ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 7 ปี คนไทยกระทบอะไรบ้าง??

นเรศ เหล่าพรรณราย 24 December, 2018 at 11.12 am

การตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จากระดับ 1.5% สู่ระดับ 1.75% ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญในรอบกว่า 7 ปีที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทยไม่ได้ปรับขึ้นเลย จากนี้ไปคนไทยโดยเฉพาะคนที่ผ่อนเงินกู้บ้านอยู่หรือกำลังจะซื้อต้องเตรียมรับมือกับ “ดอกเบี้ย” ที่มีแนวโน้ม “แพงขึ้น”

ก่อนอื่นเรามาดูความหมายของดอกเบี้ยนโยบายกันก่อน ง่ายๆคือเป็นตัวเลขที่นำมาใช้บ่งบอกว่าเศรษฐกิจของประเทศตอนนี้กำลัง “ดี” หรือ “ไม่ดี” ถ้าเศรษฐกิจกำลังเติบโต มีการจับจ่ายซื้อของ จ้างงาน ลงทุนเพิ่มขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ “เงินเฟ้อ” ถ้าหากเงินเฟ้อมากเกินไปจะส่งผลเสียทางเศรษฐกิจได้ การขึ้นดอกเบี้ยนโยบายก็คือการช่วยชะลอการเติบโตที่อาจร้อนแรงเกินไปและควบคุมเงินเฟ้อไม่ให้สูงเกินไป

เพราะหากธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย จะทำให้ต้นทุนทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ทั่วไปที่ปล่อยสินเชื่อและรับฝากเงินประชาชนเพิ่มสูงขึ้น ธนาคารพาณิชย์จึงต้องปรับเพิ่มดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝากตามให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

 

แต่หากเศรษฐกิจไม่ดี การใช้จ่าย การจ้างงาน การลงทุน ลดลง ธนาคารกลางจะต้องปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยตาม เมื่อดอกเบี้ยลด ต้นทุนการกู้เงินจะลดลง ประชาชนและภาคธุรกิจจะตัดสินใจกู้เงินมาใช้จ่ายหรือลงทุนได้ง่ายขึ้น

ปัจจัยที่เป็นตัวเร่งให้ประเทศไทยต้องมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย อาจไม่ใช่ปัจจัยเศรษฐกิจในประเทศเพียงอย่างเดียวแต่จำเป็นต้องดำเนินการตามเศรษฐกิจโลกด้วย โดยเฉพาะสองสามปีที่ผ่านมา ดอกเบี้ยนโยบายของประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกมีแนวโน้มขาขึ้นมาโดยตลอดหลังจากลดลงไปจนถึงระดับใกล้เคียง 0% เพราะประสบปัญหา Sub Prime Crisis ในปี 2008 จนทำให้ดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกปรับตัวลดลงด้วย โดยไทยเองก็ลดจากระดับ 3% มาจนเหลือ 1.5%

 

แต่พอเศรษฐกิจสหรัฐฯเริ่มฟื้นตัว จึงมีความจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย (ความจริงแล้วการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯทำให้ตลาดหุ้นขึ้นมากกว่าเศรษฐกิจจริงฟื้น) ทำให้เกือบทุกประเทศทั่วโลกต้องขึ้นดอกเบี้ยตาม เพราะไม่เช่นนั้นกระแสเงินทุนของต่างชาติจะไหลออกไปอยู่ในประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าทันที ผลก็คือค่าเงินของประเทศนั้นๆจะมีค่าลดลงและจะกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ยกเว้นภาคการส่งออกที่ได้ประโยชน์ ปีที่แล้วประเทศอื่นๆในเอเชียอย่างเกาหลีใต้ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฯลฯ ต่างได้ทะยอยขึ้นดอกเบี้ยนโยบายไปก่อนหน้านี้แล้ว จนกระทั่งถึงตาประเทศไทยที่ไม่อาจต้านทานกระแสได้จนต้องขึ้นดอกเบี้ยในที่สุด

การขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 7 ปีครั้งนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่มีความคิดเห็น “ขัดแย้ง” ค่อนข้างมาก เพราะจุดประสงค์หลักของการขึ้นดอกเบี้ยก็เพื่อสะกัดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจ แต่ตอนนี้ ถ้าถามประชาชนทั่วไปว่าเศรษฐกิจดีไหม คำตอบส่วนใหญ่น่าจะออกไปในแนวทางบอกว่า “แย่” มากกว่า นี่คือสาเหตุที่กระแสสังคมส่วนใหญ่ออกไปในแนวทางไม่เห็นด้วยกับการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ เพราะจะยิ่งทำให้ประชาชนไม่กล้าจับจ่ายซื้อของและภาคธุรกิจไม่กล้าลงทุนมากขึ้น

 

แต่ผู้ดูแลการเงินของประเทศนั่นคือธนาคารแห่งประเทศไทยก็ไม่มี “ทางเลือก” มากนัก เพราะแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของทุกประเทศบนโลกกำลังอยู่ในทิศทางขาขึ้น หากประเทศไทยสวนทิศทางส่วนใหญ่ด้วยการคงดอกเบี้ย อาจทำให้เงินทุนไหลออกจนส่งผลต่อเศรษฐกิจภาพรวม

ในส่วนของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ ทางทฤษฎีต้องบอกว่าการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้กระทบทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรม!!

เริ่มตั้งแต่ Developer ผู้พัฒนาโครงการที่มีสายป่านไม่ยาวมาก แหล่งเงินทุนส่วนใหญ่คือเงินกู้ธนาคาร (รายใหญ่ที่อยู่ในตลาดหุ้นอาจจะออกหุ้นกู้ได้หรือกู้ธนาคารได้ดอกเบี้ยพิเศษ) หากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้น ต้นทุนการกู้ก็จะสูงขึ้น จนอาจจะต้องผลักภาระมาที่ผู้ซื้อบ้าน

ส่วนผู้กู้ซื้อบ้าน แน่นอนว่าจะได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ย MLR ที่เป็นแบบลอยตัว (แม้ว่าช่วงสามปีแรกของการกู้มักจะได้อัตราดอกเบี้ยคงที่) หากธนาคารที่ยื่นกู้ไว้ตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ ต้นทุนของผู้กู้ก็จะเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามจำนวนเงินที่ผ่อนชำระในแต่ละงวดจะยังเท่าเดิม แต่ส่วนของเงินต้นจะน้อยลง มีส่วนของดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เท่ากับว่าระยะเวลาของการเป็นหนี้จะยาวนานขึ้น

 

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าเมื่อดอกเบี้ยนโยบายขึ้นแล้ว ดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์จะขึ้นตามทันที ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของธนาคารฯว่าจะเลือกช่วยเหลือผู้กู้ด้วยการคงดอกเบี้ยหรือเลือกโฟกัสที่ผลกำไรด้วยการขึ้นดอกเบี้ย

 

อย่างไรก็ตาม หากไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือผลกระทบร้ายแรง มีแนวโน้มที่ค่อนข้างชัดว่าดอกเบี้ยของไทยน่าจะเป็นขาขึ้นแน่นอน สำหรับภาคธุรกิจและผู้ที่เป็นลูกหนี้ธนาคารอยู่แล้วหรือสนใจที่จะกู้เงินคงต้องตัดสินใจด้วยความรอบคอบ ที่สำคัญต้องสำรวจความพร้อมของตัวเองเป็นอย่างดีก่อนตัดสินใจกู้เงิน

นเรศ เหล่าพรรณราย

นเรศ เหล่าพรรณราย

นเรศ เหล่าพรรณราย FB:Gap Theory Twitter:@Nares_sd28 Chief Operation Officer Stock Quadrant (Thailand) Co.Ltd กรรมการ สมาคมฟินเทคประเทศไทย คนสื่อที่มีประสบการณ์ในแวดวงข่าวเศรษฐกิจโดยเฉพาะวงการตลาดหุ้นนานกว่า10ปี อยู่เบื้องหลังหนังสือด้านการลงทุนและธุรกิจมามากกว่าสิบเล่ม เคยทำงานหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจอันดับหนึ่ง ปัจจุบันทำงานในบริษัทสื่อที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มีความเชื่อว่าการเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัวและทุกคนต้องรู้

เว็บไซต์

โนเบิล สเตท 39

ควินทารา คีเนท รัชดา 12

คุณ บาย ยู อินสไปร์ บาย สตาร์ค

"KHUN by YOO inspired by Starck" คือเรื่องราวของความ...

11 January, 2020

คิว ประสานมิตร

ทำเลที่ตั้งของโครงการ Q Prasarnmit ถ้าดูในความ Prime...

30 November, 2019

ไอดีโอ โมบิ สุขุมวิท 40

IDEO MOBI SUKHUMVIT 40 (ไอดีโอ โมบิ สุขุมวิท 40) เป็...

29 November, 2019

เดอะ ซอนเน่ ศรีนครินทร์ บางนา

บ้านแบบ Luxury Duplex Home คือ เทรนด์การออกแบบบ้านที...

18 November, 2019