เพราะอะไรอาคารหรือคอนโดที่ติด Face Scan ถึงเสี่ยงโดนปรับหลักล้านบาท?
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นคอนโดมิเนียมหลายแห่งหันมาใช้ระบบสแกนใบหน้า (Face Scan) เพื่อเข้าออกอาคาร เพราะมันทั้งสะดวก รวดเร็ว และช่วยยกระดับภาพลักษณ์ให้โครงการดูทันสมัยขึ้นทันที แต่ในอีกมุมหนึ่ง เทคโนโลยีนี้ไม่ได้มีแค่ความล้ำเทคโนโลยีอย่างเดียว เพราะมันพ่วงมาด้วยความเสี่ยงทางการเงินที่หลายคนยังมองไม่ครบ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับกฎหมาย พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA (Personal Data Protection Act)
สาระสำคัญคือข้อมูลใบหน้า ถูกจัดเป็นข้อมูลอ่อนไหว (Sensitive Data) ในกลุ่มข้อมูลชีวมิติ (Biometric Data) ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องดูแลอย่างเข้มงวดกว่าข้อมูลทั่วไป การนำระบบ Face Scan มาใช้จึงไม่ใช่แค่ติดตั้งอุปกรณ์แล้วจบ แต่หมายถึงการต้องบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลทั้งระบบ ตั้งแต่การขอความยินยอม การเก็บรักษา ไปจนถึงการกำหนดวัตถุประสงค์การใช้งานให้ชัดเจน
ความเสี่ยงทางการเงินเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนพื้นฐานอย่างการขอความยินยอม หากโครงการไม่ได้ขอ consent แบบชัดเจนและเป็นธรรม เช่น ไม่มีทางเลือกอื่นให้ลูกบ้าน หรือทำให้การยินยอมกลายเป็นการบังคับโดยปริยาย ก็อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายได้ทันที และมีโอกาสถูกปรับในระดับหลักล้านบาทต่อกรณี นี่ยังไม่รวมกรณีที่ลูกบ้านใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติม ซึ่งจะยิ่งทำให้ต้นทุนพุ่งขึ้นแบบควบคุมยาก
นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากการใช้ข้อมูลเกินวัตถุประสงค์ หรือการส่งต่อข้อมูลให้ผู้ให้บริการภายนอกโดยไม่ได้แจ้งอย่างชัดเจน รวมถึงความเสี่ยงที่หนักที่สุดคือ ข้อมูลรั่วไหล เพราะข้อมูลใบหน้าไม่สามารถเปลี่ยนใหม่ได้เหมือนรหัสผ่าน หากเกิดเหตุขึ้น ความเสียหายจะไม่ได้จบแค่ค่าปรับ แต่จะลุกลามไปถึงความเชื่อมั่นของลูกบ้าน และภาพลักษณ์ของโครงการในระยะยาว ซึ่งสุดท้ายสะท้อนกลับมาเป็นมูลค่าทรัพย์สินที่ลดลงโดยตรง
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่าต้นทุนที่แท้จริงของ Face Scan ไม่ได้มีแค่ค่าอุปกรณ์หรือค่าติดตั้ง แต่รวมถึงต้นทุนแฝงด้านกฎหมาย ระบบความปลอดภัย และความเสี่ยงเชิงชื่อเสียงด้วย และนี่เองคือเหตุผลที่ทำให้กรรมการคอนโดหรือนิติบุคคลหลายแห่งที่กำลังพิจารณานำระบบนี้มาใช้ เริ่มชะลอการตัดสินใจออกไปก่อน เพื่อประเมินความคุ้มค่าและความเสี่ยงให้รอบด้านมากขึ้น
ข้อมูลชีวมิติเป็นข้อมูลเฉพาะบุคคล มีความละเอียดอ่อน หากตกไปอยู่ในมือผู้อื่นก็ยังสามารถถูกนำไปดัดแปลงหรือใช้แทนตัวได้ไม่ต่างจากรหัสผ่าน ดังนั้นเมื่อเกิดการรั่วไหล ย่อมเสี่ยงต่อผลกระทบทั้งด้านร่างกาย ทรัพย์สิน และสภาพจิตใจของเจ้าของข้อมูลนั้น



