ำตึก B ซึ่งเป็นห้องแบบ 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ Double View ขนาด 49.1 ตรม.คือของ Rare Item ทั้งสำหรับตลาดคอนโดในย่านนี้ สำหรับโครงการนี้เลยล่ะครับ อีกทั้งผมมองว่าถ้าเป็นห้องที่มีขนาดเกิน 70 ตรม.ขึ้นไปนั้น เป็นของที่หาได้ง่ายสำหรับคอนโดริมแม่น้ำในย่านนี้นะ ซึ่งมันก็ต้องไปขายแข่งกับคอนโดที่อื่นและให้ผู้ซื้อ Weight ความต้องการเอาอีกที ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผมไปดูจากคอนโดแม่น้ำ เรสซิเดนซ์ มาหลายครั้ง ก็เห็นว่ามีลูกค้าแวะเวียนมาหาห้องที่มีขนาดต่ำกว่า 50 ตรม.อยู่เรื่อยๆเลยครับ(โครงการมีห้อง 1 นอนเริ่มต้นที่ 40 – 60ตรม.) และพวกเขาเหล่านั้นรับได้กับราคาขายต่อที่เฉียดตรม.ละ 2 แสนบาท แต่ติดตรงที่ขนาดห้องใหญ่ไป เกินงบประมาณโดยรวมที่คนส่วนใหญ่จะซื้อได้…49.1 ตรม.ได้ห้อง 2 ห้องนอน 2 วิวแม่น้ำ ใจกลางเมือง ขายแบบ Fully Furnished ในราคาตรม.ละแสนสี่หมื่นบาท จะไปหาที่ไหนได้อ่ะครับ นอกจากในตึกเดียวกัน

ยิ่งหากมองยาวๆไปตลอดทั้งปี 2019 นี้ ผมก็เชื่อว่าคงจะไม่มีโอกาสที่จะได้เห็นคอนโดเปิดใหม่ราคาตารางเมตรละ 140,000 บาท ที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯชั้นใน ใกล้รถไฟฟ้า แต่ได้รับบรรยากาศที่ผ่อนคลายแบบนี้ อีกแล้วล่ะครับ คอนโด Low Rise ริมคลองพระโขนงยังขายแพงกว่านี้เลย คิดดูแล้วกันครับ

 

ปกติแล้ว ผมไม่ค่อยได้บอกเคล็ดลับอะไรในการเลือกห้อง เลือกโครงการ ในสไตล์สูตรสำเร็จแบบนี้กับใครครับ และก็ไม่ได้มีใครมาชวนไปเปิดคอร์สสอนที่ไหน แต่ก็หวังว่าบทความนี้คงจะช่วยให้คุณผู้อ่านทุกคนได้มีแนวทางที่ชัดเจน ในการตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดให้ได้ของดีที่สุด เหมาะกับตัวเองมากที่สุด ในยุคที่มีคอนโดเปิดใหม่กันเกลื่อนเมืองแบบนี้ครับ



เกริก บุณยโยธิน

เกริก บุณยโยธิน

ผู้ก่อตั้งเวปไซต์แบ่งปันความรู้ด้านการตลาด และการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาฯ พร็อพฮอลิค ดอทคอม..หลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการวนเวียน เข้าๆออกๆ ในสายงานด้านการตลาด และวางแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ของบริษัทอสังหาฯ และเอเยนซีโฆษณาชั้นนำหลายแห่ง (โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องจับสลากเจอลูกค้าสายอสังหาฯทุกที)...จนถูกครอบงำโดยจิตใต้สำนึก ให้ถีบตัวเองออกจากกรอบการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อออกมาจุดประกายความคิดที่ถูกต้อง และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจในธุรกิจอสังหาฯ

เว็บไซต์

Tonson One Residence คอนโด Super Luxury แบบ Freehold ที่มีที่ตั้งโดดเด่นที่สุดบนย่านเพลินจิต – ชิดลม – ต้นสน ห่างจาก BTS ชิดลมแค่ 300 เมตร ขายเริ่มต้น 20 ลบ.(57 ตรม.)

โครงการนี้เป็นของดีเวลลอปเปอร์ที่กำลังมาแรงในตลาด Super Luxury Residence คือ AssetFive ครับ (กลุ่มปัญจทรัพย์ ผู้พัฒนาโครงการ Vana Residence ย่านกรุงเทพกรีฑา) ซึ่งเป็นการร่วมมือกันพัฒนากับบริษัท Cap... อ่านต่อ




โอกาสเดียว วันเดียว!!! EARLY BIRD ลดทันที 10% ทุกยูนิต IDEO Q PHAHOL-SAPHAN KHWAI

ถ้าใครที่ติดตามข่าวสารในแวดวงการพัฒนาโครงการอสังหาฯอยู่สม่ำเสมอก็จะพบว่าตั้งแต่ปลายปีที... อ่านต่อ

ค้นพบความสมบูรณ์แบบของการใช้ชีวิต กับ Luxury Urban Home ที่ซ่อนตัวอยู่ใจกลางย่านอโศก – พระรามเก้า ที่ AQ Welle

AQ Welle Asoke-Rama 9 (เอคิว เวลล์ อโศก-พระราม 9) โครงการบ้านเดี่ยวที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย ... อ่านต่อ

เหตุผลอะไรบ้างที่ทำให้ THE TEAK RATCHADA 19 เป็นคอนโดใหม่ในย่านรัชดาที่เปรียบดั่ง The Prize of Living ของชีวิตคนเมือง

ถ้าหากเราเป็นนักลงทุนคอนโดมิเนียม จุดตัดสินใจหลักๆ ของเราก็คงหนีไม่พ้นการตัดสินใจที่เน้... อ่านต่อ