เฮดควอเทอร์ส เอกมัย-ลาดพร้าว Luxury Home Office ทำเลธุรกิจ เป็นทุกอย่างทั้งที่ทำงานและที่พักอาศัย ตอบนักธุรกิจรุ่นใหม่

wipawan khampuwiang 04 May, 2018 at 00.00 am

[Advertorial] สำหรับคนที่มองหาพื้นที่ในการขยายธุรกิจของตัวเอง หรือต้องการหาทำเลทำออฟฟิศใหม่ หากเป็นทำเลใจกลางเมืองอย่างย่านสุขุมวิทก็จะมีค่าเเช่าตึกสำนักงานราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 800-1,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งหากใครที่ต้องการพื้นที่ขนาดกว้างมากราคาก็อาจเพิ่มขึ้นตามตารางเมตรที่เราต้องการใช้สอย จนราคาค่าเช่าอาจสูงถึง 1 – 3 แสนบาทต่อเดือนทีเดียว

 

หรือใครที่ต้องการเช่าที่ดินของคนอื่นเพื่อสร้างตึกหรือสำนักงานเป็นของตัวเอง ก็เป็นรูปแบบเช่า ที่ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้ในเชิง Capital Gain เมื่อขายต่อให้แก่เจ้าของธุรกิจ สำหรับคนทำธุรกิจขนาดกลาง Home Office อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะสามารถกู้ซื้อในรูปแบบสินเชื่อบ้านที่ได้อัตราดอกเบี้ยแบบเดียวกับที่อยู่อาศัยหรือสามารถซื้อแล้วเก็บเป็นทรัพย์สินของบริษัทที่มีมูลค่าสูงขึ้นตามกาลเวลา หรือถ้าหากทำการเช่าอาคารสำนักงานนั้นก็กู้ไม่ได้ ต้องควักเงินจ่ายค่าเช่าออกไปอย่างเดียว แถมเป็นเจ้าของไม่ได้ด้วย และอัตราค่าเช่าสำนักงานมีแนวโน้มขึ้นทุกครั้งที่ต่อสัญญาใหม่อีกด้วย

 

โฮมออฟฟิศไม่เพียงแต่ใช้เป็นสถานที่ทำงานเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นบ้านพักอาศัยได้อีกด้วย หากทำการจัดสรรปันส่วนดีๆ ก็จะมีพื้นที่ให้ได้ใช้สอยอย่างมากมาย และผู้อาศัยสามารถตกแต่งไปตามสไตล์ที่ตัวเองชอบได้อีกด้วย

 

ตัวอย่างการตกแต่งโฮมออฟฟิศในแต่ละชั้นให้มีความน่าอยู่ และสามารถใช้งานได้จริง

ภาพจาก : https://www.pinterest.com/pin/459930180687615178/

ในส่วนของห้องทำงาน สามารถตกแต่งได้หลากหลายแบบ โทนสีของห้องอาจปรับไปในแนววินเทจเพื่อความไม่ซ้ำซากจำเจหรือโทนสีขาวเพื่อความสบายตาในการทำงาน

ภาพจาก : https://www.pinterest.com/pin/AS4VGjqw46YR7M9u2BVjvasJSSIbpjVvc1M4D1RYxQt7SvBPXTr_Ra8/

ภาพจาก : https://www.pinterest.com/pin/809099889274624978/

ชั้นที่เป็นที่พักอาศัยก็ตกแต่งให้เป็นห้องที่สามารถพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ ทำบรรยากาศให้เหมือนกับอยู่ที่บ้านจริงๆ นั่นเอง

ภาพจาก : https://www.pinterest.com/pin/103160647698318060/

ซึ่งอีกหนึ่งย่านที่มีความน่าสนใจและมีสำนักงาน ออฟฟิศต่างๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่แพ้กับย่านใจกลางเมืองเลยก็คือ “ทาวน์ อิน ทาวน์ (Town in Town)” ซึ่งใกล้กับจุดขึ้น – ลงทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา (บริเวณริมสองข้างทางถนนประดิษฐมนูธรรม) เป็นทำเลที่มีศักยภาพยอดนิยมของธุรกิจ เช่นเดียวกันกับย่าน ทาวน์ อิน ทาวน์ ที่ได้รับอานิสงส์ในเรื่องของทำเลศักยภาพที่มีความสนใจไปด้วย เนื่องจากเป็นย่านที่สามารถเชื่อมเข้าเมืองได้อย่างสะดวก ทั้งยังอยู่ใกล้กับย่านรัชดาและพระราม 9 ที่ถือได้ว่าเป็นย่านของ New CBD และความสำคัญของทำเล ทาวน์ อิน ทาวน์ ที่นอกจากจะมีความสำคัญในการทำธุรกิจ ที่อยู่ในย่านที่เป็นศูนย์รวมของสำนักงานธุรกิจชั้นนำเกี่ยวกับธุรกิจสร้างสรรค์ บันเทิงและการออกแบบ รวมถึง SME ต่างๆ ทำให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายและเชื่อมต่อธุรกิจกับ Suppliers ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

 

ภาพจาก  : http://communitymall.blogspot.sg/2013/01/the-scene-town-in-town.html

 

อีกทั้งยังเชื่อมต่อการเดินทางได้หลายเส้นทาง ไม่ว่าจะใกล้กับย่านทองหล่อ เอกมัย ที่เป็นย่านยอดฮิตของชาวญี่ปุ่นที่ได้แวะเวียนเข้ามาอยู่เสมอ และยังใกล้ทางด่วนเอกมัย รามอินทรา ที่สามารถเชื่อมจากถนนรามอินทราเข้ามาสู่ย่านสุขุมวิทอย่างเอกมัยได้อย่างง่ายดาย

ปัจจัยสำคัญที่รองรับการเดินทางสาธารณะที่สะดวกสบาย ก็คือ แนวรถไฟฟ้าสายสีเหลือง (ช่วงลาดพร้าว – สำโรง) ซึ่งขณะนี้เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว มีกำหนดจะเปิดบริการประมาณปี 2563 เริ่มต้นที่จุดเชื่อมต่อกับระบบรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงินระยะแรก) ที่แยกรัชดา – ลาดพร้าว ไปตามแนวถนนลาดพร้าว ซึ่งสะดวกต่อผู้ที่ต้องการเดินทางโดยไม่ใช้รถยนต์และหลีกเลี่ยงปัญหาของรถติดนั่นเอง

ไม่เพียงเท่านั้นในย่าน ทาวน์ อิน ทาวน์ ยังแวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า มี Community Mall และร้านอาหารกลางวัน-กลางคืน มีความอุดมสมบูรณ์ด้านไลฟ์สไตล์ และนี่เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ย่านนี้นักลงทุนนิยมซื้อตึกสำนักงานไว้ปล่อยเช่าและเพื่อที่จะสามารถขายต่อทำกำไรได้ในอนาคต ยิ่งในช่วงนี้ที่โครงการรถไฟฟ้าเริ่มทำการก่อสร้างแล้วราคาก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นไปตามโครงการรถไฟฟ้า

 

โดยปัจจุบันได้มีโฮมออฟฟิศเกิดขึ้นอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นย่านในเมืองหรือรอบๆ กรุงเทพฯ ก็มีตึกประเภทนี้ให้เช่าหรือขาย ถึงตึกดังกล่าวจะถูกใช้งานได้เหมือนกัน แต่ก็ยังขาดสิ่งอำนวนความสะดวกอีกมากเนื่องจากโฮมออฟฟิศส่วนใหญ่มีจำนวนชั้นเพียง 3 – 4 ชั้นเท่านั้น แถมมีจำนวนยูนิตน้อยและไม่มีพื้นที่จอดรถเพียงพอสำหรับแขกหรือพนักงานของบริษัทอีกด้วย ย่านทาวน์อินทาวน์ ในตอนนี้ก็ยังขาด Home Office สมัยใหม่ในแบบไฮเอนด์ หรูหราตามสไตล์ Modern Classic พื้นที่ใช้สอยถึง 5 ชั้น สามารถดัดแปลงชั้นล่างให้เป็น Shop houseได้ พร้อมลิฟท์ส่วนตัว ที่สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตในการทำงานและเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับพนักงานในออฟฟิศหรือผู้ที่ต้องการมาเจรจาธุรกิจที่แวะเวียนเข้ามานั่นเอง

 

ซึ่งในปัจจุบันการออกแบบบ้านที่สามารถเป็นได้ทั้งออฟฟิศ และพักอาศัยอยู่ได้พร้อมๆ กัน ในรูปแบบ 2 in 1 กำลังเป็นที่นิยมมากในขณะนี้ เพราะการใช้ชีวิตของคนสมัยใหม่ไม่ได้จำกัดกรอบการทำงานที่อยู่ภายในตึกทำงานเท่านั้น และไม่ยึดติดกับระบบบริษัทที่เคร่งครัดที่ต้องอยู่รวมกันในห้องๆ หนึ่งหลายๆ คน ฉะนั้นจึงมีการออกแบบตึกที่คนส่วนใหญ่เรียกว่าโฮมออฟฟิศเพิ่มขึ้น และการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้นิยมกันแค่ลงทุนในโครงการที่อยู่อาศัยอย่างบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม หรือทาวน์โฮมอีกแล้ว และด้วยความยืดหยุ่นในการใช้งานของบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ที่ตั้งใจออกแบบมาเพื่ออยู่อาศัย ก็มีประโยชน์ใช้สอยด้านเดียวคือสร้างไว้เพื่อพักอาศัยเท่านั้น และ Home Office ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ มากขึ้น เพราะว่าแท้จริงแล้วความต้องการอสังหาฯ เพื่อทำธุรกิจนั้นยังมีอยู่อีกมาก

 

ตอนนี้ราคาที่ดินในย่านทาวน์อินทาวน์ บางแปลงมีราคาสูงถึงตารางวาละ 326,000 บาท ทำให้หากจะมีการพัฒนาโครงการอสังหาฯ ใดๆ ก็ต้องเป็นคอนโดที่มีจำนวนยูนิตเยอะๆ ขายในราคาตารางเมตรละเกินแสนบาท ถึงจะคุ้มค่าในการพัฒนา ดังนั้นโครงการใดก็ตามที่มีจุดเด่นในด้านการใช้งาน เคียงคู่กับดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ เน้นพื้นที่ใช้สอยเยอะๆจึงมีมูลค่าที่สูงขึ้นตามกาลเวลาอย่างรวดเร็ว และอาจจะหาราคานี้อีกไม่ได้ในอนาคต


โครงการ Headquarters เอกมัย – ลาดพร้าว ที่อยู่ย่านทาวน์ อินทาวน์ ที่มาในรูปแบบ Home Office ระดับไฮเอนด์ แบรนด์ใหม่ล่าสุดจาก SC ASSET นี้ มีการออกแบบที่ให้ความรู้สึกเป็น Luxury Home Office และมีพื้นที่ใช้สอยถึง 5 ชั้น พร้อมลิฟท์ส่วนตัว

Headquarters เอกมัย – ลาดพร้าว สามารถตอบโจทย์ทั้งทำงานและการพักผ่อน มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้นและผู้อาศัยสามารถปรับแต่งได้ดั่งใจต้องการ มีพื้นที่พักอาศัยให้ชีวิตทั้งทำงานและอยู่อาศัยสมดุลกันอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งตั้งอยู่บนทำเลธุรกิจใจกลางเมืองทาวน์อินทาวน์ เดินทางสะดวกเชื่อมสู่ถนนเลียบทางด่วนเอกมัยรามอินทรา สามารถขับรถเข้าไปทองหล่อได้ง่าย หรือจะวิ่งไปถนนลาดพร้าว ถนนรามคำแหง ถนนรัชดาภิเษก และถนนพระราม 9 ได้เช่นกัน เนื่องจากมีเส้นทางเชื่อมต่อกันได้หลายทาง และจะใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และสายสีเทา (สถานีศรีวรา) ประมาณ 1.3 กม. ที่สะดวกต่อการเดินทางของผู้อยู่อาศัยทั้งภายในโครงการฯ และผู้ที่อยู่อาศัยบริเวณโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางเข้าในเมืองหรือออกไปบริเวณโดยรอบของกรุงเทพฯ

 

 

ซึ่งมีมาตรฐานการก่อสร้างความปลอดภัยจาก SC ASSET ระบบเดียวกับอาคารสูง อย่าง Smoke Detector ประตูฉนวนทนไฟ ทำให้ผู้อยู่อาศัยมั่นใจในความปลอดภัยและความมั่นคงของรูปแบบอาคารได้ เพราะมีการออกแบบที่ดีและใช้วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างที่ดีเช่นกัน

Headquarters เอกมัย – ลาดพร้าว มีพื้นที่โครงการ 6 – 2 – 38.6 ไร่ ยูนิตที่ขายมีทั้งหมด 29 ยูนิต ขนาดที่ดินแต่ละแปลงเริ่มตั้ง 44.4 ตร.วา ไปจนถึง 107 ตร.วา แต่ละยูนิตมีพื้นที่ใช้สอย เริ่มที่ 479 ตร.ม. ราคาขายเริ่มต้นที่ 29 ล้านบาท ไปจนถึง 35 ล้านบาท

 

โดยมีฟังก์ชั่นเป็นแบบ 5 ชั้น เป็น Tower คู่ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 479 ตรม. ที่จอดรถ 6-8 คัน ห้องน้ำ 4 ห้อง และลิฟท์ภายในส่วนตัว ชั้น 5 สามารถรองรับเป็นที่อยู่อาศัย Penthouse หรู คุณภาพเทียบเท่าคอนโดหรูใจกลางเมือง

 

มาดูแปลนบ้านว่าแต่ละชั้นมีลักษณะอย่างไร พื้นที่ใช้สอยกว้างขวางขนาดไหน เพื่อช่วยในการตัดสินใจของผู้ที่กำลังมองหาตึกเพื่อใช้ทำธุรกิจของตนเองอยู่ในขณะนี้ และบอกได้ว่าในแต่ละชั้นนั้นไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

 

ชั้นที่ 1 เป็นลานจอดรถสามารถจอดได้มากสุดถึง 8 คัน ส่วนด้านในเป็นห้องแบบ Open Plan สามารถต่อเติมเพิ่มเป็นห้อง Reception สำหรับรับแขกตามแบบบ้านตัวอย่าง มีลิฟท์อยู่ข้างๆ ห้องเก็บของ ส่วนด้านหลังมีลานซักล้างให้

ชั้นที่ 2-4 มีพื้นที่แบบ Open Plan พื้นที่มีขนาดกว้างขวาง สามารถอยู่ร่วมกันได้หลายคน และตกแต่งออกแบบเป็นออฟฟิศได้ตามต้องการ มีห้องน้ำและมีบันไดติดกับลิฟท์ นอกจากนี้ยังมีทางออกบันไดหนีไฟอีกด้วย

รูปภาพตัวอย่างการตกแต่งชั้น 2 – 4

 

ชั้นที่ 5 เป็นชั้นที่ถูกออกแบบให้เป็นที่พักอาศัยในลักษณะ Penthouse ขนาด 91 ตร.ม. แบบ 1 ห้องนอน จากพื้นที่ Pantry และห้องน้ำจะเปลี่ยนมาเป็นห้องซักรีดและระเบียงใช้สำหรับซักล้างและตากผ้าแทน มีห้องน้ำอยู่ในส่วนของห้องนอน แตกต่างจากชั้น 2 – 4 ที่ห้องน้ำอยู่ใกล้กับลิฟท์

รูปภาพตัวอย่างการตกแต่งชั้น 5 (Penthouse)

Headquarters เอกมัย – ลาดพร้าว แห่งเดียวในย่านทาวน์อินทาวน์ที่มาพร้อมกับความสะดวกสบายอย่างครบครัน มีลิฟต์ส่วนตัวและที่จอดรถ 6-8 คัน ตอบโจทย์แก่เจ้าของธุรกิจที่ต้องการหาตึกเพื่อทำโฮมออฟฟิศและยังสามารถพักอาศัยได้ในที่เดียวกัน และอยู่ในทำเลศักยภาพที่มีทางเข้า – ออกได้หลายทาง สามารถเชื่อมต่อไปยังย่านต่างๆ ได้ง่าย และยังเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกไม่ว่าจะเป็นที่จอดรถ ระบบความปลอดภัย รวมถึงสาธารณูปโภคพวกอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ ไม่แพ้อาคารสำนักงานที่อยู่ในตึกใหญ่ๆ เช่นกัน

 

ให้ทุกความสำเร็จเป็นไปได้ดั่งใจปรารถนา บนทำเลทาวน์อินทาวน์ย่านธุรกิจที่ทุกคนคุ้นเคย เอกสิทธิ์เพียง 29 ยูนิต ที่ Headquarters เอกมัย – ลาดพร้าว

ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษและขอรับข้อมูลโครงการ Headquarters เอกมัย – ลาดพร้าว Headquarters หรือโทร. 089 203 2233  Line@HQEL  Call Center SC Asset 1749



wipawan khampuwiang

wipawan khampuwiang

จบทางด้านภาษาไทยและชอบงานเขียน ชอบอ่านและดูรูปภาพรีวิวบ้าน คอนโดต่างๆ เบื่อกับการอยู่ห้องทั้งวันแบบไม่มีอะไรทำ ฉะนั้นงานอดิเรกก็เลยชอบหาที่เที่ยวและถ่ายภาพ

เว็บไซต์

จิบชา ละเมียดมองแปลนพร้อมแนะนำยูนิตน่าสนใจ ของ Noble STATE 39

ที่ผมรู้สึกได้ถึงความเป็นระดับโลก ก็เพราะล่าสุด The Mall Group เพิ่งประกาศดึง AEG บริษัทยักษ์ใหญ่ด้าน Entertainment Complex มาลงทุนเป็นหมื่นล้านทำ 2 โครงการใหญ่ ซึ่ง 1 ในนั้นก็คือ EMLIVE state-of-t... อ่านต่อ




เปิดตัวสุดยิ่งใหญ่กับโครงการ Mixed Use พร้อมศูนย์การค้าที่ล้ำเลิศที่สุดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่จะถูกกล่าวขวัญไปทั่วโลกกับ ICONSIAM

เปิดตัวอย่างเฟอร์เฟค! สำหรับอภิมหาโปรเจกต์ที่เป็นที่จับตามองของทั้งชาวไทยและทั่วโลกอย่า... อ่านต่อ

พบกับคอนโดใหม่ขวัญใจคนรามคำแหง ติดรถไฟฟ้า เข้าออกถนนใหญ่ได้ 2 ทางที่ ศุภาลัย เวอเรนด้า รามคำแหง

รามคำแหง เป็นเสมือนย่านที่รวมเอาไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายมารวมไว้ในที่เดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นไ... อ่านต่อ

รออะไร รอทำไม ถึงเวลาแล้ว! ที่จะซื้อบ้านดีๆ เป็นของตัวเอง

จังหวะของชีวิตกับการซื้อบ้าน ปัจจุบันนี้คนรุ่นใหม่วัยทำงานบางคนมักจะลังเลที่จะซื้อบ้านส... อ่านต่อ

อสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายการลงทุนของนักลงทุนชาวจีน โดยข้อมูลปัจจุบันพบว่าประเทศไทยอยู่อันดับ 6 ของประเทศที่มีนักลงทุนชาวจีนเข้าไปลงทุนมากที่สุด รองจาก สหรัฐ ออสเตรเลีย แคนาดา สหราชอาณาจักร และนิวซีแลนด์ ประเทศไทยจึงถือเป็นประเทศอันดับหนึ่งในอาเซียนที่นักลงทุนชาวจีนเข้ามาลงทุนสูงสุด อย่างไรก็ตามนับจากครึ่งหลังปี 2561 การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ไทยให้แก่ลูกค้าชาวจีนในมีแนวโน้มลดลง ซึ่งส่วนหนึ่งมีความเกี่ยวเนื่องจากเหตุการณ์การท่องเที่ยวที่กระทบกับนักท่องเที่ยวจีน รวมถึงสภาพทางด้านเศรษฐกิจที่ทำให้ยอดการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์จากลูกค้าจีนชะลอตัวลง ไม่ว่าจะเป็น