Masters Forum, Masters of Design: เมื่อเก้าอี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “ภาษาแห่งการใช้ชีวิต”
ในแวดวงสถาปัตยกรรมและการออกแบบ เฟอร์นิเจอร์ระดับ Iconic Masterpiece ที่ผู้คนทั่วโลกต่างถวิลหาที่จะครอบครองนั้น มักไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตทั่วไปในโรงงาน แต่เริ่มต้นจากความคิดสร้างสรรค์ที่ต้องการท้าทายขีดจำกัดของการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัย เพราะในโลกของการอยู่อาศัยที่เหนือระดับ ความลักชัวรีที่แท้จริงไม่ใช่เพียงมูลค่าของวัสดุที่สัมผัสได้ แต่คือ แต่คือ “เรื่องราว” และ “วิสัยทัศน์” ที่ถูกส่งผ่านกาลเวลาอย่างประณีต จนกลายเป็นวัตถุแห่งความปรารถนาที่ทรงคุณค่าเหนือกาลเวลา นิทรรศการ “Masters Forum, Masters of Design” โดย Euro Creations ในงานสถาปนิก’69 ครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนหมุดหมายสำคัญที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ผ่านภาษาแห่งการใช้ชีวิต จากเหล่าปรมาจารย์นักออกแบบชื่อก้องโลกในแต่ละยุคสมัย
พบกับบทสนทนาข้ามกาลเวลาระหว่าง Form – Function – Proportion เมื่ออดีตสอดประสานกับอนาคต สู่วิถีชีวิตของพวกเราในวันนี้
นิทรรศการ “Masters Forum, Masters of Design” โดย Euro Creations ที่งานสถาปนิก’69 ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงเฟอร์นิเจอร์ระดับไอคอน แต่คือ บทสนทนา ข้ามกาลเวลา ที่เชื่อมโยงความคิดตั้งแต่ยุค Modern Pioneers ไปจนถึงนักออกแบบร่วมสมัย ผ่านผลงานที่หล่อหลอมวิธีคิดของวงการสถาปัตยกรรมและการออกแบบมาจนถึงปัจจุบัน งานนี้ถูกออกแบบให้เป็นทั้งนิทรรศการและเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ผ่าน Design Talks และ Design Movies ที่สะท้อนให้เห็นว่า “ดีไซน์” ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่คือโครงสร้างความคิดที่กำหนดวิถีชีวิตของมนุษย์ในทุกยุคสมัย ตอกย้ำภาพลักษณ์ของ Euro Creations ในฐานะผู้นำด้านลักชัวรีไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมโยงดีไซน์ระดับโลกสู่ตลาดไทยอย่างครบวงจร ผ่านการรวบรวมผลงานของดีไซเนอร์ผู้ทรงอิทธิพลแห่งศตวรรษที่ 20 นับตั้งแต่ความก้าวล้ำทางวิสัยทัศน์ของ Gio Ponti, Le Corbusier, Pierre Jeanneret, Charlotte Perriand และ Gerrit Thomas Rietveld ไปจนถึงมุมมองร่วมสมัยของ Vincent Van Duysen, Jean-Marie Massaud, Patricia Urquiola และ Tobia Scarpa จากผลงานออกแบบที่ถูกถ่ายทอดขึ้น โดยช่างฝีมือ และทีม Research & Development ของแบรนด์ที่ได้ถือลิขสิทธ์การผลิตอย่างเป็นทางการ Cassina, Molteni&C, Poltrona Frau และ B&B Italia
แก่นของนิทรรศการนี้คือการสื่อสารผ่าน “ภาษาแห่งการใช้ชีวิต” ของ โดยรวบรวม “Iconic Chairs” จำนวน 15 ชิ้น จากนักออกแบบระดับปรมาจารย์ (Masters) 8 ท่าน ผู้เปลี่ยนวิธีมองโลกและการใช้ชีวิตของมนุษย์ เก้าอี้แต่ละชิ้นจึงทำหน้าที่เป็นเสมือนตัวอักษรที่ร้อยเรียงเป็นประโยค เพื่อสื่อสารความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์ วัตถุ และพื้นที่ ซึ่งถูกบ่มเพาะผ่านหน้าประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัย ดังนี้ครับ
1. ภาษาแห่งการปฏิวัติสัดส่วนและพื้นที่ (Modern Pioneers)
ในช่วงทศวรรษ 1920 เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ Le Corbusier, Pierre Jeanneret และ Charlotte Perriand คือสามนักออกแบบระดับโลก ที่การร่วมงานกัน และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการสถาปัตยกรรมและการออกแบบเฟอร์นิเจอร์สมัยใหม่ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ พื้นที่ และสัดส่วนที่สมเหตุสมผล โดยทั้งสามได้ร่วมกันเขียน “ภาษาใหม่” ให้กับวงการออกแบบ ผ่านผลงานสร้างชื่อที่แบรนด์ Cassina ได้รับลิขสิทธิ์ผลิตมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1965 สิ่งที่ทำให้ผลงานเหล่านี้กลายเป็นตำนาน ไม่ใช่แค่รูปทรงเหล็กและหนังที่ดูทันสมัยในยุคนั้น แต่คือการนำ สรีระมนุษย์ มาเป็นศูนย์กลางของการออกแบบอย่างแท้จริง เก้าอี้ไม่ได้ถูกออกแบบให้สวยก่อน แต่ถูกออกแบบให้รองรับรูปแบบการใช้ชีวิตก่อนเสมอ
1. Fauteuil Dossier Basculant: เก้าอี้อาร์มแชร์ดีไซน์ไอคอนิกสไตล์โมเดิร์น มาพร้อมการเคลื่อนไหวที่อิสระของพนักพิงที่ล้อไปกับสรีระ
2. Fauteuil Grand Confort, petit modèle: เก้าอี้อาร์มแชร์ดีไซน์ Modern Classic มีเอกลักษณ์คือรูปทรงลูกบาศก์ โครงเหล็กท่อชุบโครเมียม และเบาะนั่งบุนวมนุ่มที่เน้นความสบาย เป็นสัญลักษณ์ของดีไซน์สไตล์ Bauhaus
3. Fauteuil Grand Confort, grand modèle: เก้าอี้อาร์มแชร์ดีไซน์ Modern Classic มีเอกลักษณ์คือรูปทรงลูกบาศก์สูง
4. Chaise Longue à réglage continu: เก้าอี้เอนหลังที่มีจุดเด่นคือการปรับระดับความเอียงได้ต่อเนื่อง (Réglage continu) ตามต้องการ ผลิตจากโครงเหล็กโครเมียมทรงท่อ โดยเน้นความสมดุลระหว่างรูปทรงเรขาคณิตที่สวยงามและหลักสรีรศาสตร์ เพื่อการพักผ่อนสูงสุด
ในยุคสมัยเดียวกันนั้น Gerrit Rietveld ผู้นำกลุ่ม De Stijl ขบวนการศิลปะ International Avant-garde ที่ใช้ระนาบ แม่สี (แดง น้ำเงิน เหลือง) และเส้นตรง สร้างเครื่องมือให้มนุษย์ตระหนักรู้ถึง Space อย่างชัดเจน ในปี 1918 จิตวิญญาณของ De Stijl ถูกสลักลงใน Red and Blue Chair , ตามมาด้วย Zig-Zag Chair (1934) ที่ท้าทายวิศวกรรมด้วยโครงสร้างประกอบขึ้นจากไม้เพียง 4 แผ่น และ Utrecht (1935) ที่นิยามความผ่อนคลายใหม่ด้วยรูปทรงตัว L อันเป็นสัจจะแห่งงานดีไซน์ ที่ Cassina สืบทอดลิขสิทธิ์อย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ปี 1973 ผลงานของเขาทำให้ผู้คนล้วนตั้งคำถามว่า นี่เรานั่งอยู่บนเก้าอี้ หรือกำลังนั่งอยู่บนงานศิลปะกันแน่?
2. ภาษาแห่งนวัตกรรมและศิลปะ (The Italian Legacy)
Gio Ponti บิดาแห่ง Modern Italian Design ผู้เชื่อว่าวัสดุที่ทนทานที่สุดคือ “ศิลปะ” ตามคำกล่าว “ในงานก่อสร้าง วัสดุที่ทนทานที่สุดไม่ใช่คอนกรีต ไม้ หิน เหล็ก หรือแก้ว… แต่คือ ‘ศิลปะ'” สะท้อนชัดใน D.154.2 (โดย Molteni&C) ที่สร้างความสมดุลระหว่างความเบาและมิติทางสถาปัตยกรรม และ Superleggera (1957) เก้าอี้ไม้ที่หนักเพียง 1.7 กิโลกรัม ซึ่งนับเป็นขีดสุดของนวัตกรรมหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม
ต่อมาในยุค Postmodern คู่รักสถาปนิกผู้ทรงอิทธิพลแห่งยุค Postmodern Afra & Tobia Scarpa ได้พิสูจน์ว่า “เทคนิคคือวิธีการ แต่รูปทรงคือการให้ความหมาย” ผ่านอาร์มแชร์ Soriana (1969) อาร์มแชร์รูปทรงอิสระที่ปลดปล่อยจากกรอบเดิม ภายใต้ลิขสิทธิ์ของ Cassina ที่ปลดปล่อยจากกรอบเดิมจนคว้ารางวัล Compasso d’Oro และ Monk Chair (1973) ที่สะท้อนความเรียบง่ายและสงบนิ่ง พร้อมการใช้ตัวอักษร M เพื่อสื่อถึงแบรนด์ Molteni&C































