AI ทำให้งานเฟ้อ (Work Inflation) แต่ไม่ได้ทำให้ชีวิตสบายขึ้น?
ในช่วงแรกของกระแส AI โลกเต็มไปด้วยความหวังว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาช่วยให้มนุษย์ทำงานน้อยลง ใช้ชีวิตง่ายขึ้น และมีเวลาไปทำสิ่งที่สำคัญกว่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภาพที่เริ่มชัดขึ้นกลับไม่ใช่การลดภาระงาน หากเป็นการขยายขอบเขตของงานให้ใหญ่ขึ้น จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า ความเฟ้อของงาน (Work Inflation) อย่างชัดเจน
AI ทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้นก็จริง แต่สิ่งที่ตามมาคือความคาดหวังที่สูงขึ้น องค์กรไม่ได้ลดจำนวนงานลง แต่เพิ่มปริมาณ เพิ่มความละเอียด และเพิ่มมาตรฐานของสิ่งที่เรียกว่างานที่ดีเข้าไปพร้อมกัน งานที่เคยเพียงพอ กลายเป็นขั้นต่ำ และสิ่งที่เคยถือว่าดี กลายเป็นสิ่งที่ต้องดีขึ้นไปอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับแนวคิดของ William Stanley Jevons ที่อธิบายว่าประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นมักนำไปสู่การใช้งานที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่ลดลง นี่เป็นคำพูดของคนในยุค 150 ปีที่แล้ว ก็ยังคงคลาสสิกใช้ได้ถึงวันนี้
ในอีกด้านหนึ่ง กระแสสังคมก็ถูกผลักดันด้วย narrative ที่ทรงพลังว่า หากไม่รู้ AI คุณจะตกขบวน จะถูกแทนที่ หรือจะไม่มีอนาคตในโลกการทำงาน กระแสนี้สร้างความตื่นตัวในช่วงแรก และทำให้ผู้คนจำนวนมากรีบเรียนรู้และปรับตัว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนเริ่มมองเห็นความจริงอีกด้านหนึ่งว่า ไม่ใช่ทุกคนจำเป็นต้องใช้ AI ตลอดเวลา และไม่ใช่ทุกงานต้องพึ่งพา AI เพื่อให้มีคุณค่า คนจำนวนไม่น้อยยังคงสามารถทำงานได้ดีโดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือเหล่านี้อย่างเต็มรูปแบบ
AI ไม่ได้เข้ามาเพื่อลดงาน แต่มันเข้ามาเพื่อขยายขอบเขตของสิ่งที่เรียกว่างานให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เมื่อเราทำงานได้เร็วขึ้น องค์กรไม่ได้ให้เราทำงานน้อยลง แต่ให้เราทำมากขึ้น เมื่อเราสร้างผลงานได้ดีขึ้น ความคาดหวังก็ถูกยกระดับขึ้นไปอีก งานที่เคยเพียงพอ กลายเป็นขั้นต่ำ และสิ่งที่เคยถือว่าดี กลายเป็นสิ่งที่ต้องดีขึ้นไปอีกอย่างต่อเนื่อง
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่มันเชื่อมโยงกับโครงสร้างอำนาจของเทคโนโลยีด้วย เพราะ AI ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นของผู้ใช้ แต่เป็นของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น OpenAI, Google หรือ Microsoft ซึ่งเป็นผู้พัฒนาและควบคุมระบบเหล่านี้
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่คือการสร้าง “คนกลางใหม่ (new middleman)” ระหว่างมนุษย์กับงานของตัวเอง จากเดิมที่เราทำงานโดยใช้ทักษะของเราโดยตรง ปัจจุบันเราต้องพึ่งพาเครื่องมือ AI ที่มีค่าใช้จ่าย และยิ่งพึ่งพามากเท่าไร ต้นทุนในการทำงานก็ยิ่งไหลไปสู่ผู้ให้บริการเทคโนโลยีมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งบางทีก็อาจจะไม่จำเป็นต้องมี new middleman นี้ก็ได้
ในมุมนี้ AI จึงไม่ได้แค่เปลี่ยนวิธีทำงาน แต่กำลังเปลี่ยน “ทิศทางของมูลค่า” จากแรงงานของคน ไปสู่แพลตฟอร์มของบริษัทเทคโนโลยี ผู้ใช้ไม่ได้แค่ทำงาน แต่ต้องจ่ายเงินเพื่อให้สามารถทำงานได้ในระดับที่ตลาดคาดหวัง เมื่อทุกคนเริ่มใช้ AI มาตรฐานก็สูงขึ้น และการไม่ใช้ AI ก็กลายเป็นข้อเสียเปรียบ
ขณะเดียวกัน เมื่อ AI สามารถสร้างผลงานได้จำนวนมหาศาลในเวลาอันสั้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ “คุณค่าของผลงาน” เริ่มลดลง งานที่ถูกผลิตขึ้นอย่างรวดเร็วและจำนวนมากเริ่มถูกมองว่าเป็นสิ่งที่หาได้ทั่วไป ไม่ได้หายาก และไม่ได้มีความพิเศษเหมือนในอดีต เมื่อผู้คนรับรู้ว่างานจำนวนมากถูกสร้างด้วย AI ความสนใจและการให้คุณค่าก็ลดลงตามไปด้วย บางครั้งถึงขั้นเกิดความรู้สึกเบื่อหน่าย หรือไม่ให้ความสำคัญกับผลงานเหล่านั้นเลย เช่น เด็ก generation ใหม่ มีมุมมองถึงขั้นเกลียดและดูถูกภาพศิลปะที่ generate จาก AI เลยทีเดียว
ในมุมนี้ AI จึงไม่ได้แค่ทำให้งานเฟ้อในเชิงปริมาณ แต่ยังทำให้ “มูลค่าของงาน” เฟ้อและลดค่าลงในเวลาเดียวกัน ยิ่งมีมาก ยิ่งถูกมองว่าธรรมดา และยิ่งเข้าถึงง่าย ยิ่งถูกมองว่ามีคุณค่าน้อยลง สุดท้ายคนจึงเริ่มหันกลับไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่ AI ทำแทนได้ยาก เช่น ความคิดเฉพาะตัว ประสบการณ์จริง หรือมุมมองที่มีเอกลักษณ์


