แสนสิริประกาศแผนปี 64 “The Year of Hope”

เกริก บุณยโยธิน 21 January, 2021 at 13.44 pm

แสนสิริประกาศแผนปี 64 “The Year of Hope” เดินหน้าสานต่อความหวังในการมีบ้านของคนไทย เช่นเดียวกับความหวังในการเสริมความแข็งแกร่งให้บริษัทฯ และความหวังในการคืนรอยยิ้มสู่สังคม…เน้นเปิดให้หลากหลายกว่าเดิม เพิ่มโอกาสในการเข้าถึง เปิดหมดทั้งกรุงเทพฯปริมณฑล คอนโดมีทั้งย่านรัชดา รามคำแหง เกษตร บางนาฯ แนวราบเน้นราคาจับต้องได้มากขึ้น และมีทาวน์โฮมระดับบนออกมาสักทีกับ Siri Residence สวยมากก..นับดูเหมือนมี 4.5 ชั้นเลย

 

“…ถือว่าเป็นอภิมหาวิกฤตที่กระทบกับคนทั่วโลก COVID-19 อย่าว่าแต่เรื่องใหญ่เลย วิถีชีวิตทั้งหมด ทั้งเรื่องใหญ่ และในเรื่องเล็กๆธรรมดาของเราก็เปลี่ยนไปทั้งหมด ใครจะคิดว่าจะมีคนที่ได้รับผลกระทบมากขนาดนี้ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจที่ตกต่ำ การท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวเมืองไทยดินแดนสวรรค์ของโลกเกือบเป็นศูนย์ ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจะติดลบถึง 6.6% แม้ไม่เท่ากับวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อยี่สิบปีก่อน แต่ผลกระทบในเชิงลบจะเยอะกว่า ยาวกว่า แก้ไขยากกว่า…ใครปรับตัวได้เร็วกว่า รัดกุมกว่าก็รอด และสามารถโตสวนกระแสได้ เพราะบ้านยังไงก็เป็นปัจจัยสี่อยู่ดี มีดีมานท์จริง ลูกค้าแค่รอจังหวะ โปรโมชั่นที่เหมาะสม ทำให้เค้าได้เข้าถึงได้…ซึ่งปีที่ผ่านมาเรามองเห็นโอกาส และแข็งแกร่งพอ แม้จะเป็นปีที่ยากกับเรา แต่เราก็โตได้ท่ามกลางวิกฤตด้วย 3 Strategy 1. Speed To Market 2. Customer Centric และ 3. Cashflow Strategy…” คุณเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

ปี 2563 ที่ผ่านมา แสนสิริมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้า ทั้งในด้านการขายและโอนโครงการ ด้วยยอดขายที่ทำได้ตามเป้าหมาย 35,000 ล้านบาท สร้างผลงานปิดการขายโครงการที่อยู่อาศัยไปถึง 35 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 64,600 ล้านบาท สะท้อนการบริหารจัดการสต็อคที่อยู่อาศัยที่ดี ขายสินค้าสร้างเสร็จได้มาก นอกจากนี้ บริษัทยังมีผลงานการโอนที่โดดเด่นทั้งในแนวราบและแนวสูง โดยมียอดโอนโครงการที่อยู่อาศัยทุกประเภทที่สร้างเสร็จและส่งมอบให้กับลูกค้าไปถึง 45,000 ล้านบาท โตขึ้นจากปีก่อนถึง 45% เกินเป้าหมายและสร้างประวัติศาสต์การโอนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของแสนสิริที่เคยทำได้ ในรอบ 36 ปี

กลยุทธ์ “Speed to Market” คือการทำธุรกิจด้วยความรวดเร็วและปรับตัวเร็วทันต่อสถานการณ์ ส่งผลให้แสนสิริมียอดขายใน 2 ไตรมาสของปี โตสวนกระแสและสูงสุดเป็นประวัติการณ์ มาจากการขยับและเดินเกมส์เร็วนำหน้าคู่แข่ง ทั้งกลยุทธ์การตลาดที่แข็งแกร่งด้วยแคมเปญที่พัฒนาจาก Customer Insight “แสนสิริผ่อนให้ 24 เดือน” ที่เข้าใจและช่วยให้ลูกค้าซื้อที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ยังรวมถึงการประกาศความพร้อมในด้านความอุ่นใจและมั่นใจในการเลือกซื้อโครงการที่อยู่อาศัยของแสนสิริภายใต้มาตรการป้องกันและดูแลสูงสุด “Sansiri Care” เพราะความปลอดภัยของลูกค้าเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญสุงสุด รวมถึงการรุกการขายในทุกช่องทาง ผ่าน Multi-Channel เพื่อตอบโจทย์คนอยากมีบ้านในยุคโควิด ในด้านการพัฒนาโครงการ บริษัทยังได้รุกแบรนด์ที่อยู่อาศัยแนวราบที่ตอกย้ำความเป็น “แบรนด์ที่เข้าถึงง่าย” ภายใต้แนวคิด Made for Life… Made for Everyone ด้วยแบรนด์ “อณาสิริ” บ้านและทาวน์โฮมราคา 2 – 6 ล้านบาท ตอบรับแนวคิดการอยู่อาศัยแบบ Feel Just Right “ความพอดีที่ลงตัว” ที่สร้างปรากฎการณ์การตอบรับอย่างล้นหลามจากลูกค้าภายหลังการเปิดตัว

ยอดขายและยอดโอนที่ประสบความสำเร็จยังมาจากความแข็งแกร่งของแสนสิริ ในการเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงได้ในทุกระดับราคา สะท้อนความเชื่อมั่นในการเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งของคนอยากมีบ้านด้วยมาตรฐานการออกแบบและคุณภาพโครงการ ตลอดจนบริการหลังการขายหรือ Sansiri Service ที่สามารถครองใจผู้บริโภค จากการเป็นผู้นำด้านการบริการในที่อยู่อาศัย พร้อมความมั่นใจสูงสุดด้านความปลอดภัยจาก LIV-24 ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญอันดับหนึ่งที่ทำให้กลุ่มลูกค้าเลือกแสนสิริ ยืนหนึ่งความเป็นผู้นำตัวจริงด้านการอยู่อาศัย การันตีด้วย 2 รางวัลคุณภาพ จาก Marketeer : No.1 Brand Thailand ปี 2019-2020 ขึ้นแท่นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในหมวดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมและ รางวัลจาก Terra BKK : The Most Powerful Real Estate Brand 2020 รักษาแชมป์ 3 ปีซ้อน โดยนับเป็นแบรนด์อสังหาฯในฝันที่คนส่วนใหญ่อยากเป็นเจ้าของ

 

ความสำเร็จยังมาจากความแข็งแกร่งในด้านการเงิน หรือ Cash flow Strategy จากการบริหารจัดการสต็อคที่อยู่อาศัยที่ดี ทำให้มีเงินสดกลับมาในมือ (Cash is King) ลดอัตราหนี้สินและมีสภาพคล่องในมือกว่า 15,000 ล้านบาท ส่งผลให้ Gearing Ratio ลดลงจาก 1.7 อยู่ที่ 1.3 สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงินที่เปรียบเหมือนภูมิคุ้มกันอย่างดีที่ช่วยให้แสนสิริหล่อเลี้ยงธุรกิจโดยไม่สะดุด ไม่ว่าสถานการณ์ใน ปี 2564 จะเป็นอย่างไร

สำหรับทิศทางอสังหาริมทรัพย์ในปี 2564 เชื่อว่าจะมีการเติบโตในทิศทางเดียวกับ GDP ของประเทศ โดยมีตัวผลักดันที่สำคัญ คือ กำลังซื้อของประชาชน ซึ่งกำลังซื้อก็ยังจะไม่กลับมาภายในก่อน 1 ปีนับจากนี้แน่นอน เพราะยังมีเรื่องโควิดจึงยังมีความน่าเป็นห่วง เพราะถ้าไม่มีการซื้อขายบ้าน ธุรกรรมหลายๆ อย่างก็จะหยุดชะงักไปด้วย ทั้งการซื้อวัสดุก่อสร้าง สี อิฐ หิน ปูน ทราย เฟอนิเจอร์ เครื่องครัว หลอดไฟ สุขภัณฑ์ ฯลฯ ก็จะโดนกระทบทั้งหมด อสังหาริมทรัพย์ถือว่าเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ให้ multiplier effect สูงสุด ผมว่ารายเล็กกับรายกลางเหนื่อยแน่ๆครับ ทั้งแบรนด์ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ปีน่าจะเห็นรายกลางรายเล็กเอาที่ดินออกมาขายเยอะ…ทางรัฐจึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญ โดยการใช้มาตรการกระตุ้นในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็น มาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอน หักลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยค่าใช้จ่ายจากการผ่อนบ้านในอัตราที่สูงขึ้น ขยายระยะเวลาการเช่าระยะยาวจาก 30 ปี เป็น 99 ปีเป็นอย่างน้อย เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ ให้เข้ามาอยู่ มาท่องเที่ยว ซึ่งจะนำมาซึ่งการใช้จ่าย ก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในวงกว้าง รวมถึงอยากให้สนับสนุนการเพิ่มกำลังซื้อของผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัย โดยให้สถาบันการเงินของรัฐ จัดสรรเงินจำนวนหนึ่งในอัตราดอกเบี้ยที่ถูก เพื่อให้ผู้ที่ต้องการมีบ้านหลังแรกเข้าถึงได้

สำหรับ Business Direction ในปีนี้แสนสิริพร้อมที่จะสู้ด้วย “ความหวัง” โดยยกให้ปีนี้เป็น “The Year of Hope” ที่ไม่ใช่แค่ความหวังของแสนสิริ แต่เป็นความหวังของลูกค้า สังคมและคนไทยทุกคน”

ความหวังในการมีบ้านของคนไทย

แสนสิริพร้อมก้าวต่อด้วยแบรนด์ที่แข็งแกร่งและเข้าถึงง่าย ด้วยการพัฒนาโครงการใหม่ ในระดับราคาที่เข้าถึงง่าย ด้วย product ที่หลากหลาย ครอบคลุมทำเลกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายใต้ดีไซน์ที่ตอบโจทย์ทุกความชอบ เพื่อเพิ่มโอกาสการมีบ้านหลังแรก ด้วยแผนการเปิดตัวโครงการในระดับราคาเข้าถึงง่าย ภายใต้แบรนด์ ‘สิริ เพลส’ – ‘อณาสิริ’ – ‘สราญสิริ’ และ ‘ บุราสิริ’ โดยไฮไลท์ที่สำคัญในปีนี้ แสนสิริจะเปิดตัว products ภายใต้แบรนด์ใหม่ เริ่มจากการเปิดตัว Affordable Condominium เซกเมนต์ใหม่ ภายใต้ แบรนด์ใหม่ เจาะกลุ่ม Young Generation ในทำเลคอมมูนิตี้เมือง อาทิ รัชดา, เกษตรฯ, รามคำแหง และ บางนา ในระดับราคาที่เข้าถึงง่ายเริ่มต้นเพียง 1.xx ล้านบาทเท่านั้น การเปิดตัว “SIRI Residence” New segment ทาวน์โฮมระดับบน บนทำเลที่ดินผืนใหญ่ที่หายากใจกลางเมือง ในปีนี้จะมี 2 ทำเลและเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4 และการเปิดตัว “BuGaan” แบรนด์ใหม่ของบ้านเดี่ยว 3 ชั้น ระดับราคา 30 – 80 ล้านบาท เจาะกลุ่ม Young Successor ภายใต้จุดขาย Modern Luxury Living ในทำเลโยธินพัฒนา เป็นเอ็กซ์คลูซีฟ เรสซิเดนซ์ เพียง 14 ยูนิตเท่านั้น โดยเตรียมเปิดขายในไตรมาส 2 ของปีนี้ นอกจากนี้ แสนสิริยังเตรียมส่งมอบโครงการคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่อีก 3 โครงการใหม่ มูลค่าโครงการรวม 12,200 ล้านบาท ในปีนี้ ได้แก่ XT ห้วยขวาง, ดีคอนโด ไฮด์อเวย์ รังสิต และเอดจ์ เซ็นทรัล พัทยา ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า

ความหวังในการเสริมความแข็งแกร่งของแสนสิริ

“Speed to Market” เป็นกลยุทธ์ที่ทำให้แสนสิริผ่านปี 2563 มาได้ด้วยกระแสเงินสดที่มีเพียงพอที่จะรับมือทุกสถานการณ์ ในปี 2564 เรายังคงเดินหน้าด้วยกลยุทธ์นี้ เพื่อแข่งกับสภาพตลาดภายใต้ความพร้อมในการปรับตัวที่รวดเร็วตลอดเวลา อันจะส่งผลให้แสนสิริมี Cash flow ที่ดีต่อเนื่อง รวมถึงการวางแผนพัฒนาโครงการใหม่อย่างระมัดระวัง อาทิ วางแผนพัฒนาโครงการที่ไซส์ไม่ใหญ่ แต่กระจายในหลายทำเล เพื่อ Inventory ที่เหมาะสมและได้ cash กลับมาเร็ว การคำนึงถึงการมีสภาพคล่องที่ดี มี Gearing หนี้สินที่อยู่ในระดับ controllable รวมถึงการปรับโครงสร้างองค์กร ด้วยการวางแผนการทำงานของคนในองค์กรอย่างเต็มประสิทธิภาพและให้โอกาสเติบโตอย่างเท่าเทียม นอกจากนี้ความแข็งแกร่งของแสนสิริ ยังมาจากความเชื่อมั่นในกลุ่มลูกค้าต่างชาติ โดยสามารถสร้างยอดขายและยอดโอนที่ดีต่อเนื่อง เห็นได้จากยอดโอนต่างชาติในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาสร้างยอดโอนได้กว่า 15,000 ล้านบาท ขณะที่ปีนี้ บริษัทวางเป้ายอดโอนจากตลาดต่างชาติ ไว้ที่ 3,000 ล้านบาท จากการเริ่มโอนโครงการใหม่ ได้แก่ XT ห้วยขวาง และ เอดจ์ เซ็นทรัล พัทยา

“อย่างไรก็ดี ในภาวะนี้ อาจมีผู้ประกอบการรายกลาง-เล็ก นำโครงการหรือที่ดินออกขาย เมื่อเรามีความแข็งแกร่งด้านการเงิน ก็เป็นโอกาสในการเลือกซื้อสินทรัพย์เหล่านี้ได้ ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่แค่เป็นผลดีต่อแสนสิริ แต่เป็นผลดีต่อสังคมและเศรษฐกิจในภาพใหญ่ด้วย เพราะช่วยไม่ให้เกิดหนี้เสียเข้าสู่ระบบและช่วยพยุงเพื่อนร่วมธุรกิจที่เป็นบริษัทขนาดเล็ก-ขนาดกลางให้ยังอยู่รอดได้ ไม่ต้องปิดตัว ก้าวต่อไปด้วยกันได้” นายเศรษฐา กล่าว

 

ความหวังในการคืนรอยยิ้มสู่ครอบครัวแสนสิริและสังคม

จากการดำเนินธุรกิจด้วยความเข้าใจ Customer Insights และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาตลอด ระยะเวลากว่า 36 ปี ในปีนี้ แสนสิริยังเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งด้วยกลยุทธ์ “Made for Life…Made for Everyone” เพื่อสร้างภาพแบรนด์ที่จับต้องง่ายขึ้น และเป็น “แบรนด์ที่ทุกคนเข้าถึงได้” รวมทั้งมุ่งมั่นมอบไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยที่มากกว่า ภายใต้แนวคิด “บ้านที่ได้มากกว่าบ้าน” โดยในปีนี้แสนสิริมุ่งมั่นในการเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงได้มากขึ้นในตลาดกลุ่มใหญ่ (Mass Market) ด้วยการจับมือพาร์ทเนอร์รายใหญ่ในกลุ่มธุรกิจอาหาร สร้างปรากฎการณ์เปิดตัวแคมเปญที่สนุก มีสีสัน และเข้าถึงง่ายให้กับลูกค้า โดยจะเปิดตัวในไตรมาสแรกของปีนี้ เพื่อคืนรอยยิ้มให้กับครอบครัวแสนสิริ ขณะที่การเลือกซื้อที่อยู่อาศัยของแสนสิริ เรายังเพิ่มรอยยิ้มในความอุ่นใจและมั่นใจในการเลือกซื้อโครงการ ภายใต้มาตรการป้องกันและดูแลสูงสุด “Sansiri Care” เพราะความปลอดภัยของลูกค้าเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญสุงสุด รวมถึงการบริการหลังการขายที่ดี Sansiri Living Solution เพราะบ้านต้องให้มากกว่าบ้าน

แสนสิริยังได้วางแนวทางในการช่วยสร้างรอยยิ้มแก่ SME ด้วยการซื้อสินค้าและบริการจาก SME และช่วยดัน SME สู่ platform ต่างๆ เพื่อเพิ่มช่องทางในการขายมากขึ้น เพราะ SME คือ ฐานลูกค้าแสนสิริ หาก SME ขายของได้ บ้านเราก็ขายได้ ยังรวมถึงการช่วยสร้างรอยยิ้มแก่ชุมชนรอบข้างแสนสิริ ผ่านการบริจาคและกิจกรรมเพื่อสังคม การสร้างรอยยิ้มสู่เด็ก ผ่านความร่วมมือกับยูนิเซฟตลอดระยะเวลา 10 ปีในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพัฒนาสังคมและคุณภาพความเป็นอยู่ของเด็กและเยาวชนทั้งในประเทศและระดับสากล ภายใต้ 17 โครงการความร่วมมือสู่นโยบายระดับประเทศ ทั้งการลงนามระหว่างแสนสิริและบริษัทคู่ค้า ในสัญญาไม่ใช้แรงงานเด็ก การผลักดันกฎหมายไอโอดีนสู่นโยบายระดับประเทศ รวมถึงการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือเด็กที่อยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินกว่า 18 ล้านชีวิตได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัดและได้รับน้ำสะอาดเพื่อการดำรงชีวิต เรายังคงเดินหน้าต่อในปี 2564 ในการมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สู่องค์กรแห่งความยั่งยืน Sansiri Sustainability Mission เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนสู่สังคมและประเทศไทยในด้าน Waste Management และ Green Space อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

 

ทั้งนี้ปี 2564 แสนสิริได้วางเป้าหมายพัฒนาโครงการใหม่ไว้ 24 โครงการ รวมมูลค่า 26,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาซึ่งเปิดตัวโครงการใหม่ไปทั้งสิ้น 12 โครงการ มูลค่ารวม 15,000 ล้านบาท ในแผนปีนี้แบ่งเป็นการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยว 7 โครงการ มูลค่ารวม 12,300 ล้านบาท และทาวน์โฮมและมิกซ์ โปรเจกต์ 12 โครงการ มูลค่ารวม 9,600 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 5 โครงการ มูลค่ารวม 4,100 ล้านบาท อยู่ในเซกเมนต์ Affordable และ Medium เป็นหลัก เพื่อให้แสนสิริเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงง่าย ขณะเดียวกันเราจะขยายฐานลูกค้าในเซกเมนต์ Luxury ด้วยสินค้าใหม่ ทั้งทาวน์โฮมและบ้านเดี่ยว 3 ชั้นภายใต้แบรนด์ใหม่ โดยคาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายในปี 2564 นี้ได้ 26,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเป้ายอดขายแนวราบ 16,000 ล้านบาท และเป้ายอดขายคอนโดมิเนียม 10,000 ล้านบาท รวมทั้งวางเป้าหมายการโอนไว้ 27,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเป้าโอนโครงการแนวราบ 16,000 ล้านบาท และเป้าโอนคอนโดมิเนียม 11,000 ล้านบาท ขณะที่แสนสิริยังมียอดขายรอโอนรองรับการเติบโตระยะยาวในอีก 3 ปี อีกถึง 27,700 ล้านบาท ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจได้เป็นอย่างดี และเสริมความแข็งแกร่งในทุกสภาวะเศรษฐกิจ

เกริก บุณยโยธิน

ผู้ก่อตั้งเวปไซต์แบ่งปันความรู้ด้านการตลาด และการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาฯ พร็อพฮอลิค ดอทคอม..หลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการวนเวียน เข้าๆออกๆ ในสายงานด้านการตลาด และวางแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ของบริษัทอสังหาฯ และเอเยนซีโฆษณาชั้นนำหลายแห่ง (โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องจับสลากเจอลูกค้าสายอสังหาฯทุกที)...จนถูกครอบงำโดยจิตใต้สำนึก ให้ถีบตัวเองออกจากกรอบการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อออกมาจุดประกายความคิดที่ถูกต้อง และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจในธุรกิจอสังหาฯ

เว็บไซต์

แลนด์มาร์ค แอท แกรนด์สเตชั่น บาย...

เมติเย่ร์ พระราม 9

ดอะ โพลิแทน อควา

นานแค่ไหนแล้ว ที่คุณไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายอย่างเต็มที่...

7 April, 2021

นิว โนเบิล เซ็นเตอร์ บางนา

Nue Noble Centre Bangna (นิว โนเบิล เซ็นเตอร์ บางนา)...

21 March, 2021

โนเบิล ฟอร์ม ทองหล่อ

โดดเด่นด้วยการเป็นคอนโดมิเนียมที่มีสูงที่สุดของถนนทอ...

1 March, 2021

เดอะ รีเซิร์ฟ สุขุมวิท 61

สำหรับโครงการ The Reserve Sukhumvit 61 นั้น นิยามของ...

5 February, 2021