ใครได้ประโยชน์จากร่างกฎหมายสถานที่พักแรม? แล้วคนซื้อคอนโดเพื่ออยู่อาศัยจะเหลืออะไร?
เขียนโดย Propholic Editorial Team
ร่าง พ.ร.บ.สถานที่พักแรมฉบับใหม่ กำลังเปลี่ยนโฉมธุรกิจที่พักของไทย แต่มีคำถามที่สังคมควรช่วยกันหาคำตอบ
ช่วงที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เผยแพร่ สรุปผลการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติสถานที่พักแรม พ.ศ. …. (Link) ซึ่งเป็นการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน เพื่อนำไปปรับปรุงร่างกฎหมายก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในขั้นต่อไป เอกสารฉบับนี้สะท้อนทั้งแนวคิดของผู้ร่างกฎหมาย เหตุผลของผู้ที่เห็นด้วย และข้อกังวลจากผู้ที่ไม่เห็นด้วยอย่างละเอียด
สาระสำคัญของร่างกฎหมาย คือการปรับปรุงกฎหมายโรงแรมเดิมให้ครอบคลุม “สถานที่พักแรม” ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม โฮสเทล โฮมสเตย์ บ้านพัก ห้องพัก คอนโด หรือที่พักรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบมากขึ้น รัฐสามารถจัดเก็บภาษีได้ มีฐานข้อมูลที่ครบถ้วน ยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย สุขอนามัย และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการในระบบกับที่พักนอกระบบ
เพื่อให้สอดคล้องกับขนาดของกิจการ ร่างกฎหมายยังเสนอให้แบ่งสถานที่พักแรมออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ที่พักไม่เกิน 8 ห้องใช้ระบบ “แจ้ง” , ที่พัก 9–40 ห้องใช้ระบบ “ขึ้นทะเบียน” , และกิจการขนาดใหญ่จึงใช้ระบบ “ขออนุญาต” ผู้สนับสนุนมองว่าหลักการนี้จะช่วยลดภาระของผู้ประกอบการรายเล็ก แต่ในเวทีรับฟังความคิดเห็นก็มีผู้เห็นต่าง โดยมองว่าที่พักรายวันทุกประเภทควรอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน และควรใช้ระบบอนุญาตทั้งหมดเพื่อรักษามาตรฐานและลดความคลุมเครือในการบังคับใช้กฎหมาย
อย่างไรก็ตาม เมื่ออ่านเอกสารแล้ว ยังมีคำถามเชิงนโยบายที่น่าสนใจซึ่งยังไม่พบคำอธิบายอย่างชัดเจน หากในอนาคตเกิดกรณีที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งมีห้องพักทั้งหมด 1,000 ห้อง และมีกลุ่มนักลงทุนต่างชาตืที่มีเงินทุนสูงกว้านซื้อไว้ถึง 490 ห้อง จากนั้นใช้วิธีแยกการถือครองหรือแยกผู้ประกอบการออกเป็นหลายราย เพื่อให้แต่ละรายอยู่ในเกณฑ์กิจการขนาดเล็กที่ใช้เพียงระบบ “แจ้ง” แทนที่จะถูกนับรวมเป็นกิจการขนาดใหญ่ที่ต้องขออนุญาต กฎหมายจะมีวิธีตรวจสอบในทางปฏิบัติจริงอย่างไรว่ากิจการเหล่านั้นเป็นธุรกิจเดียวกันหรือไม่ จะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง หรือการแบ่งโครงสร้างกิจการเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกำหนดหรือไม่ ประเด็นนี้ยิ่งน่าสนใจ เพราะในเอกสารเองก็มีผู้เสนอให้กำหนดมาตรการป้องกันการกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยชาวต่างชาติ การใช้ Nominee และการกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับเจ้าของชาวต่างชาติให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
หากสถานการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นจริง สิ่งที่ประชาชนซึ่งอาศัยอยู่ในคอนโดเดียวกันย่อมต้องการคำตอบจากภาครัฐ ไม่ใช่เพียงว่าผู้ประกอบการแต่ละรายปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ แต่รวมถึงว่ากฎหมายมีเครื่องมือเพียงพอหรือไม่ในการป้องกันการแบ่งโครงสร้างธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงเกณฑ์ของกฎหมาย จนทำให้เจตนารมณ์ของการแบ่งกิจการตามขนาดสูญเสียความหมาย



