พาชมศูนย์วิจัย RISC กับพันธกิจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน จนทำให้ MQDC กล้าที่จะรับประกันงานก่อสร้างนานถึง 30 ปี

คุณผู้อ่านเคยคิดเหมือนกับผมไหมครับว่าขนาดรถยนต์ที่มีราคาเริ่มต้นเพียงแค่ไม่กี่แสนบาท ยังมีประกันอะไหล่ และค่าแรงยาวนานถึง 5 ปีในแบบที่ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่ทำไมอสังหาริมทรัพย์ฯที่มีราคาเป็นล้านจนถึงหลักร้อยล้าน ถึงมีประกันจากดีเวลลอปเปอร์ส่วนใหญ่ ภายใต้เงื่อนไขมากมาย จนเจ้าของบ้านเบื่อที่จะทวงถามความเป็นธรรมเพียงแค่ 1-3 ปีเท่านั้น ลองคิดดูครับหากมีระยะเวลาประกันเพียงแค่ 1 ปี (รวมทั้งวัสดุ งานระบบ ถ้ารวมโครงสร้างก็อาจแค่ 5 ปี) ทันทีที่โอนนี่เราต้องอยู่ตั้งแต่คืนแรกที่โอนเลยนะครับ จะมามัวโอ้เอ้ไม่ได้ ไม่งั้นหากเจออะไรเสียหายจะไม่ทันแก้ เสียระยะเวลาประกันไปฟรีๆ…แต่ชีวิตจริงมันไม่ใช่แบบนั้นน่ะสิครับ พอโอนเสร็จกว่าจะตามเรียกให้ช่างเก็บงานหลังโอนเพราะดันติดกับดักโปรโมชั่นเร่งโอน ว่าโอนไปก่อนเถอะ ยังไม่ต้องเซ็นรับมอบบ้านก็มาแก้ให้ ก็ปาเข้าไป 4-5 เดือน (บ้านผมโดนไป 8 เดือน) กว่าจะต่อเติมบ้าน งานระบบน้ำ ไฟ โน้นนี่นั่นก็อีก 2 เดือน กว่าจะหาซื้อ ติดตั้งเฟอร์ฯ เครื่องใช้ไฟฟ้าจนครบก็อีก 3 เดือน กว่าจะขนของจากที่เดิมเข้าบ้านหมดก็สองสัปดาห์ และต้องไปเสียเวลารอฤกษ์เข้าบ้านอีกเป็นเดือน…สรุปวันแรกที่เข้าอยู่บ้านก็มีเวลาเหลือแค่เดือนเดียวก็ประกันหมดละครับ!! ถ้าเข้ามาอยู่แล้วไม่เจอปัญหาอะไรมันก็ดี แต่บ้านไหนที่เจอแล้ว และเจอปัญหาซ้ำซ้อนที่แก้ยังไงก็ไม่จบจนกระทบชิ่งกับส่วนอื่นๆ พอโทรเข้า Call Center หรือผจก.นิติฯ ก็ทำตัวราวกับเป็น Bot ที่บอกได้เพียงไม่กี่ประโยค เช่น ประกันหมดแล้ว หรือไม่เกี่ยวกับโครงสร้าง หรือแล้วจะแจ้งกลับอีกครั้ง… เจอแบบนี้เข้าไป เจ้าของบ้านผู้น่าสงสารส่วนใหญ่ก็ต้องไปซ่อมเอาเองตามกำลังทรัพย์ และขีดความอดทนของแต่ละคน ในขณะที่ดีเวลลอปเปอร์และนิติฯบุคคลที่ถูกจัดตั้งมาแบบขอไปที ก็ล้วนแต่ภาวนาให้ผ่านครบปีไปไวไว กูจะได้หนีไปทำที่อื่นแบบนี้ไปเรื่อยๆ นี่คือสิ่งที่พวกเราผู้บริโภคคนไทยต้องทนเผชิญอยู่ตลอดเวลาครับ

 

สำหรับผมแล้วในภาวะที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่มี Pain มากมายจากปัญหาการก่อสร้างที่ห่วย ไม่ได้มาตรฐาน จนเกิดเป็นความทุกข์เมื่อเข้าอยู่ เพราะมันเป็นการยากมากที่จะสามารถตรวจรับบ้านให้ละเอียดลึกซึ่งไปถึงงานโครงสร้าง งานระบบอะไรต่างๆที่ไม่ว่าใครก็มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่าตอนก่อนโอน แต่มีเพียงแค่ Commitment จากดีเวลลอปเปอร์เท่านั้นว่ากูสร้างดีตามมาตรฐานนะ (อ้าวแล้วทำไมประกันแค่ปีเดียวฟะ มาตรฐานมันอยู่ได้แค่ปีเดียวหรอ ต่างชาติที่มาเห็นโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น ผู้นำแห่งศาสตร์การ Maintenance ก็คงคิดว่ามาตรฐานคนไทยทำไมต่ำจัง นี่มันบ้านพักอาศัยนะไม่ใช่บ้านกงเต๊ก) สิ่งเดียวที่จะช่วย Relieve เค้าได้ก็คือการสร้างความรู้สึกอุ่นใจให้กับผู้ซื้อครับว่า ซื้อแล้วฉันจะไม่โดนลอยแพเมื่อมีปัญหานะ และการสร้างความอุ่นใจให้มันจับต้องได้เป็นรูปธรรมที่สุดก็คือการรับประกันครับ สินค้าบางประเภทที่เป็น Low Involvement Product อย่างอุปกรณ์ IT ก็ยังมีการนำเสนอการรับประกันตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Warranty) ซึ่งไม่ได้หมายความว่ารับประกันจนคนใช้งานจะตายจากกันไปข้างนึงนะ แต่เป็นการกำหนด standard ของผลิตภัณฑ์ว่าไอ้ของแต่ละอย่าง มันควรที่จะมีอายุการใช้งานยาวนานแค่ไหนจนกว่าจะแก่ตาย แปรสภาพเป็นปุ๋ยพร้อม Recycle ไป เช่น อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอาจจะมีอายุการใช้งานในแบบมาตรฐานปกติยาวนานถึง 5 ปี ทางเจ้าของผลิตภัณฑ์ก็มีการรับประกันตลอดอายุการใช้งานเปลี่ยนเครื่องให้ฟรี หรือซ่อมฟรีไปก็แล้วแต่ตลอด 5 ปี ซึ่งการรับประกันนี่ล่ะคือตัวแปรสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการซื้อหรือการเลือกใช้สินค้า มากกว่าโปรโมชั่น การลดราคา และของแถมที่เป็นกิมมิคทางการตลาดอย่างเห็นได้ชัด และหากมองในอีกหนึ่งคือถ้าสินค้าคุณผลิตออกมาดี ทนทานได้นานตามมาตรฐาน ทำไมจะต้องกลัวว่าจะมี Cost มากมายที่ตามมาจากการรับประกัน จริงไหมครับ?… การรับประกันจึงไม่ใช่แค่เครื่องมือการตลาดในส่วนของ Promotion แต่เป็นการไอเทมพิเศษที่ช่วยเสริมให้ Product ของคุณมี Value ที่มากขึ้นจนเกิดเป็นภาพลักษณ์ของสินค้าดีมีคุณภาพ ที่พ่วงด้วยความรับผิดชอบของเจ้าของสินค้า ในสายตาของผู้บริโภค


แล้วบ้านหรือคอนโดควรจะรับประกันกี่ปีดีล่ะ? ผมบอกได้เลยว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็นมันไม่ใช่แค่ 1 ปีแน่ๆครับ มันเป็นการยากที่จะบอกว่ามาตรฐานของระยะเวลาในการรับประกันจะอยู่กี่ปี เพราะโครงสร้างของบ้านและคอนโดแต่ละแห่งก็ไม่เหมือนกัน ใช้เทคโนโลยีในการก่อสร้างที่แตกต่างกัน ถ้าเราจะไป Benchmark กับในต่างประเทศ อายุการใช้งานของอาคารคสล.ก็จะถูกกำหนดเอาไว้ที่ 47 ปีก่อนที่จะต้องถูกปรับปรุงครั้งใหญ่ (แต่ระหว่าง 47ปีนั้นก็ต้องมีการ MA อย่างสม่ำเสมอ) โดยที่ระยะเวลาของการประกันจะอยู่ที่ประมาณ 2 ปี โดยที่เราสามารถแจ้งซ่อมทุกสิ่งทุกอย่างได้ฟรีหมด (พวกอะไรที่มันไม่เกี่ยวกับโครงสร้างก็ได้ครับปลั๊กไฟ หลอดไฟ ก็อกน้ำ กลอนประตู ยันท่อแก๊ส) และในช่วง 2 ปีนี้ก็จะมีพนักงานเข้ามารับเรื่องราว Defect ของเราเรื่อยๆในแบบเต็มใจรับนะครับ และอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับงานโครงสร้าง งานระบบก็จะมีประกันซ่อมฟรีไปยาวๆถึง 10 ปีจนกว่าจะถึงช่วง MA ระดับกลางครั้งแรก

แต่ก่อนที่เราจะมาถกเถียงหาข้อสรุปว่าบ้านและคอนโดเมืองไทยควรจะมีประกันกี่ปี เพื่อให้ได้ใจคนซื้อ และหากดีเวลลอปเปอร์คนไหนอ่านมาถึงตรงนี้ก็พลางคิดในใจว่างั้นเราเอาแบบญี่ปุ่นบ้างแบ่งเป็นประกันสองช่วงจนสุดที่ 10 ปีดีไหม ผมต้องขอบอกเลยครับว่าคุณคิดน้อยไป ใจไม่ใหญ่เลย เพราะจะมีใครสักกี่คนที่ทราบว่าตอนนี้แบรนด์คอนโดภายใต้การพัฒนาของ MQDC (แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวลล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น) เค้ายึดเอาการประกันยาวนานถึง 30 ปีมาเป็นมาตรฐานของโครงการเค้าแล้วครับ และในอนาคตก็มีแผนที่จะขยายไปถึง 50 ปีด้วยซ้ำ OMG!!!

หากเรามองบทบาทของแบรนด์อสังหาฯแต่ละรายให้มีบุคคลิกลักษณะตาม Brand Archetype แต่ละประเภท ก็ต้องบอกว่าในสมัยนี้บทบาทและตัวตนของแต่ละแบรนด์มักจะดูคล้ายกันจนแยกไม่ออก ส่วนใหญ่ต่างก็มุ่งสร้างตัวตนไปที่ธาตุไฟอย่าง Energy จนออกมาเป็นบุคคลิกแนว Explorer, Creator, Changemaster หรือไม่ก็เป็นแนวธาตุน้ำ เน้นในเรื่องสายใย Emotion ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครอบครัว คู่รัก ปาร์ตี้กับเพื่อนสนิท เพราะว่านี่คือตัวตนที่เข้าใจง่าย แสดงออกซึ่งไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย ในสายตาผู้บริโภคมากที่สุด จนลืมไปว่าแก่นของการเป็นนักพัฒนาที่ดีนั้น ไม่ใช่เพียงแค่มุ่งพัฒนาเพื่อให้ตัวเองขายของได้ แต่ต้องพัฒนาเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสังคม คนอยู่สุขใจ และไม่ลืมที่จะแบ่งปันความสุขสมบูรณ์ และองค์ความรู้ที่ตัวเองใช้มาต่อยอดให้เกิด impact ในวงกว้าง

 

จริงๆแล้วทาง MQDC เคยมีการโปรโมตการรับประกันที่ยาวนานถึง 30 ปีมาแล้วตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว เมื่อครั้งมีการเปิดตัวโครงการ Whizdom Essence Sukhumvit โดยจากซีรีย์โฆษณาที่แสดงถึงแกนหลัก 4 แกนในการสร้าง Brand Platform ของ Whizdom โดยแกน Caring ถูกหยิบยกมาใช้กับชิ้นงานที่มีชื่อว่า ถ้าการดูแลคือคำตอบ ซึ่งเป็นการบอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันเป็นนิรันดร์ของคู่รักคู่หนึ่ง ที่ฝ่ายชายให้คำมั่นสัญญาที่จะดูแลฝ่ายหญิงไปตลอดชั่วชีวิต และในขณะเดียวกันฝ่ายหญิงก็ยึดมั่นและเชื่อในคำมั่นสัญญาที่ฝ่ายชายให้ไว้ จึงได้ตอบตกลงที่จะแต่งงานกัน…ในโฆษณาชิ้นนี้เราได้เห็นบทบาทของความสัมพันธ์แบบ Lover ที่พร้อมจะเป็นเพื่อนคู่ทุกข์คู่ยาก (Companion) กันตลอดไป เช่นเดียวกับ Brand Promise ของ MQDC ในเรื่องของ “สร้างทุกอย่างเพื่อเหตุผลดีๆของการใช้ชีวิต” ด้วยการรับประกันที่ยาวนานถึง 30 ปี

 

หรือจะเป็นการตีความหมายของความสุข ว่าคือการได้อยู่ร่วมกับธรรมชาติในแบบที่ต่างฝ่ายต่างก็ให้ Benefit แก่กัน ผ่านชิ้นงานโฆษณา ถ้าความสุขคือคำตอบ: บ่อยครั้งที่เราคอยวิ่งตามเพื่อเสาะหาความหมายของคำสั้นๆที่ชื่อว่า “ความสุข (Happiness)” แต่เหมือนยิ่งวิ่งตาม ยิ่งเสาะหา ยิ่งไขว่คว้า ก็ยิ่งหลงทาง หาคำตอบของความสุขไม่เจอ…โฆษณาชิ้นนี้เปิดโอกาสให้เราได้นั่งพัก เปิดใจรับพลังงานธรรมชาติอันเป็นต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่งบนโลก แค่เอนกายลงนั่งพัก เราก็จะได้พบกับความสุขสงบ ราวกับหลุดเข้ามาในอีกมิติหนึ่ง บนโลกใบเดิม เป็นชิ้นงานโฆษณาที่แตกต่างจากอีก 3 งานที่เหลือ เนื่องจากดำเนินเรื่องแค่คนเดียว ไม่ได้มี sense ของความสัมพันธ์อันใกล้ชิดเข้ามาอยู่ด้วย แต่ความสุขในความหมายของหญิงสาวคนนี้กลับเต็มไปด้วย ความสมบูรณ์แบบแห่งคุณค่าและความรักที่มีต่อธรรมชาติ ราวกับ Earth mother ซึ่งจากการที่ผมได้พูดคุยกับทีมผู้บริหารของ MQDC นี้ ทำให้ผมพบว่าบางทีตัวละครหลักในงานโฆษณานี้ก็อาจจะสื่อถึง Passion ในการสร้างป่าให้กลับคืนสู่เมืองของคุณ บี ทิพาภรณ์ อริยวรารมย์ – เจียรวนนท์ เองด้วยซ้ำไป

จากบทบาทของ Companion รวมกับความเป็นธาตุดินของ Earthmother และเอามาผสมรวมกับความเป็นปราชญ์ (Sage) ที่แฝงความเป็นผู้นำเทรนด์นวัตกรรมเปลี่ยนโลก ทั้ง 3 Archetype จาก 3 ธาตุนี้หลอมรวมให้แบรนด์ MQDC กลายเป็นฮีโร่ Sustainnovator (Sustainable + Innovator) หนึ่งเดียวในตลาด ที่มีพันธกิจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน และเอาองค์ความรู้จากการวิจัยมาแบ่งปันให้ผู้ร่วมโลกได้เอาไปใช้พัฒนาต่อยอดได้อย่างฟรีๆ

โครงการของ MQDC จะต้องผ่าน 3 มาตรฐานคือ มาตรฐานด้านอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม (Energy & Environment) มาตรฐานด้านสุขภาพและความปลอดภัย (Home & Well-being) มาตรฐานด้านพฤติกรรมและการรับรู้ที่ดี (Behavior and Psychology)

 

เห็นคอนเซปท์ Sustainnovation ที่ดูสวยหรู จนกล้าที่จะรับประกันยาวนานถึง 30 ปีแล้ว หลายๆคนก็คงจะคิดว่านี่มันภาษา PR ชัดๆ จะทำได้จริงหรือ และไอ้ที่บอก R & D อะไรนี่ล่ะ เห็นมาเกือบทุก Developer แล้ว ก็ Copy & Paste มาเหมือนกันหมด มีแค่ห้องกว้างๆห้องนึง มาทำเป็น Mock up Layout พร้อมมี Display วัสดุ หลายๆอย่าง มีเทคโนโลยี VR หรือ HoloLens ล้ำๆ แนว Interactive เพื่อเอาไว้ประกอบการทำคลิปโฆษณาว่าตัวเองมี LAB ROOM ที่ถูกคิดค้นวิจัย จากกลุ่มตัวอย่าง หลาย target segment จนตกผลึกออกมาเป็นสุดยอดโปรเจคเพื่อให้ขายได้แพงๆ ใช่ไหมล่ะ…ไม่ใช่ครับ! คือที่ MQDC นี่ไม่ได้มีแค่ Design Lab ที่เอาของมาวางๆ แต่เค้ามีเป็นศูนย์วิจัย ที่มีนักวิจัยมืออาชีพระดับดร.ที่ได้รับการยอมรับมาทั่วโลก เพื่อมาวิจัยทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ Energy & Environment, Wellbeing แบะ Behavior & Psychology อย่างจริงจัง และทุ่มงบประมาณกับศูนย์วิจัยนี้ไปมากกว่า 100 ล้านบาทแล้วครับ!!!!

ศูนย์วิจัยที่ผมบอกไปข้างต้นคือที่นี่ครับ… ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (Research and Innovation for Sustainability Center – RISC) ที่มีหัวหน้าคือ รศ.ดร. สิงห์ อินทรชูโต นักวิจัยที่เป็น Premier Influencer ระดับโลก เกี่ยวกับการสร้างสรรค์งานออกแบบเพื่อสิ่งแวดล้อม ผู้คว้าปริญญามาหลายใบมาก โดยล่าสุดสำเร็จการศึกษาระดับป.เอกด้านเทคโนโลยีการออกแบบจาก MIT และยังเป็นสมาชิกของ Salzburg Global องค์กรนานาชาติที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงของโลกอีกด้วยครับ

ภาพจาก https://www.facebook.com/pg/riscwellbeing

 

“วันที่ผมได้มีโอกาสได้นั่งคุยกับทางคุณบี (ทิพาภรณ์) ซึ่งตอนนั้นผมก็เป็นนักวิจัยอยู่หลายที่ และผมก็ยุ่งมากจนต้องเลื่อนนัดเค้ามาหลายครั้ง จนในที่สุดก็ได้มาคุยกัน และผมก็รู้สึกทึ่งในความบ้าของคนๆนั้น ในการมุ่งมั่นที่จะ Contribute สภาพแวดล้อมอันบริสุทธิ์ ชีวิตที่ดีๆคืนให้แก่สังคม ผมก็เลยขอ Challenge เค้าไปว่าถ้าจะให้ผมมาทำผมต้องการอยู่ 2 ข้อ ข้อแรกคือผมคิดว่าทุกวันนี้นักพัฒนาอสังหาฯมีงบประมาณในการทำ PR โฆษณาเป็นหลายร้อยล้านบาทต่อปี ผมขอแค่ส่วนหนึ่งคือ 100 ล้านมาเพื่อมาสร้างศูนย์วิจัย ถือว่ามากกว่าที่ผมได้เริ่มทำที่เกษตรศาสตร์ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐและให้งบประมาณผมมา 60 ล้านบาท แต่ก็มีข้อติดขัดตรงที่ไม่มีใครอยากไปตรงนั้น มันดูไกล ไม่สะดวก เข้าถึงยาก และข้อ 2 คืองานวิจัยของผมต้อง Public Open อยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวกและฟรีหมด ใครที่อยากเข้ามาดูมาศึกษาต้องเข้ามาดูได้แบบฟรีๆ และใครที่อยกาจะเอาองค์ความรู้ไปใช้ หรือดีเวลลอปเปอร์รายไหนที่มาเห็น Gallery ผลิตภัณฑ์แนว Sustainable ที่เราไปรวบรวมมาจากทั่วโลก แล้วอยากจะติดต่อ supplier เพื่อนำไปใช้ เราก็ให้ Contact ไปติดต่อเลย ฟรีๆไม่คิดค่าคอมฯอะไรทั้งนั้น…เพราะคุณบี เค้าบอกว่าของพวกนี้ถ้าเราทำ เราก็จะมีอยู่คนเดียว สังคมไม่ได้ คนรอบข้างไม่ได้ เราต้องให้ทุกๆรายช่วยกันสร้างนวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน…”

ในบรรดาโครงการทั้งหมดของ MQDC ดูเหมือนว่าโจทย์ยากครั้งสำคัญที่ทางดร.สิงห์ และทีมงานต้องเผชิญก็คือการสร้างระบบนิเวศแบบสมบูรณ์เทียบเท่าป่าตามธรรมชาติให้เกิดขึ้นที่โครงการ The Forestias โครงการ Mixed Use บนพื้นที่กว่า 300 ไร่ บริเวณบางนา-ตราด กิโลเมตรที่ 7 มูลค่ามากกว่า 90,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลกที่สร้างความสัมพันธ์ของไลฟ์สไตล์ อันหลากหลาย ประกอบด้วย ที่อยู่อาศัย พื้นที่รีเทล อาคารและสำนักงาน ศูนย์สุขภาพ อาคารนวัตกรรมแห่งอนาคต ผืนป่าสันทนาการ พื้นที่กิจกรรมสำหรับชุมชน ศูนย์เรียนรู้ เข้ากับระบบนิเวศของผืนป่าที่สมบูรณ์แบบขนาดใหญ่

“คุณบีแกอยากจะสร้างป่า ป่าจริงๆเลยนะแบบที่ไม่มีคนเข้ามาอยู่อาศัย อยู่กลางโครงการ เป็นระบบนิเวศน์อันสมบูรณ์ ที่มีต้นไม้นานาพรรณกว่า 64 ชนิด และสัตว์หลากหลายประเภทกว่า 123 สายพันธุ์ เข้ามาช่วยเติมเติมความสมบูรณ์ป่าทั้ง 4 ระดับ โดยเฉพาะป่าทึบ (Deep Forest)…ขนาดปลวกนี่คุณบียังไม่ให้กำจัดเลย ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของ RISC ในการไปเสาะหาวัสดุที่สามารถอยู่ร่วมกันกับปลวกได้…”

ศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน (RISC) น่าจะเป็นศูนย์วิจัยด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่อยู่อาศัย ที่ใหญ่ ทันสมัยที่สุด และตั้งอยู่บนทำเลที่ดีที่สุดของประเทศไทยแล้วครับ โดยอยู่ที่อาคาร Magnolias Ratchadamri Boulevard บนพื้นที่ทั้งหมด 990 ตรม. แบ่งออกเป็น 8 โซนคือ Welcome Hall, Inspiration Hall พื้นที่ทดลองพืชพันธุ์ไม้ในอาคารและจัดนิทรรศการ, Eco-Material Library พื้นที่รวบรวมวัสดุก่อสร้างจากทั่วโลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า 300 ชิ้น, Demonstrate Hall โถงแสดงสภาพอากาศทั่วโลก พื้นที่สัมมนา พร้อมระบบตรวจวัดการใช้พลังงานไฟฟ้าและคุณภาพอากาศ, Café Zone ที่มีจัดเลี้ยงอาหารเพื่อสุขภาพ ตู้ปลูกผัก และการสาธิตการปลูกผักบนเพดาน, Collaborative Zone “AGORA”, Lab Zone พื้นที่สำหรับนักวิจัยโดยแบ่งออกเป็น Well-being Lab และ Simulation Lab และสุดท้ายคือ Office Zone/ Working Zone ของนักวิจัย RISC

 

ภายในบริเวณ Inspiration Hall มีการทดลองปลูกพืชพรรณไม้นานาชนิดที่สามารถปลูกอยู่ในบ้านได้ดี ไม่ก่อให้เกิดความยุ่งยากในการดูแลรักษา นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานจากภายนอกนำต้นไม้มาจัดนิทรรศการอยู่บ่อยครั้ง

ไม่ใช่ร้านขายดอกไม้นะครับ ไม่แน่ใจอนาคตอาจจะมีพันธุ์ไม้ใหม่ๆเกิดขึ้นที่นี่ก็ได้

การปลูกต้นไม้ในพื้นที่ Indoor ปัจจัยสำคัญก็คือสภาพอุณหภูมิ ความชื้น รวมถึงปริมาณแสง ในแต่ละตู้จะจำลอง scenario ของพันธุ์ไม้ต่างๆว่าสามารถเติบโตได้ดีในสภาวะไหน

ส่วนที่ผมชอบมากที่สุดก็คือ Eco-Material Library พื้นที่รวบรวมวัสดุก่อสร้างจากทั่วโลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า 300 ชิ้น มีของไทยอยู่เยอะพอสมควร ซึ่งของทั้งหมดในนี้จะเป็นของที่ผลิตจากวัสดุเหลือใช้ นำมา Recycle ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นผนัง หลังคา วัสดุปิดผิว เฟอร์นิเจอร์ ถนน ทางเดินเท้า ส่วนตกแต่งพื้นที่สีเขียว ฯลฯ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้าง Circular Economy เศรษฐกิจแบบหมุนเวียนให้เกิดการใช้งานได้จริงอย่างครอบคลุม เพื่อความยั่งยืนของภาคอสังหาฯไทยครับ

มาจากทั่วโลก ทำจากวัสดุเหลือทิ้งทั้งแกลบ กะลา หลอดพลาสติก ลูกวอลนัท เปลือกไข่ ฯลฯ

อันนี้ของไทยทำจากเปลือกแมคคาเดเมีย

ผนัง Green Wall ก็มี

อันนี้ทำจากแกลบ

ทาง RISC ไม่คิดค่าบริการแม่แต่บาทเดียว ดีเวลลอปเปอร์รายไหนอยากติดต่อกับผู้ผลิตก็ติดต่อตรงได้เลย

ส่วน Demonstrate Hall นี่เหมือนไม่มีอะไร แต่ว่ามีอุปกรณ์ที่ใช้วัดคุณภาพอากาศนะครับ แบรนด์ Obatrons นี่เป็นเซนเซอร์ที่ใช้กับโครงการ Whizdom ด้วยครับ

Café Zone เหลือบไปเห็น Bible ของโครงการ Whizdom ด้วยครับ ซึ่งทุกโครงการทาง RISC ต้องผลิต Bible เพื่อ Sustainable Building ออกมาเป็นข้อบังคับหลักในการก่อสร้างครับ

Lab Zone นี่ดูจริงจังมาก อุปกรณ์ครบยังกับ Lab CSI มี 3D Printer ด้วย

ผลงานการวิจัยและพัฒนาที่เป็นทีเด็ดของ RISC ไม่ได้มีเพียงแค่การพัฒนาวัสดุสังเคราะห์ และการวิจัยพฤติกรรมของการอยู่อาศัยแบบ Well Being ครับ เพราะที่นี่ได้มีการจับมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านนาโนไบโอนิคจากสถาบัน MIT (Massachusetts Institute of Technology) ในการร่วมกันพัฒนาโครงการต้นไม้เรืองแสงครับ! ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจาก MIT ได้เสนองานวิจัยในระดับอนุภาคนาโนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับต้นไม้ เช่น การเรืองแสงในที่มืด การตรวจวัดมลพิษ และการตรวจวัตถุระเบิดจากการวัดระดับสารเคมีที่อันตราย โดยในการร่วมมือกับ RISC ครั้งนี้ก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาใหเต้นไม้มีหน้าที่เสมือนเสาไฟฟ้าที่สามารถเรืองแสงด้วยตนเองเพื่อให้ความสว่างบนท้องถนนกับโครงการ The Forestias…ว้าว

โดยนักวิจัยจาก MIT ได้เปลี่ยนแปลงพืชผ่านอนุภาคนาโนที่มีเอนไซม์ลูซิเฟอเรส ที่ทำปฎิกิริยากับโมเลกุลลูซิเฟอร์ริน ซึ่งเป็นเอนไซม์และโมเลกุลที่หิ่งห้อยใช้ในการเปล่งแสง และเก็บอนุภาคที่ได้ไว้ในน้ำยา จากนั้นก็นำพืชไปฝังตัวในน้ำยาสภาวะแรงดัน เพื่อให้อนุภาคเข้าไปอยู่ในใบไม้ ผ่านการพ่น ฉีด หรือทาน้ำยาที่ใบไม้ โดยหากการทดลองประสบผลสำเร็จ ปฎิกิริยาเรืองแสงนี้จะมีผลตลอดชีวิตของต้นไม้

 

“ความท้าทายครั้งต่อไปที่คุณบีมอบให้ผม นับว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก โดยคุณบีต้องการที่จะสร้างสังคมที่ไร้ชนชั้น เป็นเมืองขนาดย่อมที่คนมีฐานะจะสามารถอยู่ร่วมกันได้กับคนยากไร้ ได้อย่างมีความสุข ไม่มีความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเราก็กำลัง Explore ถึงความเป็นไปได้ในหลายๆทางอยู่…” ดร. สิงห์ พูดทิ้งท้ายให้พวกเราช่วยกันกลับไปขบคิดดูว่า ภายใต้โจทย์นี้หากเป็นเรา เราจะทำอย่างไร เพราะทั้งหมดนี้ก็เพื่อ “For All Well-Being” ครับ

ที่ RISC แห่งนี้ยังมีอะไรให้ศึกษาอีกเยอะครับ ขอเชิญใครก็ได้ที่สนใจลองแวะเวียนเข้ามาดูได้ที่ชั้น 4 โครงการ  Magnolias Ratchadamri Boulevard เปิดบริการตั้งแต่ 10 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น วันจันทร์-ศุกร์ หรือโทรสอบถามได้ที่ 1265 ครับ ไม่แน่คุณอาจจะเป็นฟันเฟืองตัวสำคัญที่จะช่วยสร้างนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนให้กับสังคมนี้ได้อย่างสมบูรณ์ครับ



เกริก บุณยโยธิน

เกริก บุณยโยธิน

ผู้ก่อตั้งเวปไซต์แบ่งปันความรู้ด้านการตลาด และการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาฯ พร็อพฮอลิค ดอทคอม..หลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการวนเวียน เข้าๆออกๆ ในสายงานด้านการตลาด และวางแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ของบริษัทอสังหาฯ และเอเยนซีโฆษณาชั้นนำหลายแห่ง (โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องจับสลากเจอลูกค้าสายอสังหาฯทุกที)...จนถูกครอบงำโดยจิตใต้สำนึก ให้ถีบตัวเองออกจากกรอบการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อออกมาจุดประกายความคิดที่ถูกต้อง และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจในธุรกิจอสังหาฯ

เว็บไซต์

Reasons Why Foreigner Invest Real Estate in Thailand รู้เขารู้เรา ทำไมคนต่างชาติถึงชอบลงทุนอสังหาฯไทย

คนต่างชาติมองว่าเมืองไทยเป็นเมืองที่น่าอยู่ อยู่สบาย แถมมีค่าครองชีพราคาถูกในสายตาคนเอเชียและชาวตะวันตก พูดง่ายๆ คืออยู่แล้วคุ้มค่าราคาจ่าย เมืองไทยเป็นหนึ่งในเมืองที่อยู่อาศัย affordable ของทวีปเอ... อ่านต่อ




จาก เยาวราช ถึง เจริญกรุง มนต์เสน่ห์แห่งย่านเก่าที่น่าหลงใหลและความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น

“เยาวราช” ย่านเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร หรือ จะเรียกว่า “ไชน่า ทาวน... อ่านต่อ

อ่านก่อนลงทุนทำ Co-working Space ให้เช่าสำหรับคนไทย

ผู้เขียนเป็นคนที่ใช้บริการ Co-working Space ในไทยมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกมีแค่ไม่กี่แห่งในกร... อ่านต่อ

เปิดแปลน Siamese Exclusive Ratchada คอนโดที่ทำสถิติ NEW HIGH ของเส้นรัชดาภิเษกช่วง Prime

รัชดาภิเษกช่วงไพร์ม เริ่มตั้งแต่แยก ณ ระนอง วิ่งยาวมาจนถึงแยกรัชดา - ลาดพร้าว (บางช่วงอ... อ่านต่อ

พิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ ครั้งแรกในไทย ยิ่งใหญ่ริมเจ้าพระยา ฉลอง 250 ปีกรุงธนบุรี

หลังจากการเปิดตัวอภิมหาโปรเจกต์สุดอลังการที่สุดในย่านฝั่งธนฯ อย่าง “ICONSIAM” ไปเมื่อวั... อ่านต่อ

ในยุคที่ “ไทยแลนด์ 4.0” ถูกนำไปเป็นบริบทสำคัญในการนำ “เทคโนโลยี” เข้าไปเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนและปฏิรูปในทุกอุตสาหกรรรม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจนพลิกโฉมอุตสาหกรรมในหลายวงการ เช่น การเงิน อสังหาริมทรัพย์ โทรคมนาคม ฯลฯ บางอุตสาหกรรมนั้นอยู่ในช่วงเริ่มต้นในการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาช่วยบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เช่นเดียวกันกับ “อุตสาหกรรมก่อสร้าง” ซึ่งในภาพรวมทั่วโลกนั้น ก็เป็นอุตสาหกรรมที่ยังมีโอกาสให้เทคโนโลยี - นวัตกรรมเข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนอีกมาก ช.การช่าง ในฐานะผู้พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยได้เล็งเห็นโอกาสนี้ จึงนำเทคโนโลยีการออกแบบและก่อสร้างด้วยระบบ BIM (Building Information Modeling) หรือ ระบบการทำงานแบบจำลองสารสนเทศอาคาร ที่ช่วยออกแบบงานโครงสร้างและประสานการทำงานในส่วนต่างๆได้อย่างแม่นยำมาใช้ในโครงการ ทำให้การดำเนินงานก่อสร้างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และลดต้นทุนในการดำเนินงาน โดยช.การช่าง ได้ประเดิมเทคโนโลยีนี้กับการก่อสร้าง “โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม” เป็นโครงการแรก