Propholic’s Best of 2022 รวมโครงการสุดประทับใจ ท่ามกลางปีที่ผู้พัฒนาแข่งกันทำสถิตินิวไฮ และแย่งกันขายบ้านหรู

เกริก บุณยโยธิน 26 December, 2022 at 10.29 am

ประกาศที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา


ปีนี้มีบ้านดีไซน์สวยๆให้เลือกเยอะมากเลย” ประโยคดังกล่าวน่าจะเป็นความเห็นส่งท้ายปี 2022 แบบสั้นๆของผมที่มีต่อภาพรวมของเทรนด์อสังหาฯในปีนี้ ซึ่งเป็นปีที่มีโครงการแนวราบเปิดใหม่เยอะมากจริงๆ โดยที่ทั้งหมดคือผลผลิตจากการปรับตัวของดีเวลลอปเปอร์ทุกรายตั้งแต่ช่วงปลายปี 2020 ต่อเนื่องปี 2021 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนตระหนักดีกว่าโครงการแนวราบคือ Pain Killer เพียงขนานเดียวที่จะช่วยพยุงชีพจรของตลาดอสังหาฯไทย เพื่อรอวันที่ตลาดจะฟื้นคืนขึ้นมาอีกครั้งในปี 2023 นี้ โดยทั่วไปแล้วการพัฒนาโครงการแนวราบนั้นมากกว่า 80% ของผู้ซื้อก็คือกลุ่ม Real Demand ที่ต้องการซื้อเพื่อเข้าอยู่เลยในแบบ 3 – 6 เดือน ซึ่งก็แน่นอนว่ากลุ่มผู้ซื้อจึงมีจำนวนที่ค่อนข้างจำกัดกว่าโครงการแนวสูง หรือโครงการแนว Vacation Home ที่ครึ่งหนึ่งของกลุ่มผู้ซื้อจะไม่ได้อยู่เอง แต่จะเป็นนักลงทุนไม่ว่าจะขายต่อ ปล่อยเช่า หรือซื้อให้คนอื่น แต่ด้วยอานิสงค์ของการผ่อนคลายมาตรการเงินดาวน์ขั้นต่ำในการขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย หรือมาตรการ LTV (Loan to value) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะสิ้นสุดลงสิ้นปีนี้ จึงมีส่วนทำให้ดีมานด์ของตลาดแนวราบเกิดขยายตัวขึ้นมาในแบบปัจจุบันทันด่วน ซึ่งผมมองว่าไม่ใช่แบบ Organic Growth ที่ต้องมีการเติบโตล้อไปกับบริบทของเมือง การย้ายถิ่นฐาน สภาพเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และอัตราหนี้ครัวเรือน เนื่องจากมาตรการผ่อนคลาย LTV มีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการกระตุ้น Impulse Purchasing ของผู้ซื้อที่พร้อมจ่าย หรือมีความสามารถในการกู้เงินธนาคารให้มาตัดสินใจซื้อโครงการแนวราบ เพื่อทดแทนโครงการคอนโดที่ตัวเองมีอยู่แล้ว ประมาณว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบันคอนโดอาจจะไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของ Space และ Privacy เท่าที่ควร ไหนๆก็ไม่มี LTV แล้วก็ไม่ต้องใช้เงินสดเยอะในการวางดาวน์ก็เลยตัดสินใจซื้อบ้านเพิ่มเอาไว้ก่อน และค่อยตัดสินใจอีกทีว่าในอนาคตข้างหน้าจะ Exit ตัวไหนออก ในขณะที่กลุ่มคนที่ซื้อเพื่อลงทุนก็มองเห็นโอกาสจากเทรนด์ Home For Everything ว่าหากเป็นโครงการที่ทำออกมาถูกจริตคนซื้อ และมีจำนวนยูนิตไม่มาก ก็น่าจะทำกำไรจากการขายต่อได้ ในแบบที่ถ้าทุกอย่างเป็นใจก็สามารถเก็บกำไรเข้ากระเป๋าได้เร็วกว่าซื้อคอนโดเพื่อลงทุนอีก เนื่องจากผู้ซื้อ End User สามารถเห็นของและตัดสินใจซื้อได้ทันที ไม่เหมือนคอนโดที่จุดพีคในการขายรีเซลก็คือช่วงเวลาที่เราถือมาเนิ่นนาน 2 – 3 ปีจนเป็นรูปเป็นร่างใกล้เรียกโอนแล้ว จึงไม่แปลกที่ในปีนี้เราได้เห็นปรากฎการณ์ที่มีนักลงทุนหลายรายเข้าไปกว้านซื้อโครงการบ้านพร้อมอยู่เปิดขายใหม่ในรอบพรีเซลมากมายในแบบที่ผมเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน [อันนี้คือคนละประเด็น คนละกลุ่มกับกลุ่มคนจีนธุรกิจสีเทาที่เข้าไปซื้อโครงการเพื่ออยู่เองเป็นหมู่คณะนะครับ] เพราะมันทำกำไรได้จริงๆ อีกทั้งกลยุทธ์ในการขายบ้านของดีเวลลอปเปอร์ส่วนใหญ่นั้นค่อนข้างแตกต่างจากการขายคอนโดนะครับ กล่าวคือยิ่งขายใกล้หมดก็ยิ่งปรับราคาขึ้น ไม่เหมือนคอนโดที่ยิ่งขายเหลือล๊อตสุดท้ายก็ยิ่งขยันออกโปรโมชั่นปิดตึก เพื่อไปเน้นรอบขายรีเซลที่มีสารพัด Owner ประกาศขายหนีโอน ดังนั้นเราจึงเห็นว่าบางทีบ้านหลังที่อยู่ในมือของนักลงทุนนั้นมีราคาที่ถูกกว่าบ้านที่ยังเหลือขายอยู่เป็นล้านบาทเลย เพราะโครงการปรับราคาขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว [แต่หากเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่เกินกว่า 100 ยูนิตและมีคนซื้อลงทุนเยอะๆ ก้ต้องระวังหน่อยเพราะสถานการณ์อาจจะเป็นแบบการลงทุนคอนโดก็ได้เช่นกัน เนื่องจากยังไงดีเวลลอปเปอร์ก็ต้องไปเน้นยอดโอนมากกว่ายอดขายอยู่แล้ว]

 

ตลาดแนวราบที่ค่อนข้างฮอตและมีการปรับตัวในเชิงฟังก์ชันกับงานดีไซน์ให้โดดออกมาในแบบที่เราไม่ค่อยจะเห็นมาก่อนในรอบ 10 ปี ในมุมมองของผมจะแบ่งออกเป็น 2 เซกเมนท์ราคาครับ ก็คือกลุ่ม Mass ในระดับราคาไม่เกิน 5 ล้านบาท กลุ่มนี้มักจะจับกลุ่มกำลังซื้อหน้าใหม่ และครอบครัววัยเริ่มต้น บนทำเลนอกเมืองแต่ใจกลางย่านชุมชน และมักจะใช้จุดขายในเรื่องของความเป็น Theme Residences ที่จำลองบรรยากาศของเมืองในฝันจากทั่วโลก ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่คนรุ่นใหม่ชอบไปกัน แต่ก็ต้องหยุดไปหลายปีเนื่องจากพิษโควิด ซึ่งก็ค่อนข้างจะเป็น Nostalgic Marketing หน่อยๆนะในความคิดผม โดยกลุ่มผู้นำแน่นอนว่าเป็นแสนสิริกับแบรนด์ “สิริเพลส” แบรนด์ทาวน์โฮมสร้างชื่อที่จับกลุ่มตลาด Young Generation มีไลฟ์สไตล์ทันสมัย ผ่านรูปแบบของงานดีไซน์อันมีเอกลักษณ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจ 4 เมืองในฝันยอดฮิตที่เป็น “Dream Destination” ของคนรุ่นใหม่ อย่าง นิวยอร์ก – เกียวโต – ปารีส – อัมสเตอร์ดัม ครอบคลุมทุกทำเล ในราคาที่เข้าถึงได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในผลผลิตที่มาจากการวางกลยุทธ์ที่เน้นการเปิดตัวโครงการใน Affordable Segment มีราคาเข้าถึงง่าย

แนวทางการพัฒนาในรูปแบบ Theme Residences แบบนี้เราก็ยังเห็นได้จากเจ้าพ่อคอนโดใกล้รถไฟฟ้าที่เพิ่งหันกลับมาจับกลุ่มตลาดแนวราบอีกครั้งกับแบรนด์ ANDA ที่นำแรงบันดาลใจ Design Concept แนวคิดการออกแบบโครงการมาจากประเทศฟินแลนด์ โดยเน้นไปที่ลักษณะเน้นความเรียบง่าย แต่มีรูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจน โดดเด่นในเรื่องของ Design ตามแบบฉบับ Scandinavian Design มีกลิ่นอายสไตล์ Nordic ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และขายในราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 2 ล้านปลายๆไปจนถึง 6 ล้านบาท

ส่วนอีกเซกเมนท์ก็จะเป็นราคาที่เกินกว่า 30 ล้านบาทขึ้นไปเลย ซึ่งก็ค่อนข้างชัดเจนว่าจุดขายของเค้าคือจำนวนบ้านที่ค่อนข้างน้อยไม่ถึง 100 ยูนิตต่อโครงการ มีดีไซน์ที่เน้นเอาความเป็นธรรมชาติมาแทรกผ่านตัวบ้านที่ออกแบบในสไตล์ Timeless แต่เลือกใช้วัสดุสมัยใหม่ มีพื้นที่และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานของทุกคนในครอบครัวใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นวัยไหนก็อยู่ร่วมกันได้หมด อยู่บนทำเลเมืองส่วนต่อขยาย (Extension Business District) เดินทางด้วยรถได้หลายเส้นทาง ชนิดที่ว่าซื้อแค่หลังเดียวอยู่ครบได้ทั้งครอบครัว แถมมีพ่อแม่มาช่วยออกเงินให้ด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าตลาดก็คือ เอสซีแอสเสท แสนสิริ MQDC แลนด์แอนด์เฮ้าส์ และพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค ยิ่งบวกกับส่วนผสมสำคัญในเรื่องของกลยุทธ์การขายที่มุ่งเจาะกลุ่มนักลงทุนระดับ Top of Pyramid และใช้ Insight ในเรื่องของความต้องการในการหาบ้านใกล้ย่านโรงเรียนนานาชาติ ที่มีค่อนข้างมากในหมู่คนต่างชาติที่วางแผนเข้ามาซื้อบ้านหลังที่สองในไทย มาเป็น Key Message ในการขาย ก็ยิ่งทำให้เกิดกระแส Sold out ได้อย่างต่อเนื่อง

ในบรรดาโครงการบ้านจัดสรรระดับ Luxury ทั้งหมด ต้องบอกว่าบ้านริมทะเลสาบคือรูปแบบโครงการที่หาได้ค่อนข้างยากในตลาด เพราะผู้พัฒนาโครงการจำเป็นที่จะต้องมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั้งในเรื่องของการออกแบบให้ถูกใจกลุ่มผู้ซื้อที่มีรสนิยมในการใช้ชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ และลงทุนในเรื่องของเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ซับซ้อนกว่าปกติ รวมไปถึงการเฟ้นหาที่ตั้งโครงการที่มีขนาดใหญ่มากพอที่จะเนรมิตโครงการให้ได้บรรยากาศราวกับเมืองริมทะเลสาบชั้นนำในต่างประเทศบนทำเลที่มีศักยภาพในเมืองเดินทางสะดวก แต่สำหรับดีเวลลอปเปอร์อย่างพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เรื่องดังกล่าวดูจะเป็นเรื่องที่ไม่ยากเย็นเท่าไหร่นัก เพราะการพัฒนาบ้านหรูริมทะเลสาบคือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของบริษัทฯในแบบที่หาใครมาเทียบด้วยยากจริงๆ จากผลงานในการพัฒนาโครงการแนวนี้อย่างต่อเนื่องแทบทุกปี โดยในปีนี้ทาง PF ได้พัฒนาบ้านริมทะเลสาปให้มีราคาถูกลงเพื่อจับกลุ่มตลาดกว้างขึ้นกับในราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท กับบ้านรุ่นใหม่วิวทะเลสาบที่มีฟังก์ชันแบบบ้านญี่ปุ่น ที่เลค ฟอเรสต์ ราชพฤกษ์ตัดใหม่

 

ทั้งนี้หากเราอ้างอิงตัวเลขในแบบที่ไม่ตัดสินจากความรู้สึกจากหน่วยงานวิจัยภาคเอกชนก็จะพบว่า ตลาดแนวราบที่มีราคาขายเกินกว่า 20 ล้านบาท ในปีนี้นั้นมีการเปิดใหม่สูงที่สุดในรอบ 10 ปีเลยทีเดียว โดยคุณภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและการสื่อสารคอลลิเออร์ส ประเทศไทย ระบุว่า ครึ่งปีแรก 2565 มีซัพพลายบ้านหรูราคามากกว่า 20 ล้านบาท ที่อยู่ระหว่างการขาย ทั้งสิ้น 2,833 ยูนิต โดย 84.25% มาจากผู้พัฒนารายใหญ่ ซึ่งมี บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ครองตลาด ตามมาด้วย บมจ.แสนสิริ 22.34 % และ บมจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่ 21.92% ทั้งนี้ บ้านระดับดังกล่าว มีการกระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ แม้แต่ในกรุงเทพชั้นใน อีกทั้ง ทิศทางบ้านหรูในซอย และไซส์เล็ก มีแนวโน้มมากขึ้นอีกด้วย “อัตราการขายเฉลี่ยรวมตลาดบ้านหรู อยู่ที่ประมาณ 57.64 % หรือ ขายไปแล้วราว 1,633 ยูนิต ขณะนี้มีหน่วยรอขาย 1,200 ยูนิต หรือ 4.2 หมื่นล้านบาท” และคาดการณ์ซัพพลายเปิดขายใหม่ในปีนี้มีแนวโน้มสูงกว่า 1,000 ยูนิต เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี (ที่มา: นสพ.ฐานเศรษฐกิจ ฉบับวันที่ 15 – 17 ก.ย. 2565)

 

เมื่อตลาดแนวราบเป็นตัวเร่งสำคัญให้เกิดจุดเปลี่ยนในวงการอสังหาฯยุคโควิดจากที่เดินไปทางไหนก็เจอแต่หุบเหวและทางตัน ไปสู่การขุดอุโมงค์เพื่อเปิดสู่ทางออกใหม่ ก็เลยส่งผลให้ในปีนี้ดีเวลลอปเปอร์ระดับ Top 10 ชื่อคุ้นหูทั้งหลาย ที่มีที่ดินพร้อมมากที่สุดพัฒนาโครงการแนวราบล้วนแต่สร้างสถิติยอดขาย ยอดโอนในแบบนิวไฮ สวนกระแสเศรษฐกิจไปซะหยั่งงั้นเลยล่ะครับ ไม่ว่าจะเป็นแสนสิริ ที่คุณอุทัย  อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ ออกมาเผยว่าในปีนี้บริษัทมียอดขายที่สูงเป็นประวัติการณ์ในรอบ 38 ปีนับแต่มีการก่อตั้งบริษัท จากการคาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างยอดขายในปี 2565 ได้ถึง 50,000 ล้านบาท หลังยอดขายรอบ 11 เดือนที่ผ่านมาพุ่งสูงถึง 46,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนยอดขายจากโครงการแนวราบ 31,300 ล้านบาท และยอดขายจากโครงการคอนโดมิเนียม 14,700 ล้านบาท โดยเฉพาะไตรมาส 3/2565 สร้างผลงานที่โดดเด่นมียอดขายล่าสุดสูงถึง 18,500 ล้านบาท เติบโตขึ้นกว่า 200% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และเติบโตกว่า 153% จากไตรมาส 2/2565

หรือเอพี ที่ปิดไตรมาส 3 ด้วยการทุบสถิติสร้างนิวเรคคอร์ดได้อีกครั้ง ด้วยยอดขายสุทธิ (Net Presales) มากถึง 37,455 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็น 75% ของเป้ายอดขายที่วางไว้ทั้งปีที่ 50,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดขายจากสินค้าแนวราบสูงถึง 28,926 ล้านบาท

เช่นเดียวกับบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่เปิดเผยถึงผลความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจในรอบ 9 เดือนปี 2565 ว่า บริษัทมีรายได้รวม 14,329 ล้านบาท เติบโต 6% เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2564 เป็นรายได้จากการดำเนินงาน 14,275 ล้านบาท แบ่งเป็น รายได้การขาย 95% อีก 5% เป็นรายได้ค่าเช่าและบริการ โดยรายได้หลักจากการขาย 13,593 ล้านบาท มาจากรายได้นิวไฮของสินค้าบ้านแนวราบ 12,202 ล้านบาท เติบโต 15% เทียบปีต่อปี กับรายได้จากแนวสูง 1,391 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 1,621 ล้านบาท เติบโต 9% เทียบปีต่อปี โดยมียอดขายรวมทำนิวไฮ 17,182 ล้านบาท เติบโต 7% เทียบปีต่อปี

และอีกบริษัท Top 10 ที่น่าจับตาในเรื่องของความต่อเนื่อง และความสามารถในการพัฒนาโครงการต่างจังหวัดมากที่สุดก็คือ ศุภาลัย ที่ผลงาน 9 เดือนเติบโตโดดเด่น กวาดกำไรสุทธิสูงสุด 6,002 ล้านบาท โตกว่า 43% และรายได้รวมมากถึง 25,455 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% โดยมียอดขายที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) ประมาณ 23,016 ล้านบาท ณ 30 กันยายน 2565 โดยคาดว่าจะสามารถทยอยโอนให้ลูกค้าและรับรู้เป็นรายได้ในปี 2565 จำนวน 7,267 ล้านบาท และส่วนที่เหลือ 15,749 ล้านบาทในปี 2566 และ 2567

จากกระแสฮอตฮิตของโครงการแนวราบ และความสามารถในการทำกำไรของดีเวลลอปเปอร์ตัวท๊อปทั้งหลาย ก็เป็นหลักประกันได้ว่าแรงกระเพื่อมนี้จะถูกส่งต่อไปยังดีเวลลอปเปอร์รายอื่นๆให้เร่งพัฒนาโครงการที่ตอบเทรนด์ของกลุ่มกำลังซื้อหน้าใหม่เจนใหม่ที่กำลังจะกลายเป็นฐานลูกค้าหลักในตลาดออกมา รวมไปถึงกลุ่มผู้คนที่ยังคงมองว่าการซื้อบ้านคือการซื้อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ และเป็น Safe Heaven ในการลงทุนที่ดีกว่าสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหลายในปี 2023 ที่กำลังจะถึงนี้ครับ ยิ่งเมื่อรวมกับการกลับมาอีกครั้งของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สิ้นปีนี้น่าจะแตะหลัก 10 ล้านคน และเข้าสู่ช่วงเริ่มฟื้นตัวในปีหน้าที่จำนวน 20 – 24 ล้านคน ตามการคาดการณ์ของททท.ก็น่าจะทำให้ธุรกิจอสังหาฯและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้รับอานิสงค์ตามไปด้วยอย่างแน่นอน โดยทาง CBRE ประเทศไทย ก็ได้ชี้ให้เห็นว่ายังไงการซื้ออสังหาฯไทย เพื่อใช้ชีวิตในไทยก็ยังคงมีเสน่ห์ในสายตาชาวต่างชาติ ทั้งเรื่องของราคาต่อตรม.ที่ถูกกว่าฮ่องกงถึง 5 เท่า ถูกกว่าสิงค์โปร์ 3 เท่า และถูกกว่าเซี่ยงไฮ้ 2.5 เท่า และมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่ถูก ได้สิทธิ์ในการครอบครองอาคารชุดถึงสัดส่วน 49% มีสิ่งอำนวยความสะดวกในทุกระดับราคาที่ตอบสนองต่อชาวต่างชาติ มีรถไฟฟ้าขยายไปหลายเส้นทาง และมีโรงเรียนนานาชาติที่ได้มาตรฐาน โดยหากดูจากสถิติยอดขายของ CBRE เองก็จะพบว่ากำลังซื้อจากต่างชาติเริ่มจะกลับเข้ามามากกว่าปี 2020 แล้ว

อย่างไรก็ตามปี 2023 นี้ยังคงมีปัจจัยลบบางอย่างที่อาจจะเป็นตัวฉุดไม่ให้ตลาดไปไกลเกินกว่าที่คิด ทั้งจากมาตรการรัฐที่หมดไปในสิ้นปี 2565 เช่น การลดค่าโอน-จดจำนอง เหลือ 0.01% รวมถึงมาตรการผ่อนคลาย LTV ที่ทำให้คนซื้อบ้านหลังที่สองขึ้นไป และคนซื้อลงทุนอาจมีการชะลอการตัดสินในซื้อ เช่นเดียวกับ อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอีก และราคาต้นทุนการก่อสร้างทั้งค่าวัสดุ ค่าแรงขั้นต่ำ และราคาที่ดินที่สูงขึ้น

 

ดังเช่นปีทุกๆปีครับ เวปพร็อพฮอลิคเราไม่ได้มีผู้อุปถัมภ์ หรือมีทรัพยากรมากมายในการลงทุนเพื่อจัดงานมอบรางวัลให้กับเหล่าโครงการน้อยใหญ่ต่างๆ ดังเช่น Publisher รายใหญ่อื่นๆครับ แต่อย่างน้อยเราก็เชื่อว่ามุมมองบางอย่างของเราน่าจะตรงกับความเป็นจริง และตรงกับใจของกลุ่มลูกค้าที่ตัดสินใจเป็นเจ้าของโครงการนั้นไม่มากก็น้อย ช่วงใกล้ปีใหม่แบบนี้ ผมจึงขอนำเสนอบทความที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของเรากับ PROPHOLIC’ Best of 2022 ซึ่งผมจะขอเรียกว่าเป็น “คำชื่นชม” ให้กับโครงการต่างๆที่ผมมองว่าเป็นโครงการที่มี Point of Different ที่ดีมากๆในสายตาของผมในรอบปีนี้มาให้ละกันครับ…มาเริ่มกันเลยว่ามีอะไรบ้าง

 

1. คอนโดพร้อมห้องสไตล์ Loft ที่อยู่สบายมากที่สุด: Whizdom The Forestias Mytopia

หากถามว่ายูนิตรูปแบบไหนที่ได้รับความนิยมพัฒนาค่อนข้างมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ก็คงจะเป็นยูนิตเพดานสูงสไตล์ Double Volume แต่ไม่ถึงกับเป็นห้อง Duplex ที่หลายคนเรียกกันติดปากว่าห้อง Loft ล่ะครับ หากเราพิจารณาในมุมมองของฝั่งผู้ซื้อ หรือผู้อยู่เอง ห้องไสตล์ Loft นั้นสามารถแก้ Pain Point ได้หลายอย่าง ทั้งในเรื่องของการขยายมิติของการใช้ชีวิตให้มากขึ้นผ่าน Volume of Space ด้วยพื้นที่แนวตั้งที่ช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้บริเวณชั้นลอย เช่นเดียวกับพื้นที่เก็บของใต้บันได ในขณะที่มิติของ Volume of Living ก็มีความอยู่สบายมากกว่าคอนโดห้อง Simplex ปกติ ด้วยเพดานที่สูงโปร่ง บวกกับกระจกบานใหญ่ที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านมากกว่าคอนโด อีกทั้งยังมีความได้เปรียบมากกว่าห้องแบบ Duplex ตรงที่เก็บค่าส่วนกลางแค่ชั้นล่าง แต่หากเราพิจารณาในมุมมองของคนขาย หรือผู้พัฒนาแล้วก็ต้องบอกว่ามีหลายโครงการเลยที่ห้อง Loft ดูจะเป็น Product ที่แก้ Pain Point ของผู้พัฒนาในเรื่องความสามารถในการทำกำไรจากช่องโหว่ของข้อกำหนดในเรื่อง FAR และ Saleable Area มากกว่า อีกทั้งการคิดราคาขายของห้องรูปแบบ Loft ก็เป็นการคิดราคาในแบบที่เอาราคาขายต่อตรม.มาคูณกับพื้นที่ชั้นล่าง บวกกับพื้นที่ชั้นลอยเลย (ที่ส่วนใหญ่ไม่คิดพื้นที่รวมในโฉนดและรวมใน FAR จากการตีความให้เป็น “เฟอร์นิเจอร์ชั้นลอย” เพราะมีความสูงแต่ละชั้นไม่ถึง 2.4 เมตร และพื้นที่ชั้นลอยมีขนาดไม่ถึง 40% ของพื้นที่ห้อง) ซึ่งผมก็มองว่าถ้าเป็นแบบนี้ราคาต่อตรม.ของพื้นที่ “เฟอร์นิเจอร์ชั้นลอย” ก็ควรที่จะถูกกว่าพื้นที่ชั้นล่างนะ ไม่ใช่เป็นราคาที่เท่ากัน เพราะต้นทุนมันต่างกับการพัฒนาห้องแบบ Duplex หรือห้องแบบ Loft ที่คำนวณ Feasibility โดยอ้างอิงจาก FAR ที่แท้จริง…ซึ่งก็เป็นเรื่องที่บอกยากว่าโครงการนั้นๆจากตอบโจทย์ผู้ซื้อหรือผู้พัฒนามากกว่ากัน เพราะของแบบนี้มันตัดสินจากผลตอบรับของคนซื้ออย่างพวกเราเองนี่แหละ และผมก็คิดว่าปีนี้ห้อง Loft ที่โครงการ Whizdom The Forestias Mytopia คือ Product ที่ดีที่สุดครับ

 

Whizdom The Forestias Mytopia เป็นคอนโดเพื่อไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของคนรุ่นใหม่ ภายในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ เมืองต้นแบบแห่งใหม่ของโลกในการพัฒนาเมืองเพื่อสุขภาพและความสุข อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติกับผืนป่าขนาดใหญ่ 30 ไร่ ที่มีระบบนิเวศน์อันอุดมสมบูรณ์ที่สุดในบรรดาทุกโครงการที่พักอาศัยในประเทศไทย มีห้องพิเศษเป็นห้อง Loft เพดานสูงถึง 5.45 เมตร ที่เป็นครั้งแรกของ MQDC ในการพัฒนา [ทั้งตึกมี 80 ห้อง] ซึ่งเป็นห้องที่อยู่บริเวณชั้นกลางๆเหนือห้อง Forest Duplex Penthouse ขึ้นมา ให้ความรู้สึกเหมือนถูกผืนป่าอันร่มรื่นโอบล้อมอยู่ในทุกๆวัน

โดยความน่าสนใจที่เป็น The Best ของห้อง Loft ในมุมมองเรามีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นห้องสไตล์ Loft ที่มีเพดานสูงมากที่สุดในตลาดถึง 5.45 ม โดยได้พื้นที่โฉนดทั้งบนและล่าง แถมบางห้องยังมี Powder Room ให้ที่ชั้นลอยด้วย [ห้อง Loft อาคารนี้เป็นห้องแบบ 1 Bed ทั้งหมด] แถมเรื่องของสเปคห้องนี่คือสุดๆตามมาตรฐาน MQDC ที่ใช้วัสดุดีมาก ที่สำคัญคือบานกระจกห้องนอนและห้อง Loft เป็น IGU 2 ชั้นมี Gap ตรงกลาง จะช่วยลดความร้อนและเสียงที่เข้าสู่ภายในห้องได้ดีเยี่ยม ผนังห้องเป็น Double Wall หนา 20 mm. สำหรับ 2 อาคาร และอาคาร Petopia หนา 25 mm

โดยอีกจุดโดดเด่นของโครงการคือความสูงจากพื้นดินของตัวอาคารที่เอื้อให้มองเห็นพื้นที่ทั้งหมดของผืนป่า สร้างประสบการณ์พื้นที่สีเขียวตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่โครงการในแบบที่ไม่เคยสัมผัสจากที่ใดมาก่อน และด้วยโครงสร้างของอาคารที่ถูกยกให้อยู่เหนือฐานของโพเดียม ทำให้มองดูเหมือนลอยอยู่บนยอดไม้ โดยผู้อยู่อาศัยยังสามารถทำกิจกรรมต่างๆ อย่างมีความสุขกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่มากมายและครบครัน รองรับกิจกรรมสำหรับทุกไลฟ์สไตล์ โดยชั้นบนของโพเดียมจะเป็นสระว่ายน้ำขนาดใหญ่พาดระหว่าง 2 อาคาร ทั้ง Destinia และ Mytopia มีพื้นที่สระว่ายน้ำและเครื่องเล่นสำหรับเด็ก พื้นที่พักผ่อนใกล้กับสระว่ายน้ำ สวนกลางแจ้ง ยิมในร่ม Pool Lounge และพื้นที่ในอาคารสำหรับเด็กๆ นอกจากนี้ façade ของอาคารยังเลือกใช้โครงเหล็กแบบเมกาเฟรมที่สูงกว่า 3 เท่า ซึ่งนอกจากจะให้ความรู้สึกไฮเอนด์แล้ว ยังช่วยป้องกันรังสีจากแสงแดดภายนอกเข้าสู่ภายใน และในส่วนทางเดินบริเวณล็อบบี้ลิฟต์ ยังออกแบบให้มีการระบายอากาศตามธรรมชาติอีกด้วย

 

โครงการขายแบบ Fully Fitted พร้อมเฟอร์นิเจอร์ Built-in ตู้เสื้อผ้า และชุดครัว ที่มีสเปคดีที่สุดใน Class มีการออกแบบตู้เสื้อผ้าลึกให้ถึง 70 ซม. เก็บกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ได้ บานกระจกบริเวณส่วนห้องนอนและห้องแบบ Loft เป็น IGU มีช่องอากาศตรงกลาง ช่วยลดความร้อนและเก็บเสียงดีเยี่ยม แอร์แบบ Cassette Type ฝังฝ้า ไม่มี CDU แอร์ที่ระเบียง ติดตั้งเครื่อง ERV พร้อมระบบกรองฝุ่น PM2.5 และ PM10 ให้ทุกห้อง รับประกันงานระบบประปา ไฟฟ้า โครงสร้าง การรั่วซึมยาวนานถึง 30 ปี Infinity Edge Pool เห็นวิวป่าแบบ Panorama ที่ชั้น 7 พร้อมระบบวารีบำบัดด้วยน้ำร้อนและน้ำเย็น

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://bit.ly/3SlI80N

 

2. The Best Affordable 2 Bedroom 2 Bathroom Layout of the year 2022: LIFE สาทร เซียร์รา

LIFE สาทร เซียร์รา เป็นโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ LIFE ที่มีราคาขายดีที่สุดในรอบหลายปี และดีที่สุดของทำเลตลาดพลู ติดถนนใหญ่และห่างจาก BTS สถานีตลาดพลู เพียง 150 ม. อยู่ในย่านตลาดพลูที่ขึ้นชื่อในเรื่องอาหาร เป็นไชน่าทาวน์แห่งแรกของฝั่งธนฯ และยังเป็นย่านที่มีปริมาณ Supply คอนใหม่เหลือค่อนข้างน้อย เป็นย่านที่มีคนเข้ามาอยู่อาศัยอย่างต่อเนื่อง เชื่อมต่อย่าน CBD อย่างสีมลม สาทร ได้สะดวกด้วยรถยนต์ส่วนตัว สามารถเดินไปห้างเดอะมอลล์ท่าพระได้สบาย เหมาะกับการปล่อยเช่ากลุ่มนักศึกษาและวัยทำงานที่เดินทางด้วยรถไฟฟ้า โครงการเน้นรูปแบบห้องที่ตอบโจทย์ Real Demand กลุ่มคนทำงานในย่าน CBD ด้วยรูปแบบห้อง 1 Bedroom ขนาดเริ่มต้น 28 ตารางเมตร ใช้เงินไม่ถึง 3 ล้านก็เป็นเจ้าของได้ง่ายๆ หรือจะซื้อลงทุนปล่อยเช่า ก็ค่อนข้างได้เปรียบกว่าโครงการที่เก่ากว่า ด้วยเลย์เอาท์ห้องที่กว้างกว่า ดีกว่า ในราคาที่น่าซื้อมากกว่าพร้อมทั้งเป็นโครงการระดับไฮเอนด์ที่มี Super Facilities ใหญ่กว่า 5 ไร่ จัดเต็มมากกว่า 30 ฟังก์ชัน และพื้นที่สีเขียวกว่า 6,400 ตารางเมตร มากที่สุดในย่านตลาดพลู โดยพื้นที่ส่วนกลางได้รับแรงบันดาลใจจากสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันโดดเด่นจาก 6 ประเทศทั่วโลก ให้คุณได้ดื่มด่ำกับสุดยอดวิวที่ Sky Facilities บนชั้น 40 พื้นที่รวมกว่า 1,600 ตารางเมตร สูงที่สุดในย่านตลาดพลู นอกจากจะเป็นคอนโดใกล้รถไฟฟ้าเพียงไม่กี่แห่งในเขตกทม.ชั้นในที่มีห้องราคาถูกกว่า 3 ล้าน ให้เลือกแล้ว ที่นี่ยังมีห้องแบบ 2 Bedroom ขนาด 57.5 ตารางเมตร กั้นห้องเป็นสัดส่วน ห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ และมีห้อง Storage ที่ใช้เก็บเครื่องซักผ้า เป็นห้องที่มีระเบียง 2 จุด คือ ระเบียงดูวิว และระเบียง Service อยู่หลังครัวที่ใช้เก็บ CDU แอร์ ห้องน้ำแบบ Double Access และ Master Bedroom มีกระจกเข้ามุมดูวิวได้กว้างไกลกว่าห้องอื่นๆ ให้แอร์ 3 ตัว

ห้อง 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำที่นี่ไม่ได้มีจุดขายที่ความกว้างใหญ่ของห้องครับ เพราะเอาจริงๆ คือปกติแล้วในคอนโดทั่วไป ห้องขนาดใหญ่แบบ 2 ห้องนอนขึ้นไปก็มักจะออกแบบมาได้กว้างขวาง ดูดีกว่าห้องเล็กอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่มันก็จะเหมือนกับการเอายูนิต 1 ห้องนอนมา Combined กัน หรือไม่ก็เอา 1 ห้องนอนมา Combined กับสตูดิโอ เน้นไปที่ส่วน Living ที่กว้างเอาไว้ก่อน ส่วนครัวแบบ Enclosed Kitchen หรือครัวปิดเต็มรูปแบบนั้น ส่วนใหญ่เราก็มักจะเห็นจากห้องแบบ 2 ห้องนอนที่มีขนาดเกินกว่า 70 ตรม.ขึ้นไป ซึ่งเอาจริงๆ คอนโดสมัยใหม่แม้จะเป็นขนาดเกิน 100 ตรม.ยังไม่ให้ครัวปิดเลย ถ้าจะหาครัวปิดก็ต้องไปหาจากห้อง Penthouse หลายร้อยตรม.ที่มักจะทำครัวไทยในห้องแม่บ้าน ซึ่งนั่นก็คือปิดจริงๆ แบบระบายอากาศไม่ได้!

แต่ห้องนี้มีขนาดแค่ 57.5 ตรม. ถือว่าเป็น 2 นอนที่ขนาดกำลังพอดี ยิ่งคิดราคาเฉลี่ยที่ราวๆ ตร.ม.ละแสนหรือต่ำกว่านี้ก็จะพบว่าใช้เงินน้อยมากๆ เลยในการซื้อห้องเลอค่าแบบนี้ โดยสิ่งที่ยากจะเห็นได้จาก 2 ห้องนอนในขนาดเดียวกันจากที่อื่นก็คือ ส่วนห้อง Living แบบหน้ากว้างที่แยกห้อง Laundry และห้องเก็บของไว้อีกฝั่งเลย เป็นระเบียบดีมากๆ มีระเบียงให้ถึง 2 ระเบียง คือส่วนติดห้องนั่งเล่น และระเบียงซ่อนหลังห้องครัว ที่ใช้เป็น Private Balcony ตากผ้าแบบไม่มีใครเห็นได้สบาย และระเบียงนี้ยังสามารถถ่ายเทอากาศจากห้องน้ำใน Master bedroom ออกมาได้ด้วย ได้ครัวปิดติดอากาศแบบเปิดระบายได้จากระเบียงทั้ง 2 ฝั่ง แถมไม่ได้กั้นด้วยกำแพงปูนแต่เป็นการกั้นด้วยกระจกใส ทำให้ดึงแสงธรรมชาติเข้ามาได้ทั่วห้องและคนที่ทำอาหารอยู่ก็ยังสามารถดูทีวีได้สบายๆ ห้องน้ำในห้องนอนเล็กเป็นแบบ Double Access คนที่นอนในห้องนอนเล็กไม่ต้องเดินออกมาจากห้องผ่านห้องรับแขกเพื่อเข้าห้องน้ำ และห้องนอนใหญ่มีช่องแสงและการระบายอากาศดีมาก ได้กระจกเข้ามุมที่หัวเตียงอีก แนะนำว่าใครมองหาห้อง 2 นอน 2 น้ำภายในงบประมาณ 6 ล้านที่นี่คือใช่ที่สุด!

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://bit.ly/3Al67H2

3. Luxury Condo ติดถนนใหญ่ที่มีราคาขาย Competitive ที่สุด บนสเปคที่ได้มากกว่า: 125 Sathorn

125 Sathorn คือคอนโดแบรนด์ใหม่ที่ค่อนข้างจะมีอัตลักษณ์ที่แตกต่างจากทุกคอนโดใหม่ในย่านสาทร ที่มักจะเน้นรูปแบบของงานสถาปัตยกรรมในสไตล์ Ultra – Modern Architecture เน้นกระจกและเส้นสายของอาคารที่ดูโฉบเฉี่ยว ในทางกลับกับ 125 Sathorn ได้ใช้รูปแบบงานสถาปัตยกรรมในสไตล์ Luxury Modern Classic ที่เป็นการรวมเอาความเป็นที่สุดของทำเลเมือง ดีไซน์ ธรรมชาติ และความหรูหราเข้าไว้ด้วยกัน จนออกมาเป็นอาคารแฝดสูง 36 ชั้น จำนวน 755 ยูนิต แบ่งออกเป็น Park View Residences ที่หันไปทางฝั่งสวนลุม และ City View Residences ที่หันไปทางฝั่งช่องนนทรี  ที่มีหน้ากว้างของโครงการมากถึง 97 เมตรขนานกับถนนสาทร เชื่อมต่อกันด้วย “125 Courtyard” พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ แทรกกลางระหว่างอาคาร เปรียบดั่งโอเอซิสขนาดใหญ่ที่ช่วยดึงเอาความเป็นธรรมชาติ สายลม และแสงแดด เข้ามาโอบล้อมผู้พักอาศัย

 

โครงการ 125 Sathorn มาพร้อมจุดเด่นถึง 4 อย่างคือ หนึ่งพื้นที่ส่วนกลางหลากหลายรวมกันมากกว่า 4,500 ตร.ม., สองมีสวนขนาดใหญ่ถึง 450 ตร.ม. เกือบครึ่งไร่เลยทีเดียว เค้าเรียกว่า 125 Courtyard เชื่อมอยู่บริเวณกลางโครงการ เปรียบดั่งโอเอซิสขนาดใหญ่ที่ช่วยดึงเอาความเป็นธรรมชาติ สายลม และแสงแดด เข้ามาโอบล้อมผู้พักอาศัย, สามมีหน้ากว้างของโครงการมากถึง 97 เมตร ขนานกับถนนสาทรเรียกได้ว่าจะหาทำเลคอนโดหน้ากว้างขนาดนี้บนถนนสาทรเส้นหลักไม่ได้อีกแล้วนะ และจุดเด่นที่สี่อยู่ห่างเพียง 500 เมตร จากสถานี BTS ช่องนนทรี เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ตั้งอยู่ในย่าน CBD อย่างสาทร และมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก สเปคห้องที่นี่ดีจริง หรูจริงครับ โดยห้องแบบ 3 ห้องนอนเป็นต้นไปจะมีส่วนที่เพดานสูง 6 ม. และห้องมาตรฐานทั่วไปจะมีเพดานสูง 3 ม.ขายแบบ Fully Fitted, CDU แอร์อยู่พื้นที่ส่วนกลาง, อุปกรณ์ครัว kuppersbusch

และที่เด่นมากๆสำหรับโครงการนี้นอกจาก Exposure เเล้วก็ยังเป็นพื้นที่ส่วนกลางใหญ่เบิ้มที่สุดในสาทร ขนาดรวม 4,500 ตรม.แถมมีหลายฟังก์ชั่นเด็ดๆมากมาย มีสนาม Street Basketball, 125 Maids Quarter ห้องรวมกิจกรรมแม่บ้านพร้อมห้องนอน และว้าวมากๆกับ 125 Clubhouse บนชั้นดาดฟ้าที่มีห้อง Private Sky Lounge พร้อมสระไว้ให้จัด Pool Party ส่วนตัวด้วยอ่ะ…ทั้งหมดนี้มาพร้อมราคาเฉลี่ยของโครงการที่ Competitive กว่าราคาตลาดของคอนโด Luxury ในย่านสาทร โดยโครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่ในย่านนี้ปัจจุบันมีราคาขายที่ค่อนข้างสูงมาก แต่ของที่นี่ห้องแบบ 1 Bedroom มีเริ่มต้นเพียง 5.9 ล้านบาท เฉลี่ยทั้งโครงการประมาณ 250,000 บ./ตร.ม.

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://bit.ly/3FJuwcK

 

4. คอนโดกระแสแรงที่สุดแห่งปี ที่คนแย่งกันซื้อแบบไม่สนใจราคา: Culture Chula

โครงการ Culture Chula ตั้งอยู่ริมถนนใหญ่พระราม 4 – สุรวงศ์ ใกล้กับสามย่าน สีลม ซึ่งเป็นทำเลที่มีคอนโดแบบฟรีโฮลด์กรรมสิทธิ์ ตลอดไปเปิดขายน้อยมากและที่เป็นที่ดินผืนท้ายๆในย่านนี้ นอกจากนี้ทำเลถนนพระราม 4 คือพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่เกิดขึ้นมาก ที่สุดของกรุงเทพฯในรอบ 10 ปีมานี้ อีกจุดเด่นคือตั้งอยู่ใกล้ทั้ง BTS สายสีเขียวสถานีศาลาแดงเพียง 290 เมตรและ MRT สายสีน้ำเงินสถานีสามย่านแค่ 350 เมตรเท่านั้น

 

Culture Chula เป็นคอนโดแบรนด์ใหม่ที่ร่วมกันพัฒนากับ Scratch First ริเริ่มสร้างให้เป็น sustainable community มาพร้อมกับการบริการระดับมาตรฐานโดยแบรนด์ระดับโลกอย่างที่ The Ascott Limited มี worldclass service เหมือนได้บริการจากโรงแรมหรูในทุกๆ วัน โครงการตั้งอยู่ในทำเลที่มี demand ทั้งเช่าและซื้อหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง จากกลุ่มนักศึกษา นักเรียน และบุคลากร คนทำงานในย่านแหล่งงานรายได้สูง

 

ทาง Ananda แบ่งรูปแบบการขาย Culture Chula เป็น 2 แพคเกจ ได้แก่ Fully furnished ที่ได้รับครบทั้งเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นและเครื่องใช้ไฟฟ้า ถ้าซื้อ Ascott Furniture Package พร้อมปล่อยเช่าได้ทันที และอีกแบบคือ fully fitted ที่มีชุดครัว และ Digital Door Lock

 

รูปแบบห้องเป็นแบบไฮบริด มีเพดานสูง 4.3 เมตรทุกยูนิตทั้งโครงการ โดยจะมีการตกแต่งพิเศษเพื่อเน้นพื้นที่ใช้สอย ภายในห้องที่มากกว่าห้อง Hybrid เพดานสูงทั่วไป มี type ห้องให้เลือกเยอะมากตั้งแต่ 1 ห้องนอน 2 ห้องนอน และ 3 ห้องนอน ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานใหม่ของคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองในยุคปัจจุบันที่คนมักนิยมอยู่อาศัยบนคอนโดใจกลางเมืองแบบจริงจัง อีกหนึ่งจุดเด่นที่ตอบโจทย์มากคือออกแบบให้ชั้นลอยมีพื้นที่ห้องน้ำด้วยเฉพาะผู้ที่ซื้อ type 2 Bedroom 2 Bathroom ขึ้นไป

อุดมด้วยพื้นที่ส่วนกลาง และพิเศษตรงที่โซน Sky Fitness  และ Co-working Space ที่มีอุปกรณ์ให้ทำงาน หรือต่อยอดธุรกิจออนไลน์ได้ครบครัน ทั้ง Video Call Booth และ Live Studio จะเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงใช้ได้ทุกวันทุกเวลาแบบไม่ต้องรอเวลาเปิดปิด

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://bit.ly/3TS5nAw

 

5. บ้านเดี่ยวสุดหรู ตอบเทรนด์ Well-Being ที่ตั้งอยู่บนทำเลใกล้เมืองมากที่สุด: Malton Gates Krungthep Kreetha

Malton Gates Krungthep Kreetha คือโครงการบ้านเดี่ยวเปี่ยมดีเทล สไตล์ Timeless แตกต่างบนพื้นฐานสุขภาวะที่ดีมอบความเป็นส่วนตัวเพียง 49 ยูนิต ไพรเวทสุดในย่านกรุงเทพกรีฑา สามารถเข้าถึงโครงการได้อย่างสะดวก ทั้งจากฝั่งถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า และถนนเลียบวงแหวนกาญจนาภิเษก 12 อยู่ในย่านยอดฮิตของกลุ่ม Expat โดยโครงการเป็นบ้านระดับ Super Luxury ที่มาพร้อมกับคอนเซปต์ The Gates to Well-Living มีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ที่ผสานเอาความหรูหราของสถาปัตย์แบบอังกฤษกับเทคโนโลยีเกี่ยวกับสุขภาพเข้ามาใช้ในโครงการ ด้วยการผนึก รพ. สมิติเวช มอบ TytoCare ที่สามารถเชื่อมกับโรงพยาบาลได้ให้กับบ้านทุกหลัง และจับมือปัญญ์ปุริ มอบสุนทรียะการอยู่อาศัยที่แสนพิเศษกับ Wellness Aroma กลิ่นพิเศษ มาพร้อมกับ Well Living Solutions ในตัวบ้านมากมาย คำนึงถึงจุดเด่นของโครงการทั้ง 4 ด้าน คือ Prime/ Pride/ Privacy/ Perfection

โดยโครงการรายล้อมด้วยสวนสีเขียวขนาดใหญ่ 1,100 ตร.ม. และ Semi-Outdoor Pavilion พร้อม Clubhouse ถึง 2 อาคาร ซึ่งแบบบ้านมีด้วยกันถึง 3 แบบ มีลักษณะคล้ายกันแต่จะแตกต่างที่ขนาดที่ดิน พื้นที่ใช้สอย และจำนวนที่จอดรถ ในบ้านมีไฮไลท์เป็นโถง Living แบบ Double Volume สูง 6 เมตร ที่เชื่อมต่อ Inner Courtyard ได้ และทางโครงการเลือกใช้วัสดุมีคุณภาพจากแบรนด์ดัง ให้ครัวแบบครบเซ็ท แอร์ทั้งหลัง ระบบ Home Automation เรียกได้ว่าคุ้มค่าที่สุดในย่านกรุงเทพกรีฑา

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://bit.ly/3U3oRlA

 

6. คอนโดระดับ Economy ติดรถไฟฟ้าย่านชานเมืองแห่งเดียวที่ Sold Out: NUE Cross Khukhot Station

ก่อนหน้าที่ยังไม่มีสถานีรถไฟฟ้า โครงการที่อยู่อาศัยเกือบทั้งหมดตรงสถานีคูคต และเส้นทางโดยรอบ คือโครงการแนวราบที่อยู่ลึกเข้าไปในซอยย่อยของลำลูกกา หรือเส้นรังสิต-นครนายก โดยที่โครงการคอนโดในย่านนี้ยังมีอยู่น้อยมาก และผู้ซื้อส่วนใหญ่ก็ยังคงมองว่าซื้อโครงการแนวราบก็ได้ราคาที่สูสีกับการซื้อคอนโด ทำให้โครงการคอนโดเกือบทั้งหมดเมื่อก่อนต้องเน้นราคาเป็นหลัก มีตัวเลือกแค่ห้องเล็กๆ ขนาดแค่ไม่เกิน 28 ตร.ม. และเน้นกลุ่มผู้เช่าที่เป็นคนทำงาน ในขณะเดียวกันพื้นที่โดยรอบและใกล้เคียงกับสถานีคูคต ก็ถูกพัฒนาไปในรูปแบบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นอาคารพาณิชย์ ร้านค้าปลีก ปั๊มน้ำมัน โชว์รูมรถยนต์ รวมไปถึง Hyper Market ทำให้ไม่ค่อยมีที่เหลือในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดสักเท่าไหร่

โดยในปัจจุบันนับจากที่สถานีคูคตเริ่มเปิดใช้บริการ ก็เริ่มมีผู้คนที่คุ้นชินกับย่านลำลูกกา – คูคต อยู่แล้ว เพราะมีบ้านอยู่แถวนี้ในโซนลึกๆ เข้าไปข้างใน เข้ามาสนใจซื้อโครงการคอนโดที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้ามากขึ้น เพราะว่าเดินทางไปทำงาน หรือเข้าเมืองได้สะดวกกว่า การที่จะต้องขับรถ โดยเลือกซื้อเป็นบ้านหลังที่สองที่มีราคาที่สามารถซื้อได้ คือประมาณล้านเดียว ซึ่ง นิว ครอส คูคต สเตชัน  น่าจะเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ให้คุณภาพชีวิตของเขาเหล่านั้น ดีขึ้น คูลขึ้นมาได้ รวมไปถึงกับ Lifestyle Trends แบบ City Hopper ที่เปลี่ยนการใช้ชีวิต ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับเงื่อนไขเดิมๆ และมอบความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับผู้อยู่อาศัย สร้างสุขให้กับคนที่อาศัยอยู่ในย่านคูคต มีพื้นที่ในการพบปะสังสรรค์ ทำกิจกรรม และออกกำลังกายมากขึ้นอีกด้วย

เพราะโครงการ นิว ครอส คูคต สเตชัน ตั้งอยู่บนทำเลดีที่สุดในย่านติดถนนใหญ่ลำลูกกา ติด BTS สถานีคูคต ต่อเดียวถึงทุกที่ ตรงสู่ใจกลางเมืองไม่ต้องเปลี่ยนสถานี ใช้เวลาเดินทาง 20 นาที ถึง BTS สถานีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 29 นาที ถึง BTS สถานีหมอชิต 44 นาทีถึง BTS สถานีสยาม ในโครงการมีส่วนกลางครบครัน ขนาดใหญ่กว่า 3 ไร่ครึ่ง 4 โซน เต็มอิ่ม 24 ฟังก์ชั่น ดีไซน์สวย ให้ความแตกต่าง และมีความเรียบง่าย อิงธรรมชาติสไตล์ Mid-Century Modern และมาพร้อม Lifestyle Mall เป็นคอนโดใหม่ติดสถานีรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่มีราคาดีที่สุดในตลาด เริ่มต้นเพียง 1 ล้านบาท* ขายแบบ Fully Furnished ด้วยเฟอร์ฯ ดีไซน์พิเศษเป็นเอกลักษณ์ และยังเป็นคอนโดใหม่เพียงแค่แห่งเดียวในย่านคูคต แต่เป็นย่านที่มีดีมานท์เช่าที่ค่อนข้างดีมาก เหมาะกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการซื้อคอนโดเป็นหลังแรก รวมไปถึงคนที่มีบ้านที่อยู่ลึกเข้าไปในช่วงรังสิต-นครนายก และคนที่เช่าหอพักในย่านนี้ เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าประหยัดงบประมาณมากกว่าการไปเลือกซื้อคอนโดบนเส้นพหลโยธิน ห้องทั้งหมดเป็นห้องหน้ากว้าง แต่งครบตามสไตล์ NUE โดยมีพื้นที่ Retail Shop แบบ Loft เพื่อขายที่อาคาร A และ B หน้าโครงการ

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://bit.ly/3w8IFLO

 

7. โฮมออฟฟิสและบ้านแฝดสไตล์โมเดิร์น บนทำเลดีที่สุดของฝั่งธนฯ: Supalai Grand Essence @ Thaphra Interchange

แม้จะเป็นครั้งแรกของศุภาลัยกับโครงการโฮมออฟฟิศและบ้านแฝดระดับ Luxury แต่ข้อมูลด้านล่างเหล่านี้คือเหตุผลจุดเด่นสำคัญที่ช่วยตอกย้ำว่า Supalai Grand Essence @ Thaphra Interchange คือ One of a Kind เป็นเอกลักษณ์หนึ่งเดียวที่หาเทียบได้ยากจริงๆ

 

Supalai Grand Essence @ Thaphra Interchange เป็นโครงการหนึ่งเดียวที่ปราศจากคู่แข่งทั้งทางตรงและทางอ้อม ในย่านสี่แยกท่าพระ โดยหากเป็นตัวเลือกโฮมออฟฟิศก็จะมีแพงแค่อาคารพาณิชย์สมัยเก่าเท่านั้น ยิ่งเป็นบ้านแฝดที่มอบพื้นที่ใช้สอยเยอะๆ แบบนี้ยิ่งหาไม่ได้ เพราะนี่คือ Luxury Urban Home บ้านแฝดและโฮมออฟฟิศที่มีทำเลสะดวกแบบคอนโดมิเนียม ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ และใกล้สถานีรถไฟฟ้าท่าพระ อินเตอร์เชนจ์ เพียงแค่ 600 เมตรเท่านั้น โดยทั้งโครงการมีจำนวนยูนิตน้อย มีความเป็นส่วนตัวสูงสุด เป็นเอกสิทธิ์มีแค่ 18 ยูนิตเท่านั้น

 

ยอดเยี่ยมด้วยงานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ โดดเด่นเมื่อมองจากภายนอก ส่วนภายในก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเพราะเลือกใช้สเปคและวัสดุระดับพรีเมียม โดยหากเป็นดีเวลลอปเปอร์รายอื่นมาพัฒนาตรงนี้ก็น่าจะทำราคาขายที่แพงกว่านี้ แต่ศุภาลัยเลือกที่จะดีไซน์ราคาขายให้ไม่สูงแบบไร้ตรรกะ แต่ตั้งราคาสูงที่สมเหตุสมผล

ออกแบบให้รองรับความสะดวกสบายต่างๆ มากมายภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชันที่จอดรถภายในบ้าน โดยโฮมออฟฟิศจะมีที่จอดรถ 2-3 คัน บ้านแฝด มีที่จอดรถ 4 คัน รองรับการติดตั้ง EV Charger ทุกหลัง ยังไม่หมดนะครับ เพราะมีที่จอดรถส่วนกลาง (Communal Parking Area) ด้วยอีก 15 คัน เรียกได้ว่าไม่ต้องกังวลเรื่องที่จอดรถ, ภายในบ้านรองรับการติดตั้งลิฟต์โดยสารด้วยการเว้นพื้นที่ช่อง Void ขนาดใหญ่บริเวณโถงบันได , ภายในบ้านน่าอยู่โปร่งโล่งกว่าด้วยพื้นที่ Double Volume ในโซน Living area ระยะพื้นถึงเพดานสูงถึง 4.9 เมตรสำหรับโฮมออฟฟิศ และ 6 เมตรสำหรับบ้านแฝด,  เลือกใช้สเปควัสดุระดับพรีเมี่ยมที่สุดพร้อมระบบ Home Automation & Security ภายในบ้านทุกหลัง เรียกได้ว่าครบทุกอย่างที่คนอยู่บ้านต้องการ

ทำเลตั้งอยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวก แหล่งไลฟ์สไตล์ชั้นนำย่านฝั่งธนฯ-ท่าพระ-ตลาดพลู อย่าง The Mall ท่าพระ และ ICONSIAM ถือว่าเป็นบ้านทรงสูงที่มีทำเลดีที่สุดของฝั่งธนฯ ชั้นใน เพราะอยู่ติดถนนใหญ่รัชดาภิเษก ใกล้ MRT ท่าพระเพียง 600 เมตร เดินทางสะดวกสู่ย่านธุรกิจ CBD สาทร สีลม ได้ง่าย เชื่อมต่อหลายเส้นทาง ทั้งพระราม 3 จรัญฯ เพชรเกษม ได้ในไม่กี่นาที รายล้อมไปด้วยโรงพยาบาลชั้นนำ ทั้ง ศิริราช สมิติเวช ธนบุรี และโรงพยาบาลธนบุรี ดังนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องสุขภาพและการรักษาพยาบาลสำหรับสมาชิกในบ้าน

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://bit.ly/3gb28Gc

 

8. คอนโด Super Luxury แบบ Low Rise ที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ: The Reserve 61 Hideaway

หากพิจารณาจากผลตอบรับของ The Reserve 61 ที่ Sold out ไปแล้ว และยอดขายของ The Reserve 61 Hideaway ที่เหลือห้องอยู่ไม่กี่ยูนิต เห็นทีจะเป็นบทพิสูจน์ว่าแบรนด์ The Reserve แห่งนี้ต้องมีมนต์เสน่ห์อะไรที่สามารถครองใจกลุ่มลูกค้าระดับ HNWI (High Net Worth Individual) ได้อย่างอยู่หมัด ผ่านการมองลึกไปถึง Insight ของผู้ซื้อเฉพาะบุคคลว่าอะไรในโครงการที่สามารถสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นในตัวของคนซื้อได้ ในหลาย ๆ ครั้งคุณค่าก็อาจจะเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่เราไม่ทันได้คาดคิด แต่กลับมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น The Reserve 61 Hideaway แห่งนี้ หากเราไม่นับการสร้างสรรค์พื้นที่ส่วนกลางที่ให้สุนทรียะมากกว่าโครงการ Luxury Low Rise ทั่วไป สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวสร้างความแตกต่างชั้นดีก็คือรูปแบบยูนิตเลย์เอ้าท์ที่มีความแตกต่างกันออกไปหลายสิบแบบ จนห้องใหญ่ ๆ อย่าง Duplex Pool Access และ Triplex ที่นำรถมาจอดในตัวยูนิตเหมือนบ้านเลย ขายไปหมดแล้ว โดยห้องส่วนใหญ่ที่พอจะมีขายก็จะเป็นห้องแบบ 1 ห้องนอนเท่า ส่วนห้องรูปแบบ 2 ห้องนอน เหลือเพียงไม่กี่ห้องเท่านั้น  สะท้อนให้เห็นว่าหากเป็นโครงการหรูที่สร้างออกมาได้ตรงจริตกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง ยังไงก็ต้องขายได้ ซึ่งก็แน่นอนว่าห้องที่ดีที่สุดแพงที่สุดย่อมถูกขายออกไปก่อน แต่ถึงแม้โครงการจะมีห้องพร้อมขายเพียงห้องแบบ 1 ห้องนอนเป็นส่วนใหญ่ ก็ไม่ควรพลาดโอกาสการเป็นเจ้าของครับ น่าจะเหมาะกับกลุ่มเริ่มต้นครอบครัวที่อยู่กันประมาณ 2 คน เพราะแค่ห้องเริ่มต้นก็มีขนาดใหญ่กว่า 1 ห้องนอนของโครงการอื่นๆแล้วครับ

นอกจากนี้การออกแบบห้องพักให้ได้บรรยากาศเหมือนรีสอร์ทระดับ 6 ดาว ที่ไม่ว่าอยู่มุมไหนของห้องก็สามารถเสพวิวส่วนกลางสวยๆได้อย่างไม่มีเบื่อ ก็เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบของการใช้ชีวิตอันหรูหราฟู่ฟ่าที่ยากจะหาจากคอนโด Low Rise แห่งอื่นๆ ที่มักจะเอาพื้นที่ส่วนกลางไปไว้ด้านบนดาดฟ้าแทน โดยที่ระยะห่างระหว่างอาคารส่วนใหญ่ก็ดูจะขัดตาไปหมด โดยทุกยูนิตของโครงการจะมีหน้าต่างเปิดโล่งรับแสงธรรมชาติจากกระจก Full Height และการออกแบบ function ที่เน้นความสะดวกสบายและหรูหราที่มี Mail Box อยู่ที่หน้าประตู ตู้เก็บของที่ออกแบบมาให้รองรับการใช้งานจริง ตู้เสื้อผ้า ครัว built-in เป็นชุดครัวของ Gorenje ในส่วนของ Island Kitchen ด้านบนจะเป็นหิน Quartz ลาย Turbine Grey และด้านข้างจะใช้เป็นหิน Black Forest ซึ่งเป็นหินธรรมชาติทั้งหมด และที่ดู Luxury สุดๆ ก็คือห้องน้ำแยก สำหรับห้องแบบ 2 ห้องนอนที่มีขนาด 100 ตรม.ขึ้นไป จะเป็นแบบ His & Her พร้อมกระจกเงาบานใหญ่ ให้บรรยากาศเหมือนห้องน้ำในโรงแรมระดับ 6 ดาว ที่น้อยคนจะมีโอกาสได้สัมผัส

แม้กระทั่งห้องฝั่งทิศใต้ที่ชิดกับ The Reserve Sukhumvit 61 ถ้าเป็นโครงการอื่นคงจะเป็นฝั่งที่มี Defect เรื่องวิว และเป็นฝั่งที่มีราคาถูก ก็กลับกลายเป็นห้องที่มี Value เพิ่มมากกว่าด้วย Buffer Zone อย่าง Hideaway Garden และ Infinite Pool รูปตัว O ที่สร้างทัศนียภาพอันดีให้แก่ทั้งผู้ที่อยู่ The Reserve 61 Hideaway เอง และผู้ที่อยู่ฝั่ง The Reserve Sukhumvit 61 ที่เหมือนถูกหวยไปเต็มๆ เพราะได้วิวที่สบายตาไปตลอดชาติ เมื่อผสานกับพื้นที่ส่วนกลางสไตล์ Wellness Essential กว่า 2 ไร่ในแบบ Triple Facilities ที่มีเอกลักษณ์ในการดึงดูดคนที่พร้อมจ่ายได้โดยที่ไม่ต้องคิดเยอะ บนทำเลที่ดีที่สุดหนึ่งเดียวที่เข้าออกได้สองทางทั้งจากฝั่งสุขุมวิท 61 และซอยเอกมัย 1 จึงทำให้ที่นี่มี Value ไม่แพ้คอนโดริมถนนใหญ่ ที่มีระยะ Set Back จากถนนเยอะๆ โดยที่มีผลพลอยได้คือความเงียบสงบที่มากกว่าทุกคอนโด และความสบายในการเดินทางแบบเลี่ยงรถติดบนถนนเอกมัย ที่คอนโดไหนก็ให้ไม่ได้ครับ…เมื่อได้มากถึงขนาดนี้แล้ว ยังไงก็คงจะต้องยกตำแหน่ง Best of Super Luxury Condo ในแบบ Low Rise ของปี 2022 นี้ให้ไปเลยครับ

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://bit.ly/3FEMUmW

 

9. คอนโดสูงหนึ่งเดียวในย่านทองหล่อกับราคาขายที่คอนโดอื่นต้องสะดุ้ง: Culture Thonglor

จากการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ล่าสุด CULTURE ของ Ananda ในหลายทำเล CULTURE Thonglor (คัลเจอร์ ทองหล่อ) เป็นหนึ่งในโครงการที่น่าสนใจมากสำหรับคนที่ฝันอยากมีคอนโดอยู่ในย่านทองหล่อ

 

สิ่งน่าสนใจที่ CULTURE Thonglor โดดเด่นแตกต่างจากโครงการอื่น อย่างแรก คือ คอนเซปต์โครงการที่ทาง Ananda ได้ร่วมกับพันธมิตรสำคัญอย่าง Scratch First ที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับจากมิวสิกเฟสติวัล “Wonderfruit” ในการพัฒนาให้เกิดเป็น Sustainable Community

 

อย่างที่สอง คือโครงการนี้มาพร้อมการบริการระดับมาตรฐานจากแบรนด์ระดับโลก The Ascott Limited เสมือนได้ Service จากโรงแรมหรูในทุกวันทั้ง Concierge, Laundry Service, Room Cleaning Service และ Technician & Security 24-hours นอกจากนี้ยังมีบริการในแบบ On-Demand Activity สำหรับผู้ที่ต้องการตอบสนองความต้องการพิเศษในแบบของตัวเอง

 

อย่างที่สาม คือ รูปแบบ layout ห้องที่ทำออกมาเอาใจตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของคน Gen C ที่มองหาห้องสไตล์ Compact เพดานสูงที่แตกต่างจากห้องขนาดใหญ่ของโครงการอื่น ๆ ในย่านทองหล่อ โดย Culture Thonglor เป็นอาคารสูง 36 ชั้นจำนวน 493 ยูนิต มีรูปแบบห้องให้เลือกเป็นสตูดิโอ 1 ห้องนอน และ 2 ห้องนอน โดยแบ่งโหมดของการใช้ชีวิตออกเป็นห้องแบบ simplex เพดานสูง 2.6 เมตร และ Hybrid เพดานสูง 4.3 เมตร โดยห้องแบบ Simplex จะอยู่ที่ชั้น 12-19 ส่วน Hybrid จะอยู่ที่ชั้น 20 – 36 ซึ่งห้องแบบสตูดิโอและ 1 ห้องนอนจะมีสัดส่วนเยอะที่สุดในโครงการครับ

จุดเด่นสุดท้าย คือ ราคาขายสุดเหลือเชื่อ! รู้หรือไม่? ขายเริ่มต้นเพียง 4.09 ล้านบาท หรือประมาณ ตารางเมตรละ 159,000 บาทเท่านั้น คุ้มที่สุดในทำเลสุขุมวิท-ทองหล่อ-เอกมัย ราคาดีซะจนนึกว่าอนันดาขายผิดราคาหรือเปล่า

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://bit.ly/3SWkjxy

 

10. บ้านคลัสเตอร์ ระดับ Super Luxury สำหรับครอบครัวใหญ่ ที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด: Mulberry Grove The Forestias Villas

คำว่า “บ้าน” นั้นมีองค์ประกอบทั้งที่จับต้องได้ และจับต้องไม่ได้อยู่หลายอย่างมากครับ บางคนอาจจะมองว่าบ้านเป็นเพียงแค่สิ่งปลูกสร้างที่สร้างขึ้นมาเพื่อพักอาศัย จะใหญ่หรือเล็ก เดินทางสะดวกแค่ไหนก็แล้วแต่งบประมาณของเจ้าของบ้าน และจำนวนสมาชิกภายในบ้าน แต่สำหรับใครหลายๆคนรวมถึง MQDC คำว่า “บ้าน” เป็นสถานที่ที่รวมไว้ซึ่งเรื่องราวแห่งความสุข ที่หาไม่ได้จากสถานที่อื่นๆทั่วไป และเป็นความสุขแบบยั่งยืนที่เกิดจากสายสัมพันธ์อันแนบแน่นของคนในครอบครัวเท่านั้น เพราะการอยู่อาศัยร่วมกันในบ้านหลังใหญ่ ที่ประกอบด้วยสมาชิกหลายช่วงวัยในแบบ Multi – Generation คือพื้นฐานวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวไทย และเอเชีย ส่วนใหญ่ ที่มักให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว ที่เปรียบดั่งสายใยที่เชื่อมความอบอุ่น มอบความรัก เกื้อกูลช่วยเหลือซึ่งกันและกันจากรุ่นสู่รุ่น จึงเป็นที่มาของโครงการอย่าง “มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า” ครับ

ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาหากเราพูดถึงบ้านในระดับราคาเกินกว่า 200 ล้านบาท ก็มักจะเป็นบ้านที่อยู่ในกลุ่มเซกเมนท์ของ “บ้านประจำตระกูล” ที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ส่วนใหญ่แล้วเป็นบ้านที่เจ้าของบ้านเลือกที่จะก่อสร้างบนที่ดินของตัวเองเป็นหลัก แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เทรนด์ในการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวในระดับ Ultra – Luxury มีมากขึ้นเพื่อให้สอดรับกับดีมานด์ของกลุ่มครอบครัวระดับเจ้าสัวที่มีกำลังซื้อมหาศาล และไม่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งบ้านเหล่านั้นมักจะนำเรื่องราวของการสร้างสังคมคุณภาพในแบบ Exclusive มีเพียงไม่กี่หลัง และมอบพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางมาเป็นจุดดึงดูดหลัก แต่ข้อจำกัดของโครงการเหล่านั้นก็คือมักจะมีรูปแบบแปลงบ้านที่ค่อนข้าง Fixed กับขนาดที่ดิน มีการแบ่งโซนแยกประเภทบ้านเป็นขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ทำรั้วรอบขอบชิด บางคนอยากที่จะซื้อบ้านหลังใหญ่สุดติดกัน 2 – 3 หลังก็ทำไม่ได้ เพราะเหตุผลด้านการขายทำให้ต้องจัดผังแบบนั้น หรือจะเลือกซื้อบ้านหลังใหญ่ไปเลยเพียงหลังเดียวและอยู่ร่วมกัน 2 – 3 ครอบครัว ก็ดูจะขาดซึ่งความเป็นส่วนตัว ชวนให้หาเรื่องทะเลาะกันซะเปล่าๆ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ดีมานด์ของกลุ่มผู้ต้องการบ้านระดับราคา 400 – 500 ลบ.ยังไม่ได้ถูกเติมเต็มเท่าที่ควร จนทำให้หลายๆครอบครัวเจ้าสัวระดับ Billionaire มองว่า ถ้าต้องใช้เงินระดับ 500 ล้านบาทในการซื้อบ้านจัดสรร ก็สู้ไปสร้างเองดีกว่า…ซึ่งนี่ก็คือช่องว่างทางการตลาดที่ทาง มัลเบอร์รี่ โกรฟ เดอะ ฟอเรสเทียส์ วิลล่า มองเห็นครับ โดยโครงการมีจุดดึงดูดที่น่าสนใจเพียงพอที่จะทำให้กลุ่มครอบครัว Billionaire ซื้อที่นี่ได้ไม่ยากเลยนะ อย่างแรกก็คือในเรื่องของแนวคิดในการออกแบบบ้าน ที่หลายวิลล่าถูกเชื่อมต่อถึงกัน เพื่อให้ครอบครัวขยายที่ประกอบไปด้วยสมาชิกหลายเจเนอเรชั่นสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวด้วยการอยู่อาศัยในบ้านเดี่ยวของตัวเอง นอกจากนี้ การสร้างบ้านสไตล์คลัสเตอร์ที่บ้านมากกว่าหนึ่งหลังเชื่อมต่อถึงกัน แทนที่จะสร้างบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่มากๆ เพียงหนึ่งหลังแล้วให้ทุกคนอยู่ร่วมกันในนั้น ยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อเปิดโอกาสให้คนในแต่ละเจเนอเรชั่นสามารถออกแบบเลย์เอาต์และการตกแต่งภายในบ้านของตัวเองให้สอดคล้องกับความต้องการ และสไตล์ที่แตกต่างกันตามแบบฉบับของตัวเองได้ ไม่ต้องมานั่งทะเลาะกัน หรือเถียงกันเรื่องการออกแบบ ฟังก์ชัน รวมถึงการบริหารพื้นที่ส่วนตัว

 

ส่วนอย่างที่สองก็คือเรื่องของทำเลที่ตั้งอยู่ภายในโครงการที่เป็น One of A Kind อย่าง The Forestias ที่แม้เราจะมีเงินมากในระดับ 200 – 600 ล้านบาท ก็ไม่สามารถที่จะสร้างบ้านให้มีองค์ประกอบของความสมบูรณ์แบบได้เหมือนที่นี่ ซึ่งเป็นโครงการเมืองต้นแบบแห่งแรกของโลก บนพื้นที่ 398 ไร่ ที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางชีวภาพ หรือ Biodiversity โดยมีแนวทางการพัฒนาโครงการด้วยการนำความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ และมนุษย์ มาอยู่ร่วมกันภายใต้สิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพและเอื้อประโยชน์ต่อการใช้ชีวิต หลีกเลี่ยงการทำลายสิ่งแวดล้อมและพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ระบบนิเวศของโลก มีป่าขนาดใหญ่พื้นที่ 30 ไร่บริเวณใจกลางโครงการ พร้อมทางเดินยกระดับที่ทอดยาวทะลุผืนป่า และลำธารยาว 1.6 กิโลเมตร

อย่างที่สามก็คือเรื่องของสเปคการออกแบบโดยบริษัทออกแบบระดับโลก  Foster + Partners ที่นำภูมิปัญญาแบบสถาปัตยกรรมไทยมาประยุกต์เพื่อให้เข้ากับอาคารสมัยใหม่ ผ่านการเลือกใช้วัสดุอย่างกระจก IGU ที่ประกอบด้วยกระจก Low iron + Low E 2 แผ่นมาประกบกันโดยมี Air Gap และกระจก Heat Strength อีก 1 แผ่นมาประกบด้านใน โดยให้บานใหญ่แบบ Floor to ceiling ทั้งบ้านเพื่อให้รับวิวธรรมชาติได้เต็มที่ เพิ่มความคงทนของอาคารในระยะยาว และความสวยงามด้วยการใช้อลูมิเนียมคอมโพสิท สีทองแดง เป็น Facade เลื่อนเปิดปิดได้ ที่เฉดสีจะเปลี่ยนไปเมื่อกระทบกับแสงในแต่ละช่วงเวลา มีการใช้ Design Standard ตามหลัก For all well-being  ที่ถูกวางรากฐานและหลักปฎิบัติโดยศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน RISC โดยสำหรับโครงการนี้มีการออกแบบทุกมิติเพื่อการใช้ชีวิตที่มีสุขภาพดียิ่งขึ้น อาทิ การใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสุขภาพสารระเหยต่ำ กระจก IGU ให้มุ้งลวดไฟฟ้าในทุกช่องเปิด ตำแหน่งการติดตั้งระบบไฟฟ้า ไฟส่องสว่าง ราวกันตกกระจกลามิเนตสูง 1.2 เมตร หลังคาอลูมิเนียมซ้อนทับอยู่บนหลังคาคอนกรีต เน้นการบำรุงรักษาง่ายด้วยทางเดินรอบบ้านจากด้านนอกทุกชั้น ติดตั้ง sprinkle ในทุกห้องนอน ระบบ Solar Cell พร้อมการจัดเก็บพลังงานแบตเตอรี่ด้วย Tesla Powerwall และใช้ระบบปรับอากาศภายในบ้านแบบ All in One ที่ประกอบด้วยระบบทำความเย็น ระบบควบคุมคุณภาพอากาศ (IAQ) และควบคุมความชื้น โดยที่ใช้น้ำเย็นจากศูนย์กระจายส่วนกลางแทนการใช้น้ำยา และ CDU ภายนอก นอกจากนี้ยังอุ่นใจไปยาวๆเลยกับกับรับประกันที่ยาวนานไปถึง 30 ปี ครอบคลุมในส่วนของโครงสร้าง หลังคา บานประตูหน้าต่าง façade ระบบน้ำ ไฟ…ซึ่งแค่นี้ก็หาตัวเลือกโครงการไหนที่กล้าให้ขนาดนี้ไม่ได้แล้วครับ ดังนั้นคนที่เลือกที่จะซื้อที่นี่จึงไม่ต้องมาเสียเวลาเปรียบเทียบกับโครงการคฤหาสน์หรูอื่นใดอีกในกรุงเทพฯเลย

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://bit.ly/3VyRQPS

 

11. Premium Affordable Condo ริมแม่น้ำที่ดีที่สุด : NUE Riverest Ratburana

NUE Riverest Ratburana คอนโดมิเนียมสไตล์รีสอร์ทแห่งแรกจาก Noble ขายในราคาเริ่มต้น 1.79 ลบ. ที่คนส่วนใหญ่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ เป็นคอนโดใจกลางย่านราษฎร์บูรณะเพียงหนึ่งเดียว ยังอยู่ใกล้กับธนาคารกสิกรสำนักงานใหญ่และธนาคารกรุงศรีอยุธยาสำนักงานใหญ่อีกด้วย โครงการเดินทางสู่ย่าน CBD ได้อย่างสะดวกด้วยทางด่วน และอนาคตจะได้ใช้บริการของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ที่สถานีราษฎร์บูรณะ ในระยะทางประมาณ 850 เมตร โดยโครงการมีราคาต่อตารางเมตรที่ค่อนข้างดีกว่าคู่แข่งที่เป็นคอนโดริมแม่น้ำในย่านพระราม 3 และเจริญนคร ได้วิวโค้งแม่น้ำถึง 2 วิว ทั้งจากสะพานพระรามเก้าและสะพานภูมิพล สะดวกด้วยทางเดินจากอาคารจอดรถบริเวณชั้น 2 ที่เชื่อมไปยังชั้น 2 ของทุกอาคารได้ โครงการให้ส่วนกลางหลากหลายตั้งแต่ที่อาคารจอดรถไปจนถึงส่วนกลางที่อยู่ริมแม่น้ำ และ Sky Zone Facilities เชื่อมกันที่อาคาร B, C โดยอาคาร F เป็นอาคารเดียวที่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ได้ โครงการถูกออกแบบภายใต้คอนเซ็ปท์ Urban Rest ที่ผสานองค์ประกอบ 3 ด้านคือ Iconic, Resort Like และ Natural Phenomena อีกทั้งยังมีการแบ่งอาคารด้วยรูปแบบ Organic Shape ออกเป็น 8 อาคาร เหมือนภูเขาเพื่อเปิดวิวให้ไม่บังกัน โดยบางชั้นมีเพียง 2 – 6 ยูนิต/ชั้นเท่านั้น ทุกยูนิตมองเห็นวิวแม่น้ำ และเป็นเลย์เอาท์ห้องหน้ากว้าง ขายแบบ Fully Furnished ให้เฟอร์ฯ ตามสไตล์ของ Noble

นอกจากรูปแบบโครงการจะน่าซื้อ น่าอยู่สุดๆ แล้ว ทางโครงการยังทำราคาออกมาน่าคบหา น่าซื้อไว้เก็บสะสมเป็นคอนโดตากอากาศหลังที่สองมากๆ กับราคาเริ่มต้นประมาณ 1.79 – 15 ล้านบาท หรือเฉลี่ยราวๆ ตรม.ละเก้าหมื่นกว่าๆ เท่านั้น โดยห้องในกลุ่มของ River Collection ที่อาคาร G และ H ที่เน้นห้องใหญ่ ใกล้แม่น้ำ และส่วนกลางริมน้ำ รวมถึงได้วิวแม่น้ำเต็มตามากที่สุดแบบไม่มีอะไรมาคั่น จะเป็นห้องที่มีราคาต่อตารางเมตรสูงที่สุด โดยห้องที่แพงที่สุดจะเป็นแบบ 3 ห้องนอน ขนาด 105.75 ตรม. ขายในราคา 15.10 ล้านบาท ซึ่งขนาดห้องที่แพงที่สุดก็ยังถูกกว่าคอนโดริมแม่น้ำ ในย่านพระรามสามที่ยังคงมีห้องวิวหน้าแม่น้ำตรงๆ เหลือขายอยู่ดี ยิ่งหากคิดจากห้องราคาเริ่มต้น 1.59 ลบ.ที่อาคาร A ซึ่งเป็นห้องขนาดสตูดิโอ 22 ตรม. ชั้น 3 ก็จะพบว่ามีราคาต่อตรม.เพียงแค่ 70,000 กว่าบาทเท่านั้น จัดว่ามีราคาสูสีกับโครงการเก่าที่ตั้งอยู่ถัดออกไปอย่าง Chapter One Modern Dutch ดังนั้น NUE Riverest Ratburana จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกโครงการใหม่ที่ดูแล้วน่าจะดีกว่าการไปซื้อห้องรีเซลโครงการที่สร้างเสร็จมานานแล้วพอสมควร ยิ่งถ้าพิจารณาจากพื้นที่ส่วนกลางและเลย์เอาท์ห้องที่มอบประสบการณ์การพักอาศัยที่ดียิ่งกว่า นี่แทบจะไม่ต้องคิดเปรียบเทียบเพิ่มเติมให้ยุ่งยากเลย

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://bit.ly/3hLkPAW

 

12. หนึ่งเดียวบนย่านกรุงเทพกรีฑา! บ้านเดี่ยว 3 ชั้น ติดถนนใหญ่พร้อม Courtyard กับราคาเริ่มต้นไม่ถึง 20 ลบ. : AERIE Srinakarin-Krungthep Kreetha

ท่ามกลางการเปิดตัวโครงการบ้านเดี่ยวราคาแพงมากมายในย่านกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ทำให้เราได้มีโอกาสเปรียบเทียบองค์ประกอบสำคัญหลาย ๆ อย่างที่เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละโครงการ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงานดีไซน์ การออกแบบพื้นที่ใช้สอย ขนาดที่ดิน พื้นที่ส่วนกลาง รวมไปถึงทำเล สำหรับโครงการ AERIE srinakarin-krungthepkreetha นั้นค่อนข้างมีความแตกต่างจากโครงการบ้านเดี่ยวใหม่ ๆ ที่เปิดตัวมาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันหลายด้าน ข้อแรกคือ ที่นี่เป็นบ้านเดี่ยวที่ทำมาถึง 3 ชั้น ในขณะที่โครงการอื่นมักจะทำมาเป็นขนาด 2 ชั้น ซึ่งเน้นพื้นที่ดินนอกตัวบ้านมากกว่า ข้อที่สองก็คืองานดีไซน์ของโครงการในแบบ Modern Classic เรียบหรูดู Timeless ที่หากเทียบในระดับราคาเดียวกันคือไม่เกิน 40 ล้านบาทก็มักจะดีไซน์รูปแบบบ้านออกมาค่อนข้าง Traditional ไปเลยในสไตล์บ้านสองชั้น หรือหากเป็น 3 ชั้นก็มักจะเป็นสไตล์ Modern ที่เน้นงานดีไซน์โฉบเฉี่ยวติดกระจกเยอะ ๆ และข้อสุดท้ายก็คือทำเลติดถนนใหญ่กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่แบบติดจริง ๆ เลย ไม่ได้เข้าซอยลึกเข้าไปเหมือนกับอีกหลายโครงการส่วนใหญ่ในด้านนี้  เพียงแต่ว่าอาจจะเป็นกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ช่วงปลายออกไปทางร่มเกล้าแล้ว ซึ่งแม้หลายคนจะมองว่าอยู่ไกลจากจุดศูนย์กลาง แต่จริง ๆ แล้วเส้นนี้รถไม่เคยติดเลยและการเดินทางไปสู่กรุงเทพกรีฑาช่วงต้นไปจนถึงพระรามเก้าก็ทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่ตรงขึ้นสะพานข้ามแยกศรีนครินทร์ – ร่มเกล้า และเราก็เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ช่วงร่มเกล้านี้ก็น่าจะมีโครงการบ้านจัดสรรใหม่ ๆ มาเปิด เช่นเดียวกับ Community Mall ขนาดย่อมที่อยู่ภายในปั๊มน้ำมันตามมาอีกมากมาย โดยตอนนี้ก็มีของปั๊มน้ำมันเชลล์มาเปิด และตามมาด้วยบางจาก…ถ้าคนที่ใช้เส้นทางนี้เป็นประจำก็จะพบว่าหากใช้รถเป็นพาหนะประจำแล้วการเดินทางข้ามสะพานมาทางฝั่งร่มเกล้าไม่ได้เป็นสาระสำคัญอะไรเลย เพราะนี่อยู่ริมถนนใหญ่ ไม่ได้เข้าไปในซอยย่อยของถนนพัฒนาชนบท ไม่ได้เข้าไปในเส้นเลียบวงแหวนกาญจนาภิเษกแต่อย่างใด

แน่นอนว่าในบรรดาบ้านทั้ง 3 หลัง เราเชื่อว่าบ้านหลังใหญ่ที่สุดอย่าง Lexington ที่มีพื้นที่ใช้สอยมากถึง 434 ตารางเมตร แบบ 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ 5 ที่จอดรถ น่าจะได้รับความนิยมมากพอ ๆ กับหลายโครงการบ้านหรูที่เพิ่งเปิดตัวและขายหมดไปในย่านนี้ ในข้อแม้ที่ว่าคนซื้อต้องลองแวะเข้ามาดูและสัมผัสด้วยตาตัวเองก่อนไปตัดสินใจซื้อที่อื่น เพราะด้วยขนาดพื้นที่ใช้สอยใหญ่เบิ้ม ให้แอร์มาครบ ได้ครัวไทย มี Inner Courtyard ที่เชื่อมต่อกับพื้นที่ Double Volume บนชั้น 2-3 จอดรถได้เยอะ 5 คันแบบหาตัวเปรียบเทียบได้ยากมาก และยังมีพื้นที่ข้างบ้านเหลือพอให้ทำสระว่ายน้ำได้อีก แต่มีราคาขายเริ่มต้นเพียงแค่สามสิบกว่าล้านบาท! นับว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ยิ่งหากใครที่มองหาบ้านที่มอบมุมมองที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลาได้จากภายในบ้านนี่เรามองว่ามีแค่โครงการนี้โครงการเดียวที่ให้ได้ ลองนึกภาพว่าตอนเช้าเรานั่งจิบกาแฟที่บริเวณริมสระว่ายน้ำส่วนตัว ตอนบ่ายขึ้นไปนั่งสอนลูกเล่นเปียโนบนพื้นที่ Double Volume ชั้น 2 พอพลบค่ำก็ออกมาทำ BBQ Party ที่พื้นที่ Inner Courtyard ชมวิวหมู่ดาวเพลิน ๆ แถมห้องนอนชั้นสามยังมองเห็นสวนจาก Inner Courtyard ที่เชื่อมต่อกับสระว่ายน้ำได้อย่างเนียนตามาก ๆ อีก นี่ถ้าโครงการนี้อยู่บนเขาใหญ่รับรองคนแย่งกันซื้อแย่งกันโอนแน่นอน

สำหรับข้อจำกัดอื่น ๆ ที่ตอนแรกเรามองว่าก็มีอยู่ แต่ถ้าลองลงดีเทลจริง ๆ แล้วก็พบกว่าสามารถปรับปรุงเปลี่ยนแบบได้ด้วยตัวเอง ก็คือในเรื่องของการไม่มีห้องอาบน้ำ และห้องนอนชั้นล่างของแบบบ้าน Madison และ Soho ซึ่งหากดูเผิน ๆหลายคนอาจคิดว่าการซื้อบ้านเดี่ยวในราคาหลักยี่สิบล้านขึ้นไปสำหรับใครหลาย ๆ คนคือต้องมีห้องนอนและห้องน้ำที่อาบน้ำได้ที่ชั้นล่างเพื่อผู้สูงอายุ ไม่งั้นก็จะดูคล้ายกับการซื้อทาวน์โฮม แต่จริง ๆ แล้วทางโครงการมีคิด Plan ไว้ให้เผื่อในแบบ Flexible Plan อยุ่แล้ว ถึง 2 จุด จุดแรกก็คือ ทุกหลังมีห้อง Maid พร้อมห้องน้ำอยู่ที่ชั้นล่างหมด ซึ่งหากใครที่ไม่ได้มีแม่บ้านประจำ (ซึ่งเอาเข้าจริง ๆ สมัยนี้คนส่วนใหญ่นิยมเรียกแม่บ้านผ่านแอพลิเคชันกันมากกว่าอยู่แล้ว ยกเว้นแต่คุณจะมีบ้านใหญ่ขนาด 800 ตรม.ขึ้นไป) ก็สามารถปรับปรุงห้อง Maid ให้เป็นห้องนอนชั้นล่างได้ เช่นเดียวกับห้องน้ำ Maid ที่สามารถ Upgrade ให้เป็นห้องอาบน้ำขนาดใหญ่ที่ชั้นล่างได้เช่นกัน ส่วนจุดที่สองก็คือทางโครงการคิดเผื่อให้สำหรับคนที่ต้องการติดลิฟท์บ้านด้วยการทำพื้นที่เปิดโล่งบริเวณโถงบันไดให้ใหญ่เป็นพิเศษเพื่อที่จะทำให้สามารถติดลิฟท์บ้านได้โดยที่ไม่ต้องดัดแปลงโครงสร้างทุบผนังบันไดให้วุ่นวาย โดยที่ยังได้ผลพลอยได้ในเรื่องของช่องแสงที่เพิ่มมากขึ้นจากบริเวณโถงบันไดด้วยเช่นกัน ทำให้เรารู้สึกว่าบ้านทุกหลังของที่นี่สว่างมาก และที่ทีมงานเราชอบมาก ๆ ก็คือที่นี่จัดวางพื้นที่แบบไม่เผื่อให้ เกิด Waste Space เลย และก็ให้ของมาค่อนข้างดีและครบ มีแอร์ ให้มีครัวไทยให้ (จริง ๆ ห้องครัวไทยอย่างเดียวก็พอแล้ว อาจจะไม่จำเป็นต้องทำครัว Pantry เพิ่มก็ได้) วัสดุหน้าบานหน้าต่าง ประตูเป็นของ Tostem ที่รับประกันได้ในเรื่องคุณภาพ อีกทั้งห้องน้ำใน Master Bedroom นี่ดูจะให้ความสำคัญกับการใช้เวลาอย่างจริงจังในนั้นเลย เพราะนอกจากจะมีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่แล้วยังทำเป็นสไตล์ His & Her ทั้งในส่วนของอ่างล้างหน้า และแยกการใช้งานของส่วนแห้งและเปียกอย่างชัดเจน มีห้อง Laundry พร้อมระเบียงตากผ้ามาให้ที่ชั้นสามอีก หาบ้านที่คิดมาให้ครบถ้วนในราคาแบบนี้ค่อนข้างยากเลยนะ…คือคนที่มาซื้อที่นี่ไม่ต้องกลัวว่างบแต่งบ้านจะบานเลย แค่เอาเฟอร์ฯ ลอยตัวมาวางก็จบครบสวยแล้ว

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://bit.ly/3SBB8hh

 

13. บ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury ที่ Sold Out เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์: Narasiri Krungthep Kreetha

อะไรที่ทำให้บ้านราคาสูงถึง 95 ล้านบาท ขายดีจนเกือบหมดโครงการ ทั้งๆ ที่คนซื้อทั้งหมดยังไม่เคยมาสัมผัสบรรยากาศจริงที่บ้านตัวอย่างด้วยซ้ำ? นี่คือคำถามที่เรานึกขึ้นในใจก่อนที่จะเข้ามาเยี่ยมชมโครงการในครั้งนี้ โดยจากประสบการณ์ของเราหากเป็นบ้านในระดับราคานี้ ลำพังแค่องค์ประกอบของ Standard Benefits ยังไงก็ต้องมีมากกว่า Extra Benefits ของโครงการอื่นๆ ในระดับราคารองลงมาแน่นอน ซึ่งปกติแล้วกลุ่มคนซื้อบ้านในระดับราคานี้ก็มักจะมองว่าการเป็นเจ้าของบ้านหรู ราคาแพงเหล่านี้ คือเครื่องหมายที่แสดงซึ่งอำนาจ บารมี รสนิยม และสถานะทางสังคมที่โดดเด่นเหนือใคร มอง Perceived Value หรือคุณค่าที่เกิดขึ้นจากการเป็นเจ้าของที่มากกว่าแค่การพักอาศัยในบ้านที่มีขนาดพื้นที่กว้างขวางโอ่อ่า ดังนั้นเรื่องของความเชื่อมั่นแบรนด์ว่าจะสามารถส่งมอบองค์ประกอบของการอยู่อาศัยอันหรูหราได้สมบูรณ์แบบในทุกมิตินั้นเป็นเรื่องที่มาเป็นอันดับหนึ่งครับ และสำหรับกลุ่มแบรนด์ภายใต้ Sansiri Luxury Collection นั้นนิยามของคำว่าหรูหราไม่ใด้เกิดมาจากการ Comparative ในเชิงฟังก์ชันการใช้งาน แต่ต้องเป็น Superlatives เหนือที่สุดในเชิง Exclusivity ที่สร้างมนต์เสน่ห์อันเย้ายวนใจ มอบประสบการณ์อันแปลกใหม่ กับกลุ่มผู้มีกำลังซื้อระดับสูงทั่วโลก จนเกิดเป็นความถวิลหาเพื่อให้ได้ครอบครอง…ไม่เช่นนั้น ตลาดบ้าน Ultra-Luxury คงแข่งกันที่เรื่องราวในเชิงตัวเลขอย่างขนาดพื้นที่ใช้สอย ขนาดพื้นที่ดิน จำนวนที่จอดรถและจำนวนห้องเพียงอย่างเดียว

 

นาราสิริเป็นโครงการบ้านเดี่ยวในกลุ่ม Sansiri Luxury Collection ที่มีประวัติความนิยมอย่างยาวนานมากที่สุด โครงการตั้งอยู่บน “กรุงเทพกรีฑา คอมมูนิตี้” พื้นที่รวมอยู่กว่า 500 ไร่ พัฒนาโดยแสนสิริ และกลุ่มพันธมิตรทางธุรกิจ ตอบโจทย์ทุกการใช้ชีวิตคุณภาพ โครงการเป็นบ้านเดี่ยวระดับ Super Luxury ที่ทำเลดีที่สุดในย่านกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ เข้าออกได้สองทางทั้งทางฝั่งถนนศรีนครินทร์ – ร่มเกล้า และรามคำแหง 68 ร่มรื่นกว่าด้วย The Greenery Line ซึ่งเป็นถนนสีเขียวทางเข้าออกหลักที่ขนาบด้วยต้นไม้ 2 ข้างทางพร้อมเสาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นย่านยอดนิยมของกลุ่ม Expat ระดับผู้บริหารที่เป็นบุคคลากรโรงเรียนนานาชาติ ทั้งยังใกล้รถไฟฟ้าสายสีส้มสถานีศรีบูรพา บนถนนหลักรามคำแหง

 

โครงการนาราสิริถูกออกแบบภายใต้สถาปัตยกรรม Renaissance Revival ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ในนิวยอร์ก จำลองบรรยากาศของพื้นที่ส่วนกลาง และ Clubhouse มาจากงานสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นใน Central Park New York มี Clubhouse 2 ชั้น ตกแต่งภายในตามคอนเซปท์ Gilded Age Chic โดดเด่นด้วยสีอาคาร Brownstone เชื่อมต่อด้วย Sky Bridge มาพร้อมแบบบ้าน 2 ชั้น ขนาดใหญ่ให้เลือก 3 แบบ จอดรถได้ 3 – 4 คัน มอบฟังก์ชั่นสูงสุดถึง 5 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ พร้อม 2 ห้องแม่บ้าน มีเทคโนโลยีและความสะดวกภายในบ้านครบครัน โดยบ้านหลังใหญ่สุด NoHo No 6. รองรับการติดตั้งลิฟท์บ้านได้ ประตูหน้าบ้านของแต่ละหลังสามารถเลือกโทนสีได้ 2 สีคือ Liberty Green และ Manhattan Blue สามารถเลือก Customized วัสดุบางอย่างในตัวบ้านได้ พร้อมไฮไลท์ในตัวบ้านเป็นโถง Living แบบ Double Volume สูง 7.3 เมตร และส่วน The Sky Parlor

โดยย่านกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่เป็นย่านที่น่าจับตามองมากๆ ในฐานะของการเป็นย่าน Residential Area ส่วนต่อขยายของพระรามเก้า ที่มีจุดเด่นในเรื่องของการเดินทาง จนส่งผลให้มีโครงการอสังหาฯ แนวราบเกิดใหม่ราคาสูงผุดขึ้นมามากมาย เคียงคู่ไปกับโครงการแนว Community Mall และ Specialty Store ที่ทยอยกันเข้ามาปักหมุดรอดักกำลังซื้ออยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้กลุ่มผู้ซื้อจำนวนไม่น้อยทีเดียวที่มีเงินพร้อมแต่ยังไม่รู้ว่าจะเอาไปซื้อโครงการไหน เพราะถ้าวัดกันที่ระดับราคาขายก็ต้องบอกว่าแถวนี้บ้านเดี่ยวราคาเกิน 30 ล้านบาทขึ้นไป หาง่ายกว่าบ้านเดี่ยวราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาทด้วยซ้ำ!

สำหรับโครงการนาราสิริ กรุงเทพกรีฑา เองก็ต้องบอกว่าด้วยระดับราคาขายที่ 50 – 95 ล้านบาท ในช่วงเปิดตัว (เชื่อว่าตอนปิดโครงการต้องมีราคาขายสูงกว่านี้ ยิ่งเป็นบ้านตัวอย่างนี่ราคาทะลุเกิน 100 ล้านบาทแน่นอน) ทำให้ที่นี่ถูกยกให้เป็น Best in Class มือวางอันดับหนึ่งที่คนอยากได้บ้าน Ultra – Luxury ในย่านนี้ทุกคน จำเป็นที่จะต้องแวะเข้ามาดู ก่อนที่จะไปตัดสินใจเลือกอีกทีว่าจะโดนใจโครงการไหนมากที่สุด จำนวนบ้าน 86 หลัง บนขนาดที่ดิน 120 – 250 ตารางวา พร้อมพื้นที่ใช้สอยสูงสุดถึง 687 ตารางเมตร ในแง่ของ Functional แล้วที่นี่คือจัดมาให้เยอะที่สุดบนถนนศรีนครินทร์ – ร่มเกล้า คุณไม่สามารถหาบ้านเดี่ยวที่ไหนที่ให้ที่ดินและพื้นที่ในบ้านเยอะเท่าบ้านแบบ NoHo No. 6 ได้อีกแล้ว จึงไม่แปลกใจเลยที่บ้านหลังใหญ่ที่สุดกลับขายดีมาก จนต้องปรับผังโครงการเพื่อมาสร้างบ้านแบบ NoHo No. 6 เพิ่ม พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือหากคุณมีเงินพร้อมจ่ายในระดับ 80 ล้านบาทขึ้นไป ยังไงที่นี่คือคำตอบเดียวของคุณ แต่หากเป็นขนาดที่รองลงมาอย่าง NoHo No. 4 และ 5 ที่มีขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 495 – 554 ตารางเมตร ก็ต้องบอกว่าผู้ซื้อยังคงมีตัวเลือกเพิ่มเติมอื่นๆ ให้ศึกษาก่อนซื้อ รวมถึงโครงการ BuGaan กรุงเทพกรีฑา ของแสนสิริ ที่กำลังจะเปิดตามมาเช่นกัน ซึ่งปัจจัยที่จะช่วยให้การตัดสินใจง่ายขึ้นก็น่าจะอยู่ที่รสนิยมของคุณแล้วล่ะ ว่าคุณจะหลงรักในมนต์เสน่ห์ของกลิ่นอาย Renaissance Revival และความกว้างขวาง อลังการของ Clubhouse ที่ไม่ว่าใครเห็นก็ต้องตกตะลึงในความกล้าทุ่มทุนของแสนสิริที่ย่อส่วน Central Park มาทั้งงานแลนด์สเคป และงานสถาปัตยกรรม ในขณะที่ดีเวลลอปเปอร์รายอื่นๆ มักจะมองคอนเซปท์ของ Central Park เพียงแค่พื้นที่สวนเท่านั้น…ถ้าได้เป็นเจ้าของบ้านในโครงการนี้ ลำพังแค่การได้เชิญเพื่อนมาที่ Clubhouse สักครั้ง ก็เกิดเป็นเรื่องเล่าอันน่าประทับใจไปได้ตลอดทั้งชีวิตแล้ว

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://bit.ly/3VPsbSZ

 

14. Design คอนโดระดับไฮเอนด์ที่ดีที่สุดของฝั่งธน: Reference Sathorn-Wongwianyai

 

และนี่ก็คือ 6 เหตุผลที่ช่วยฟันธงได้ว่าคอนโด Reference Sathorn – Wongwianyai จาก SC Asset นั้นน่าซื้อมากแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของทำเล ดีไซน์ ส่วนกลางที่หลากหลาย รวมไปถึงรูปแบบห้อง

 

 

1. เป็น Design Condo แห่งแรกที่ตอบโจทย์กลุ่มคน Mature Gen Y อีกทั้งในย่านนี้ก็ไม่มีโครงการใหม่แห่งไหนที่โดนใจขนาดนี้มาก่อน โดยทาง SC Asset ได้เน้นย้ำให้เห็นว่าแบรนด์ใหม่อย่าง Reference Sathorn – Wongwianyai จะก้าวขึ้นมาครองใจกลุ่ม Mature Gen Y ที่มองหาประสบการณ์แปลกใหม่ในการใช้ชีวิต บนงานดีไซน์ที่ใช่สำหรับตัวเองมากกว่าคอนโด Mass ทั่วไปที่ใครๆ ก็เป็นเจ้าของได้ไม่ยาก

2. มี Extra Benefits ภายในโครงการหลายอย่าง ที่คอนโดอื่นให้ไม่ได้ อาทิ

Muvmi : ตกลงจะมาเปิด Routing ใหม่ในย่านสาทร – วงเวียนใหญ่ ลูกค้าจะได้สิทธิ์ขึ้น Muvmi ฟรีใน Routing ที่กำหนดเดือนละ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลา 2 ปี  ทีนี้ก็หมดห่วงเวลาไปเดินช้อปที่ ICONSIAM แล้ว

Allianz Ayudhya : มอบประกันสุขภาพให้กับลูกค้า เป็นระยะเวลา 2 ปี (1 ยูนิต/สิทธิ์) โดยเริ่มคุ้มครองเมื่อลูกค้าทำการโอนกรรมสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว

Play Premium Plus จาก AIS 5 G : ให้แพคเกจดู Internet ฟรี นานถึง 1 ปี

Foodland : จะมาเปิด Shop แบบใหม่ที่ในโครงการเป็นที่แรก

 

3. พัฒนาโดย SC Asset บริษัทใหญ่ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะในเรื่องการพัฒนาคอนโดระดับ Super Luxury และบริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม เพราะตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมาทาง SC Asset ได้โฟกัสในการพัฒนาแต่ Luxury – Super Luxury Condo เป็นหลัก จึงทำให้ Reference Sathorn – Wongwianyai น่าจะได้รับกลิ่นอายและประสบการณ์ของการอยู่อาศัยในแบบลักซ์ชัวรี่มาด้วยเช่นกัน อีกทั้งแบรนด์ SC Asset ยังมีการทำ CRM และบริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยมจนเป็นที่กล่าวขวัญบอกต่อกันแบบปากต่อปากในหลายๆโครงการ

 

4. Unit เลย์เอ้าท์ที่หลากหลาย ขายแบบ Fully Furnished ที่ Customized มาแล้วว่าตรงกับ Taste และความต้องการ ของกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของพื้นที่เก็บของ ตู้เสื้อผ้า และตู้เก็บของในครัว ก็น่าจะถูกใจสำหรับคนที่ชอบซื้อเสื้อผ้า ซื้อของเข้าห้องบ่อยๆ ก็จะมีพื้นที่ใช้เก็บของได้เพิ่มขึ้น รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์แบบ Flexible สามารถปรับเปลี่ยนเพิ่ม Space ห้องให้กว้างขึ้นได้

5. ติดถนนใหญ่ติดรถไฟฟ้า ได้ไลฟ์สไตล์สาทร – สีลม – วงเวียนใหญ่ครบ ในราคารที่จับต้องได้ โดยโครงการห่างจากบันไดบีทีเอสเพียงแค่ 130 เมตร และเป็นทำเลที่สามารถเชื่อมไปยังย่าน สาทร-สีลม ได้อย่างสะดวก ซึ่ง 2 ย่านนี้เป็นศูนย์รวมของคนตั้งแต่วัยเรียนจนถึงวัยทำงาน และจุดเด่นของทำเลนี้ คือ ในอนาคตจะได้รับผลพลอยได้มาจากการพัฒนารถไฟฟ้าสายใหม่อีก 2 สาย ก็คือสายสีม่วงใต้ ที่เชื่อมจากเตาปูนถึงครุใน โดยมีจุดเปลี่ยนถ่ายสายอยู่ที่สถานีวงเวียนใหญ่ รวมทั้งรถไฟฟ้าสายสีทองที่เชื่อมจากสถานีกรุงธนบุรี ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 1 สถานี และเชื่อมเข้าสู่ห้าง ICONSIAM ได้เลย ซึ่งในช่วง 4 ปี ให้หลังมานี้ ไม่มีโครงการคอนโดใหม่มาเปิดที่ทำเลนี้เลย แต่จะเลือกไปเปิดที่เส้นทางอื่นของฝั่งธนฯ หมด ไม่ว่าจะเป็นทำเลใกล้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินฝั่งจรัญฯ เพชรเกษม และย่านปิ่นเกล้า หรือไม่ก็เลยไปตลาดพูล บางหว้า วุฒากาศเลย ด้วยสาเหตุสำคัญในแง่ของการทำราคาและ Supply ที่ดินที่หายากมากนั้นเอง

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://bit.ly/3Pj68lh

 

15. คอนโดริมแม่น้ำที่น่าโอนมากที่สุดแห่งปี: CHAPTER CHAROENNAKHON-RIVERSIDE

ในปัจจุบันคอนโดริมแม่น้ำในเขตกรุงเทพฯชั้นในเกือบทั้งหมดนั้นตอบโจทย์คนชั้นสูงที่ใช้ชีวิตแบบใช้เงินซื้อ Enriched experience อันยากที่คนชั้นกลางจะเข้าถึงและสัมผัสประสบการณ์แบบนี้ นับตั้งแต่การเปิดตัวของโครงการระดับโลกริมแม่น้ำมากมาย ทั้ง ICONSIAM, Asiatique The Riverfront ทั้ง 2 เฟส, Four Seasons Private Residences & Capella Bangkok ฯลฯ ล้วนแต่ส่งผลบวกให้คอนโดริมน้ำหลายๆ แห่งเป็นเป้าสายตาให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่สัญจรทางแม่น้ำ สีสันแห่งวิถีชีวิตริมน้ำจึงค่อยๆ ทยอยกลับมาสู่ชีวิตคนกรุงดังเดิม พื้นที่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาชั้นใน อย่างเจริญกรุง และเจริญนครที่มีความใกล้ทั้งย่าน CBD และรถไฟฟ้า ในวันนี้กลายเป็นย่านที่มีความหลากหลายในด้าน Lifestyle มาก มีการผสมผสานกันทั้งนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมผ่านไปมา คนในพื้นที่ที่อยู่อาศัยมาแล้วยาวนาน คนทำงานที่เพิ่งย้ายเข้ามาไม่นาน หรือชาวต่างชาติที่มาพักผ่อนระยะยาวริมแม่น้ำ ก็ทำให้โครงการคอนโดฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยากลับมาดูคึกคักขึ้นมาในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ดังนั้นการได้เป็นเจ้าของคอนโด ริมแม่น้ำเจ้าพระยาอย่าง CHAPTER CHAROENNAKHON-RIVERSIDE ซึ่งเป็นโครงการ Flagship ของพฤกษา และเป็นที่พูดถึงมากตั้งแต่ช่วงเปิดขาย จน Sold out ไปอย่างรวดเร็ว จากการที่มีราคาขายต่อตรม.เพียงแค่ราวๆ แสนกลางๆ แต่มี Attribute ที่ค่อนไปทางคอนโดไฮเอนด์ เพดานสูง พร้อมส่วนกลางใหญ่ริมแม่น้ำ วิวแม่น้ำสวยแบบเดียวกัน ดีไซน์โดดเด่น แบรนด์ดัง มีท่าเรือส่วนตัวพร้อม Shuttle boat รับ-ส่งลูกบ้าน และฟังก์ชันการอยู่อาศัยที่ครบครัน ภายในเลย์เอ้าท์ห้องแบบ Compact ไม่ใหญ่เว่อร์วัง ขายราคาแพงมหาศาล เหมือนกับที่อื่นๆใกล้ๆกัน ที่สำคัญคือโครงการนี้ใส่ใจการออกแบบภายในห้องมากเป็นพิเศษให้ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละคนแตกต่างกัน และขายรูปแบบ fully furnished ตกแต่งครบทุกยูนิต คิดมาให้สวยและครบพร้อมอยู่…เพียงเท่านี้ก็นับได้ว่าเป็นการถือครองทรัพย์สินที่พร้อมจะทวีมูลค่ามหาศาลได้มากขึ้นแน่นอนในอนาคตครับ

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://bit.ly/3PkFDfq

 

16. โครงการ Mixed Use คอนเซปท์เยี่ยม ที่ออกแบบได้น่าตื่นตาที่สุดของปิ่นเกล้า: Whizdom COEX Pinklao

Whizdom COEX Pinklao คือโครงการที่อยู่อาศัยแห่งแรกภายใต้แบรนด์ Whizdom COEX ในรูปแบบคอนโดมิเนียมมิกซ์ยูส บนพื้นที่รวมกว่า 4 ไร่ บนถนนจรัญสนิทวงศ์ โดยโครงการประกอบไปด้วย 2 ทาวเวอร์ ตั้งอยู่ระหว่างสถานีรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน สถานีบางยี่ขัน ซึ่งมี ‘COEX Space’ พื้นที่ไลฟ์สไตล์คอมมูนิตี้ภายในโครงการ ตอบสนองไลฟ์สไตล์ทุกด้านของชีวิต ให้ทั้งการอยู่อาศัย การทำงาน การเรียน และทุกกิจกรรม ของกลุ่มคนเจนใหม่ในแบบที่ไม่เคยพบมาก่อนในย่านปิ่นเกล้า

 

โดยทาง MQDC เลือกที่จะนำแบรนด์ COEX มาลงที่ย่านปิ่นเกล้าด้วยเหตุผลหลายอย่าง อย่างแรกก็คือ เป็นทำเลชุมชนติดรถไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบที่สุดของฝั่งธนฯ เนื่องจากย่านปิ่นเกล้านั้นมีบริบทของทำเลที่ค่อนข้างมีการเปลี่ยนถ่ายจากแนวราบเป็นแนวสูง มีสีสันในเชิงไลฟ์สไตล์มากขึ้นมีการเดินทางที่สะดวกมากจากรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน โดยรูปแบบคอนโดที่เข้ามาพัฒนาในย่านนี้ส่วนใหญ่มักจะอิงในเรื่องของความเป็น Traditional และออกแบบในเชิงร่วมสมัยค่อนข้างเยอะ ซึ่งในปัจจุบันเราเห็นดีมานท์ในการอยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้นในย่านนี้ จึงเป็นช่องว่างในการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์คนเจนใหม่

 

อย่างที่สองก็คือแม้บริเวณสี่แยกปิ่นเกล้าจะเป็นศูนย์กลางของย่านไลฟ์สไตล์ที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดของฝั่งธนฯอย่างเซ็นทรัล เมเจอร์ฯ แต่ช่วงโดยรอบสถานีรถไฟฟ้าบางยี่ขันที่มีคอนโดเปิดใหม่ค่อนข้างเยอะยังขาดสีสันของความเป็นไลฟ์สไตล์ในแบบ 24 ชั่วโมง เพื่อ serve คนในย่านนี้อยู่ จึงเลือกที่จะพัฒนาโครงการ Mixed Use ที่เป็น One of a Kind ของกรุงเทพฯ โดยเป็นอาคาร 2 ฝั่งถนนจรัญฯติดสถานีรถไฟฟ้าบางยี่ขันทั้ง 2 ฝั่งเพื่อพัฒนาให้เป็นโครงการ Mixed Use คอนโด ที่ตอบความต้องการทั้ง Local Demand และกลุ่มผู้ซื้อคอนโด โดยมีทางเชื่อมจากชานชาลาสู่ส่วนร้านค้า และฟู้ดส์คอร์ทที่ชั้น 3

ที่นี่ยังเป็นอีกโครงการนอกเหนือจากโครงการใน The Forestias ที่มีระบบ Smart Building นำโดย Central  Utility  Plant (CUP) ระบบปรับอากาศรวมศูนย์ที่กระจายความเย็นไปทั่วทั้งโครงการผ่านระบบท่อน้ำเย็น ช่วยลดอุณหภูมิในบริเวณที่อยู่อาศัยและลดการใช้พลังงาน ประหยัดค่าไฟ อีกทั้งยังช่วยให้ได้ Extra Space เป็นพื้นที่ Double Balcony ภายในห้อง เพราะไม่ต้องเสียพื้นที่ไปกับการวาง CDU แอร์

นอกจากนี้ยังมี Hybrid Air Purifier Tower หอฟอกอากาศระดับเมือง ให้คุณภาพอากาศรอบโครงการสะอาด ปลอดฝุ่น PM 2.5 รวมถึงที่จอดรถอัตโนมัติ (Automated Parking) แบบลงใต้ดินเพื่อเพิ่ม Efficiency ให้มากที่สุด ช่วยประหยัดเวลาหาที่จอดรถได้เยอะเลย โดยโครงการ Whizdom COEX Pinklao มาพร้อมการรับประกัน 30 ปี* ครอบคลุมทั้งในส่วนของงานโครงสร้างอาคาร การรั่วซึมของหลังคา การรั่วซึมของระบบท่อน้ำและไฟฟ้า และ การใช้งานประตูหน้าต่าง เพิ่มความอุ่นใจให้กับผู้อยู่อาศัยในโครงการ

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://bit.ly/3PIxvp6

 

17. หายากในย่านเลียบด่วน! คอนโดสูง ตอบทุกไลฟ์สไตล์ ที่เซอร์ไพร์สลูกค้าด้วยโมเดลยักษ์ : Noble Create

โนเบิล ครีเอท เป็นคอนโด High Rise เพียงแค่โครงการเดียวบนย่านเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา ติดถนนใหญ่ประดิษฐ์มนูญธรรม ทำเลดีติดคริสตัล พาร์ค เพียง 300 เมตร และใกล้ Central Eastville รวมถึงแหล่งไลฟ์สไตล์ชั้นนำในย่านเลียบด่วน เชื่อมต่อการเดินทางสะดวกได้อย่างสะดวกสบาย ใกล้ทางด่วน ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเทาสถานีโยธินพัฒนา ที่โครงการมีรถ Shuttle Bus รับ-ส่ง จากโครงการไปยังสถานีรถไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และสถานที่ใกล้เคียง โครงการออกแบบสถาปัตยกรรมโดย A49 โดยมี Facade มากถึง 3 แบบ และออกแบบแลนด์สเคปโดย shma มาพร้อมพื้นที่ส่วนกลางรวม 2,500 ตร.ม. บนพื้นที่สีเขียวขนาด 5 ไร่ ในคอนเซปท์ Forest Habitat กลางโครงการ แบ่งออกเป็น 6 อาคาร โดยแต่ละอาคารมีจำนวนยูนิตต่อชั้นแค่ 6-10 ยูนิตเท่านั้น มีอาคาร Pet Friendly พร้อมส่วนกลางที่รองรับการเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะ 1 อาคารที่ตึก F โดยจุดขายของภายในตัวห้องก็จะเป็น Stunning View, ห้องหน้ากว้าง และแปลนห้องที่หลากหลาย ไปจนถึงห้อง Combined และยังเป็นการขายแบบ Fully furnished โดยโนเบิล ครีเอท มีรูปแบบระเบียงที่แตกต่างกันสามารถใช้งานได้จริง ในแบบที่เราไม่เคยเห็นจากคอนโดโนเบิล ก็คือ ระเบียงยื่นขนาดใหญ่เล่นระดับ สไตล์ Private Balcony ที่สามารถทำกิจกรรม และชมวิวสวน Forest Habitat ได้ทั้งหมด ช่วยตอบโจทย์คนเลี้ยงสัตว์ ที่ต้องการให้สัตว์เลี้ยงแสนรักของเรามีที่นอนพักผ่อนบริเวณระเบียงเอาไว้ดูวิวภายนอก เพื่อช่วยลดความเครียดได้ เช่นเดียวกับการมีพื้นที่ Pet Park ให้ไว้วิ่งเล่นทำกิจกรรมสันทนาการกับสัตว์เลี้ยงของเพื่อนบ้านตัวอื่นๆ

ด้วยการที่เป็นโครงการที่อยู่อาศัยในรูปแบบคอนโดเพียงแห่งเดียวบนทำเลที่รายล้อมไปด้วยบ้านเดี่ยว และทาวน์โฮมราคาแพง ดังนั้นโครงการ Noble Create จึงมีความน่าสนใจค่อนข้างมากทีเดียว เพราะที่นี่มีพื้นที่ส่วนกลางที่ใหญ่มากที่สุด จัดมาให้ครบทุกกิจกรรมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนทุก Generation ในแบบที่โครงการบ้านจัดสรรอื่นๆไม่สามารถมอบให้ได้ ที่สำคัญก็คือ Noble Create คือโครงการเดียวที่ตอบโจทย์กำลังซื้อที่มีงบประมาณไม่สูงมากนักในย่านเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา ย่านที่กำลังมีการพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง เต็มไปด้วยแหล่งไลฟ์สไตล์ชั้นนำ และรอวันที่ผังเมืองกำลังจะเปลี่ยนสี โดยหากคุณเป็นคนที่คุ้นชินกับไลฟ์สไตล์ในย่านนี้ หรือต้องพาสัตว์เลี้ยงแสนรักของคุณมาวิ่งเล่นที่ Pet Park และแวะทักทายเพื่อนของลูกๆคุณที่ Central Eastville เป็นประจำทุกสัปดาห์ ทำงานในย่านเอกมัย – ทองหล่อในช่วงระหว่างวัน แต่ก็ยังหาโครงการที่เหมาะสมสอดรับกับงบประมาณไม่ได้สักที และก็ไม่ได้อยากที่จะทุ่มเงินจำนวนมากในการไปซื้อบ้านราคาแพงหลายสิบล้านบาทแล้วล่ะก็…โครงการ Noble Create น่าจะเป็นตัวเลือกที่ใช่หนึ่งเดียวสำหรับคุณครับ

 

อ่านบทความรีวิวทั้งหมดอีกครั้งที่นี่ https://bit.ly/3HuWs5d

 

18. ทาวน์โฮมทำเลคอนโด ดีไซน์ใหม่แบบ All new ที่คนแย่งกันซื้อมากที่สุด: BAAN KLANG MUANG CLASSE Sukhumvit 77

นับว่าเป็นการการกลับมาของแบรนด์ ‘บ้านกลางเมือง คลาสเซ่’ นับจากโครงการที่เอกมัย – รามอินทรา ในรอบ 7 ปี โดยนอกจากจุดเด่นในเรื่องของทำเลที่สมกับคำว่า “บ้านกลางเมือง” จริงๆคือ เป็นทาวน์โฮมที่มีทำเลดีที่สุดในย่านอ่อนนุช – พระโขนง อยู่ด้านหลังคอนโด Aspire Sukhumvit – Onnut ด้วยการข้ามสะพานข้ามคลองพระโขนงของเอพี แล้วยังเป็นการปรับดีไซน์ใหม่ในแบบ All New เพื่อให้เป็นครั้งแรกของเอพีในการรุกตลาดบ้านลักชัวรี่ใจกลางเมือง (A Segment) ที่พร้อมตอบสุนทรียะการใช้ชีวิตเหนือระดับนิยามใหม่ที่แตกต่าง ออกแบบภายใต้แนวคิด “Re – Envision Your Luxury Living” ด้วยการนำเสนอบ้านทาวน์โฮมดีไซน์พิเศษเช่นระดับซีรีย์ใหม่ 2 สไตล์ในโครงการเดียว ทั้ง Eclectic Modern Series มาพร้อมแบบบ้าน 2 แบบ และ Legacy Classic Series มาพร้อมแบบบ้าน 3 แบบ โดยแบบ Eclectic Modern Series เน้นเป้าหมายกลุ่ม Start up Owner จะมีการนำเอาพื้นที่สวนเปิดโล่งไว้ข้างบ้านเพื่อเป็น Buffer กับบ้านข้างๆให้ความเป็นส่วนตัวเหมือนบ้านเดี่ยว ทั้งยังเพิ่มมิติในการพักอาศัยด้วยพื้นที่ Double Volume และสวนข้างบ้าน สำหรับส่วน Legacy Classis Series จะดีไซน์ในรูปแบบคลาสสิคเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จและไลฟ์สไตล์ของ Business Owner ที่มีครอบครัวใหญ่

 

สำหรับบ้านกลางเมือง คลาสเซ่ สุขุมวิท 77 ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 20-2-6.5 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,750 ล้านบาท มีจำนวนบ้านทั้งหมด 120 หลัง ในราคาเริ่ม 14.9 – 25 ล้านบาท มีรูปแบบบ้านทั้งหมด 5 แบบ โดยแบ่งสไตล์งานออกแบบสถาปัตยกรรม เป็นทั้ง Eclectic Modern Series ทาวน์โฮมดีไซน์เล่นระดับ 3.5 ชั้น และ 3 ชั้น หน้ากว้าง 6 – 8 เมตร ที่ดินเริ่มต้น 24 – 32 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 190 – 259 ตารางเมตร ชูที่สุดของการออกแบบให้มุมมองและประสบการณ์มิติใหม่ “แต่ละเรสซิเดนซ์แยกออกจากกัน” พร้อมสเปซฟังก์ชันรูปแบบใหม่ ตอบรับการอยู่อาศัยแบบเอ็กซ์คลูซีฟและยืดหยุ่น พื้นที่พักผ่อนดีไซน์เชื่อมต่อในแนวตั้งด้วยเพดานสูงกว่า 6 เมตร (Double – Volume Living) เปิดมุมมองให้ผู้พักอาศัยทุกหลังสามารถผ่อนคลาย สเปซฟังก์ชันสูงสุด 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ 2 ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และ 3 ที่จอดรถ มีแบบบ้าน 2 แบบคือ 1. Thulite พท.ใช้สอย 190 ตรม. 3 ชั้น เพดานสูงบริเวณส่วน Living และ Dining ที่ 4.2 เมตร [เริ่ม 14.9 ลบ.] แบบที่ 2. Pyrope จอดรถได้ 3 คัน บ้าน 3 ชั้นครึ่ง มี Double Volume 6.4 เมตรที้ชั้น 1 พท.ใช้สอย 259 ตรม.

 

โดยมีพื้นที่สวนส่วนกลางและ Club House คั่นกลางกับแบบบ้าน Legacy Classic Series ทาวน์โฮมและบ้านแฝดหลังใหญ่ 3 ชั้น หน้ากว้าง 10 เมตร ที่ดินเริ่มต้น 30 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 214 – 228 ตารางเมตร ไฮไลท์สเปซฟังก์ชันแบบ Double ดีไซน์ขยายมุมมองการใช้ชีวิตพื้นที่แนวตั้งแบบพาโนรามาจัดเต็มฟังก์ชันบ้านเดี่ยว 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และ 2 ที่จอดรถ และบ้านแฝดหลังใหญ่ 3 ชั้น หน้ากว้าง 13.4 เมตร ที่ดินเริ่มต้น 40 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 241 ตารางเมตร ฟังก์ชันสูงสุด 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และ 2 ที่จอดรถ

 

มีแบบบ้าน 3 แบบคือ 1. GRANETTA มี Double Volume ที่ Living Room ชั้น 1 พท.ใช้สอย 214 ตรม. [ราคาเริ่ม 18.9 ลบ. มีบ้านตย.ขายแล้วที่ราคา 25 ลบ.] แบบที่ 2. ESMA เน้นจำนวนห้องนอน มากถึง 4 นอน พท.ใช้สอย 228 ตรม. คล้าย The Sonne แต่ Masterbedroom อยู่ที่ชั้น 3 [เหลือขายแค่ 2 หลังเริ่ม 17.9 ลบ.] และแบบที่ 3. SONNE ที่เอา Facade Type A และ B ของโครงการ The Sonne ศรีนครินทร์ มาปรับใช้ จึงเป็นแบบเดียวที่เป็นบ้านแฝด โดยบางหลังที่มี Plan เป็น Mirror กันจะสามารถ Combine หลังได้เฉพาะชั้น 1 และ 2 มีพท ใช้สอย 241 ตรม.มีพื้นที่ดินเยอะสุดคือ 40.8 ตารางวา

 

โดยหลังที่เป็นไฮไลท์สำหรับบ้านสไตล์ Eclectic Modern Series คือแบบบ้าน PYROPE: GRAND SUITE PENTHOUSE ทาวน์โฮมดีไซน์เล่นระดับ 3.5 ชั้น หน้ากว้าง 8 เมตร ขนาดที่ดินเริ่ม 32 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 259 ตารางเมตร มอบ สเปซฟังก์ชัน 3 ห้องนอน, 4 ห้องน้ำ, 2 ห้องนั่งเล่น, ห้องครัว, 3 ที่จอดรถ มีพื้นที่สวน Pocket Garden อยู่ที่บริเวณชั้น 2 และ 3 ของตัวบ้านแต่ละหลัง ซึ่งนอกจากทำหน้าที่กั้นเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้ทาวน์โฮมแต่ละหลังไม่ติดกันแล้ว ยังช่วยเพิ่มมุมมองและวิวที่มากกว่าการอยู่ทาวน์โฮมทั่วไปเมื่อมองจากในบ้านครับ มีพื้นที่ Double Volume สูง 6.4 เมตรที่ชั้น 2 [เพดานชั้นอื่นๆสูง 2.8 เมตร] ซึ่งเราไม่ได้เห็นเอพีทำทาวน์โฮมที่มีพื้นที่ Double Volume มานานแล้วครับ ส่วนชั้น 3 ก็เป็น Penthouse Bedroom เต็ม Floor เชื่อมต่อกับ Pocket Garden แบบ Outdoor

บ้านกลางเมือง คลาสเซ่ สุขุมวิท 77 แฟล็กชิปบ้านระดับลักชัวรีใจกลางเมือง พร้อมตอบสุนทรียะการใช้ชีวิตเหนือระดับนิยามใหม่ที่แตกต่าง ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ “Re – Envision Your Luxury Living” รังสรรค์ด้วยความเข้าใจถึงอินไซต์ความต้องการ และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ตอบโจทย์ความเป็นปัจเจกของลูกค้าคนเมืองยุคใหม่ สะท้อนให้เห็นในทุกรายละเอียด ผ่าน 3 มิติความโดดเด่น ได้แก่

 

มิติที่ 1 – A New Twist of Vertical Design บริบทใหม่ของการออกแบบพื้นที่ชีวิตแนวตั้งเล่นระดับ ตอบอินไซต์การใช้ชีวิตที่แตกต่างกันของลูกค้าย่านสุขุมวิท 77 เพื่อให้ทุกนิยามความสุขเกิดขึ้นได้จริง นำเสนอบ้านดีไซน์พิเศษซีรีส์ใหม่ 2 สไตล์ความโดดเด่นที่เลือกเองได้ ได้แก่ Eclectic Modern Series และ Legacy Classic Series ชูเอกลักษณ์สถาปัตยกรรมสไตล์โมเดิร์นเหนือกาลเวลา โดยแบบบ้านทาวน์โฮมทั้ง 2 ซีรีส์ ให้ความสำคัญสูงสุดกับความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัยและประสบการณ์มิติใหม่ ด้วยการวางเลย์เอาต์ให้มุมอง “แต่ละเรสซิเดนซ์แยกออกจากกัน” ผ่านการออกแบบพื้นที่สีเขียวที่ทำหน้าที่เป็น Nature Wall ฉากคั่นระหว่างบ้านแต่ละหลัง ที่นอกจากจะให้ความรู้สึกไม่ต่างจากบ้านเดี่ยวแล้ว ยังตอบมิติการพักผ่อนที่ไม่จำกัดแค่การมองเห็น แต่สัมผัสได้ถึงจังหวะการเคลื่อนไหวของต้นไม้ใหญ่ ที่สอดแทรกในแต่ละชั้นของตัวบ้าน พร้อม “ขยายมุมมองการใช้ชีวิตพื้นที่แนวตั้งแบบพาโนรามา” ด้วยการดีไซน์หน้ากว้างของตัวบ้านตั้งแต่ 6 – 13.4 เมตร บริหารสเปซและฟังก์ชันเพิ่มสุนทรียะแห่งการใช้ชีวิตในบ้านใจกลางสุขุมวิท ที่ให้ความรู้สึกพิเศษ ทั้งความกว้างขวาง และความหรูหราภายในที่มากยิ่งขึ้น กลมกลืนต่อเนื่องตั้งแต่ก้าวแรก จากห้องรับแขก พื้นที่อเนกประสงค์ที่ปรับเปลี่ยนการใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น จนถึงพื้นที่พักผ่อนของครอบครัวแบบเต็มพื้นที่ที่ชั้นสองแบบ Double – Volume ที่สูงกว่า 6 – 6.4 เมตร ให้ความรู้สึกกว้างขวางโอ่โถง และมุมมองที่เหนือกว่า ไปจนถึงห้องนอนใหญ่ทั้งแบบ Duplex Bedroom และ Penthouse Master Bedroom ที่สมาชิกในครอบครัวจะสามารถผ่อนคลายได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

มิติที่ 2 – Elegance of Nature Connection พื้นที่ส่วนกลางอีกหนึ่งเสน่ห์ของโครงการ การออกแบบอย่างพิถีพิถันให้สามารถใช้งานพื้นที่ Indoor และ Outdoor ได้จริงทุกช่วงเวลา เริ่มตั้งแต่ Main Gate ดีไซน์หรูควบคู่กับพื้นที่สวนสีเขียวขนาบตลอดเส้นถนนเข้าสู่ภายใน เพิ่มเอกลักษณ์ความโดดเด่นด้วยประติมากรรม ม้ายูนิคอร์น สัญลักษณ์ของความสำเร็จ เชื่อมต่อเข้าสู่ภายในโครงการต้อนรับการกลับสู่เรสซิเดนซ์ด้วย ประติมากรรมน้ำพุ Champagne Tower ในส่วนของ Classe Clubhouse ที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์ Modern Classic Architecture ภายในประกอบด้วยสเปซฟังก์ชันพร้อมรองรับทุกไลฟ์สไตล์การผ่อนคลายอย่างเป็นส่วนตัว อาทิ Classe Saloon, Fitness พื้นที่ออกกำลังกาย 24 ชั่วโมง ที่มาพร้อมกับวิวสวน สระว่ายน้ำหลักแบบ Semi-Enclosed Space การออกแบบที่ลงตัวทั้งประสบการณ์การใช้งานแบบลักชัวรี และตอบความเป็นส่วนตัวในเวลาเดียวกัน เป็นต้น

มิติที่ 3 – A Superior Prime CBD Location บ้านลักชัวรีใจกลางเมืองเพียงหนึ่งเดียวในย่าน โครงการบ้านกลางเมือง คลาสเซ่ ตั้งอยู่บนทำเลใจกลางสุขุมวิท 77 เชื่อมต่อถนนสุขุมวิท ใกล้รถไฟฟ้าและทางด่วน ใกล้แลนด์มาร์กศูนย์กลางธุรกิจสำคัญ ใจกลางย่านแหล่งไลฟ์สไตล์ และสถานศึกษานานาชาติ ครบครันการใช้ชีวิตเมืองแบบเต็มที่ทุกรูปแบบ

และนี่ก็คือส่วนหนึ่งจากบรรดาสุดยอดโครงการที่สร้างความประทับใจให้กับเรามากที่สุดประจำปี 2022 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปครับ เชื่อแน่ว่าจากลิสต์นี้ก็น่าจะมีหลายโครงการเลยที่คุณผู้อ่านของเราได้จับจองเป็นเจ้าของกันเรียบร้อยแล้ว และเราหวังว่าในปี 2023 นี้จะมีโครงการที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเรามากกว่าปีนี้ครับ พบกันใหม่ปีหน้า และขอสวัสดีปีใหม่มา ณ โอกาสนี้ครับ…ขอบคุณสำหรับทุกการอ่านและการติดตามมาตลอดทั้งปีครับ

เกริก บุณยโยธิน

เกริก บุณยโยธิน

ผู้ก่อตั้งเวปไซต์แบ่งปันความรู้ด้านการตลาด และการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาฯ พร็อพฮอลิค ดอทคอม..หลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการวนเวียน เข้าๆออกๆ ในสายงานด้านการตลาด และวางแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ของบริษัทอสังหาฯ และเอเยนซีโฆษณาชั้นนำหลายแห่ง (โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องจับสลากเจอลูกค้าสายอสังหาฯทุกที)...จนถูกครอบงำโดยจิตใต้สำนึก ให้ถีบตัวเองออกจากกรอบการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อออกมาจุดประกายความคิดที่ถูกต้อง และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจในธุรกิจอสังหาฯ

เว็บไซต์

นิว ซี-สแควร์ สวนหลวง สเตชั่น

ริธึ่ม เจริญนคร ไอคอนิค

วิสซ์ดอม คราฟท์ สามย่าน

Whizdom Craftz Samyan คือโครงการที่มอบ 5 องค์ประกอบพ...

4 December, 2023

นาวว์ เมกา

หากจะพูดถึง NOWW MEGA (นาวว์ เมกา) ในพื้นที่ของ Maga...

14 November, 2023

แชปเตอร์ วัน สปาร์ค จรัญ

ย่านจรัญเป็นย่านที่มี transformation หรือมีการเปลี่ย...

13 November, 2023

ศุภาลัย เซนส์ ศรีนครินทร์

โครงการ Supalai Sense Srinakarin แบรนด์ใหม่ ถูกใจผู้...

9 November, 2023

สอบถามโครงการ

ได้รับข้อมูลเรียบร้อยแล้ว
ขอบคุณอย่างยิ่งที่สนใจครับ
จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไปนะครับ

ขออภัย
ไม่สามารถส่งข้อมูลได้
กรุณาลองใหม่อีกครั้ง