รัฐซุ่มร่างกฎหมายเก็บภาษีเพิ่ม! “Hometown Tax” อาจเปลี่ยนชีวิตการเงินคุณ หนุนหรือค้าน? ดีหรือแย่ต่ออสังหา? ปิดรับความเห็น 9 มีนาคมนี้!
Hometown Tax หรือ ร่างพระราชบัญญัติจัดระบบภาษีเงินได้และบริจาคเงินเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น คือร่างกฎหมายที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างการจัดเก็บและกระจายภาษีของประเทศในระดับจังหวัดและเทศบาลอย่างมีนัยสำคัญ หากอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด กฎหมายฉบับนี้ต้องการนำภาษีเงินได้บางส่วนที่ประชาชนจ่ายอยู่แล้ว ส่งกลับไปให้ท้องถิ่นนำไปใช้โดยตรง พร้อมทั้งเปิดทางให้ประชาชนสามารถบริจาคเงินหรือทรัพย์สินเพื่อพัฒนาท้องถิ่นได้สะดวกขึ้น และได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นแรงจูงใจ
สาระสำคัญประการแรกคือ การจัดสรรภาษีเงินได้ร้อยละสิบกลับไปยังจังหวัดหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เช่น สำนักงานเขตกทม. อบจ. อบต. เทศบาล) ที่ผู้เสียภาษีมีภูมิลำเนาหรือสถานประกอบการตั้งอยู่ แม้กรมสรรพากรจะยังคงเป็นผู้จัดเก็บเป็นเหมือนพนักงานแคชเชียร์เก็บเงินตามปกติ แต่กระทรวงการคลังจะโอนเงินส่วนดังกล่าวให้กระทรวงมหาดไทยเพื่อกระจายต่อไปยังองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา เป้าหมายคือเพิ่มรายได้ให้ท้องถิ่นมีงบประมาณเพียงพอสำหรับบริการสาธารณะ เช่น ถนน ระบบจัดการขยะ น้ำประปา สวนสาธารณะ หรือโครงการพัฒนาชุมชนต่าง ๆ
สาระสำคัญถัดมาที่สร้างแรงกระเพื่อมมากที่สุด คือการเปิดช่องให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถออกข้อบัญญัติเพื่อเก็บภาษีเงินได้เพิ่มได้ โดยไม่เกินร้อยละสิบ (10%) ของอัตราที่กรมสรรพากรจัดเก็บอยู่ แม้สรรพากรยังเป็นผู้จัดเก็บ แต่ในทางปฏิบัติหมายความว่า หากท้องถิ่นใดเห็นว่าจำเป็นต้องมีรายได้เพิ่ม ก็สามารถใช้อำนาจนี้ได้ภายใต้เพดานที่กำหนดไว้
นอกจากนี้ กฎหมายยังเปิดทางให้ประชาชนบริจาคเงิน หรือแม้แต่ยกที่ดินและทรัพย์สินให้แก่ท้องถิ่น โดยถือเป็นรายจ่ายเพื่อสาธารณประโยชน์ตามกฎหมายภาษี ผู้บริจาคจะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น การลดหย่อนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พร้อมทั้งมีการพัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้การบริจาคสะดวก โปร่งใส และตรวจสอบได้ อีกทั้งท้องถิ่นยังสามารถจัดทำของที่ระลึกหรือบริการพิเศษตอบแทนผู้บริจาคได้ โดยมีข้อจำกัดค่าใช้จ่ายไม่เกินร้อยละสิบของเงินบริจาค แนวคิดนี้สะท้อนรูปแบบการมีส่วนร่วมแบบใหม่ที่คล้ายกลไกการสนับสนุนสาธารณะในภาคเอกชน
เหตุผลที่เสนอร่างกฎหมายนี้ คือการลดความเหลื่อมล้ำทางการคลังระหว่างท้องถิ่น ทำให้ท้องถิ่นมีรายได้มั่นคงขึ้น ส่งเสริมการกระจายอำนาจ และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ของตนเอง สอดคล้องกับหลักการปกครองตนเองตามรัฐธรรมนูญ หากสรุปสั้นที่สุด กฎหมายฉบับนี้คือความพยายามนำภาษีเงินได้บางส่วนกลับคืนสู่พื้นที่ พร้อมสร้างกลไกให้ประชาชนร่วมลงทุนพัฒนาท้องถิ่นและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในเชิงผลกระทบ ภาพที่ปรากฏไม่ได้มีเพียงด้านเดียว หากท้องถิ่นเลือกใช้อำนาจเก็บภาษีเงินได้เพิ่ม ภาระของมนุษย์เงินเดือนในพื้นที่นั้นอาจสูงขึ้นทันที โดยเฉพาะผู้มีรายได้ระดับกลางถึงสูง คนที่มีรายได้เท่ากันแต่ทำงานคนละจังหวัดอาจต้องเสียภาษีต่างกัน ความแตกต่างนี้อาจนำไปสู่การตัดสินใจย้ายถิ่นฐาน ย้ายทะเบียนบ้าน หรือเลือกทำงานในพื้นที่ที่ภาระภาษีต่ำกว่า ขณะเดียวกัน หากรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นถูกนำไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง โรงเรียน หรือความปลอดภัยอย่างมีประสิทธิภาพ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอาจทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งยอมรับภาระภาษีที่สูงขึ้นได้
สำหรับเจ้าของธุรกิจ ผลกระทบอาจเกิดทั้งทางตรงและทางอ้อม หากพนักงานต้องแบกรับภาษีเพิ่ม ก็อาจเรียกร้องค่าตอบแทนที่สูงขึ้น ต้นทุนแรงงานจึงอาจขยับตาม นอกจากนี้ การเลือกทำเลตั้งสำนักงานหรือฐานปฏิบัติการอาจต้องคำนึงถึงนโยบายภาษีท้องถิ่นมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย เช่น เทคโนโลยี สตาร์ทอัพ หรือธุรกิจออนไลน์ ในอีกมุมหนึ่ง จังหวัดที่มีฐานรายได้สูงและมีบริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มอย่างมหาศาล ทำให้เกิดคำถามว่าความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองใหญ่กับเมืองเล็กจะยิ่งขยายตัวหรือไม่ หากไม่มีระบบถ่วงดุลและกระจายทรัพยากรที่เหมาะสม
ผลกระทบต่อราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ หากท้องถิ่นใช้รายได้ภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพเมืองอย่างจริงจัง ความต้องการอยู่อาศัยและลงทุนในพื้นที่นั้นย่อมเพิ่มขึ้น ราคาที่ดินอาจปรับตัวสูงขึ้นตามศักยภาพเมืองที่ดีขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากภาษีเพิ่มขึ้นโดยที่คุณภาพบริการสาธารณะไม่เปลี่ยนแปลง ความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนอาจลดลง ส่งผลให้การเติบโตของราคาทรัพย์สินชะลอตัว หรือแม้กระทั่งเกิดการย้ายออกของประชากรบางส่วน ในอนาคตอาจเกิดภาพของ “จังหวัดพรีเมียม” ที่บริหารดีและมีราคาที่ดินสูง ควบคู่กับจังหวัดที่ไม่สามารถพัฒนาได้ทันและเติบโตช้ากว่า
อีกด้านหนึ่งที่ต้องพูดกันตรง ๆ คือความเสี่ยงเรื่องคอร์รัปชันขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งที่ผ่านมา การตรวจสอบหลายพื้นที่ยังทำได้ยากและไม่อยู่ในสปอตไลท์ของสังคมมากนัก หากมีการจัดเก็บภาษีเพิ่ม แต่กลไกกำกับดูแลไม่เข้มแข็ง เงินภาษีที่ประชาชนจ่ายอาจกลายเป็นเหมือนการโยนเงินลงบ่อน้ำมืด ๆ ที่เงียบสนิท มองไม่เห็นว่าไหลไปทางไหน และใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ ความเสี่ยงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกท้องถิ่นจะบริหารไม่ดี แต่ยิ่งอำนาจการเงินมากขึ้น ความโปร่งใสและระบบตรวจสอบก็ต้องมากขึ้นเป็นเงาตามตัว มิฉะนั้น “การกระจายอำนาจ” อาจกลายเป็น “การกระจายงบประมาณออกจากสายตาประชาชน” โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าเงินของเราถูกใช้ไปอย่างไรจริง ๆ
ทั้งหมดนี้ทำให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากผ่านเป็นกฎหมายจริง มันจะเกี่ยวข้องกับเงินในกระเป๋าของประชาชน โครงสร้างการแข่งขันทางเศรษฐกิจของจังหวัด และมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว จึงไม่ใช่คำถามว่าควรเห็นด้วยหรือคัดค้านโดยอัตโนมัติ แต่เป็นคำถามว่าเราจะปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีเสียงของผู้เสียภาษีหรือไม่





