อัปเดตกฎหมายที่ผู้เช่าควรรู้ เตรียมความพร้อมก่อนเซ็นสัญญาอย่างมั่นใจ
ปัจจุบันการเช่าที่อยู่อาศัยยังคงเป็นทางเลือกยอดนิยมของคนไทย โดยเฉพาะวัยเริ่มต้นทำงานที่ไม่พร้อมมีภาระผูกพันระยะยาวจากการกู้ซื้อบ้าน ส่งผลให้เทรนด์ Generation Rent มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องตามความท้าทายด้านการเงินของคนไทย อย่างไรก็ตาม แม้การเช่าจะตอบโจทย์ค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค แต่กลับพบว่าข้อพิพาทระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่ายังคงเกิดขึ้นอยู่เสมอ ผู้เช่าบางส่วนต้องเผชิญความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดจากการโดนปรับขึ้นค่าเช่ากลางคัน หรือต้องจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟที่สูงเกินจริง สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีกลไกภาครัฐมาช่วยคุ้มครองสิทธิผู้เช่าและสร้างความเป็นธรรมให้กับทั้งสองฝ่าย
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ประกาศใช้ “ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้เช่าอาคารเพื่ออยู่อาศัยเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. 2568” มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 4 กันยายน 2568 เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบผู้เช่าและสร้างมาตรฐานการเช่าที่อยู่อาศัยให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ สำหรับควบคุมผู้ประกอบธุรกิจที่มีสถานที่ให้เช่า ได้แก่ ห้องพัก บ้าน อาคารชุด อะพาร์ตเมนต์ หรือสถานที่พักอาศัยที่จัดขึ้นสำหรับการให้เช่าเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย ตั้งแต่ 3 หน่วยขึ้นไป โดยไม่รวมหอพักและโรงแรมที่มีกฎหมายควบคุมต่างหาก ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับสัญญาเช่าที่เป็นธรรมมากขึ้น
รู้ไว้ไม่เสียเปรียบ! อัปเดต 5 สิทธิต้องรู้ที่ผู้เช่าไม่ควรมองข้าม
แม้ สคบ. จะออกประกาศฉบับใหม่ที่แก้ไขหลักเกณฑ์บางประการเพื่อให้คุ้มครองสิทธิผู้เช่าให้ดีขึ้นแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ให้เช่าบางรายอาจไม่ได้ทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด หรืออาศัยช่องว่างเพื่อกำหนดเงื่อนไขที่เอาเปรียบผู้เช่า ดังนั้น ผู้เช่าจึงไม่ควรละเลยการตรวจสอบสัญญาอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าตนเองจะได้รับความเป็นธรรมตามที่กฎหมายคุ้มครอง ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ (DDproperty) แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย ชวนผู้บริโภคมาทำความเข้าใจสิทธิผู้เช่าตามกฎหมาย ว่ามีประเด็นใดบ้างที่ผู้เช่าควรรู้เพื่อรักษาสิทธิของตนเอง และช่วยลดปัญหาที่อาจสร้างความกระทบกระทั่งจนนำไปสู่ข้อพิพาทได้ในอนาคต
– ห้ามเปลี่ยนแปลงค่าเช่ากลางคัน เมื่อได้ที่อยู่อาศัยที่ถูกใจแล้ว ผู้เช่าควรสอบถามอัตราค่าเช่าและค่าบริการต่าง ๆ ให้ชัดเจนก่อนตกลงเซ็นสัญญา โดยรายละเอียดในสัญญาควรมีการระบุอัตราค่าเช่ารายเดือนหรือรายปี อัตราค่าน้ำ-ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายในการให้บริการต่าง ๆ รวมทั้งระบุเวลาเช่าให้ชัดเจน โดยรายละเอียดส่วนนี้มีความสำคัญเนื่องจากตามกฎหมายแล้วผู้ให้เช่าไม่มีสิทธิเปลี่ยนแปลงอัตราค่าเช่ากลางคันก่อนสัญญาเช่าสิ้นสุดลง หากระบุระยะเวลาเช่าไว้ 1 ปี อัตราค่าเช่าที่เรียกเก็บจะต้องคงที่ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้เช่าได้รับความเป็นธรรม ไม่ต้องกังวลว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มกลางทางโดยไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้า
– ห้ามเก็บค่าน้ำ-ค่าไฟแพงเกินจริง ที่ผ่านมามักมีข้อพิพาทจากการที่ผู้ให้เช่าเรียกเก็บค่าน้ำค่าไฟในอัตราที่สูงกว่าที่หน่วยงานภาครัฐกำหนด ซึ่งถือว่าขัดต่อกฎหมายที่มีข้อบังคับอย่างชัดเจนว่าห้ามผู้ให้เช่าเก็บค่าน้ำค่าไฟเกินกว่าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียกเก็บจริง ดังนั้น ผู้ให้เช่าต้องคำนวณค่าน้ำและค่าไฟให้เป็นไปตามอัตราที่การประปาและการไฟฟ้ากำหนดเท่านั้น เพื่อช่วยให้ผู้เช่าไม่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่เป็นธรรม โดยผู้ให้เช่าจะต้องชี้แจ้งรายละเอียดลงในใบแจ้งหนี้ว่าใช้อัตราคำนวณค่าน้ำ-ค่าไฟต่อหน่วยเท่าไร และระบุจำนวนหน่วยที่ผู้เช่าใช้ไปอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้เช่าสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ด้วยตนเอง
– ห้ามเข้าห้องเช่าโดยพลการ แม้ผู้ให้เช่าจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยให้เช่า แต่เมื่อมีการทำสัญญาเช่าเรียบร้อยแล้ว จะถือเป็นพื้นที่ส่วนตัวของผู้เช่า ซึ่งผู้เช่าจะมีสิทธิเต็มที่ในการอยู่อาศัยพื้นที่นั้นตลอดระยะเวลาเช่า ซึ่งตามกฎหมายแล้วผู้ให้เช่าจะไม่มีสิทธิเข้าตรวจสอบคอนโดฯ/บ้านเช่านั้นโดยไม่แจ้งให้ผู้เช่าทราบล่วงหน้า หรือไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เช่า หากมีการบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ของผู้เช่าโดยพลการถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและสิทธิในการครอบครองของผู้เช่าได้ รวมไปถึงในกรณีที่ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่าตามกำหนด ผู้ให้เช่าก็ไม่มีสิทธิปิดกั้นพื้นที่เช่าเพื่อขัดขวางการเข้าออก หรือบุกรุกเข้าไปขนย้ายทรัพย์สินของผู้เช่าโดยไม่ได้รับอนุญาตเช่นกัน กรณีนี้ผู้ให้เช่าจะต้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายเท่านั้น
อย่างไรก็ดีผู้ให้เช่ามีสิทธิเข้าตรวจสอบโดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้เช่าทราบล่วงหน้าได้เฉพาะกรณีที่มีเหตุฉุกเฉิน ซึ่งหากไม่ดำเนินการทันทีจะเกิดความเสียหายหรือมีผลกระทบต่อผู้เช่ารายอื่นเท่านั้น เช่น ไฟไหม้ ท่อน้ำรั่ว พบเจอควันไฟ หรือมีกลิ่นแก๊สรั่ว เป็นต้น
– ห้ามปรับเงินหากห้องเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ที่อยู่อาศัยให้เช่ามักมีการเปลี่ยนมือมาหลายครั้ง สภาพห้องพัก เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผ่านการใช้งานมาเป็นเวลานานจึงอาจเสื่อมสภาพได้ตามกาลเวลา เช่น กระเบื้องหลุดร่อน ผนังมีรอยร้าว เครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุด เป็นต้น ซึ่งหากเกิดความเสียหายเหล่านี้โดยที่ผู้เช่าไม่ได้เป็นต้นเหตุ ผู้เช่าไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบ เนื่องจากเป็นหน้าที่ที่ผู้ให้เช่าต้องบำรุงรักษาที่อยู่อาศัยให้เช่าให้มีสภาพพร้อมอยู่อาศัยเสมอ นอกจากนี้ หากเกิดความเสียหายจากเหตุสุดวิสัย เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ผู้เช่าก็ไม่ต้องรับผิดชอบเช่นกัน อย่างไรก็ดี ผู้เช่ายังคงมีหน้าที่ดูแลรักษาคอนโดฯ/บ้านเช่า รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าให้อยู่ในสภาพดี หากเกิดความเสียหายจากความประมาทของผู้เช่าเอง ผู้เช่าก็ต้องรับผิดชอบในความเสียหายนั้น ๆ เช่นกัน
– ห้ามริบเงินประกันหากผู้เช่าไม่ผิด โดยทั่วไปแล้วการทำสัญญาเช่าจะต้องมีการวางเงินประกันไว้เป็นหลักประกันในกรณีที่ผู้เช่าไม่จ่ายค่าเช่าตามกำหนด หรือเพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการใช้งานของผู้เช่า อย่างไรก็ตาม อาจมีกรณีที่ผู้ให้เช่าบางรายอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเพื่อหาทางริบเงินประกันหรือค่าเช่าล่วงหน้า โดยไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมหรือพยายามหาเหตุที่ไม่ใช่ความผิดของผู้เช่ามาอ้าง เช่น อ้างความเสียหายจากการเสื่อมสภาพตามกาลเวลา หรือเรียกเก็บค่าซ่อมแซมที่สูงแบบไม่สมเหตุสมผล ซึ่งตามกฎหมายแล้วหากผู้เช่าปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาครบถ้วน ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับห้องเช่า ไม่มียอดค้างชำระ และไม่ได้ทำผิดสัญญาข้ออื่น ๆ ผู้เช่ามีสิทธิได้รับเงินประกันและค่าเช่าล่วงหน้าคืนเต็มจำนวนเมื่อสัญญาสิ้นสุด โดยที่ผู้ให้เช่าจะไม่มีสิทธิริบเงินประกันหรือค่าเช่าล่วงหน้าได้





