เปลี่ยนอาคารให้เป็นเครื่องกรองอากาศของเมือง! ม.ธรรมศาสตร์ แนะ 3 เทคนิคทางสถาปัตย์ จัดสร้างอาคารอย่างไรให้ปลอดภัยจากฝุ่น PM 2.5 พร้อมพาดูต้นแบบสถาปัตยกรรม ช่วยสู้วิกฤตและปิดแก็ปมลพิษทางอากาศ
ฝุ่น PM 2.5 เป็นวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพกายและใจของประชาชน โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยแหล่งกำเนิดมลพิษมากมาย ขณะที่มาตรการควบคุมฝุ่น เช่น การลดการใช้รถยนต์หรือการควบคุมโรงงานอุตสาหกรรมอาจต้องใช้เวลาและการปรับตัวในระยะยาว ซึ่งยังไม่ทันกับการแก้ปัญหาและลดข้อกังวลให้กับทุกภาคส่วนได้
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะสถาบันที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน จะพาไปเจาะลึกแนวทางที่ช่วยสร้างเกราะคุ้มฝุ่นและสร้างความมั่นใจการดำเนินชีวิตในระยะยาวได้ โดยเป็นมุมมองเชิงสถาปัตยกรรม “โครงสร้างอาคารอัจฉริยะ” จาก ผศ. ดร.จิฐิพร วงศ์วัชรไพบูลย์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง ม.ธรรมศาสตร์ ที่จะมากระตุ้นและกระตุกแนวคิดการออกแบบทางสถาปัตย์ในไทยให้ดีและรักษ์โลกกว่าที่เคย
– สถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบโครงสร้างที่ดีมีบทบาทสำคัญในการช่วยกรองฝุ่นละออง
ผศ. ดร.จิฐิพร กล่าวว่า การออกแบบอาคารที่สามารถช่วยบรรเทาผลกระทบจากฝุ่นเป็นแนวทางสำคัญที่สถาปนิกและวิศวกรควรให้ความสำคัญ และหนึ่งในหลักการเชิงโครงสร้างที่ช่วยลดปริมาณฝุ่นในอากาศคือการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในอาคาร โดยพบว่าไอน้ำในอากาศในปริมาณที่สูงจะช่วยลดการลอยตัวของฝุ่นละออง และอุณหภูมิที่ต่ำลงเล็กน้อยจะช่วยให้ฝุ่นตกตะกอนได้เร็วขึ้น ดังนั้น การออกแบบที่สามารถรักษาสมดุลของอุณหภูมิและความชื้นจะเป็นปัจจัยที่ช่วยลดฝุ่นละอองภายในอาคารได้
การออกแบบฟาซาด (Façade) หรือเปลือกอาคารเป็นเกราะแรกที่ช่วยกรองฝุ่นละอองและลดการกระจายของมลพิษทางอากาศได้ ซึ่งฟาซาดที่โปร่งและสามารถระบายอากาศได้ดีจะช่วยป้องกันไม่ให้ฝุ่นสะสมในพื้นที่อาคารมากเกินไป นอกจากนี้ ฟาซาดอาคารแบบกรองฝุ่น (Breathable Facade) ใช้ผนังที่มีโครงสร้างโปร่งและวัสดุกรองฝุ่นเพื่อดักจับฝุ่นละอองก่อนเข้าสู่ภายใน เช่น การใช้วัสดุกรองอากาศแบบละเอียด หรือการติดตั้งแผงกั้นฝุ่นที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดปริมาณฝุ่นที่เข้าสู่พื้นที่ภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน
“การออกแบบระบบกรองอากาศอาคาร เป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการติดตั้งระบบปรับอากาศที่ติดตั้งตัวกรอง HEPA หรือ Electrostatic Precipitator เพื่อดักจับฝุ่น PM2.5 ในอัตราที่เหมาะสมต่อพื้นที่ใช้สอย จะช่วยให้คุณภาพอากาศภายในอาคารดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ การใช้ตัวกรองดักจับฝุ่นด้วยไฟฟ้าสถิต จะช่วยลดปริมาณฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศได้มากขึ้น การหมุนเวียนอากาศที่ดีภายในอาคารก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยลดการสะสมของมลพิษ โดยการออกแบบให้มีช่องเปิดสำหรับระบายอากาศ หรือการใช้ระบบไหลเวียนอากาศแบบควบคุมจะช่วยให้อากาศบริสุทธิ์ไหลเวียนได้อย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งการออกแบบอาคารให้เหมาะสมกับทิศทางลมตามธรรมชาติ สามารถช่วยพัดพาฝุ่นออกจากตัวอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวางตำแหน่งของช่องเปิด หน้าต่าง และทิศทางของการไหลเวียนอากาศให้สัมพันธ์กับทิศทางลมในพื้นที่ จะช่วยลดการสะสมของฝุ่นในอาคาร อีกทั้งยังช่วยลดภาระการทำงานของระบบกรองอากาศภายในอีกด้วย”
– ต้นไม้ไม่ได้มีไว้แค่ตกแต่ง แต่ยังช่วยดูดซับมลพิษทางอากาศได้จริง
การนำพื้นที่สีเขียวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบอาคาร ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความสวยงามและความร่มรื่น แต่สามารถดูดซับมลพิษและปรับปรุงคุณภาพอากาศ โดยเฉพาะ Green Wall หรือกำแพงสีเขียว ที่เป็นระบบปลูกต้นไม้แนวตั้งภายในหรือภายนอกอาคาร ซึ่งพืชที่ใช้ใน Green Wall เช่น เฟิร์น พลูด่าง และเดหลี สามารถช่วยดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็ก รวมถึง PM2.5 ได้ในระดับหนึ่ง ทั้งยังช่วยเพิ่มออกซิเจนและลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้ อย่างไรก็ตาม การออกแบบ Green Wall ต้องคำนึงถึงโครงสร้างการจัดวางให้เหมาะสม หากติดตั้งแบบหนาแน่นหรือไม่เว้นช่องระบายอากาศที่ดี อาจทำให้เกิดการสะสมของฝุ่นแทนที่จะเป็นการกรอง ส่งผลให้คุณภาพอากาศในพื้นที่ใกล้เคียงไม่ดีขึ้นตามที่คาดหวัง
นอกจาก Green Wall แล้ว Sky Garden หรือสวนลอยฟ้า ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยปรับสมดุลคุณภาพอากาศในอาคาร โดยจะช่วยลดอุณหภูมิ ลดความร้อนสะสม และเพิ่มความชื้นในอากาศ ส่งผลให้ปริมาณฝุ่นละอองลดลง ทั้งนี้ การจัดวางพื้นที่ใช้งานใน Sky Garden ควรคำนึงถึงผลกระทบต่อฝุ่น หากมีการจัดวางพื้นที่นั่งเล่นหรือทางเดินไว้ใต้แนวต้นไม้โดยตรง อาจทำให้ฝุ่นที่สะสมบนใบไม้ร่วงลงมายังพื้นที่ด้านล่าง การออกแบบที่ดีจึงต้องมีการเว้นระยะที่เหมาะสมและวางแผนทิศทางลมให้ช่วยพัดพาฝุ่นออกไปแทนที่จะสะสมอยู่ภายในอาคาร