[1st Impression] มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า บ้านคลัสเตอร์แห่งแรกในประเทศไทย ที่ให้คุณได้ขยายอาณาจักรแห่งความสุขไปได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด

เกริก บุณยโยธิน 28 November, 2022 at 15.05 pm

คำว่า “บ้าน” นั้นมีองค์ประกอบอยู่หลายอย่างมากครับ บางคนอาจจะมองว่าบ้านเป็นเพียงแค่สิ่งปลูกสร้างที่สร้างขึ้นมาเพื่อพักอาศัย จะใหญ่หรือเล็ก เดินทางสะดวกแค่ไหนก็แล้วแต่งบประมาณของเจ้าของบ้าน และจำนวนสมาชิกภายในบ้าน แต่สำหรับใครหลายๆคนรวมถึง MQDC คำว่า “บ้าน” เป็นสถานที่ที่รวมไว้ซึ่งเรื่องราวแห่งความสุข ที่หาไม่ได้จากสถานที่อื่นๆทั่วไป และเป็นความสุขแบบยั่งยืนที่เกิดจากสายสัมพันธ์อันแนบแน่นของคนในครอบครัวเท่านั้น เพราะการอยู่อาศัยร่วมกันในบ้านหลังใหญ่ ที่ประกอบด้วยสมาชิกหลายช่วงวัยในแบบ Multi – Generation คือพื้นฐานวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทย และเอเชีย ส่วนใหญ่ ที่มักให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว ที่เปรียบดั่งสายใยที่เชื่อมความอบอุ่น มอบความรัก เกื้อกูลช่วยเหลือซึ่งกันและกันจากรุ่นสู่รุ่น จึงเป็นที่มาของโครงการที่ผมได้มีโอกาสแวะมาดูวันนี้อย่าง “มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า” ครับ

 

ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาหากเราพูดถึงบ้านในระดับราคาเกินกว่า 200 ล้านบาท ก็มักจะเป็นบ้านที่อยู่ในกลุ่มเซกเมนท์ของ “บ้านประจำตระกูล” ที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ส่วนใหญ่แล้วเป็นบ้านที่เจ้าของบ้านเลือกที่จะก่อสร้างบนที่ดินของตัวเองเป็นหลัก แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เทรนด์ในการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวในระดับ Ultra – Luxury มีมากขึ้นเพื่อให้สอดรับกับดีมานด์ของกลุ่มครอบครัวระดับเจ้าสัวที่มีกำลังซื้อมหาศาล และไม่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งบ้านเหล่านั้นมักจะนำเรื่องราวของการสร้างสังคมคุณภาพในแบบ Exclusive มีเพียงไม่กี่หลัง และมอบพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางมาเป็นจุดดึงดูดหลัก แต่ข้อจำกัดของโครงการเหล่านั้นก็คือมักจะมีรูปแบบแปลงบ้านที่ค่อนข้าง Fixed กับขนาดที่ดิน มีการแบ่งโซนแยกประเภทบ้านเป็นขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ทำรั้วรอบขอบชิด บางคนอยากที่จะซื้อบ้านหลังใหญ่สุดติดกัน 2 – 3 หลังก็ทำไม่ได้ เพราะเหตุผลด้านการขายทำให้ต้องจัดผังแบบนั้น หรือจะเลือกซื้อบ้านหลังใหญ่ไปเลยเพียงหลังเดียวและอยู่ร่วมกัน 2 – 3 ครอบครัว ก็ดูจะขาดซึ่งความเป็นส่วนตัว ชวนให้หาเรื่องทะเลาะกันซะเปล่าๆ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ดีมานด์ของกลุ่มผู้ต้องการบ้านระดับราคา 400 – 500 ลบ.ยังไม่ได้ถูกเติมเต็มเท่าที่ควร จนทำให้หลายๆครอบครัวเจ้าสัวระดับ Billionaire มองว่า ถ้าต้องใช้เงินระดับ 500 ล้านบาทในการซื้อบ้านจัดสรร ก็สู้ไปสร้างเองดีกว่า…ซึ่งนี่ก็คือช่องว่างทางการตลาดที่ทาง มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า มองเห็นครับ โดยโครงการมีจุดดึงดูดที่น่าสนใจเพียงพอที่จะทำให้กลุ่มครอบครัว Billionaire ซื้อที่นี่ได้ไม่ยากเลยนะ อย่างแรกก็คือในเรื่องของแนวคิดในการออกแบบบ้าน ที่หลายวิลล่าถูกเชื่อมต่อถึงกัน เพื่อให้ครอบครัวขยายที่ประกอบไปด้วยสมาชิกหลายเจเนอเรชั่นสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวด้วยการอยู่อาศัยในบ้านเดี่ยวของตัวเอง นอกจากนี้ การสร้างบ้านสไตล์คลัสเตอร์ที่บ้านมากกว่าหนึ่งหลังเชื่อมต่อถึงกัน แทนที่จะสร้างบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่มากๆ เพียงหนึ่งหลังแล้วให้ทุกคนอยู่ร่วมกันในนั้น ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อเปิดโอกาสให้คนในแต่ละเจเนอเรชั่นสามารถออกแบบเลย์เอาต์และการตกแต่งภายในบ้านของตัวเองให้สอดคล้องกับความต้องการ และสไตล์ที่แตกต่างกันตามแบบฉบับของตัวเองได้ ไม่ต้องมานั่งทะเลาะกัน หรือเถียงกันเรื่องการออกแบบ ฟังก์ชัน รวมถึงการบริหารพื้นที่ส่วนตัว

default

ส่วนอย่างที่สองก็คือเรื่องของทำเลที่ตั้งอยู่ภายในโครงการที่เป็น One of A Kind อย่าง The Forestias ที่แม้เราจะมีเงินมากในระดับ 200 – 600 ล้านบาท ก็ไม่สามารถที่จะสร้างบ้านให้มีองค์ประกอบของความสมบูรณ์แบบได้เหมือนที่นี่ ซึ่งเป็นโครงการเมืองต้นแบบแห่งแรกของโลก บนพื้นที่ 398 ไร่ ที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity โดยมีแนวทางการพัฒนาโครงการด้วยการนำความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ และมนุษย์ มาอยู่ร่วมกันภายใต้สิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพและเอื้อประโยชน์ต่อการใช้ชีวิต หลีกเลี่ยงการทำลายสิ่งแวดล้อมและพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ระบบนิเวศของโลก มีป่าขนาดใหญ่พื้นที่ 30 ไร่บริเวณใจกลางโครงการ พร้อมทางเดินยกระดับที่ทอดยาวทะลุผืนป่า และลำธารยาว 1.6 กิโลเมตร

อย่างที่สามก็คือเรื่องของสเปคการออกแบบโดยบริษัทออกแบบระดับโลก Foster + Partners ที่นำภูมิปัญญาแบบสถาปัตยกรรมไทยมาประยุกต์เพื่อให้เข้ากับอาคารสมัยใหม่ ผ่านการเลือกใช้วัสดุอย่างกระจก IGU ที่ประกอบด้วยกระจก Low iron + Low E 2 แผ่นมาประกบกันโดยมี Air Gap และกระจก Heat Strength อีก 1 แผ่นมาประกบด้านใน โดยให้บานใหญ่แบบ Floor to ceiling ทั้งบ้านเพื่อให้รับวิวธรรมชาติได้เต็มที่ เพิ่มความคงทนของอาคารในระยะยาว และความสวยงามด้วยการใช้อลูมิเนียมคอมโพสิท สีทองแดง เป็น Facade เลื่อนเปิดปิดได้ ที่เฉดสีจะเปลี่ยนไปเมื่อกระทบกับแสงในแต่ละช่วงเวลา มีการใช้ Design Standard ตามหลัก For all well-being ที่ถูกวางรากฐานและหลักปฎิบัติโดยศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน RISC โดยสำหรับโครงการนี้มีการออกแบบทุกมิติเพื่อการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดียิ่งขึ้น อาทิ การใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสุขภาพสารระเหยต่ำ กระจก IGU ให้มุ้งลวดไฟฟ้าในทุกช่องเปิด ตำแหน่งการติดตั้งระบบไฟฟ้า ไฟส่องสว่าง ราวกันตกกระจกลามิเนตสูง 1.2 เมตร หลังคาอลูมิเนียมซ้อนทับอยู่บนหลังคาคอนกรีต เน้นการบำรุงรักษาง่ายด้วยทางเดินรอบบ้านจากด้านนอกทุกชั้น ติดตั้ง sprinkle ในทุกห้องนอน ระบบ Solar Cell พร้อมการจัดเก็บพลังงานแบตเตอรี่ด้วย Tesla Powerwall และใช้ระบบปรับอากาศภายในบ้านแบบ All in One ที่ประกอบด้วยระบบทำความเย็น ระบบควบคุมคุณภาพอากาศ (IAQ) และควบคุมความชื้น โดยที่ใช้น้ำเย็นจากศูนย์กระจายส่วนกลางแทนการใช้น้ำยา และ CDU ภายนอก นอกจากนี้ยังอุ่นใจไปยาวๆเลยกับกับรับประกันที่ยาวนานไปถึง 30 ปี ครอบคลุมในส่วนของโครงสร้าง หลังคา บานประตูหน้าต่าง façade ระบบน้ำ ไฟ…ซึ่งแค่นี้ก็หาตัวเลือกโครงการไหนที่กล้าให้ขนาดนี้ไม่ได้แล้วครับ

สำหรับตัวบ้านจะเป็นบ้านคลัสเตอร์ รูปแบบวิลล่า สูง 3 – 4 ชั้น จำนวน 37 หลัง ที่มีบ้านทั้งหมด 3 แบบ คือ ROSEBERRY 4 BEDROOM 11 ยูนิต ที่ดิน 140 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 1,203 ตร.ม. ราคาขาย 185 ลบ., VISIONBERRY 5 BEDROOM 20 ยูนิต ที่ดิน 165 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 1,246 ตร.ม.ราคาขาย 220 ลบ. และ LEGENDBERRY 6 BEDROOM 6 ยูนิต ที่ดิน 210 ตร.วา พื้นที่ใช้สอย 1,724 ตร.ม. ราคาขายอยู่ที่ประมาณ 310 ลบ. บนที่ดิน 26-0-77.75 ไร่ เชื่อมถึงกันได้ด้วยทางเดินพิเศษ ตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่ให้สามารถใช้เวลาอยู่ร่วมกันอย่างใกล้ชิด [มีบางแปลงที่เค้าทำทางเชื่อมมาให้อยู่แล้วด้วย] หรือใครที่มองว่าแค่หลังเดียวก็ได้พื้นที่เหลือๆแล้วก็ซื้อแค่หลังเดียวได้เช่นกัน

 

โดยบ้านตัวอย่างเค้าจะทำคือขนาดกลาง VISIONBERRY มาเชื่อมกับขนาดเล็กคือ ROSEBERRY ครับ ซึ่งก็จะทำให้ได้พื้นที่ใช้สอยรวมประมาณ 2,449 ตรม.เลยครับ มี Facility ส่วนกลางของครอบครัวที่ข้ามไปข้ามมาใช้ร่วมกันได้อย่างสระว่ายน้ำ และฟิตเนส ในความรู้สึกของผมข้างในบ้านคือมีความแตกต่างจากที่อื่นชัดเจนเลยครับ ปกติบ้านที่มีพื้นที่ใช้สอยหลัก 1,000 ตรม.นี่คือส่วนใหญ่จะสร้างเต็มพื้นที่เลยทำให้มีส่วน Indoor ค่อนข้างมาก มีสวนค่อนข้างน้อย แถมเวลามองจากหน้าต่าง หรือหน้าบ้านก็จะเจอวิวท้ายรถตัวเองที่จอดอยู่ หรือไม่ก็กำแพงของบ้านข้างๆ แต่ที่นี่เป็นวิลล่าขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่แค่การสร้างเต็มพื้นที่ แต่ยังมอบความเป็นธรรมชาติให้แทรกเข้ามาอยู่ในบ้านด้วยการออกแบบที่เป็น Signature Design อย่างพื้นที่ใต้ถุนบ้าน ที่มีส่วนแบบเต็มชั้นและพื้นที่ทำกิจกรรมแบบเปิดโล่ง Semi – Outdoor, พื้นที่ชานบ้าน และ Courtyard ขนาดใหญ่บนชั้น 2 ที่เชื่อมทุกมุมมองภายในบ้านเข้าไว้ด้วยกัน และสามารถเดินเชื่อมไปยัง Sky Bridge ที่เป็นทางเดินไปยังบ้านที่เชื่อมติดกันได้ และมีโถง Living แบบ Double Volume สูง 8 เมตร ไปจนถึง 9 เมตรกว่าๆ ส่วนชั้นปกติสูวประมาณ 3 เมตรนิดๆ มาพร้อมลิฟท์ส่วนตัวทุกหลัง

ที่ผมชอบมากๆนอกเหนือจากสเปคและทำเลแล้ว ก็คือเรื่องของการถ่ายทอดความเป็น For All Well-Being ที่คิดมาครบละเอียด สำหรับทุกสมาชิกในครอบครัว ไม่เว้นแม้แต่แม่บ้าน แม่ครัว หรือคนขับรถ สำหรับแม่บ้านหลายๆคนคงจะเคยเห็นภาพห้องแม่บ้านที่นี่แล้ว ซึ่งผมเองก็ต้องขออนุญาตให้รางวัลห้องแม่บ้านที่ดีที่สุดในประเทศไทยไปเลยครับ อย่างแรกเป็นห้องราวๆ 40 ตรม.แบบหน้ากว้างที่มีห้องรับแขกในตัว มี 2 ห้องนอน แอร์ครบทุกห้อง และห้องน้ำพร้อมแยกส่วนแห้งเปียกด้วยกระจก Temper แถมยังได้ช่องแสงเป็นประตูกระจกและหน้าต่างบานใหญ่สุดๆด้วย ส่วนแม่ครัวเองนี่คือได้ชุดครัวระดับโรงแรม 5 เลยทั้งเครื่องครัวแสตนเลสและ Appliance ครบเซทแบรนด์ Bertazzoni ที่มีลิฟท์ส่งอาหารขึ้นไปส่วนชั้น 2 ที่เป็นห้องอาหารได้เลย ไม่ต้องลำบากยกขึ้นยกลง ส่วนคนขับรถ รวมถึงพ่อบ้านสายปาร์ตี้ ยังไงก็ต้องชอบห้อง Gentlemen Club ที่เนรมิตลานจอดรถใต้ดินให้ออกมาเป็นศูนย์รวมความบันเทิงเคียงข้างรถคู่ใจ ที่นี่น่าจะเป็นลานจอดรถใต้ดินในบ้านเดี่ยวเพียงแห่งเดียวในไทยที่มีการติดตั้งงานระบบแอร์ไว้ให้ ติดไฟส่องสว่างพร้อม Wash Station รวมถึงมีเครื่องวัดค่าคาร์บอนมอนอกไซด์ติดตั้งเอาไว้ด้วย เมื่อมีค่าอากาศเสียสูง ระบบถ่ายเทอากาศก็จะทำหน้าที่ทันที โดยผมลองถามทางผู้บริหารโครงการดูเค้าบอกว่าจริงๆแล้วอยากจะทำ Ramp ให้กว้างพอที่รถสวนกันได้ด้วยซ้ำไป! [ที่นี่ Ramp ใหญ่มากครับประมาณ 4 เมตรได้ ถ้าสวนกันก็คือระดับลานจอดรถในห้างแล้วครับ]

 

แม้มีบ้านเพียงแค่ 37 หลัง แต่ก็ยังมาพร้อมสะดวกสบายขึ้นสุดกับ Clubhouse ขนาดใหญ่กว่า 1,000 ตรม. โดดเด่นด้วยโครงสร้างไม้คานดัดโค้ง Glulam ภายใต้แรงบันดาลใจจากศาลาไทย เชื่อมต่อไปยัง Creek และทางเดิน Canopy Walk หรือทางเดินยกระดับความยาว 1.6 กม. ที่มีความสูงอยู่ในระดับยอดต้นไม้ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินส่วนตัวเฉพาะลูกบ้าน เพื่อเดินเชื่อมถึงกันระหว่างอาคาร Forest Pavilion และโครงการที่อยู่อาศัยอื่นๆภายใน The Forestias

Abraham Maslow เคยกล่าวไว้ในทฤษฎีที่ทุกคนรู้จักกันดีอย่าง Maslow’s Hierarchy of Needs ที่เชื่อว่ามนุษย์จะมีลำดับความต้องการแบ่งออกเป็น 5 ขั้น คือ 1. Physiological Needs ความต้องการพื้นฐาน เช่น ปัจจัยสี่อย่าง อาหาร น้ำ เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย โดยในปัจจุบันอาจเพิ่มในเรื่องของอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนเข้ามา 2. Safety Needs ความต้องการด้านความปลอดภัย และความมั่นคงในชีวิต เช่น อยู่ในสังคมที่ปลอดภัยกว่า มีอาชีพการงาน สุขภาพ มีเงินออมเงินเก็บไว้เพื่อการลงทุนสำหรับอนาคต 3. Love and belonging Needs ความต้องการเป็นที่รักและเป็นส่วนหนึ่งในความสัมพันธ์ ได้รับการยอมรับเข้ากลุ่ม คบค้าสมาคมกับคนอื่นๆได้ และการมีครอบครัว 4. Esteem Needs ความต้องการมีคุณค่า เป็นที่ยอมรับนับถือ มีหน้าตาในสังคม สร้างสถานภาพทางสังคมของตัวเองให้สูงขึ้น ต้องการความท้าทาย และบริการในแบบ Exclusive มากกว่าเดิม จนเกิดมาซึ่งอัตตา และ 5. Self-Actualization Needs ความปรารถนาที่จะสามารถเติมเต็มภายในตนเองได้อย่างสมบูรณ์ เป็นความต้องการที่จะพัฒนาศักยภาพที่อยู่ลึกๆของตัวเองในแบบ Unmet Need ที่ต้องมองหาให้ลึกลงไปจากการทบทวนประสบการณ์ทั้งชีวิตที่ผ่านมา จนรู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการที่ทำให้เรายังอยากจะอยู่บนโลกนี้อย่างมี Passion ต่อไปในอนาคตนั้นมีอะไรบ้าง

 

มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า คือโครงการที่ช่วยเติมเต็มทุก Level of Hierarchy of Needs ที่สมาชิกทุกช่วงวัยในครอบครัวใหญ่ล้วนมีความต้องการที่แตกต่างกันออกไป โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกในครอบครัวได้อยู่อาศัยใช้ชีวิตอยู่ในอาณาบริเวณที่ใกล้ชิดติดกับพ่อแม่ ลูกที่โตแล้ว และญาติสนิท สามารถไปมาหาสู่กับสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวได้โดยการเดินไปหาเพียงไม่กี่นาที ครอบครัวจะสามารถช่วยกันเลี้ยงเด็กๆ ได้ รวมทั้งช่วยกันดูแลพ่อแม่ที่อายุมากแล้วได้สะดวกสบายมากขึ้น และไม่จำกัดเวลาไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืนก็ตาม เป็นการประหยัดเวลาที่ต้องใช้ในการเดินทางไปมาหาสู่กันระหว่างบ้าน ซึ่งจะทำให้ครอบครัวมีเวลามากขึ้นสำหรับทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งนี้หากครอบครัวไหนซื้อบ้านขนาด S, M, L แล้วมาเชื่อมรวมกัน ก็จะได้พื้นที่ห้องนอนมากถึง 15 ห้องนอน บนที่ดินรวม 1 ไร่กว่าๆ พื้นที่ใช้สอย 4,000 กว่าตรม. แถมยังปักป้ายชื่อซอยย่อยเป็นของตัวเองได้ด้วยในราคารวมแค่ราวๆ 7xx ล้านบาทเท่านั้น ใครสนใจซื้อไปเลย 3 หลังครับ ส่วนผมแค่ได้มีโอกาสมาดูและเดินเล่นที่นี่เพียงเท่านี้ก็รับรู้ได้ถึงความสุขแล้วครับ

เกริก บุณยโยธิน

ผู้ก่อตั้งเวปไซต์แบ่งปันความรู้ด้านการตลาด และการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาฯ พร็อพฮอลิค ดอทคอม..หลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการวนเวียน เข้าๆออกๆ ในสายงานด้านการตลาด และวางแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ของบริษัทอสังหาฯ และเอเยนซีโฆษณาชั้นนำหลายแห่ง (โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องจับสลากเจอลูกค้าสายอสังหาฯทุกที)...จนถูกครอบงำโดยจิตใต้สำนึก ให้ถีบตัวเองออกจากกรอบการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อออกมาจุดประกายความคิดที่ถูกต้อง และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจในธุรกิจอสังหาฯ

เว็บไซต์

เดอะ คราวน์ เรสซิเดนท์เซส

โนเบิล สเตท 39

เดอะ เครสท์ พาร์ค เรสซิเดนซ์

ทำเลห้าแยกลาดพร้าวนั้นโดยปกติจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คื...

23 January, 2023

เดอะ ไพรเวซี่ จตุจักร

The Privacy Jatujak คืออีกหนึ่งโครงการคอนโดมิเนียมระ...

19 January, 2023

วิสซ์ดอม โคเอ็กซ์ ปิ่นเกล้า

โดยทาง MQDC เลือกที่จะนำแบรนด์ COEX มาลงที่ย่านปิ่นเ...

22 December, 2022

มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า

การอยู่อาศัยร่วมกันในบ้านหลังใหญ่ ที่ประกอบด้วยสมาชิ...

6 December, 2022