EV Bus จากรถเมล์สู่เมืองอัจฉริยะ การเปลี่ยนแปลงที่คนอสังหาฯ ไม่ควรมองข้าม
ขสมก. หรือ BMTA กำลังเปลี่ยนระบบขนส่งสาธารณะสู่พลังงานสะอาด นี่คือสัญญาณใหม่ที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ต้องอ่านให้ออก
ผู้เขียนมีโอกาสร่วมงาน Solar & Storage Live Thailand 2026 รับฟังการบรรยายเรื่อง “ทิศทางใหม่ของ ขสมก กลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านสู่รถเมล์ไฟฟ้ากว่า 1,500 คันภายในปี 2575” โดยคุณวิโรจน์ แหวนทองคำ ตัวแทนจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ
การเปลี่ยนแปลงระบบขนส่งมวลชนไม่ใช่เรื่องของการคมนาคมเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาเมือง เศรษฐกิจ และเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินของอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว หากวันไหนขาดรถเมล์ที่เชื่อมโยงผู้คนเดินทางผ่านไปมาในโครงการอสังหา มูลค่าของอสังหาก็ย่อมไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นการบรรยายของผู้บริหารองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเล่าเรื่อง “รถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus)” แต่คือภาพสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเมืองใหญ่ ที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่อาจมองข้ามได้
1. จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่าน จากภาระต้นทุนสู่พลังงานสะอาด
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การให้บริการรถโดยสารประจำทางเป็นภาระต้นทุนที่รัฐต้องแบกรับมาโดยตลอด องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ ให้บริการประชาชนในอัตราค่าโดยสารที่ต่ำกว่าต้นทุนจริง โดยต้นทุนต่อเที่ยวสูงกว่าราคาที่เรียกเก็บอย่างมีนัยสำคัญ (พ.ศ. 2568 ต้นทุนจริง 30 บาท แต่เรียกเก็บได้ 8 บาท) แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านจากรถร้อนสู่รถปรับอากาศในอดีต แต่ก็ไม่เคยได้รับงบประมาณสนับสนุนโดยตรงจากภาครัฐในลักษณะก้อนใหญ่เช่นครั้งนี้
การตัดสินใจเดินหน้าใช้รถพลังงานไฟฟ้า จึงไม่ได้เกิดจากกระแสรักษ์โลกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการมองหา “เทคโนโลยีที่ลดภาระรัฐในระยะยาว” ทั้งในมิติของต้นทุนพลังงาน ค่าซ่อมบำรุง และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มต้นจากการใช้รถ EV ภายในองค์กร ก่อนขยายสู่ระบบบริการประชาชน
2. รถเมล์ไฟฟ้าไม่ใช่แค่ยานพาหนะ แต่คือระบบใหม่ทั้งชุด
การนำรถโดยสารไฟฟ้าเข้ามาใช้งานกว่า 1,500 คัน ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนรถ แต่คือการเปลี่ยน “ระบบปฏิบัติการทั้งหมด” ตั้งแต่รูปแบบสัญญาเช่าที่รวมค่าซ่อมบำรุง การบริหารอายุการใช้งานแบตเตอรี่ ไปจนถึงการวางระบบชาร์จไฟและการจัดการพลังงานแบบเรียลไทม์
รถไฟฟ้าไม่สามารถ “เติมแล้ววิ่งยาว” แบบรถใช้น้ำมันได้ ระยะเวลาการชาร์จที่ยาวกว่า ทำให้พื้นที่อู่จอด การหมุนเวียนรถ และระบบดิจิทัลสำหรับควบคุมพลังงาน กลายเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงาน นี่คือเหตุผลที่ต้องปรับปรุงอู่จอดรถใหม่แทบทั้งหมด และเป็นสาเหตุให้การส่งมอบรถล็อตแรกต้องใช้เวลา
ในมุมมองเชิงเมือง นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและพื้นที่สนับสนุนการคมนาคม จะกลายเป็นองค์ประกอบใหม่ของการพัฒนาเมืองในอนาคต
3. การลดมลภาวะคือโจทย์เมือง ไม่ใช่โจทย์องค์กรเดียว
ปัญหา PM 2.5 และมลภาวะทางอากาศ ทำให้ระบบขนส่งสาธารณะถูกจับตามองในฐานะแหล่งกำเนิดมลพิษสำคัญ แม้องค์กรจะยอมรับว่ารถจำนวนมากยังสร้างมลภาวะ แต่ก็ชี้ชัดว่าปัญหานี้เป็นผลรวมจากหลายกิจกรรมในเมือง ไม่ใช่เพียงรถเมล์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด คือการแสดงบทบาทเชิงรุกของรัฐในการลดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ซึ่งในเชิงอสังหาริมทรัพย์ สิ่งนี้สะท้อนถึง “ทิศทางเมืองที่ให้คุณค่ากับสิ่งแวดล้อม” และจะส่งผลต่อความต้องการอยู่อาศัยในพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับระบบขนส่งสะอาดโดยตรง








