ภาคก่อสร้างไทยยืนแกร่ง ย้ำมาตรฐานความแข็งแรง ปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นภาคอสังหาฯ ไทย
เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนทั่วไป พร้อมกับคำถามด้านมาตรฐานความปลอดภัย แสนสิริร่วมกับพาร์ตเนอร์ระดับประเทศตลอดซัพพลายเชน เจาะลึกมาตรฐานงานก่อสร้างอาคารสูง มั่นใจการทำงานของผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทย
ความปลอดภัยของลูกบ้านคือสิ่งที่เราไม่สามารถประนีประนอมได้
อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทุกโครงการของ
แสนสิริผ่านกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด เริ่มตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการส่งมอบ มีขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน มีการสุ่มตรวจจากองค์กรภายนอก โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่า “ทุกโครงการของแสนสิริ” มีความแข็งแรงและปลอดภัยสูงสุด
เมื่อปี 2560 แสนสิริ ได้สนับสนุนสถาบันการศึกษาชั้นนำภาครัฐ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหน่วยงานเอกชนบริษัทผู้ร่วมออกแบบชั้นนำ 8 แห่ง ร่วมจัดทำ “แนวทางปฏิบัติการออกแบบโครงสร้างในอาคารสูง” เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานให้แก่วิศวกรที่ได้รับการว่าจ้างจากแสนสิริในการออกแบบวิศวกรรมโครงสร้างและการตรวจสอบการคำนวณงานออกแบบดังกล่าวให้มีแนวทางในการปฏิบัติงานเป็นที่ยอมรับร่วมกัน เนื้อหาส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ผลของแรงแผ่นดินไหว แรงลม และการออกแบบฐานรากสำหรับอาคารสูงสอดคล้องตามมาตรฐานที่มีอยู่ในประเทศไทยและนำมาตรฐานในต่างประเทศมาอ้างอิงเพิ่มเติม ซึ่งได้มีการรีวิวและปรับปรุงให้สอดคล้องตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
ด้านกระบวนการก่อสร้างโครงการของแสนสิริจะผ่านการตรวจสอบทุกๆ ขั้นตอน โดยทีม Quality Control ตลอดจนกระบวนการทำงานประกอบไปด้วยภาคเอกชนที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรม ร่วมกันเช็คข้อมูลในแต่ละขั้นตอนเพื่อยืนยันว่าการออกแบบและก่อสร้างมีความแข็งแรงและปลอดภัยสอดคล้องตามข้อบังคับอาคารตามกฎกระทรวงปี 2550 ว่าด้วยการกำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน และความคงทนของอาคาร, มาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ที่ถูกกำหนดโดยสภาวิศวกร และมาตรฐานกรมโยธาธิการและผังเมือง 1301/1302 ซึ่งเป็นมาตรฐานการออกแบบโครงสร้างอาคารสูงของประเทศไทย
ทีมวิศวกรแสนสิริ และพาร์ตเนอร์ผู้เชี่ยวชายจะเร่งตรวจสอบคุณภาพจนครบทุกโครงการคอนโดมิเนียมที่เราพัฒนา เพื่อความอุ่นใจและสบายใจสูงสุด ปัจจุบันตรวจแล้ว 186 โครงการ (ข้อมูล ณ 3 เมษายน 2568)
มาตรฐานการทำงานที่เหนือกว่าข้อกำหนดทั่วไป
ดร.วีระศักดิ์ วานิชวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฑีฆาก่อสร้าง จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงหัวใจการทำงานของบริษัทฯ ที่ดำเนินธุรกิจนี้มานานกว่า 41 ปี คือการคำนึงถึงความปลอดภัย แข็งแรง มีระบบตรวจสอบ ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO 45001 (มาตรฐานสากลสำหรับระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย) และได้รับมาตรฐาน ISO 9001 (มาตรฐานบริหารงานคุณภาพระดับสากลที่เกี่ยวข้องกับการจัดการคุณภาพองค์กร) บริษัทฯ ยังเป็นผู้รับเหมารายแรกๆ ของไทย ที่นำ เทคโนโลยี BIM มาใช้ในการก่อสร้าง และได้นำ Applications ต่างๆ มาช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานมาอย่างต่อเนื่อง
“มาตรฐานการก่อสร้างในหลักการ ต้องอยู่ที่การออกแบบงานที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม รวมทั้งใช้วัสดุที่มีคุณภาพแข็งแรงปลอดภัยตามหลักวิชาการ ระบบการทำงานต้องมีคุณภาพและความปลอดภัยทุกขั้นตอนในการทำงาน โดยต้องตรวจสอบการทำงานทั้งหมด และต้องสร้างจิตสำนึกความปลอดภัยให้กับวิศวกร แรงงานก่อสร้าง ให้ตระหนักถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นทุกเวลา”
ส่วนการพัฒนานวัตกรรมที่อยากเห็นในวงการก่อสร้างคือการใช้วัสดุก่อสร้างสำเร็จรูปมากขึ้น เช่น ผนังน้ำหนักเบาโครงโลหะ ที่มีความแข็งแรงรับแรงและกันเสียงได้ดี ซึ่งเมื่อเกิดการแตกร้าว อาทิ จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว จะสามารถซ่อมแซมได้ง่ายกว่าผนังปูน พร้อมกับอยากเห็นภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันพัฒนานวัตกรรมด้านความปลอดภัย อย่างจริงจัง
จารุวัตร จีระมานะพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีระธนา ก่อสร้าง จำกัด ให้ความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานการก่อสร้างไทยว่าอาคารทุกอาคารที่ก่อสร้างหลังปี 2550 กฎหมายระบุให้มีมาตรฐานก่อสร้างรองรับเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทั้งนี้จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งล่าสุดจะพบว่า โครงสร้างอาคารส่วนใหญ่ในประเทศไทยไม่ได้รับความเสียหายรุนแรง จะมีส่วนประกอบอาคารเสียหายบ้าง เช่น งานระบบ ผนัง ส่วนอาคารที่ถล่มลงมาต้องไปหาสาเหตุที่แท้จริง ถือเป็นความผิดปกติที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น
“บริษัทฯ จะทำทุกอย่างบนกระดาษ วิเคราะห์ก่อนทำงานจริง เวลาผิดพลาดจะผิดพลาดบนกระดาษสามารถแก้ไขได้ ไม่รอไปเจอปัญหาหน้างานแล้วค่อยแก้ เพราะความเสียหายจะสูงกว่ามาก มีการจัดลำดับการทำงานให้ถูกต้อง มีการอบรมพนักงานถึงข้อกำหนดคุณภาพงานให้ตรงกันทุก 6 เดือน และอยู่ระหว่างพัฒนาซอฟท์แวร์ เพื่อนำ AI มาใช้ตรวจสอบอุปกรณ์ก่อสร้าง คนที่อยู่ในวงการนี้ต้องสู้กันด้วยวิชาการ เทคโนโลยี ความเร็ว และคุณภาพ ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยการก่อสร้างไทย”
“บริษัทอสังหาฯ ขนาดใหญ่ ไม่เอาเรื่องความปลอดภัยไปแลกกับชื่อเสียงอยู่แล้ว หรือคนคุมงานก็ไม่เอาวิชาชีพไปแลกเพราะได้ไม่คุ้มเสีย กว่าที่แต่ละบริษัทจะได้รับใบอนุญาตมาแต่ละใบ ต้องผ่านการตรวจสอบหนัก ขณะที่วิศวกรไทยเก่งระดับโลก ผมเชื่อมั่นว่าภาพรวมการก่อสร้างของไทยมีมาตรฐานเพียงพอ”
ด้าน วรินทร์ ศรีมหาโชตะ กรรมการบริหาร บริษัท คอนสตรัคชั่นไลนส์ จำกัด เป็นอีกบริษัทรับเหมาที่ทำงานร่วมกับแสนสิริ ระบุว่า หัวใจของการทำงานด้านมาตรฐานก่อสร้างของบริษัทฯที่ดำเนินธุรกิจมานาน 35 ปี จะยึดหลักการ “Plan Do Check Action” และมีการบริหารจัดการภายใต้มาตรฐาน ISO 9001 โดยบริษัทฯ จะมีทีมวิศวกรระดับสามัญเป็นของตนเอง ในการตรวจสอบการทำงานของบริษัทเอง
“เราไม่ได้ก่อสร้างตามแบบก่อสร้างอย่างเดียว แต่เราจะดูว่าแบบที่ส่งมาให้ก่อสร้างนี้ถูกต้องหรือไม่ ถ้าแบบไม่ถูกต้อง เราก็จะบอกไปทางเจ้าของโครงการถึงความกังวลของเรา ภายใต้หลักการทำงาน Plan Do Check Action จะเป็นการปิดความเสี่ยง เพราะเมื่อปัญหาขึ้นแล้ว เราไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ การมีวินัยในกระบวนการทำงาน คือสิ่งที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมก่อสร้าง ต้องมีบุคคลที่สามตรวจสอบ และการเลือกผู้รับเหมาที่ได้มาตรฐาน และยังเสนอแนะถึงนวัตกรรมก่อสร้างที่ควรนำมาใช้ให้มากขึ้น เพื่อสร้างความปลอดภัยคือการลงทุนระบบ Formwork System หรือนั่งร้านอลูมิเนียมที่มีระบบล็อกทั้งตัวตึกเข้าด้วยกัน ป้องกันการถล่มของนั่งร้าน ซึ่งบริษัทฯ ใช้นวัตกรรมนี้มากว่า 5 ปี”
ส่วนจุดที่ภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ควรพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เขาย้ำว่า ทุกโครงการก่อสร้างควรมีบุคคลที่สามเข้ามาตรวจสอบ และทำทุกอย่างตามมาตรฐาน รวมถึง ต้องมีการทวนสอบการออกแบบว่าแข็งแรงปลอดภัยดีหรือไม่