คาดปี 2566 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในภาพรวมมีแนวโน้มเริ่มปรับตัวดีขึ้น
บริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอล ระบุว่า วิกฤติการณ์โควิด-19 ที่คลี่คลายลง ช่วยให้บรรยากาศในทุกภาคธุรกิจของประเทศไทยปรับตัวดีขึ้นมาก รวมทั้งภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ แม้ปัญหาความท้ายทายต่างๆ ในระดับโลกจะยังคงดำเนินอยู่ เชื่อว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทของไทยจะฟื้นตัวดีขึ้นในปีนี้ แต่จะมีวิถีที่แตกต่างไปจากที่เคยเป็นในช่วงก่อนเกิดโควิดโดยสิ้นเชิง ตามมุมมองของทีมงานฝ่ายบริการงานวิจัยและที่ปรึกษาของ JLL ในวิดีโอ JLL REal Talk https://www.youtube.com/watch?v=feJTilrqxnA
ถอดคำบรรยายภาษาไทยจากวิดีโอ
แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2566
เจเรมี่ โอซุลลิแวน
หัวหน้าฝ่ายบริการงานวิจัยและงานที่ปรึกษา
เจแอลแอล
——————————–
ปี 2565 ที่ผ่านมา บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเจ้าของอาคารในกรุงเทพฯ ได้พบกับทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ สถานการณ์โควิด-19 ที่คลี่คลายลง นับเป็นปัจจัยบวกสำหรับทุกภาคส่วน แต่ขณะเดียวกัน การที่ตลาดโลกกลับมามีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์และบริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ได้ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น กลายเป็นปัจจัยที่ชะลอการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์
ส่วนในปี 2566 คาดว่า ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทน่าจะฟื้นตัวได้ดีขึ้น แต่จะมีวิถีใหม่ที่แตกต่างไปมากจากวิถีเดิมที่เคยเป็นมาในช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19
ประการแรก ความต้องการของผู้เช่าเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเน้นให้ความสำคัญมากขึ้นกับการเช่าใช้พื้นที่ในอาคารที่มีคุณภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยเฉพาะในตลาดอาคารสำนักงานของกรุงเทพฯ ที่จะสังเกตเห็นได้ว่า ธุรกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับการเช่าพื้นที่สำนักงาน ส่วนใหญ่เป็นการเช่าพื้นที่ในอาคารเกรดเอใหม่ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ผ่านการรับรองมาตรฐานอาคารเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ปรากฎการณ์นี้สร้างความท้าทายให้แก่เจ้าของอาคารและนักลงทุน โดยเฉพาะเจ้าของอาคารเก่าหรืออาคารเกรดรอง ซึ่งส่วนใหญ่เริ่มมีการประเมินและวางแผนปรับปรุงอาคาร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
อีกแนวโน้มหนึ่งที่เราคาดว่าจะเกิดขึ้น คือ การที่บริษัทต่างๆ จะให้พนักงานกลับเข้าทำงานในออฟฟิศมากขึ้น แม้หลายบริษัทจะยังคงใช้นโยบายการให้ความยืดหยุ่นแก่พนักงานเกี่ยวสถานที่ที่ใช้สำหรับทำงาน แต่ความเข้มข้นของนโยบายจะแตกต่างกันไปในแต่ละภาคธุรกิจ และตามความจำเป็นของแต่ละบริษัท
ส่วนตลาดคอนโดมิเนียม ความกังวลด้านเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่จะยังคงส่งผลกระทบต่อยอดขายตลอดทั้งปีนี้ แม้คาดว่า ความเชื่อมั่นของผู้ซื้อมีโอกาสฟื้นกลับมา โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลังที่มีการคาดการณ์ว่าสถานการณ์เงินเฟ้อจะคลี่คลายลง
ในส่วนของตลาดอสังหาริมทรัพย์นอกกลุ่มหลัก JLL คาดว่าจะมีการลงทุนเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ประเภทดาต้าเซ็นเตอร์ โดยนักลงทุนของเอเชียแปซิฟิกกำลังแสวงหาโอกาสจากการฟื้นตัวของตลาด ด้วยการช่วงชิงความได้เปรียบจาการรีบเข้ามาลงทุนก่อนในตลาดอสังหาริมทรัพย์เกิดใหม่กลุ่มนี้
สำหรับภาพรวมโดยสรุป ปีนี้จะเป็นปีที่ดีสำหรับอาคารสำนักงานเกรดเอและโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ที่มีความนำหน้าในด้านเทรนด์ความต้องการของลูกค้า ในขณะที่อาคารหรือโครงการที่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้าหรือผู้เช่า จะพบกับความยากลำบากมากขึ้นในการรักษาค่าเช่าและผู้เช่าเอาไว้ได้
ตลาดอาคารสำนักงานกรุงเทพฯ
นางสาวณิชกมล หอรุ่งเรือง
ผู้จัดการอาวุโส
ฝ่ายบริการงานวิจัยและงานที่ปรึกษา
เจแอลแอล
ความต้องการเช่าพื้นที่อาคารสำนักงานเกรดเอส่วนใหญ่ มีสัญญาณฟื้นตัวหลังจากโควิดในไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา แต่ยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องในกลุ่มอาคารเกรดรอง
ณ สิ้นปี 2565 ตลาดอาคารสำนักงานของกรุงเทพฯ มีพื้นที่รวมกว่า 10 ล้านตร.ม. โดยแบ่งเป็นพื้นที่เกรดเอในใจกลางเมือง 1.5 ล้านตร.ม.
ผู้เช่าจำนวนมากสนใจเช่าพื้นที่สำนักงานในอาคารเกรดเอ และมีการย้ายออกมากขึ้นจากอาคารที่มีคุณภาพเกรดรองและอาคารเก่า ซึ่งปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Flight-to-quality
พื้นที่ว่างเหลือเช่าปรับตัวสูงขึ้น และคาดว่าจะอัตราการว่างเฉลี่ยของพื้นที่เช่าสำหรับอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ จะปรับเพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 30% ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า
ส่วนอัตราค่าเช่าเฉลี่ยทรงตัวอยู่ในระดับเดิมติดต่อกันตลอด 8 ไตรมาสที่ผ่านมา ทั้งนี้ แม้กลุ่มอาคารเกรดเอจะมีอัตราค่าเช่าเฉลี่ยปรับเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ขณะเดียวกัน อาคารที่มีอายุมากมีค่าเช่าเฉลี่ยปรับตัวลดลง
ใน 12 เดือนข้างหน้า การมีโครงการสำนักงานใหม่ๆ ที่จะก่อสร้างเสร็จเพิ่ม จะทำให้ตลาดมีการแข่งขันรุนแรงขึ้น และอัตราพื้นที่ว่างเหลือเช่าสูงขึ้น ซึ่งจะสร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอาคารเก่า
โครงการอาคารสำนักงานเกรดเอและโครงการที่มีมาตรฐานอาคารเขียวรองรับ มีแนวโน้มจะประสบความสำเร็จดึงดูดผู้เช่าจองพื้นที่ล่วงหน้ามากขึ้น สะท้อนให้เห็นความต้องการเช่าที่มุ่งเน้นอาคารที่มีคุณภาพและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นว่า บริษัทข้ามชาติหลายแห่งยินดีจ่ายค่าเช่าสูงขึ้น เพื่อให้ได้มีออฟฟิศที่มีคุณภาพระดับสากล
ในฝั่งของอาคารที่อายุมาก เจ้าของอาคารต้องเผชิญความท้าทายเป็นอย่างมากในการรักษาผู้เช่าและระดับค่าเช่า อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่อัตราพื้นที่ว่างจะเพิ่มสูงขึ้น
ค่าเช่าในอาคารกลุ่มนี้คาดว่าจะปรับตัวลดลง มีการเสนอช่วงปลอดค่าเช่ามากขึ้นเพื่อจูงใจผู้เช่า อีกทั้งยังพบเจ้าของอาคารหลายแห่งเริ่มวางแผนปรับปรุงอาคารเพื่อเพิ่มมูลค่าและรักษาความสามารถในการแข่งขัน
กล่าวโดยสรุป อาคารคุณภาพดีจำนวนมากที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดเร็วๆ นี้ จะสร้างผลกระทบต่อตลาดอาคารสำนักงานในกรุงเทพฯ เป็นอย่างมาก ส่วนทางด้านผู้เช่าเองเริ่มมองหาพื้นที่อาคารคุณภาพดีและทันสมัยมากขึ้น ในขณะที่อาคารที่มีอายุมากจำเป็นต้องหาแนวทางปรับตัวเพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขัน