The Aspen Tree

  

ดิ แอสเพน ทรี


‘ดิ แอสเพน ทรี’ เป็นโครงการที่พักอาศัยพร้อมมอบบริการดูแลตลอดชีวิต สำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนการใช้ชีวิตในระยะยาว ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เน้นบริการและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) ผสานโปรแกรม Health & Wellness

เกริก บุณยโยธิน เมื่อ 9 November, 2021 เวลา 15.22 pm

Prop score™: 4.7

คะแนนรีวิว: 0.0

0 รีวิว



    ข้อมูลโครงการ

ชื่อโครงการ

The Aspen Tree

บริษัทผู้สร้าง

MQDC แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น

สถานที่

ถนนบางนา-ตราด กม.7

สถานีรถไฟ BTS

-

สถานีรถไฟใต้ดิน

-

Airport Rail Link

-

สถานี BRT

-

พื้นที่

23-2-26.5 ไร่

ชั้น

Active Living Condominiums จำนวน 3 อาคาร สูง 13, 18, และ 22 ชั้น จำนวน 250 ยูนิต และ Sky Villa Residences 2 อาคาร สูง 5 ชั้น เพียง 40 ยูนิต เพดานสูง 3.5 เมตร

ยูนิต

290 ยูนิต

ที่จอดรถ

Active Living Condominiums 1 คันต่อ 1 ยูนิต, Sky Villa Residences 2 คันต่อ 1 ยูนิต

ลิฟท์

Active Living Condominiums 3 ตัว + 1 Service Lift และ Sky Villa Residences 4 ตัว + 1 ยูนิต

สิ่งอำนวยความสดวก

indoor wellness pool, outdoor family pool, fitness & yoga studio, golf simulator room, open library & cafeteria, business lounge, multipurpose room, spa & beauty salon, arts & crafts room, all day restaurant & private dining rooms, specialty restaurant, media & theater room, karaoke room, meditation rooms, convenience store, geriatric clinics & residential VIP lounge, outdoor activity areas, covered walkway, canopy walk, seasonal garden, therapeutic garden


    ประเภทยูนิต

ประเภท

Holistic Lifetime Care Residences/Holiday Home/Intergeneration Residences/Leasehold Condominium/Elderly Care Residences

studio

-

1 bedroom

Active Living Condominiums : 83.02 – 83.76 ตร.ม., 1 Bedroom plus Den 85.34 – 86.44 ตร.ม.

2 bedroom

Active Living Condominiums : 123.32 – 124.06 ตร.ม., Sky Villa Residences : 2 Bedrooms plus Den ขนาด 184.17 ตร.ม., 2 Bedrooms plus Den ขนาด 202.93 ตร.ม., 2 Bedrooms plus Den & Private Garden ขนาด 213.77 – 214.97 ตร.ม., 2 Bedrooms plus Den & Private Garden ขนาด 243.93 ตร.ม.

3 bedroom

-

Duplex

-

Penthouse

-

ประเภทอื่นๆ

-

ความสูงจากพื้นถึงเพดาน

Active Living Condominiums 3 เมตร, Sky Villa Residences 3.5 เมตร

ราคาเริ่มต้น / ตรม.

327,000 บาท รวมทุกอย่างแล้ว สัญญาเช่าระยะยาว 30 ปี

ราคาเริ่มต้น / ยูนิต

28 ล้านบาท

ค่าส่วนกลาง

ไม่มี

Sinking Fund fee

ไม่มี

สร้างเสร็จ

คาดว่าแล้วเสร็จทั้งโครงการ : June 2023

เว็บไซต์

https://mqdc.com/our-business/discover-project/aspentree/home

1265


เพื่อนบ้าน Street View


รีวิว “ดิ แอสเพน ทรี” โครงการเพื่อนแท้หนึ่งเดียวที่ให้คุณได้เริ่มต้นสนุกกับชีวิตบทใหม่ในวัยอิสระ และยังพร้อมดูแลให้บริการคุณไปตลอดชีวิต 

 

คลิกเพื่ออ่านบทความ เจาะลึกละเอียดยิบ “เดอะ ฟอเรสเทียส์” เมืองมหัศจรรย์ในผืนป่า

 

‘ดิ แอสเพน ทรี’ เป็นโครงการที่พักอาศัยพร้อมมอบบริการดูแลตลอดชีวิต สำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนการใช้ชีวิตในระยะยาว ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เน้นบริการและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Care) ผสานโปรแกรม Health & Wellness โดยผ่านกิจกรรมระหว่างวันและสันทนาการต่างๆ ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ผู้สูงวัย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมสุขภาพกาย จิตใจ และสมอง นอกจากนั้นยังมีบริการ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันอีกด้วย ที่สำคัญ โครงการดิ แอสเพน ทรี ยังถือเป็นโครงการแห่งแรกที่มุ่งเน้นด้านการดูแลตลอดชีวิต (Holistic Lifetime Care) ใส่ใจด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เพื่อให้ท่านได้อยู่อาศัยอย่างไร้ความกังวล โดยได้ร่วมทำงานกับ เบย์เครสต์ โกลบอล โซลูชั่น (Baycrest Global Solutions) องค์กรจากประเทศแคนาดาที่มีประสบการณ์มากกว่า 100 ปี และเป็นผู้นำระดับโลกทางด้านการพัฒนาที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงวัย ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลในโครงการ ที่ผ่านหลักสูตรฝึกอบรมการดูแลผู้สูงวัย เพื่อสร้างมาตรฐานการดูแลผู้สูงวัยและมอบบริการที่ดีที่สุดให้ผู้อยู่อาศัยอย่างมีคุณภาพ

 

โครงการถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด Aging-In-Place คือการให้ผู้สูงวัยสามารถใช้ชีวิตในบ้านตัวเองได้ยืนยาวยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างอิสระ ผลักดันการค้นหาตัวตน และจุดประกายแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่ผ่อนคลาย ใกล้ชิดธรรมชาติ ยกระดับคุณภาพชีวิต มอบความสุขแก่ผู้สูงวัยในช่วงเวลาอันงดงามที่สุด เติมเต็มช่วงเวลาอันล้ำค่าเกินกว่าที่จะจินตนาการได้ มีทั้งแบบ Active Living Condominiums และ Sky Villa Residences เพรียบพร้อมทั้งที่พักอาศัย สิ่งอำนวยความสะดวก การบริการอย่างครบครัน และการดูแลด้านสุขภาพจากผู้เชี่ยวชาญอย่างครบวงจร

 

ซึ่งการเข้าอยู่ในโครงการนี้จะเป็นในแบบดูแลตลอดชีวิต แต่สัญญาจะทำเป็นระยะยาวที่ 30 ปีครับ ขายสิทธิการเช่าหรือปล่อยเช่าต่อไม่ได้ โดยต้องชำระค่าห้องและบริการจ่ายทั้งหมด ณ วันโอนสิทธิ *สำหรับกรณีคืนห้องก่อนกำหนด ทางโครงการจะคืนเงิน ค่าห้อง และค่าบริการ หากอยู่ไม่ครบ 30 ปี โดยหักเฉพาะปีที่ใช้ ปีละ 3.33%

 

โดยมีราคาเบื้องต้นประมาณนี้

1Bedroom 83-250 ตรม.

ราคา 1 ท่าน 28 ล้านบาท

ราคา 2 ท่าน 28 ลบ. + 8.8 ลบ.

 

2Bedroom 123 ตรม.

ราคา 1 ท่าน 42 ล้านบาท

ราคา 2 ท่าน 42 ลบ. + 9.8 ลบ

 

ไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ติดตาม สำหรับห้องทุกแบบแต่จะไม่ได้รับสิทธิใดๆ ทั้ง Service หรือการใช้ Wellness Clubhouse

 

รายละเอียดโครงการ The Aspen Tree

ดิ แอสเพน ทรี โครงการเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิตในวัย 50+ ที่สวยงามพร้อมสัมผัสกับการอยู่อาศัยที่มีอิสระ อุ่นใจ มีสีสัน และความสุขกว่าเคย ได้ตื่นแต่เช้าสูดอากาศบริสุทธิ์จากผืนป่ากว่า 30 ไร่ ได้ออกกำลังกาย ได้ทำกิจกรรมแบบ Preventive Care สนุกๆ ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพกาย จิตใจ และสุขภาพทางอารมณ์ของผู้อยู่อยู่อาศัย โยมีแนวคิดที่มุ่งเน้นการสร้างสังคมสำหรับผู้สูงวัย ให้อยู่อาศัยได้อย่างมีความสุข ต้องการที่จะเป็นต้นแบบของการดูแลผู้สูงวัยในระดับสากล เพื่อส่งเสริมการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพสำหรับผู้สูงวัยทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ

และ MQDC ได้เล็งเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงจำนวนผู้สูงวัยที่พึ่งพาตนเองทั้งมีคู่และใช้ชีวิตโสดมีแนวโน้มสูงขึ้น จึงตั้งใจพัฒนาโครงการ ดิ แอสเพน ทรี ด้วยเป้าหมายเพื่อเป็นโครงการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อให้สอดคล้องกับการมุ่งเน้นความสำคัญด้านการอยู่อาศัยของผู้สูงวัย จึงได้ร่วมมือกับ พันธมิตรระดับโลก อย่าง เบย์เครสต์ โกลบอล โซลูชั่น (Baycrest Global Solutions) ผู้นำระดับโลกในการดูแลด้านที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงวัย รวมถึงด้านการดูแลสุขภาพ งานวิจัย นวัตกรรม และการศึกษา โดยมุ่งเน้นที่สุขภาวะสมอง และ ผู้สูงวัย ทั้งนี้ Baycrest ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในองค์กรที่ดูแลผู้สูงวัยเฉพาะทางที่ดีที่สุดในโลก ประสบการณ์มากกว่า 100 ปี มีส่วนช่วยให้ ดิ แอสเพน ทรี ได้รับการพัฒนาลักษณะโครงการ และบริการ ได้อย่างเข้าใจและถูกต้อง ด้วยข้อมูลเชิงลึกทั้งด้านกายภาพ และจิตภาพ

โครงการแบ่งอาคารที่พักอาศัยออกเป็น Active Living Condominiums จำนวน 3 อาคาร สูง 13, 18, และ 22 ชั้น จำนวน 250 ยูนิต เพดานสูง 3 เมตร  มีห้องให้เลือกแบบ 3 แบบ คือ 1 Bedroom ขนาด 83.02 – 83.76 ตร.ม., 1 Bedroom Plus ขนาด 85.34 – 86.44 ตร.ม., 2 Bedroom ขนาด 123.32 – 124.06 ตร.ม. จอดรถได้ 1 คัน/ยูนิต และแบบ Sky Villa Residences 2 อาคาร สูง 5 ชั้น เพียง 40 ยูนิต เพดานสูง 3.5 เมตรในแบบ Premium Private Units & Private Gardens  มีห้อง 4 รูปแบบ คือ 2 ห้องนอน + ห้องอเนกประสงค์ ขนาด 184.17 ตร.ม.,  2 ห้องนอน + ห้องอเนกประสงค์ ขนาด 202.93 ตร.ม., 2 ห้องนอน + ห้องอเนกประสงค์และสวนส่วนตัว ขนาด 213.77 – 214.97 ตร.ม., และ 2 ห้องนอน + ห้องอเนกประสงค์และสวนส่วนตัว ขนาด 243.93 ตร.ม. ให้พื้นที่จอดรถ 2 คัน/ยูนิต มีพื้นที่จอดรถ 100% บริเวณชั้นใต้ดิน รวมทั้งหมด 290 ยูนิต ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 23-2-26.5 ไร่ ออกแบบงานสถาปัตยกรรมในสไตล์ Classic Contemporary พร้อมพื้นที่กลางแจ้ง สวนสีเขียว อาคาร Glasshouses อาคาร Wellness Clubhouse และ Health & Brain Center

Active Living Condominiums

Floor Plan

แต่ละชั้นมีการออกแบบเป็น Single-Loaded Corridor ผู้อยู่อาศัยรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวอย่างมาก และ 1 ชั้น มีเพียง 5 ยูนิตเท่านั้น โดยทุกยูนิตจะอยู่คละกัน

Unit Plan

1 Bedroom ขนาด 83.02 – 83.76 ตร.ม.

ห้องแบบ 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ขนาดใหญ่ มี Foyer, Powder Room และครัวอยู่ด้านหน้าห้อง พร้อมส่วน Living ที่กินพื้นที่ครึ่งนึงของห้องเลยก็ว่าได้ สามารถจัดโต๊ะทานอาหาร มุมนั่งเล่นไปในตัวได้ พร้อมพื้นที่ระเบียงกว้าง ราวกันตกสูงให้ได้นั่งชมวิวป่าด้านนอก ห้องนอนมี Walk-in Closet และห้องน้ำภายในห้อง

1 Bedroom Plus ขนาด 85.34 – 86.44 ตร.ม.

แบบ 1 ห้องนอน และ 1 ห้องเอนกประสงค์ มีการกั้นห้องเป็นสัดส่วน  มีครัว และพื้นที่ Living อยู่กลางห้อง และห้องเอนกประสงค์ที่จะใช้เป็นห้องทำงานหรือห้องทำกิจกรรมก็ได้ อยู่ติดกับระเบียง ในส่วนของห้องนอนมี Walk-in Closet และห้องน้ำในตัว

2 Bedroom ขนาด 123.32 – 124.06 ตร.ม.

แบบ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ หน้าห้องมี Foyer พร้อมทางเดินแยกระหว่างห้องนอนและ Living Room ใน Master Bedroom มีห้องน้ำ และ Walk-in Closet ในตัว พื้นที่ Living Room และครัวเชื่อมต่อกัน ระเบียงด้านนอกกว้างพร้อมราวกันตก

Sky Villa Residences

Floor Plan

เพื่อเป็นลดการเดินขึ้นลงบันไดของผู้สูงอายุ แต่ละห้องจึงมีขนาดใหญ่มาก มีเพียง 4 ห้องต่อชั้นเท่านั้น และเป็นแบบ Single-Loaded Corridor พร้อมวิวป่าสีเขียว โดยห้องชั้นล่างจะได้พื้นที่ Private Garden เพิ่มมาอีก 40 ตร.ม.

Unit Plan

ห้อง 2 Bedroom Plus Den ขนาด 184.17 ตร.ม.

สามารถเข้าห้องได้ 2 ทาง ทั้งจากฝั่งหน้าห้อง และฝั่งห้องครัวที่แม่บ้านจะเข้าทางฝั่งนี้แทน หน้าห้องมี Powder Room ห้องเป็นแบบครัวปิดเชื่อมกับพื้นที่ซักล้าง ส่วน Living Room และโต๊ะทานอาหารอยู่ด้วยกัน ห้องอเนกประสงค์ตกแต่งเป็นห้องนอนได้อีก 1 ห้อง พร้อมห้องเล็กๆ ที่อยู่ติดกัน ที่ใช้เป็นห้องทำกิจกรรมอื่นๆ ได้

ห้อง 2 Bedroom Plus Den ขนาด 202.93 ตร.ม.

ซึ่งห้องที่อยู่ในอาคาร Sky Villa ทุกห้องสามารถเข้าได้ 2 ฝั่ง เนื่องจากมีแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาด ทุกห้องมีพื้นที่กว้าง ไม่ว่าจะเป็นห้องนอน ส่วน Living Room ระเบียง ทำให้ผู้อยู่อาศัยมีพื้นที่ในการใช้ชีวิตมากขึ้น

ห้อง 2 Bedroom Plus Den ขนาด 213.77 – 214.97 ตร.ม.

ห้องชั้นล่างมีพื้นที่สวนส่วนตัวเพิ่มขึ้นถึง 40 ตร.ม. ให้คุณได้เพลิดเพลินกับข้างบ้านได้อย่างเป็นส่วนตัว ไม่ว่าจะทำกิจกรรมอะไรก็ไม่มีใครมารบกวน ภายในห้องมี 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ พร้อมพื้นที่ Living Room และห้องอเนกประสงค์ที่ใช้เป็นห้องทำงานหรือห้องนอนเพิ่มได้

ห้อง 2 Bedroom Plus Den ขนาด 243.93 ตร.ม.

ห้องขนาดใหญ่ที่มีสวนส่วนตัว แบบ 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ มี Powder Room ด้านหน้าห้อง Master Bedroom มี Walk-in Closet และห้องน้ำในตัว พร้อมหน้าต่างมองไปยังสวนได้ ใช้ประตูฝั่งห้องอเนกประสงค์เพื่อไปยังสวนด้านข้าง

ห้องตัวอย่าง The Aspen Tree

ภายในห้องมีระบบรักษาความปลอดภัย และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้อยู่อาศัยสูงอายุเต็มรูปแบบ อาทิ

– ประตูทางเข้าทนไฟ 1 ชั่วโมง

– ปุ่มฉุกเฉิน

– ระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวพร้อมระบบไฟอัตโนมัติเวลากลางคืน

– ราวจับในห้องอาบน้ำ (ตามข้อกำหนดในการติดตั้ง)

– พื้นกันลื่น

– พื้นยืดยุ่นรองรับแรงกระแทก

– อุปกรณ์เสริมแบบสวมใส่สำหรับสุขภาพ ความปลอดภัย และความสะดวกสบาย

– เข้าออกพื้นที่ควบคุมด้วยระบบคีย์การ์ด

– ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชม. ด้วยเจ้าหน้าที่และกล้อง CCTV

– ระบบสำรองไฟฟ้าฉุกเฉิน

 

อาคาร Active Living Condominiums

2 Bedroom ขนาด 85.34 ตร.ม. ประกอบด้วยห้องโถง ห้องแต่งตัว ห้องวางเครื่องซักผ้า

ตู้เสื้อผ้าแบบ walk-in-closet และระเบียงแบบเปิด โครงการขายแบบ Fully Fitted ไม่ได้ให้เฟอร์ฯลอยตัว

พื้นที่ Living Room พร้อมหน้าต่างที่สามารถมองออกไปยังสวนด้านนอกได้ เพดานห้องสูง 3 ม.

หลังโซฟา ซ้ายมือเป็นประตูเชื่อมระเบียง ส่วนขวามือเป็นห้องอเนกประสงค์

ห้องอเนกประสงค์ ตกแต่งให้เป็นห้องทำกิจกรรมอย่างอื่นได้

มีประตูเชื่อมไปยังพื้นที่ระเบียงด้านนอก

ห้องนอน

ทางเดินไปห้องน้ำ ขวามือมีพื้นที่ Walk-in Closet

ห้องน้ำกั้นส่วนแห้งและเปียก แต่จะมีการออกแบบพื้นให้เรียบเสมอกัน เพื่อลดอุบัติเหตุของผู้สูงอายุ และสะดวกต่อคนใช้รถเข็น

ติดตั้ง Screen Shower ให้ พร้อมที่นั่งสำหรับอาบน้ำ

2 Bedroom ขนาด 123.32 ตร.ม

มี Foyer ด้านหน้าห้อง พร้อมตู้เก็บของ ภายในห้องจะไม่มีสเต็ปประตู พื้นห้องเท่ากันหมดทุกส่วนเพื่อสะดวกต่อผู้สูงอายุและผู้ที่ใช้รถเข็น

ประตู Master Bedroom และห้องนอน 2

ห้องนอน 2 มีหน้าต่าง 2 ด้าน เนื่องจากห้องมีผนังยื่นออกมามากกว่าห้องอื่น

ห้องน้ำด้านนอกใช้อาบน้ำได้ กั้นส่วนแห้งและเปียกให้ โดยวางระบบท่อน้ำเสียแบบไม่เจาะพื้นและช่อง Service ภายในห้องแต่ถูกออกแบบให้อยู่บริเวณโถงทางเดินหรือกรอบภายนอกอาคารของแต่ละยูนิต สะดวกต่อการซ่อมบำรุง และไม่รบกวนต่อผู้พักอาศัยเมื่อมีช่างเข้ามาซ่อม หรือบำรุงรักษา

Master Bedroom

หน้าต่างมองวิวสวนด้านนอกได้

Walk-in Closet

ห้องน้ำใน Master Bedroom กั้น Screen Shower สูงเกือบชิดเพดาน

Living Room ซึ่งภายในห้องจะถูกขายแบบ Full Fitted ทางโครงการไม่ได้ให้เฟอร์นิเจอร์มาด้วย

Living Room เชื่อมต่อกับครัวและโต๊ะทานอาหาร

ส่วนครัวจะอยู่ด้านนี้

Home Intelligent System ระบบควบคุมบ้านอัตโนมัติพร้อมด้วยการควบคุมผ่านแท็บเลต ซึ่งเป็นแท็บเล็ตที่เชื่อมต่อกับกิจกรรมต่างๆ ภายในโครงการ เหมือนกับระบบ Home Automation ที่สั่งเปิด – ปิดไฟ เครื่องใช้ไฟฟ้าได้ ผู้อาศัยสามารถเลือกตารางกิจกรรมที่สนใจได้ผ่านหน้าจอนี้ หรือสั่งอาหาร ความช่วยเหลือต่างๆ แม้กระทั่งนัดพบหมอก็สามารถนัดวันลงในนี้ได้

อาคาร Sky Villa Residence

2 Bedroom Plus Den ขนาด 202.93 ตร.ม. ประกอบด้วยห้องโถง ห้องพักผ่อนส่วนตัว ห้องซักรีด ห้องแต่งตัว ห้องครัวสไตล์ตะวันตกและห้องครัวไทย และระเบียงภายในห้อง มีพื้นที่เก็บของขนาดใหญ่ และประตูทางเข้าแบบส่วนตัว

ยูนิตที่อยู่ในอาคาร Sky Villa มีเพียง 4 ยูนิต/ชั้นเท่านั้น เพดานสูง 3.5 เมตร และแต่ละยูนิตนั้นไม่มีผนังติดกับห้องข้างๆ ทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความเป็นส่วนตัวอย่างมาก เปิดเข้ามาในห้องก็เจอพบกับ Foyer เป็นอันดับแรก

โถงภายในห้อง ที่เป็นส่วน Living Room ครัว และโต๊ะทานอาหาร ซึ่งภายในห้องเลือกใช้วัสดุที่มีสารอินทรีย์ระเหยง่ายในระดับต่ำ เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ อาทิ 1. วัสดุสี สารเคลือบผิว กาว และยาแนว 2. วัสดุผิวพื้น และวัสดุบุผิว 3. วัสดุไม้ และไม้ประกอบ

มีพื้นที่ Enclosed Balcony จัดไว้เป็นมุมพักผ่อนได้อีกหนึ่งที่ มีประตูเชื่อมออกไปยังสวนด้านนอกได้

ห้องนอน 2

ได้วิวป่าภายในโครงการฟอเรสเทียส์ ให้ความรู้สึกสดชื่น และแสงธรรมชาติส่องผ่านได้อย่างเต็มที่

Master Bedroom

มี Walk-in Closet และห้องน้ำในตัว

ในห้องน้ำมีการออกแบบพื้นให้เรียบเสมอกัน เพื่อลดอุบัติเหตุของผู้สูงอายุ และสะดวกต่อคนใช้รถเข็น

ผู้อยู่อาศัยที่ซื้อห้องในโครงการ ดิ แอสเพนทรี ไม่เพียงที่จะได้ห้องพักขนาดใหญ่พร้อมวิวธรรมจากป่าในฟอเรสเทียส์เท่านั้น แต่ยังจะได้รับบริการแบบเหนือระดับ ทั้งในด้านของสุขภาพ การแพทย์ รวมไปถึงบริการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการใช้ชีวิตประจำวันอีกด้วย อาทิ

 

บริการด้านสุขภาพและการแพทย์ ทั้งในเรื่องของประกันสุขภาพ ที่มีความคุ้มครองสูงสุดถึง 99 ปี* จากเมืองไทยประกันชีวิต ที่จะส่งมอบความคุ้มครองสุขภาพ “อีลิท เฮลท์” โดดเด่นด้วยความคุ้มครองที่ครอบคลุมการเจ็บป่วยจากโรคร้ายแรง โรคทั่วไป และโรคระบาด รวมทั้งอุบัติเหตุ คุ้มครองสูงสุด 20 ล้านบาทต่อปี ตั้งแต่หลังเซ็นสัญญา ในช่วงระหว่างการก่อสร้างโครงการฯ และจะเพิ่มความคุ้มครองเป็น 40 ล้านบาทต่อปี เมื่อโครงการฯ แล้วเสร็จและโอนสิทธิการเช่าสำเร็จ พร้อมให้ความคุ้มครองการรักษามะเร็งแบบตรงจุด (Targeted Therapy) การวินิจฉัยโรคแบบ MRI หรือ CT Scan แบบผู้ป่วยนอก (OPD) คุ้มครองการพักรักษาตัวห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) นาน 365 วัน แบบจ่ายตามจริง พื้นที่ความคุ้มครองเฉพาะในประเทศไทย นอกจากนี้ ลูกค้าโครงการ ดิ แอสเพน ทรี ที่ได้รับความคุ้มครองสุขภาพ “อีลิท เฮลท์” ยังได้รับที่สุดของการบริการ MTL Smile Service ให้คุณคุ้มค่ามากกว่าแค่คุ้มครองที่สามารถตอบโจทย์ด้านการบริการในทุกไลฟ์สไตล์, บริการฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง, ส่วนลดพิเศษและสิทธิ์ในการใช้บริการคลินิกสูงวัยที่ The Aspen Tree Health & Brain Center, สิทธิ์ในการโอนย้ายไปยังที่พักอาศัยสำหรับการดูแลระยะยาวที่ The Aspen Tree Health & Brain Center, สามารถเบิกเงินค่ารักษาพยาบาลล่วงหน้าได้ (ยกเว้นค่ารักษาพยาบาลเกี่ยวกับการศัลยกรรมตกแต่งหรือเสริมความงาม)

 

กิจกรรมในการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ที่มีโปรแกรม กิจกรรมต่างๆ ช่วยดูแลในด้านสมอง สุขภาพ และการออกกำลังกาย, สิทธิ์ในการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกและการเข้าร่วมกิจกรรมสันทนาการในคลับเฮ้าส์ภายในโครงการ และกิจกรรมใน The Aspen Tree Community ที่จะถูกจัดขึ้นตามโอกาสต่างๆ

 

บริการเสริมด้านต่างๆ อาทิ บริการทำความสะอาดรายสัปดาห์, บริการอาหารเช้าฟรีที่ห้องอาหาร All-Day Restaurant ตลอดการอยู่อาศัย, บริการให้ความช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง, บริการจอดรถ, บริการรถบักกี้, บริการรถรับส่งทุกวัน และบริการดูแลสถานที่และตกแต่งภูมิทัศน์ (ฟรีค่าส่วนกลาง)

 

และเพื่อความสมบูรณ์แบบทุกการการอยู่อาศัย รวมไปถึงการพักผ่อน ทางโครงการฯ จึงออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง ในชื่อว่า WELLNESS CLUBHOUSE & FACILITIES พร้อมให้บริการที่ครอบคลุมทุกกิจกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ เพื่อความแข็งแรงของร่างกาย และจิตใจให้กับผู้อยู่อาศัย อาทิ สระว่ายน้ำในร่ม, สระว่ายน้ำกลางแจ้ง, ฟิตเนสและสตูดิโอโยคะ, ห้องอเนกประสงค์, ห้องกิจกรรมทางศิลปะและงานฝีมือ, ห้องดูหนัง, พื้นที่จัดกิจกรรมกลางแจ้ง, คลินิคเฉพาะทางผู้สูงวัย ฯลฯ

ไม่เพียงเท่านั้น ดิ แอสเพน ทรี ยังมอบรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างอิสระให้กับผู้อยู่อาศัย พร้อมด้วยการดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยผู้อยู่อาศัยสามารถมั่นใจได้ถึงความสะดวกสบาย ความอุ่นใจ ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย รวมถึงศูนย์ดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงวัย ภายในโครงการ ไปกับ Health & Brain Center ที่เป็นศูนย์ส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงวัย ตอบโจทย์ทุกความต้องการทางด้านสุขภาพกาย ใจ และสมอง ภายใต้รูปแบบการดูแลที่ทันสมัย พร้อมด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์เฉพาะทาง รู้สึกถึงความเป็นส่วนตัว และอุ่นใจด้วยการดูแลและใส่ใจในทุกๆ รายละเอียด อย่างถูกต้องตามหลักการดูแลผู้สูงวัย และที่ Health & Brain Center ยังมีบริการทางด้านการดูแลผู้สูงวัยรายวัน ด้านสมองและความจำ การฟื้นฟูสมรรถภาพแบบระยะสั้น พร้อมเป็นศูนย์ด้านผู้สูงวัยและศูนย์ดูแลแบบระยะยาว โดยมุ่งเน้นในการให้ความสำคัญต่อการบริการ ด้วยมาตรฐานระดับโลก

ถามใจตัวเองดูว่า The Aspen Tree คือโครงการเดียวที่ช่วยเติมเต็ม Self-Actualization Needs ในวัยอิสระของคุณใช่หรือไม่?

ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีอายุใกล้จะถึง 60 ปีแล้ว โดยที่ชีวิตที่ผ่านมาประสบความสำเร็จมาแล้วทุกอย่าง มีชื่อเสียง มีเงินทองสะสมมากมาย อยากซื้อของแพง แบรนด์หรูก็ไหนก็ซื้อได้ ได้รับการยอมรับอย่างสูงในแวดวงสังคม ใช้ชีวิตอย่างโชกโชนในแบบดื่มด่ำเต็มที่ Enriched Experience มาแล้วทุกมิติ โดยที่รอบกายไม่ได้มีบุตรหลานมาคอยดูแลเอาใจใส่ ไม่มีพันธะอะไรใดๆให้ต้องสานต่อในแบบห่วงหน้าพะวงหลังอีกแล้ว…เชื่อแน่ว่าเมื่อถึงจุดๆหนึ่งบางคนก็อาจจะคิดครับว่าที่ผ่านมาเราเป็นคนใช้เงินซื้อความสุข ซื้อความปรารถนา หรือว่าเงินเป็นคนใช้เราซื้อความสุข เพื่อดับไฟปรารถนากันแน่ และสิ่งที่ใช้เงินซื้อมาทั้งหมดนั้น สุดท้ายแล้วจะเป็นยังไงต่อเมื่อไม่มีเรา โดยที่สุขภาพร่างกายของเราก็ถูกบั่นทอนไปด้วยผลลัพธ์ที่มาจากการใช้เงินเพื่อซื้อประสบการณ์ในแบบที่คุณคิดว่า “ใช่”  สำหรับคุณในขณะนั้น อยากให้ลองสังเกตตัวเองดูง่ายๆครับว่าคุณเป็นคนที่มีบ้านและคอนโดหลายที่เยอะมากๆ ประเภทว่าเห็นอะไรก็ชอบ มีเงินก็ซื้อไปให้หมด แต่ยิ่งซื้อก็กลับยิ่งโหยหาสิ่งใหม่ และมองหลังที่ตัวเองถือครองอยู่เป็นเพียงแค่บ้านพัก หรือช่องทางในการกระจายทรัพย์สิน ที่ยิ่งแก่ตัวลงก็ยิ่งกังวลว่าจะทำอย่างไรกับทรัพย์สินเหล่านั้นดีหรือไม่ ถ้าใช่ผมก็คิดว่าคุณน่าจะลองเปิดใจเข้ามารู้จักกับโครงกา The Aspen Tree ดูครับ

 

Abraham Maslow เคยกล่าวไว้ในทฤษฎีที่ทุกคนรู้จักกันดีอย่าง Maslow’s Hierarchy of Needs ที่เชื่อว่ามนุษย์จะมีลำดับความต้องการแบ่งออกเป็น 5 ขั้น คือ 1. Physiological Needs ความต้องการพื้นฐาน เช่น ปัจจัยสี่อย่าง อาหาร น้ำ เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัย โดยในปัจจุบันอาจเพิ่มในเรื่องของอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนเข้ามา  2. Safety Needs ความต้องการด้านความปลอดภัย และความมั่นคงในชีวิต เช่น อยู่ในสังคมที่ปลอดภัยกว่า มีอาชีพการงาน สุขภาพ มีเงินออมเงินเก็บไว้เพื่อการลงทุนสำหรับอนาคต 3. Love and belonging Needs ความต้องการเป็นที่รักและเป็นส่วนหนึ่งในความสัมพันธ์ ได้รับการยอมรับเข้ากลุ่ม คบค้าสมาคมกับคนอื่นๆได้ และการมีครอบครัว 4. Esteem Needs ความต้องการมีคุณค่า เป็นที่ยอมรับนับถือ มีหน้าตาในสังคม สร้างสถานภาพทางสังคมของตัวเองให้สูงขึ้น  ต้องการความท้าทาย และบริการในแบบ Exclusive มากกว่าเดิม จนเกิดมาซึ่งอัตตา และ 5. Self-Actualization Needs ความปรารถนาที่จะสามารถเติมเต็มภายในตนเองได้อย่างสมบูรณ์ เป็นความต้องการที่จะพัฒนาศักยภาพที่อยู่ลึกๆของตัวเองในแบบ Unmet Need ที่ต้องมองหาให้ลึกลงไปจากการทบทวนประสบการณ์ทั้งชีวิตที่ผ่านมา จนรู้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการที่ทำให้เรายังอยากจะอยู่บนโลกนี้อย่างมี Passion ต่อไปในอนาคตนั้นมีอะไรบ้าง

 

แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันผิดก็คือความต้องการเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นตามลำดับช่วงอายุ หรือตามลำดับของสิ่งที่ตัวเองได้มาแล้วจึงก้าวข้ามไปสู่ลำดับต่อไปในแบบ Step by Step ลัดขั้นตอนไม่ได้ ประมาณว่ายิ่งมีอายุมากขึ้นก็ยิ่งใกล้ Self – Actualization Needs โดยหารู้ไม่ว่าคนส่วนใหญ่ในโลก ใช้ชีวิตในแบบที่แม้กระทั่งตัวเองจะตายวันตายพรุ่งอยู่แล้วยังไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เราอยากจะทำที่สุดในชีวิตนี้คืออะไร และเราได้เคยทำสิ่งเหล่านี้มาแล้วหรือไม่ หรือบางคนก็ข้ามขั้นไปสู่การมีครอบครัวเลยทั้งๆที่ยังไม่ได้ Basic Needs อย่างพอเพียงเลยด้วยซ้ำ ซึ่งในความเป็นจริงก็คือความต้องการทั้ง 5 นั้นมันไม่ได้เรียงลำดับจากล่างสู่บนเสมอไปในชีวิตจริง แต่มันหมุนเวียนเป็นวงกลม เปลี่ยนผันวกกลับไปกลับมาตามกาลเวลาและตามสภาพจิตใจของแต่ละคนต่างหาก

 

สำหรับกรณีของโครงการ The Aspen Tree ผมคิดว่าเป็นโครงการที่พัฒนามาเพื่อตอบโจทย์คนที่ไม่ต้องการซื้อบ้านเพื่ออยู่บ้าน หรือเพื่อแสดงซึ่งสถานะ บารมีอันสูงส่งแต่อย่างใดครับ ถ้าเปรียบเทียบกับ Needs ก็คงจะเป็นในส่วนของ Self – Actualization Needs ของกลุ่มเป้าหมายที่มี Persona เป็นคนวัยอิสระ 50+ ตามที่ผมกล่าวไปแล้วด้านบน ที่ผ่านความสุขสมทุกอย่างมาจนหมดแล้ว อาจจะอยู่ตัวคนเดียว หรือมีคู่ครองแต่ไม่ได้มีลูกหลาน เป็นบุคคลิกประเภท Enriched Veteran, The Lone Browser, Mr. and Mrs. Independent ที่รู้จักตัวเองมาพอแล้ว ความสุขของชีวิตในวัยอิสระที่มองภาพไว้ก็คือ การมองหาความท้าทายใหม่ๆ กิจกรรมใหม่ๆสังคมใหม่ๆ เช่นเดียวกับการมีสุขภาพดี กลับคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อให้ได้มีชีวิตอันยืนยาวให้ได้ค้นพบความท้าทายใหม่ไปได้เรื่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจจะไม่สามารถพบเจอได้จากสังคมแบบปกติ

หนังโฆษณาออนไลน์ของโครงการ The Aspen Tree ที่แสดงให้เห็นถึงการแหวกออกจากขนบของวิถีชีวิตผู้สูงวัยที่ใช้เวลาส่วนใหญ่กับหมู่เพื่อนๆโดยการเอาแต่เล่าเรื่องเดิมๆ ไปสู่การเริ่มต้นสนุกกับชีวิตบทใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงการค้นพบสิ่งใหม่การท้าทายใหม่ๆที่ตอบโจทย์ Self Actualizers สำหรับผู้อยู่อาศัยในโครงการ The Aspen Tree

เคยมีอาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่งมาขอทำ Depth Interview กับผมในเรื่องของโครงการ Wellness เพื่อผู้สูงอายุที่กำลังคิดที่จะพัฒนาอยู่ในแถบจังหวัดในภาคตะวันออกของประเทศไทยครับ ซึ่งมันก็ไม่แปลกที่ในช่วง 5 ปีให้หลังมานี้จะมีดีเวลลอปเปอร์มากมายที่เกาะกระแสตามเทรนด์ และมูลค่าตลาดของผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มผู้สูงวัยที่มีสูงขึ้นทุกปี ด้วยการสร้างคอนโดเพื่อคนสูงวัย และพ่วงความเป็น Wellness เข้ามา เพื่อเปิดตลาดใหม่สำหรับกลุ่มเซกเมนท์นี้โดยเฉพาะ แต่สิ่งที่ดีเวลลอปเปอร์ควรจะต้องถามใจตัวเองให้ชัดๆก่อนที่จะเริ่มพัฒนาก็คือ คุณพัฒนาโครงการขึ้นมาเพื่อเปิดเซกเมนท์ใหม่จริงๆ หรือว่าพัฒนาขึ้นมาเพื่อเพิ่มจุดขายให้โครงการของคุณดูมีกิมมิคแตกต่างกว่าโครงการอื่นๆ ซึ่ง Logic ของสองข้อนี้ต่างกันมากครับ ถ้าคุณพัฒนาขึ้นมาเพื่อเปิดเซกเมนท์ใหม่เลย นั่นหมายถึงการเริ่มคิดจาก Outside In มองหา Pain & Gain ที่แท้จริงของคนกลุ่มนี้เป็นหลัก โดยที่ไม่ได้ตั้งต้นเริ่มจากการปักธงราคาขาย พร้อมกับคำนวณความเป็นไปได้ในเชิงผลกำไรขึ้นมาก่อน ในทางกลับกันหากคุณพัฒนาเพราะต้องการเพิ่มจุดขายใหม่ๆให้กับคอนโด ซึ่งก็เหมือนกับคอนโดส่วนใหญ่ที่มีในตลาด คือแค่ใส่ Key Message เพิ่ม จัดวางเลย์เอ้าท์ห้องใหม่ และไปหาพันธมิตรที่มีประสบการณ์ในด้าน Wellness หรือดูแลผู้สูงวัยมาช่วยบริหารจัดการ สำหรับห้องบางห้อง โซนบางโซนที่เปิดขายอยู่แล้วขายไม่ได้ โดยที่ไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดทั้งในเชิงวิถีชีวิต รูปแบบการซื้อขาย หรือการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆเพื่อให้คนวัยอิสระเหล่านั้นเกิด Passion ต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป สุดท้ายแล้วแทนที่จะเป็นโครงการที่เป็น Niche Market เพื่อคนสูงวัยจริงๆ แต่กลับกลายเป็น Bullshit Bingo ที่รวมเอาจุดขายทุก Bullet มาใส่เพื่อเหวี่ยงแหให้ Mass ที่สุดแทน

 

แต่หากว่าเป็นโครงการที่พัฒนาขึ้นเพื่อลงแข่งในเซกเมนท์ใหม่นี้จริงๆ ในมุมมองของผมมี Winning Strategy อยู่ 3 ข้อครับ คือ 1. ต้องสร้าง Physical Interaction ให้เกิดขึ้นในกลุ่มผู้พักอาศัย 2. ทุกมิติของโครงการต้องอยู่ภายใต้องค์ประกอบของ Wellness & Health Concern และ 3. ต้องสร้าง Emotional Bonding ให้เกิดขึ้นใน Community นั้นๆ…คือต้องบอกว่าการพัฒนาโครงการเพื่อผู้อยู่อาศัยในวัยอิสระนั้นไม่ง่ายครับ เนื่องมาจากหลายอย่างเลย ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของทัศนคติของคนไทยส่วนใหญ่ที่มีต่อโครงการแนวนี้ ประมาณว่าคนที่ซื้อโครงการนี้ให้พ่อแม่อยู่คือคนอกตัญญู มองบุพการีเป็นภาระ ไม่ดูแลพ่อแม่ยามแก่เฒ่า หรือคนที่อาศัยอยู่ในโครงการนี้คือคนที่ถูกสังคม และครอบครัวละเลย หรือจะเป็นในแง่ของรูปแบบการเป็นเจ้าของที่ทางดีเวลลอปเปอร์ส่วนใหญ่มักจะมองจากผลกำไร ที่ช่วยให้ Exit ง่ายๆเป็นหลัก ซึ่งการขายโครงการแบบนี้มันไม่สามารถใช้ Model ในแบบการขายคอนโดปกติได้ครับ ครั้นจะเป็นในรูปแบบให้เช่ามันก็ไม่มีความแตกต่างอะไรกับบรรดา Nursing Home ของเอกชน หรือบ้านพักคนชราของหน่วยงานภาครัฐ ที่เน้นราคาถูกและมอบ Benefit พื้นฐานที่ไม่ได้ Customized ตามความต้องการของคนอยู่ซะเป็นส่วนใหญ่ หรือจะเป็นในแง่ของการออกแบบเลย์เอาท์ ทั้งในห้องและพื้นที่ส่วนกลาง การเลือกใช้วัสดุที่ต้องบอกว่ามันเป็น Cost Plus สำหรับทุกดีเวลลอปเปอร์ที่ต้อง Bet ว่ามันคุ้มกันไหมที่จะเสี่ยง ดังนั้นการพัฒนาโครงการในรูปแบบนี้ Key ก็คือต้องทำยังไงก็ได้ให้กลุ่มผู้ที่จะมาเข้าอยู่นั้น รู้สึกได้ถึง Functional และ Emotional Benefits ด้วยตัวเอง จนเกิดมาเป็น Purchasing Trigger ที่ตัวคนอยู่เองเป็นคนตัดสินใจ ไม่ใช่สร้างการสื่อสารไปยังกลุ่มลูกหลาน เพื่อให้มาบอกพ่อแม่ต่ออีกทีนึง ลองจินตนาการภาพดูครับว่าถ้านึกถึงโครงการผู้สูงอายุในไทย คนส่วนใหญ่มักจะตีความออกมาเป็น Meaning ประมาณไหน จะเป็น อยู่เพื่อนับถอยหลังรอวันตายไปวันๆ หรือ อยู่เพราะลูกหลานมองว่าตัวเองเป็นภาระ หรือ อยู่เพราะรอบกายไม่เหลือใครให้เป็นที่พึ่งพิงได้อีกแล้ว หรือ อยู่เพราะเจ็บป่วยไม่สบายเป็นู้ป่วยรอติดเตียงที่ต้องได้รับการดูแล หรือว่าจะเป็น โครงการที่เป็นตราบาปสำหรับลูกหลาน หรือดีหน่อยก็คือฉันอยากหาเพื่อนมีสังคมในช่วงบั้นปลาย ใช่ครับ โครงการเพื่อผู้สูงวัยไทยส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่ของหน่วยงานเอกชน มันมี Top of Mind แบบนั้นจริงๆ

 

แต่ถ้าเราพลิกมุมมองทัศนคติเหล่านี้ออกไปได้ ด้วยการพัฒนาโครงการที่ Customized มาแบบจริงจัง ลงลึกถึงรายละเอียดอาศัยความได้เปรียบของสภาพแวดล้อมโครงการที่เป็นเมืองมหัศจรรย์ในผืนป่ามา Synergy กัน และสื่อสารไปให้ตรงกลุ่มเป้าหมายว่า นี่คือโครงการที่ถ้าคุณได้เข้ามาอยู่แล้ว ชีวิตคุณจะยืนยาวและมีความสุขได้มากกว่าเดิม โดยที่คุณจะได้พบเจอกับประสบการณ์การใช้ชีวิตที่คุณไม่เคยสัมผัสมาก่อน และหากเจ็บป่วยขึ้นมาก็ Worry Free เพราะมีทั้งประกันสุขภาพวงเงินปีละ 40 ล้านบาท มีคนดูแล หากต้องนอนโรงพยาบาลก็มี Healthcare Center ให้นอนอยู่ข้างๆบ้านเลยพร้อม Service ที่ดีกว่าโรงพยาบาลทั่วไปอีก ผู้ติดตามจะเป็นลูกก็ได้อยู่ฟรีได้ 1 คนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ที่สำคัญคือหากคุณอยู่ไม่ครบสัญญา 30 ปีทางโครงการก็มีเงินคืนให้ตามสัดส่วน แต่ถ้าอายุยืนอยู่เกินก็คืออยู่ฟรีไปตลอดทั้งชีวิตเลย จ่ายแค่ค่าน้ำ ค่าไฟนิดหน่อย…ผมว่าน่าจะมีผู้สูงวัยหลายคนทีเดียวล่ะครับที่เดินเข้าไปบอกลูกหลานของตัวเองว่าฉันอยากอยู่ที่นี่มาก เราเอาเงินที่เราเก็บมาอยู่ที่โครงการนี้ดีกว่า แกก็มาอยู่ด้วยกัน เผลอๆอยู่ยาวเกิน 30 ปีนี่ได้อยู่ฟรีไปจนตลอดชีวิตเลยนะ แต่หากอนาคตข้างหน้าหากฉันตายไปก่อน 30 ปีแกก็ยังมีโอกาสได้เงินคืน…เห็นไหมครับว่าพลิกจากอกตัญญู มากลายเป็นสุดยอดกตัญญูทันที เพราะนี่คือการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนที่เรารักอย่างแท้จริง จากคนสูงวัยที่เอาแต่นั่งเฉาอยู่กับบ้านที่ใหญ่โต แต่เวิ้งว้างไปด้วยปฎิสัมพันธ์ ก็จะกลายเป็นคนที่กระฉับกระเฉง ฟิตตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอเพื่อที่จะรอรับเพื่อนใหม่ กิจกรรมใหม่ๆในแต่ละวัน เป็นการเริ่มนับหนึ่งใหม่ ไม่ใช่นับถอยหลังไปเรื่อยๆ

 

ในส่วนของ Physical Interaction ที่ผมบอกในย่อหน้าที่แล้วนั้น คือต้องบอกอย่างนี้ครับ หลายๆโครงการมากเลยที่มองหาเทคโนโลยีอันทันสมัยมาเพื่อช่วยสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นพวก Virtual Fitness, Robotic, Tele Medicine หรือ VR Game แต่สิ่งเหล่านี้มันใช้กับกลุ่มตลาดคนวัยอิสระไม่ได้นะครับ เพราะว่าไอ้อุปกรณ์เหล่านี้มันผลิตขึ้นมาเพื่อเป็น Consumer Usage ผู้คนทั่วไปก็สามารถซื้อหามาใช้งานได้เองได้ในบ้านตัวเอง และถ้าสร้างโครงการแนวนี้ขึ้นมาแต่ไม่ได้มีครูฝึก ไม่ได้มีพี่เลี้ยง ไม่ได้มีหมอ พยาบาลมาคอยดูแล สร้างปฎิสัมพันธ์กันกับผู้อยู่อาศัยเลย ใครเค้าจะมาอยู่ครับ อยู่คอนโดปกติก็ทำได้แบบนี้ ไม่ได้แตกต่าง และในส่วนของ Emotional Bonding นี่สำคัญมากๆครับ เพราะในปัจจุบันนี้ คนวัยอิสระในประเทศไทยมากมายมักมองว่าตัวเองนั้น ไม่สามารถ Contribute อะไรเพื่อสังคมรอบข้างที่ตัวเองอยู่ได้ ทำได้แค่นั่งเฉยๆ หากิจกรรมทำไปวันๆ หรือออกไปเดินเล่นตามห้าง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมันมาจากการที่สังคมไทยส่วนใหญ่ไม่ได้มอบโอกาส หรือเปิดพื้นที่ให้เค้าได้รู้ว่าตัวเค้าเองก็สามารถทำงาน สร้างสรรค์อะไร เพื่อสังคม เพื่อคนหนุ่มสาวที่เป็นลูกหลานของเค้าได้ ซึ่งมันทำให้ผู้สูงวัยส่วนใหญ่รู้สึกด้อยค่า อยู่ไปก็เท่านั้น ซึ่งมันส่งผลต่อสภาพจิตใจและสภาพร่างกายค่อนข้างมาก การได้อยู่ท่ามกลางสังคมที่เปิดโอกาสให้คนสูงวัยได้ทำอะไรในแบบที่คนหนุ่มสาวทำกันนี่มันดีต่อใจมากครับ ยกตัวอย่างเช่น ไม่แน่ว่าในอนาคตที่ The Forestias อาจจะมีการจัดกิจกรรมตามงานเทศกาลต่างๆ ที่เปิดโอกาสให้กลุ่มผู้สูงวัยทั้งหลายใน The Aspen Tree ได้แสดงฝีมือมาอวดคนรุ่นหลานบ้าง ไม่ว่าจะเป็น บาริสต้าวัยเก๋า นักจัดสวนรุ่นเดอะ หรือสุดยอดเชฟวัยทอง ที่สามารถนำสินค้าและบริการของตัวเองมาจัดแสดง หรือขายให้กับคนอื่นๆได้ นับว่าเป็นการสร้าง Working Community ของคนวัยอิสระบนสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีที่สุดของประเทศไทยเลยทีเดียว

 

สำหรับใครที่มองถึงราคาและความคุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับการซื้อ Condo Freehold เป็นหลัก ก็ต้องบอกว่า ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 28 ล้านบาท อยู่ได้ตลอดชีวิตนับตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป (หากอยู่เกิน 30 ปีจะได้อยู่ฟรี เสียแค่ค่าน้ำค่าไฟ และค่ากิจกรรมต่างๆเท่านั้น) สำหรับห้อง 1 ห้องนอนขนาด 83 ตรม. รวมค่าบริการ ทำความสะอาด อาหารเช้าทั้งหมด โดยผู้ติดตามไม่มีค่าใช้จ่าย และต้องจ่ายครั้งเดียวในวันทำสัญญาเข้าอยู่ โดยขายสิทธิหรือปล่อยเช่าไม่ได้ มองดูเผินๆอาจจะดูเหมือนว่าแพงมากครับ เพราะหารเฉลี่ยต่อตรม.ก็คือ 337,349 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาเดียวกับ Super Luxury คอนโดใจกลางเมืองเลย แต่อย่าลืมว่าราคานี้คือ All Inclusive แล้ว ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าส่วนกลาง ทำความสะอาด และค่าใช้จ่ายรายเดือนอะไรเพิ่มอีก ถ้าคิดง่ายๆแค่ค่าส่วนกลางสำหรับคอนโด Super Luxury ก็อาจจะตารางเมตรละ 120 บาท เอาไปคูณ 83 ตรม.ก็จะเท่ากับ เดือนละ 9,960 บาท บวกกับค่าแม่บ้านและคนดูแลอีกเดือนละ 20,000 บาท อาหารเช้าอีกเดือนละ 15,000 บาท ก็เป็นเดือนละ 44,960 บาทแล้ว หากต้องผ่อนแบงค์สำหรับค่าห้องสัก 16 ล้านบาท (83 x 200,000) ก็จะเป็นราวๆเดือนละแสนบาท ยังไม่รวมดอกเบี้ยที่หากผ่อนจนครบระยะเวลาก็เผลอๆกลายเป็น 32 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าซ่อมโน้นนี่นั่นวุ่นวายปวดหัวจิปาถะมากมายในแต่ละปี ยิ่งเราเอามาเปรียบเทียบแบบหารเป็นรายเดือนก็จะพบว่า The Aspen Tree ราคา 28 ล้านบาท ก็จะตกจ่ายแค่เดือนละแค่ 77,777 บาทเองอ่ะ (คิดที่ 30 ปี) แถมถ้าอยู่ไม่ถึงก็มีคืนเงินให้อีก และที่สำคัญคือคนอยู่ยังได้รับความคุ้มครองสุขภาพ “อีลิท เฮลท์” จากเมืองไทยประกันชีวิต ที่โดดเด่นด้วยความคุ้มครองที่ครอบคลุมการเจ็บป่วยจากโรคร้ายแรง โรคทั่วไป และโรคระบาด รวมทั้งอุบัติเหตุ คุ้มครองสูงสุด 20 ล้านบาทต่อปี โดยเริ่มให้ตั้งแต่หลังเซ็นสัญญา ในช่วงระหว่างการก่อสร้างโครงการฯ และจะเพิ่มความคุ้มครองเป็น 40 ล้านบาท ต่อปี เมื่อโครงการฯ แล้วเสร็จและโอนสิทธิการเช่าสำเร็จ โดยมีความคุ้มครองยาวนานถึงอายุ 99 ปี…คือประกันนี้ผมลองไปดูรายละเอียดที่คือ Cover เยอะมาก จ่ายให้หนักมาก โดยเบี้ยต่อปี (จะคำนวณตามอายุของผู้เอาประกันภัย ณ วันต่ออายุสัญญาเพิ่มเติม) สำหรับความคุ้มครอง 40 ล้านบาท นี่คือเริ่มปีละ 34,675 (แปรผันตามอายุ) เลยนะครับ ถ้าเกิน 60 ปีนี่มีเป็นแสน แต่ที่ The Aspen Tree นี่เค้ามาให้ฟรีๆเลย

ด้วยเหตุผลที่ผมเล่ามาทั้งหมดนี้ก็เชื่อว่าจำนวนยูนิตทั้ง 290 ยูนิตของที่นี่ จะมีคนเข้าอยู่เต็มทั้งหมดในทันทีที่โครงการพร้อมอยู่ครับ โดยกลุ่มเป้าหมายหลักที่มองว่ายังไงก็คุ้มก็คือกลุ่มคนต่างชาติวัยเกษียณที่ตั้งเป้ามาใช้ชีวิตบั้นปลายในเมืองไทย เพราะด้วยชื่อชั้นของ เบย์เครสต์ โกลบอล โซลูชั่น (Baycrest Global Solutions) องค์กรจากประเทศแคนาดาที่มีประสบการณ์มากกว่า 100 ปี และเป็นผู้นำระดับโลกทางด้านการพัฒนาที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงวัย ที่มาบริหารโครงการให้นี่ยังไงก็การันตีได้ถึงความเป็นมืออาชีพ Trusted Brand ในราคาที่ค่อนข้างถูกกว่าการไปใช้ชีวิตแบบเดียวกันที่ต่างประเทศครับ ยิ่งโครงการเป็นแบบ Leasehold ก็ยิ่งไม่มี Barrier ใดๆในการซื้อเลย ผมเชื่อว่ามี Waiting List ยาวแน่นอน เพราะคนที่อยู่ที่นี่ก็มีแนวโน้มที่จะมีอายุที่ยืนยาวกว่าการเผชิญสภาวะภายนอกโครงการจริงๆครับ



เกริก บุณยโยธิน

ผู้ก่อตั้งเวปไซต์แบ่งปันความรู้ด้านการตลาด และการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาฯ พร็อพฮอลิค ดอทคอม..หลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการวนเวียน เข้าๆออกๆ ในสายงานด้านการตลาด และวางแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ของบริษัทอสังหาฯ และเอเยนซีโฆษณาชั้นนำหลายแห่ง (โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องจับสลากเจอลูกค้าสายอสังหาฯทุกที)...จนถูกครอบงำโดยจิตใต้สำนึก ให้ถีบตัวเองออกจากกรอบการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อออกมาจุดประกายความคิดที่ถูกต้อง และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจในธุรกิจอสังหาฯ

เว็บไซต์


PropScore™ 4.7

SCORE:
0.0
From : 0 รีวิว


ยังไม่มีการให้คะแนนและ Comment โครงการนี้


Monthly Roundup ต.ค. 64

New Product บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ลุยตลาดแนวราบฝั่งกรุงเทพฯ ใต้ เปิดตัวโครงการ “ศุภาลัย ปาล์มสปริงส์ พระราม 2” บนทำเลศักยภาพถนนพระราม 2 ที่ตอบโจทย์ครบจบทุกความต้องการในที่เดียว อ่านต่อ

1 December, 2021



First Impression! MUNIQ LANGSUAN คอนโด Luxury แบบ Freehold พร้อมอยู่ แห่งเดียวใจกลางย่านหลังสวน

ย่าน Central Lumpini คือสุดยอด Super Prime Area ใจกลางกรุงเทพฯที่ครอบครองอาณาเขตของ Hig... อ่านต่อ

19 November, 2021

ผ่ากลยุทธ์อนันดาปี 2022 “ANANDA NEW BLUE” เปลี่ยนแปลงทุกมิติให้ตอบรับไลฟ์สไตล์คนเมืองแบบ Hybrid Life ด้วยแบรนด์ใหม่คอนเซปท์เยี่ยม ดีไซน์หลุดโลกทะลุจักรวาล!

คุณผู้อ่านพอจะจำได้ไหมครับ ว่าโครงการคอนโดเปิดใหม่ล่าสุดที่ทาง บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม... อ่านต่อ

19 November, 2021

The Art of Escape หากปรารถนาภาพวาดของสถานที่เพื่อหลีกหนีพักหัวใจ…ศิลปินผู้เสกสรรนั้นคงจะเป็น SASARA Hua Hin (ศศรา หัวหิน)

SASARA Hua Hin อ่านว่า ศศรา หัวหิน เป็นคอนโดมิเนียมแบรนด์ใหม่ล่าสุดจากเครือ Charn Issar... อ่านต่อ

15 November, 2021