เศรษฐกิจไทยยังไงต่อดี? AI จะช่วยให้ GDP ไทยโต 8% ได้จริงไหม?
ไทย อาจจะเปลี่ยนจาก Safe Zone สู่ Solution Provider หรือนี่คือโอกาสครั้งใหญ่ของไทยในโลกที่กำลังเปลี่ยน?
โลกกำลังเปลี่ยนเร็วแบบที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ทำให้หลายประเทศต้องเลือกข้าง เทคโนโลยี AI กำลังไต่ระดับจาก “ของเล่นอัจฉริยะ” ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานของโลกเศรษฐกิจ และระบบสุขภาพทั่วโลกกำลังถูกตั้งคำถามใหม่หมดว่าอะไรคือความยั่งยืนที่แท้จริง
ท่ามกลางความปั่นป่วนนี้ คำถามสำคัญไม่ใช่ “ไทยจะรอดไหม” แต่คือ “ไทยจะพลิกเกมได้ไหม” จากประเทศที่เป็นเพียง Safe Zone ให้กลายเป็น Solution Provider ของโลก
บทความนี้คือการถอดแนวคิดสำคัญจากบทสนทนาในรายการของ Money Chat Thailand กับ ศุภชัย ปาจริยานนท์ หรือ “หมอคิด” ผู้ก่อตั้ง RISE และผู้จัดการกองทุน SeaX Ventures ซึ่งเพิ่งกลับมาจากเวที World Economic Forum ปี 2026 ที่เมือง Davos
ภาพจาก https://youtu.be/lZDWnpGmSMU?si=dGrxhyxGITWR28e6
นี่ไม่ใช่บทความแห่งความกลัว แต่คือบทความแห่งความหวัง
1. โลกแตกขั้ว และ “Trust” คือสกุลเงินใหม่
เวที World Economic Forum ปีล่าสุดสะท้อนภาพชัดเจนว่า โลกกำลังเคลื่อนจากระบบ Rule-based Order ไปสู่โลกที่อำนาจและพันธมิตรสำคัญกว่ากติกา ประเทศมหาอำนาจต่างเร่งจัดกลุ่ม ประเทศขนาดกลาง (Middle Power) พยายามจับมือกันเพื่อไม่ให้ถูกกลืน
ในโลกแบบนี้ “เงิน” อาจไม่ใช่สกุลเงินที่ทรงพลังที่สุดอีกต่อไป แต่ “Trust” หรือความไว้วางใจ กลายเป็นทุนใหม่ของประเทศ
สำหรับไทย นี่คือจุดตั้งต้นที่สำคัญ เราอาจไม่ใช่มหาอำนาจ แต่เรามีภาพลักษณ์ของประเทศที่เป็นมิตร เปิดกว้าง และมีเสถียรภาพในระดับหนึ่ง คำถามคือ เราจะหยุดอยู่แค่ Safe Haven หรือจะพัฒนาไปสู่ประเทศที่ “แก้ปัญหาให้โลก” ได้จริง
2. AI จาก Wow สู่ ROI และต่อไปสู่ AI Sovereignty
สามปีที่แล้ว AI คือคำว่า “ว้าว”
ปีที่แล้วคำถามคือ ROI (Return on Investment)
ปีนี้คำถามคือ AGI และ AI Sovereignty
บนเวทีเดียวกัน Jensen Huang CEO ของ Nvidia อธิบาย “AI Pyramid” 5 ชั้น ได้แก่ พลังงาน (Energy), ชิป (Chip), คลาวด์ (Cloud), โมเดล (Model), และแอปพลิเคชัน (Application)
ความจริงที่ไทยต้องยอมรับคือ 4 ชั้นบนถูกมหาอำนาจจับจองไปเกือบหมดแล้ว แต่ “ชั้น Application” ยังเปิดกว้างสำหรับประเทศที่เข้าใจบริบทของตนเอง
ขณะเดียวกัน Satya Nadella CEO ของ Microsoft พูดชัดเรื่อง AI Sovereignty หรืออธิปไตยทางข้อมูล
AI จะฉลาดได้ต้องมี Data
และ Data ที่ทรงพลังที่สุดคือ Data เฉพาะบริบทของประเทศนั้น
หากไทยไม่มีระบบจัดการข้อมูลสุขภาพ เกษตร การเงิน และอุตสาหกรรมของตัวเองอย่างเป็นระบบ เราจะกลายเป็นเพียงผู้ใช้ AI ไม่ใช่ผู้สร้างมูลค่า
นี่คือโจทย์เชิงโครงสร้างที่ลึกกว่าการ “ใช้ ChatGPT, Gemini เป็นหรือยัง”
3. ท่องเที่ยว ยานยนต์ เกษตร กลายเป็นจุดแข็งเดิมที่ใกล้จะถึงทางตัน
เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวประมาณ 15–18% ของ GDP เป้าหมาย 30 ล้านนักท่องเที่ยวอาจฟังดูดี แต่คำถามคือ เราจะเพิ่ม “Value per Head” ได้อย่างไร มากกว่าการเพิ่มจำนวนหัว
อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เคยเป็น Detroit of Asia กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านจาก Internal Combustion Engine สู่ EV ซึ่ง Supply Chain จำนวนมากโยกไปจีน
เกษตรกรรมแม้มีเทคโนโลยี เช่น Drone และ AI Monitoring แต่ Adoption Rate ยังต่ำเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านบางประเทศ
จุดแข็งเดิมไม่พออีกต่อไป
4. ปิรามิด 5 ชั้นของ “สุขภาพไทย” โอกาสที่ถูกมองข้าม
หมอคิดเสนอภาพใหม่ว่า หาก AI มี 5 ชั้น สุขภาพไทยก็มี “Health Pyramid” ของตัวเอง
ชั้นที่ 1: Universal Health Coverage
ไทยมีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศยังทำไม่ได้อย่างทั่วถึง
ชั้นที่ 2: คุณภาพแพทย์
ไทยมีแพทย์และ Specialist ที่ได้รับการยอมรับระดับสากล การเข้าถึงแพทย์เฉพาะทางในไทยรวดเร็วกว่าหลายประเทศตะวันตก
ชั้นที่ 3: มาตรฐานโรงพยาบาล
โรงพยาบาลไทยจำนวนมากได้รับการรับรองจาก Joint Commission International (JCI) ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง Medical Tourism ที่สำคัญของเอเชีย
ชั้นที่ 4: บุคลากรและ Service Mind
พยาบาล เทคนิคการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ที่สื่อสารได้หลายภาษา คือทุนที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ง่าย ๆ
ชั้นที่ 5: Innovation นี่คือจุดที่ยังขาด
นี่คือ Missing Piece
หากไทยสามารถดึง HealthTech, MedTech, BioTech เข้ามา ทำ Clinical Trial ที่ต้นทุนต่ำกว่าสหรัฐฯ หลายเท่า และใช้ AI ในการวินิจฉัยหรือ Monitoring ผู้ป่วยที่บ้าน เราอาจยกระดับจาก Wellness Destination ไปสู่ Global Healthcare Innovation Hub
นี่คือการเพิ่มมูลค่า ไม่ใช่แค่เพิ่มปริมาณ



