เศรษฐกิจไทยยังไงต่อดี? AI จะช่วยให้ GDP ไทยโต 8% ได้จริงไหม?

ต่อทอง ทองหล่อ 03 March, 2026 at 14.14 pm

ประกาศที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา


ไทย อาจจะเปลี่ยนจาก Safe Zone สู่ Solution Provider หรือนี่คือโอกาสครั้งใหญ่ของไทยในโลกที่กำลังเปลี่ยน?

 

โลกกำลังเปลี่ยนเร็วแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ทำให้หลายประเทศต้องเลือกข้าง เทคโนโลยี AI กำลังไต่ระดับจาก “ของเล่นอัจฉริยะ” ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานของโลกเศรษฐกิจ และระบบสุขภาพทั่วโลกกำลังถูกตั้งคำถามใหม่หมดว่าอะไรคือความยั่งยืนที่แท้จริง

 

ท่ามกลางความปั่นป่วนนี้ คำถามสำคัญไม่ใช่ “ไทยจะรอดไหม” แต่คือ “ไทยจะพลิกเกมได้ไหม” จากประเทศที่เป็นเพียง Safe Zone ให้กลายเป็น Solution Provider ของโลก

 

บทความนี้คือการถอดแนวคิดสำคัญจากบทสนทนาในรายการของ Money Chat Thailand กับ ศุภชัย ปาจริยานนท์ หรือ “หมอคิด” ผู้ก่อตั้ง RISE และผู้จัดการกองทุน SeaX Ventures ซึ่งเพิ่งกลับมาจากเวที World Economic Forum ปี 2026 ที่เมือง Davos

ภาพจาก https://youtu.be/lZDWnpGmSMU?si=dGrxhyxGITWR28e6

 

นี่ไม่ใช่บทความแห่งความกลัว แต่คือบทความแห่งความหวัง

 

1. โลกแตกขั้ว และ “Trust” คือสกุลเงินใหม่

เวที World Economic Forum ปีล่าสุดสะท้อนภาพชัดเจนว่า โลกกำลังเคลื่อนจากระบบ Rule-based Order ไปสู่โลกที่อำนาจและพันธมิตรสำคัญกว่ากติกา ประเทศมหาอำนาจต่างเร่งจัดกลุ่ม ประเทศขนาดกลาง (Middle Power) พยายามจับมือกันเพื่อไม่ให้ถูกกลืน

 

ในโลกแบบนี้ “เงิน” อาจไม่ใช่สกุลเงินที่ทรงพลังที่สุดอีกต่อไป แต่ “Trust” หรือความไว้วางใจ กลายเป็นทุนใหม่ของประเทศ

 

สำหรับไทย นี่คือจุดตั้งต้นที่สำคัญ เราอาจไม่ใช่มหาอำนาจ แต่เรามีภาพลักษณ์ของประเทศที่เป็นมิตร เปิดกว้าง และมีเสถียรภาพในระดับหนึ่ง คำถามคือ เราจะหยุดอยู่แค่ Safe Haven หรือจะพัฒนาไปสู่ประเทศที่ “แก้ปัญหาให้โลก” ได้จริง

 

2. AI จาก Wow สู่ ROI และต่อไปสู่ AI Sovereignty

สามปีที่แล้ว AI คือคำว่า “ว้าว”

ปีที่แล้วคำถามคือ ROI (Return on Investment)

ปีนี้คำถามคือ AGI และ AI Sovereignty

 

บนเวทีเดียวกัน Jensen Huang CEO ของ Nvidia อธิบาย “AI Pyramid” 5 ชั้น ได้แก่ พลังงาน (Energy), ชิป (Chip), คลาวด์ (Cloud), โมเดล (Model), และแอปพลิเคชัน (Application)

 

ความจริงที่ไทยต้องยอมรับคือ 4 ชั้นบนถูกมหาอำนาจจับจองไปเกือบหมดแล้ว แต่ “ชั้น Application” ยังเปิดกว้างสำหรับประเทศที่เข้าใจบริบทของตนเอง

 

ขณะเดียวกัน Satya Nadella CEO ของ Microsoft พูดชัดเรื่อง AI Sovereignty หรืออธิปไตยทางข้อมูล

 

AI จะฉลาดได้ต้องมี Data

และ Data ที่ทรงพลังที่สุดคือ Data เฉพาะบริบทของประเทศนั้น

 

หากไทยไม่มีระบบจัดการข้อมูลสุขภาพ เกษตร การเงิน และอุตสาหกรรมของตัวเองอย่างเป็นระบบ เราจะกลายเป็นเพียงผู้ใช้ AI ไม่ใช่ผู้สร้างมูลค่า

 

นี่คือโจทย์เชิงโครงสร้างที่ลึกกว่าการ “ใช้ ChatGPT, Gemini เป็นหรือยัง”

 

3. ท่องเที่ยว ยานยนต์ เกษตร กลายเป็นจุดแข็งเดิมที่ใกล้จะถึงทางตัน

เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวประมาณ 15–18% ของ GDP เป้าหมาย 30 ล้านนักท่องเที่ยวอาจฟังดูดี แต่คำถามคือ เราจะเพิ่ม “Value per Head” ได้อย่างไร มากกว่าการเพิ่มจำนวนหัว

อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เคยเป็น Detroit of Asia กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านจาก Internal Combustion Engine สู่ EV ซึ่ง Supply Chain จำนวนมากโยกไปจีน

เกษตรกรรมแม้มีเทคโนโลยี เช่น Drone และ AI Monitoring แต่ Adoption Rate ยังต่ำเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านบางประเทศ

 

จุดแข็งเดิมไม่พออีกต่อไป

 

4. ปิรามิด 5 ชั้นของ “สุขภาพไทย” โอกาสที่ถูกมองข้าม

หมอคิดเสนอภาพใหม่ว่า หาก AI มี 5 ชั้น สุขภาพไทยก็มี “Health Pyramid” ของตัวเอง

 

ชั้นที่ 1: Universal Health Coverage

 

ไทยมีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศยังทำไม่ได้อย่างทั่วถึง

 

ชั้นที่ 2: คุณภาพแพทย์

 

ไทยมีแพทย์และ Specialist ที่ได้รับการยอมรับระดับสากล การเข้าถึงแพทย์เฉพาะทางในไทยรวดเร็วกว่าหลายประเทศตะวันตก

 

ชั้นที่ 3: มาตรฐานโรงพยาบาล

 

โรงพยาบาลไทยจำนวนมากได้รับการรับรองจาก Joint Commission International (JCI) ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง Medical Tourism ที่สำคัญของเอเชีย

 

ชั้นที่ 4: บุคลากรและ Service Mind

 

พยาบาล เทคนิคการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ที่สื่อสารได้หลายภาษา คือทุนที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ง่าย ๆ

 

ชั้นที่ 5: Innovation นี่คือจุดที่ยังขาด

 

นี่คือ Missing Piece

 

หากไทยสามารถดึง HealthTech, MedTech, BioTech เข้ามา ทำ Clinical Trial ที่ต้นทุนต่ำกว่าสหรัฐฯ หลายเท่า และใช้ AI ในการวินิจฉัยหรือ Monitoring ผู้ป่วยที่บ้าน เราอาจยกระดับจาก Wellness Destination ไปสู่ Global Healthcare Innovation Hub

 

นี่คือการเพิ่มมูลค่า ไม่ใช่แค่เพิ่มปริมาณ

5. จาก Family Business สู่ New S-Curve

ธุรกิจไทยส่วนใหญ่เป็น Family Business ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมหาศาลของ GDP การเปลี่ยนผ่านจึงไม่ใช่เรื่องของ Startup อย่างเดียว แต่คือการ “Unlearn” วิธีคิดเดิม

 

โมเดลที่หมอคิดเสนอเรียบง่ายแต่ทรงพลัง:

Build – Buy – Borrow

 

Build คือสร้าง Intrapreneur ภายในองค์กร

Buy คือไปลงทุนหรือซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ

Borrow คือทดลองเป็นพันธมิตร ก่อนลงทุนจริง

 

ประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างเกาหลีใต้ หรือจีน ไม่ได้สร้างทุกอย่างจากศูนย์ แต่เปิดประเทศเพื่อเรียนรู้ แล้วพัฒนาให้เหนือกว่า

 

6. สามกุญแจปลดล็อกการเติบโต GDP 8%

หากไทยจะโต 8% จริง ต้องมีการปลดล็อกเชิงโครงสร้าง

 

1. Ease of Doing Business

ลดกฎหมายล้าสมัย ทำ Regulatory Guillotine ให้ธุรกิจเคลื่อนตัวเร็ว

 

2. เปิดรับเทคโนโลยีอย่างมีกลยุทธ์

ไม่ใช่เปิดแบบไร้ทิศทาง แต่เปิดเพื่อ “เรียนลัด” (Learning Shortcut)

 

3. การศึกษาและนโยบายระยะยาว

การเปลี่ยนประเทศใช้เวลา 10–20 ปี นโยบายต้องต่อเนื่อง ไม่สวิงไปซ้ายทีขวาที

 

นี่คือเกมยาว ไม่ใช่เกมเลือกตั้งรอบเดียว

 

7. ตลาดทุนและสัญญาณแห่งความหวัง

แม้ปีที่ผ่านมา IPO ไทยจะน้อย แต่การเติบโตของบริษัทเทคโนโลยีไทย เช่น Finnomena, Line Man Wongnai, Bitkub และ Flash Express สะท้อนว่า Innovation Ecosystem กำลังก่อตัว

 

จุดต่ำสุดอาจเป็นจุดเริ่มต้นของรอบใหม่

 

สำหรับนักลงทุนแบบ Early Stage นี่คือช่วงที่ “ความหวัง” มีราคาถูกที่สุด

 

8. ชนะในเกมที่ทุกคนชนะ

บทสรุปที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่อง AI หรือ Healthcare แต่คือ Mindset

 

ถ้าประเทศยังแตกขั้วกันเอง เราจะไม่มีวันเป็น Solution Provider ของโลกได้ เพราะในเกมที่ประเทศแพ้ ไม่มีใครชนะจริง

 

การเติบโตของประเทศคือ Win-Win Game

ลูกหลานเราคือผู้ถือหุ้นระยะยาวของชาติ

 

วันนี้ไทยอาจอยู่ “ปากเหว” อย่างที่หมอคิดบอก

แต่นักลงทุนรู้ดีว่า จุดต่ำสุดคือจุดที่ Risk-Reward น่าสนใจที่สุด

 

คำถามจึงไม่ใช่ว่า “ไทยมีโอกาสไหม”

แต่คือ “เราจะลงมือทำหรือยัง”

 

และถ้าเราทำจริง

Safe Zone อาจกลายเป็น Launchpad ของอนาคตที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิดไว้ก็ได้

 

Source:

https://youtu.be/lZDWnpGmSMU?si=dGrxhyxGITWR28e6

ต่อทอง ทองหล่อ

ต่อทอง ทองหล่อ

บรรณาธิการสื่อเกี่ยวกับการศึกษา และ Blogger ผู้มีผลงานการวิเคราะห์ด้านอสังหาฯ มามากกว่าร้อยบทความ ยังเป็นผู้สนใจลงทุนคอนโดมิเนียม ชอบใช้ชีวิตแบบ Digital Nomad รักการเดินเท้าและเลือกใช้ขนส่งมวลชนสำรวจความเปลี่ยนแปลงของทำเลสถานที่ผ่านมุมมองการเข้าใจมนุษย์ นอกจากนี้ยังเป็น Active Citizen ช่วยขับเคลื่อนพัฒนาเมืองผ่านงานเขียนและเครื่องมือสื่อสารที่เชื่อมรัฐกับประชาชน เป้าหมายระยะยาวต้องการเห็นคุณภาพชีวิตการอยู่อาศัยที่ดีขึ้นของทุกคนในสังคม ติดตามผลงานได้ที่ https://matttortong.weebly.com

เว็บไซต์

โมดิซ อาวองการ์ด

เชปเตอร์วัน สปาร์ค จรัญ

นิว ริเวอร์เรสต์ ราษฎร์บูรณะ

ขึ้นชื่อว่าอยู่คอนโดมิเนียม แน่นอนว่าข้อได้เปรียบที่...

11 December, 2025

คัลเจอร์ จุฬา

“คัลเจอร์” (Culture) เป็นแบรนด์คอนโดมิเนียมใหม่จากบร...

4 December, 2025

เนอวานา แอทเวิร์ค กรุงเทพกรีฑา

โครงการ Nirvana@Work Krungthep-Kreetha มีหัวใจหลักขอ...

10 November, 2025

นิว เมกา พลัส บางนา

คอนโดภายใต้แบรนด์ Nue คือโครงการ Flagship ที่สำคัญจา...

3 November, 2025

สอบถามโครงการ

ได้รับข้อมูลเรียบร้อยแล้ว
ขอบคุณอย่างยิ่งที่สนใจครับ
จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไปนะครับ

ขออภัย
ไม่สามารถส่งข้อมูลได้
กรุณาลองใหม่อีกครั้ง