เตรียมพร้อมเข้าสู่โลกการเงินยุคใหม่ post-financialization ยุคที่มีเงินอย่างเดียวอาจไม่พออีกต่อไป

ต่อทอง ทองหล่อ 12 May, 2026 at 19.04 pm

ประกาศที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา


สรุปสำหรับคนเวลาน้อย

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Post-Financialization” หรือยุคที่การมีเงินอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะแม้ระบบการเงินทั่วโลกจะมีสภาพคล่องมหาศาลและสินทรัพย์ทางการเงินเติบโตสูง แต่ค่าครองชีพ บ้าน พลังงาน อาหาร และทรัพยากรจำเป็นกลับแพงขึ้นเร็วกว่าความสามารถในการสร้างความมั่นคงของคนทั่วไป จนผู้คนเริ่มตระหนักว่า “เงิน” เป็นเพียงตัวแทนของคุณค่า ไม่ใช่คุณค่าในตัวเอง โลกจึงเริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับ “Real Value” หรือคุณค่าที่จับต้องได้จริงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทักษะ ความรู้ เทคโนโลยี การเกษตร พลังงาน น้ำ อาหาร Healthcare หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยขับเคลื่อนชีวิตมนุษย์ ในอนาคต คน ประเทศ หรือธุรกิจที่สร้าง Productivity และคุณค่าจริงให้โลกได้ อาจกลายเป็นผู้ได้เปรียบมากกว่าคนที่เก่งเพียงการสะสมตัวเลขทางการเงิน คนรวยที่ได้รับการยอมรับ ไม่ได้ถูกวัดแค่จำนวนเงิน แต่ต้องเป็นคนดี มีความน่าเคารพ ไม่เอาเปรียบสังคม และมีการตอบแทนกลับคืนให้ส่วนรวมด้วย ความร่ำรวยจึงมาพร้อม “ความรับผิดชอบ” ต่างจากบางช่วงของโลกยุคปัจจุบันที่หลายคนสนใจเพียงว่า “รวยแค่ไหน” มากกว่า “รวยมาจากอะไร” แต่ในอนาคต โลกอาจเริ่มกลับไปให้คุณค่ากับคนที่สร้างประโยชน์ให้สังคมจริง มากกว่าคนที่มีเงินเพียงอย่างเดียวอีกครั้งเพราะท้ายที่สุดแล้ว เงินที่ไม่มีคุณค่ารองรับอาจเป็นเพียงตัวเลข แต่คุณค่าที่แท้จริงจะสามารถสร้างเงินได้เสมอ

บทความเต็ม

ขอย้อนไปในช่วง พ.ศ. 2500 (ค.ศ.1957) ช่วงที่ผู้คนวัย babyboomer เพิ่งลืมตาดูโลก ขณะนั้นโลกอยู่ในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟูหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือ “Golden Age of Capitalism” ประเทศใหญ่ ๆ อย่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรปเติบโตเร็วจากอุตสาหกรรม การค้า และการลงทุน ภายใต้ระบบ Bretton Woods ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกมีเสถียรภาพ ขณะเดียวกันโลกกำลังอยู่ในยุคสงครามเย็น (Cold war) ทำให้สหรัฐฯ สนับสนุนประเทศพันธมิตรในเอเชียรวมถึงไทยด้านเงินทุนและโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนประเทศไทยในเวลานั้นยังเป็นประเทศเกษตรกรรม คนส่วนใหญ่อยู่ชนบท รายได้ไม่สูง และพึ่งพาการส่งออกข้าวกับสินค้าเกษตรเป็นหลัก แต่ก็เริ่มเข้าสู่ยุคพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ รัฐบาลเริ่มสร้างถนน เขื่อน ระบบไฟฟ้า และเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในยุคต่อมา โดยได้รับอิทธิพลจากแนวคิดการพัฒนาแบบตะวันตกและการสนับสนุนจากสหรัฐฯ กับธนาคารโลกอย่างมาก

 

ตลอดเกินครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาจนถึงปี 2026 ปัจจุบัน โลกถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิดแบบ “Money-Centric Society” หรือสังคมที่ให้คุณค่ากับ “เงิน” เป็นศูนย์กลาง ทุกอย่างถูกวัดด้วยตัวเลข รายได้ Market Cap ราคาหุ้น หรือมูลค่าทางการเงิน จนกระทั่งคนจำนวนมากเริ่มเชื่อว่า หากมีเงินมากพอ นั่นคือคำตอบสูงสุดของชีวิตและเศรษฐกิจ

 

แต่วันนี้ โลกกำลังเริ่มส่งสัญญาณเรื่องเล่าหรือ narrative signal บางอย่างกลับมาเตือนเรา

ตัวอย่างที่เริ่มเห็นชัดมากในปัจจุบัน คือภาพของผู้คนในสหรัฐอเมริกา แม้หลายคนจะมีเงินเก็บ มีเงินลงทุน หรือมีรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกมาก แต่กลับเผชิญ “Financial Anxiety” หรือความกังวลทางการเงินเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะพวกเขาเริ่มรู้สึกว่า เงินที่เคยคิดว่า “มากพอสำหรับอนาคต” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ เผชิญภาวะ Inflation หรือเงินเฟ้อที่ทำให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าบ้าน ค่ารักษาพยาบาล ค่าอาหาร ค่าเรียน และค่าประกันต่าง ๆ สิ่งที่เคยซื้อได้ในอดีต กลับต้องใช้เงินมากขึ้นทุกปี หลายครอบครัวจึงเริ่มตระหนักว่า แม้บัญชีธนาคารจะมีตัวเลขเพิ่มขึ้น แต่ “Purchasing Power” หรืออำนาจในการซื้อจริงกลับลดลงเรื่อย ๆ

 

คนอเมริกันจำนวนมากเริ่มพบว่า เงินเก็บเพื่อเกษียณที่เคยวางแผนไว้อาจไม่สามารถรองรับชีวิตระยะยาวได้เหมือนเดิม บ้านที่เคยเอื้อมถึงกลายเป็นสินทรัพย์ราคาแพง เด็กรุ่นใหม่จำนวนมากต้องเช่าบ้านนานขึ้น มีหนี้การศึกษา และรู้สึกว่าการทำงานหนักแบบเดิมอาจไม่เพียงพอสำหรับสร้างความมั่นคงเหมือนคนรุ่นก่อน

 

อีกตัวอย่างคือออสเตรเลีย แม้ออสเตรเลียจะยังเป็นประเทศร่ำรวย แต่ประชาชนกำลัง “จนลง” เพราะ productivity หรือประสิทธิภาพในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแทบไม่เติบโตตลอดสิบปีที่ผ่านมา โดย Australian Financial Review ระบุว่าความล่าช้านี้ทำให้ชาวออสเตรเลียสูญเสียรายได้เฉลี่ยประมาณ 11,000 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อปีต่อคน ขณะที่ค่าครองชีพยังสูงขึ้นต่อเนื่อง ปัญหาหลักของประเทศตอนนี้ไม่ใช่แค่เงินเฟ้อหรือดอกเบี้ย แต่คือเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อยลง ทำให้มาตรฐานชีวิตของประชาชนค่อย ๆ ถดถอย แม้ประเทศจะยังดูมั่งคั่งในภาพรวมก็ตาม

 

นี่จึงเป็นตัวอย่างจริงของโลกยุคใหม่ post-financialization ที่กำลังสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า “การมีเงินอย่างเดียวอาจไม่พอ” เพราะหากระบบเศรษฐกิจสร้างเงินได้เร็วกว่า Real Productivity หรือความสามารถในการผลิตจริง เงินก็อาจค่อย ๆ สูญเสียคุณค่าเมื่อเวลาผ่านไป

 

และนี่เองที่ทำให้คนจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนวิธีคิด จากเดิมที่มองว่า “เก็บเงินเยอะที่สุด” คือเป้าหมายสูงสุด ไปสู่การมองหา “Real Assets” และ “Real Value” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทักษะ ความรู้ ธุรกิจ เทคโนโลยี พลังงาน อสังหา หรือสินทรัพย์ที่สร้าง Cash Flow ได้จริง เพราะสิ่งเหล่านี้อาจรักษาคุณค่าได้ดีกว่าการถือเงินสดเพียงอย่างเดียวในโลกที่ต้นทุนชีวิตเพิ่มขึ้นทุกปี

 

แม้ระบบการเงินจะมีสภาพคล่องมหาศาล (Liquidity) แม้ธนาคารกลางจะสามารถสร้างเงินใหม่เข้าสู่ระบบได้แทบไม่จำกัด แม้ราคาสินทรัพย์จะพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ผู้คนกลับรู้สึกว่า “ชีวิตจริง” ไม่ได้ดีขึ้นตามตัวเลขเหล่านั้นเสมอไป ค่าครองชีพสูงขึ้น บ้านแพงขึ้น คนทำงานหนักขึ้น แต่กลับเข้าถึงทรัพย์สินได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ

 

นี่คือช่วงเวลาที่หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับระบบ “Financial Economy” ที่ใหญ่กว่าระบบเศรษฐกิจจริง หรือ “Real Economy” มากเกินไปแล้วหรือไม่

 

โลกในยุคที่ผ่านมาเติบโตจาก Financialization หรือการที่ภาคการเงินขยายตัวเร็วกว่า Real Sector เงินจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ตลาดหุ้น ตลาดเงิน คริปโต และสินทรัพย์ทางการเงิน แต่ไม่ได้ไหลไปสร้าง Productivity จริงของประเทศมากพอ ผลคือเกิด Asset Inflation สินทรัพย์แพงขึ้นเร็วกว่ารายได้ของคนทั่วไป จนเกิดความรู้สึกว่า “ยิ่งทำงาน ยิ่งตามโลกไม่ทัน”

 

และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ Narrative ใหม่ของโลกเศรษฐกิจ

 

Narrative ที่มองว่า “เงิน” เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คุณค่าที่แท้จริงอีกต่อไป

 

เมื่อปี 2020 มีงานวิจัยหนึ่งจากวารสาร International Review of Financial Analysis อธิบายว่าในอดีตสินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองคำ น้ำมัน และสินค้าเกษตรเคยช่วยกระจายความเสี่ยงการลงทุนได้ดี แต่เมื่อโลกเข้าสู่ยุค “financialization” ที่เงินทุนและการเก็งกำไรจากตลาดการเงินไหลเข้ามามาก ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มเคลื่อนไหวคล้ายตลาดหุ้นจนประโยชน์ด้านการ hedge ลดลง อย่างไรก็ตาม งานวิจัยพบว่าในยุค “post-financialization” สินค้าโภคภัณฑ์บางประเภทเริ่มกลับมาช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตได้อีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเลือกดัชนีและ sector ที่เหมาะสม สะท้อนว่าโลกอาจกำลังเปลี่ยนจากยุคที่สินทรัพย์ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยสภาพคล่องทางการเงิน ไปสู่ยุคที่มูลค่าจริงของทรัพยากร เศรษฐกิจจริง และอุปสงค์พื้นฐานกลับมามีบทบาทมากขึ้นอีกครั้ง

 

ในอนาคต ประเทศ บริษัท หรือแม้แต่คนธรรมดา อาจไม่ได้ถูกวัดจากแค่จำนวนเงินที่ถืออยู่ แต่ถูกวัดจาก “Real Value” หรือความสามารถในการสร้างคุณค่าจริงให้โลก ความสามารถในการผลิตอาหาร พลังงาน เทคโนโลยี นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน ความรู้ หรือแม้แต่ Community ที่แข็งแรง อาจกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญกว่าตัวเลขในบัญชีเพียงอย่างเดียว

 

เพราะสุดท้ายแล้ว เงินคือ “ตัวแทนของคุณค่า” ไม่ใช่คุณค่าในตัวมันเอง

 

หากวันหนึ่งเงินถูกสร้างเพิ่มเร็วกว่าความสามารถในการผลิตจริง เงินก็จะค่อย ๆ สูญเสียความหมาย นี่คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Currency Debasement หรือภาวะที่เงินด้อยคุณค่าลงจากการขยายตัวของปริมาณเงินที่เร็วเกินไป

 

ดังนั้น โลกยุคใหม่อาจกำลังเคลื่อนเข้าสู่แนวคิดแบบ “Value-Backed Economy” หรือเศรษฐกิจที่คุณค่าของเงินต้องเชื่อมกับ Productivity จริงอีกครั้ง ไม่ใช่เติบโตจาก Speculation เพียงอย่างเดียว

 

ในโลกแบบนี้ คนที่มีอนาคตอาจไม่ใช่แค่คนที่ “หาเงินเก่ง” แต่คือคนที่ “สร้างคุณค่าเก่ง” คนที่มีความรู้จริง สร้างระบบได้ สร้างแบรนด์ได้ พัฒนานวัตกรรมได้ ดูแลผู้คนได้ หรือสร้างสิ่งที่โลกต้องการจริง ๆ จะกลายเป็นคนที่มีคนในสังคมเคารพและจะมีอำนาจทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

ในโลกของ “Real Value Economy” งานที่เกี่ยวข้องกับการสร้าง “คุณค่าตั้งต้น” ของมนุษย์อาจกลับมามีความสำคัญสูงมากอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร น้ำ พลังงาน อาหาร โลจิสติกส์ การแพทย์ การผลิตชิป Semiconductor ระบบ Data Center หรือแม้แต่การจัดการ Supply Chain เพราะสิ่งเหล่านี้คือรากฐานที่ทำให้โลกทั้งใบดำเนินต่อได้จริง ตัวอย่างเช่น หากวันหนึ่งโลกมีเงินมหาศาลแต่ขาดน้ำสะอาด ขาดพลังงาน หรือขาดอาหาร เงินก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทันที นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายประเทศเริ่มแข่งขันกันเรื่อง Food Security, Energy Security และ Resource Control มากขึ้น คนที่ทำงานเกี่ยวกับ Smart Farming, Renewable Energy, Water Management, AI Infrastructure, Robotics หรือ Healthcare อาจกลายเป็นกลุ่มที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้นในอนาคต เพราะพวกเขาไม่ได้สร้างเพียง “ตัวเลขทางการเงิน” แต่กำลังสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานของชีวิตมนุษย์” ซึ่งเป็นคุณค่าที่แท้จริงและทดแทนได้ยากในระยะยาว

 

หาก Narrative ใหม่ของโลกเปลี่ยนจาก “Money-Centric Capitalism” ไปสู่ “Real Value Economy” จริง โลกจะเริ่มให้คุณค่ากับประเทศที่มี “ความสามารถในการผลิตจริง” มากกว่าประเทศที่เติบโตจาก Financial Engineering เพียงอย่างเดียว และนั่นจะทำให้แผนที่เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ

 

ประเทศที่มีโอกาสสูงในโลกแบบใหม่นี้ จะเป็นประเทศที่มี “Real Sector Strength” แข็งแรง มีพลังงาน มีอาหาร มีเทคโนโลยี มีอุตสาหกรรม และมี Human Capital คุณภาพสูง เพราะโลกจะเริ่มมองว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจไม่ได้อยู่ที่การพิมพ์เงินได้มากแค่ไหน แต่อยู่ที่ “สร้างอะไรได้จริง”

 

จีนอาจกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ประโยชน์มาก แม้โลกตะวันตกจะกังวลเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ แต่จีนมีฐาน Manufacturing ขนาดใหญ่ มี Supply Chain ครบ มี Rare Earth มี EV มีแบตเตอรี่ มีโรงงาน มีโครงสร้างพื้นฐาน และกำลังเร่งพัฒนา AI กับ Semiconductor ของตัวเอง นี่คือประเทศที่มี “Production Capacity” จริงรองรับเศรษฐกิจ

 

อินเดียก็อาจเป็น Rising Power สำคัญ เพราะมีประชากรวัยแรงงานมหาศาล มี Digital Infrastructure แข็งแรง และกำลังกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของ Software, Service Economy และการผลิตต้นทุนต่ำ โลกอาจเริ่มมองอินเดียในฐานะ “Human Capital Superpower” มากกว่าแค่ประเทศกำลังพัฒนา

 

ประเทศในตะวันออกกลางอย่าง Saudi Arabia หรือ United Arab Emirates ก็อาจไม่ใช่แค่รัฐน้ำมันอีกต่อไป แต่กำลังใช้ Energy Wealth เปลี่ยนตัวเองเป็นศูนย์กลาง Data Center, AI Infrastructure, Logistics และ Global Finance เพราะโลกยุคใหม่จะมอง “พลังงาน” เป็น Strategic Asset สำคัญของระบบเศรษฐกิจ

 

ขณะเดียวกัน ประเทศที่มีทรัพยากรอาหาร พลังงาน และน้ำสะอาด เช่น Brazil หรือบางประเทศในแอฟริกา อาจกลับมามีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น เพราะโลกเริ่มตระหนักว่า Food Security และ Resource Security คือ “ของจริง” ที่เงินอย่างเดียวสร้างไม่ได้

 

ในอีกด้าน ประเทศที่อาจเผชิญความท้าทาย คือประเทศที่เศรษฐกิจพึ่ง “Financial Economy” มากเกินไป แต่ Real Sector อ่อนแอลงเรื่อย ๆ หาก Narrative โลกเปลี่ยนจริง เมืองที่เคยเติบโตจาก Asset Inflation อาจเริ่มถูกตั้งคำถาม เช่น เมืองที่ราคาบ้านโตเร็วกว่ารายได้จริงมาก ๆ หรือเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยหนี้และการบริโภคเป็นหลัก

 

บางส่วนของโลกตะวันตกอาจเจอแรงกดดัน เพราะแม้จะยังเป็นศูนย์กลางการเงินและนวัตกรรม แต่หลายประเทศมีหนี้สาธารณะสูงมาก และภาคการผลิตลดลงในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา หากโลกเริ่มให้ความสำคัญกับ Industrial Capacity และ Energy Security มากขึ้น ประเทศที่ Outsource การผลิตออกไปจำนวนมาก อาจต้องใช้เวลาในการสร้างฐานเศรษฐกิจจริงกลับคืนมา

 

ญี่ปุ่นเองเป็นกรณีที่น่าสนใจ เพราะแม้เศรษฐกิจโตช้า แต่ยังมี Real Industrial Capability แข็งแรง มีเทคโนโลยี วิศวกรรม และคุณภาพการผลิตสูง โลกแบบใหม่อาจทำให้ญี่ปุ่นกลับมาถูกให้คุณค่ามากขึ้นในฐานะประเทศที่ “สร้างของจริงได้”

 

ส่วนประเทศไทยอยู่ในจุดกึ่งกลางที่น่าสนใจมาก ไทยอาจไม่ได้มีอำนาจทางการเงินระดับโลก แต่มีจุดแข็งด้าน Food Supply, Tourism Infrastructure, Medical Service และ Strategic Location ใน ASEAN หากสามารถยกระดับจาก “ประเทศบริการต้นทุนต่ำ” ไปสู่ “ประเทศที่สร้างคุณค่า” ผ่านเทคโนโลยี โลจิสติกส์ พลังงานสะอาด หรือ Creative Economy ไทยอาจกลายเป็นประเทศที่ได้ประโยชน์จาก Narrative ใหม่นี้เช่นกัน

ค่านิยมของคนยุคใหม่กำลังเปลี่ยนไป

ในโลกยุคต่อไป ผู้คนอาจไม่ได้ชื่นชมแค่ “คนที่มีเงินเยอะ” เหมือนในอดีต แต่จะเริ่มตั้งคำถามมากขึ้นว่า

เงินเหล่านั้นเกิดจาก “อะไร”

สร้างมาจาก “ธุรกิจแบบไหน”

และเจ้าของเงินคนนั้น “สร้างคุณค่าอะไรให้สังคมจริง” บ้าง

 

เพราะเมื่อโลกเริ่มเข้าใจว่าเงินเป็นเพียง “ผลลัพธ์” ของคุณค่า ไม่ใช่คุณค่าในตัวเอง คนที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น อาจเป็นคนที่สร้างประโยชน์ให้ผู้คน สร้างนวัตกรรม สร้างงาน พัฒนาเทคโนโลยี ดูแลสิ่งแวดล้อม ผลิตอาหาร พลังงาน หรือสร้างระบบที่ทำให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้น ไม่ใช่แค่คนที่สะสมความมั่งคั่งเพียงอย่างเดียว

 

ในอนาคต “Social Respect” หรือการยอมรับจากสังคม อาจไม่ได้วัดจากรถหรู บ้านใหญ่ หรือมูลค่าทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจาก “Impact” หรือผลกระทบเชิงบวกที่คนคนนั้นสร้างให้โลกมากขึ้นเรื่อย ๆ และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสังคมยุคใหม่ ที่คนมีเงินเฉย ๆ อาจไม่โดดเด่นเท่าคนที่ “มีคุณค่าจริง” ต่อมนุษย์และสังคม

 

ในความเป็นจริง ค่านิยมลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว เพราะหากย้อนกลับไปในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือยุคสมัยคุณปู่คุณทวด “คนรวย” ที่ได้รับการยอมรับจากสังคม มักไม่ได้ถูกวัดแค่จำนวนเงินในบัญชี แต่ถูกมองควบคู่กับ “คุณค่าทางสังคม” และ “ความน่าเคารพ” ด้วย คนที่มั่งคั่งในยุคนั้นมักต้องมีภาพลักษณ์ของการเป็นคนขยัน ซื่อสัตย์ ประพฤติดี ไม่เอาเปรียบคนอื่น และหลายคนยังมีบทบาทตอบแทนสังคมอย่างเป็นรูปธรรม เช่น บริจาค สร้างโรงเรียน สนับสนุนชุมชน หรือช่วยเหลือผู้คนรอบตัว ความร่ำรวยจึงเปรียบเสมือน “สถานะที่มาพร้อมความรับผิดชอบ” มากกว่าการเป็นเพียงตัวเลขทางการเงิน แตกต่างจากบางช่วงของโลกยุคปัจจุบันที่สังคมอาจให้ความสำคัญกับ “จำนวนเงิน” มากเกินไป จนบางครั้งไม่ได้ตั้งคำถามว่าความมั่งคั่งนั้นถูกสร้างขึ้นมาด้วยวิธีใด หรือสร้างผลกระทบอะไรต่อผู้คนบ้าง แต่ในอนาคต โลกอาจเริ่มกลับไปสู่ค่านิยมแบบเดิมอีกครั้ง คือการมองว่า คนที่ควรได้รับการยอมรับจริง ๆ ไม่ใช่แค่คนที่ “มีเงิน” แต่คือคนที่สร้างคุณค่าให้สังคมและใช้ความมั่งคั่งอย่างมีความหมายด้วย

 

จะเห็นได้ว่าคนยุคปัจจุบันเริ่มไม่ได้มองว่าความร่ำรวยหรืออำนาจทางการเงินเพียงอย่างเดียวคือสิ่งที่น่านับถืออีกต่อไป อย่างสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางหรือสงครามต่าง ๆ ในโลกตอนนี้ หลายครั้งแม้บางประเทศจะมีเงิน มีอำนาจ หรือมีอิทธิพลเหนือกว่าประเทศอื่น แต่ถ้าการใช้อำนาจนั้นไม่ได้ทำให้ชีวิตผู้คนดีขึ้น กลับสร้างความเสียหายหรือความทุกข์เพิ่ม คนจำนวนมากในประชาคมโลกก็อาจไม่รู้สึกชื่นชมหรือเคารพจริง ๆ พูดแบบภาษาชาวบ้านก็คือ “จะรบตีบ้านเขาแล้วตัวเองรวยอยู่คนเดียวเลยเหรอ ไม่แบ่งคนอื่นเขาเลย โลกไม่ได้หมุนรอบตัวคุณคนเดียวนะ” โดยเฉพาะในยุโรปตอนนี้ คนจำนวนมากเองก็เริ่มตั้งคำถามกับการเอางบประมาณรัฐมหาศาลไปทุ่มช่วยกับเรื่องสงคราม ทั้งที่ประชาชนในประเทศตนยังต้องเผชิญค่าครองชีพสูง เศรษฐกิจตึงตัว และความกดดันทางการเงินในชีวิตประจำวัน หลายคนจึงรู้สึกว่าเงินเหล่านี้ควรถูกนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตคนมากกว่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนค่านิยมของคนยุคใหม่ได้ชัดเจนว่า คนหรือประเทศที่น่าเคารพจริง ไม่ใช่แค่คนที่หาเงินเก่งหรือมีอำนาจมากที่สุด แต่คือคนที่ใช้ทรัพยากร ความสำเร็จ และอิทธิพลของตัวเองไปสร้างประโยชน์ให้ผู้คน ช่วยให้สังคมดีขึ้น และทำให้โลกน่าอยู่ขึ้นมากกว่า เพราะสุดท้ายแล้ว ต่อให้ร่ำรวยแค่ไหน ถ้าทุกอย่างมีแต่ “ฉัน ฉัน ฉัน” ผู้คนก็อาจมองว่ามันเป็นความสำเร็จที่ว่างเปล่าอยู่ดี

 

นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมยุคนี้โลกจึงเริ่มพูดถึงคำว่า Human Capital, Creator Economy, Knowledge Economy และ Real Productivity มากขึ้น เพราะผู้คนเริ่มเข้าใจว่า เงินเป็นเพียง “ผลลัพธ์” ของคุณค่า ไม่ใช่ต้นกำเนิดของมัน

 

และบางที ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนที่สุดในอนาคต อาจไม่ใช่การมีเงินจำนวนมากที่สุด แต่คือการเป็นคนที่โลก “ขาดไม่ได้” มากกว่า

 

เพราะในท้ายที่สุด เงินที่ไม่มีคุณค่ารองรับ อาจเป็นเพียงตัวเลข

แต่คุณค่าที่แท้จริง จะสร้างเงินได้เสมอ

และคนรวยที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมเท่านั้นถึงจะได้รับการยอมรับจากสังคม

 

Source:

https://www.afr.com/policy/economy/australia-is-showing-how-a-rich-country-gets-poorer-20260506-p5zua1

 

https://www.investopedia.com/terms/d/debasement.asp

 

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S1057521920301599

ต่อทอง ทองหล่อ

ต่อทอง ทองหล่อ

บรรณาธิการสื่อเกี่ยวกับการศึกษา และ Blogger ผู้มีผลงานการวิเคราะห์ด้านอสังหาฯ มามากกว่าร้อยบทความ ยังเป็นผู้สนใจลงทุนคอนโดมิเนียม ชอบใช้ชีวิตแบบ Digital Nomad รักการเดินเท้าและเลือกใช้ขนส่งมวลชนสำรวจความเปลี่ยนแปลงของทำเลสถานที่ผ่านมุมมองการเข้าใจมนุษย์ นอกจากนี้ยังเป็น Active Citizen ช่วยขับเคลื่อนพัฒนาเมืองผ่านงานเขียนและเครื่องมือสื่อสารที่เชื่อมรัฐกับประชาชน เป้าหมายระยะยาวต้องการเห็นคุณภาพชีวิตการอยู่อาศัยที่ดีขึ้นของทุกคนในสังคม ติดตามผลงานได้ที่ https://matttortong.weebly.com

เว็บไซต์

เนอวานา คอลเลคชั่น กรุงเทพกรีฑา

นันทวัน ราชพฤกษ์-พรานนก

โมดิซ อาวองการ์ด

ทำเลพหลโยธิน - รังสิต ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่ย่...

2 March, 2026

เชปเตอร์วัน สปาร์ค จรัญ

Chapter One Spark Charan (แชปเตอร์วัน สปาร์ค จรัญ) ค...

5 January, 2026

นิว ริเวอร์เรสต์ ราษฎร์บูรณะ

ขึ้นชื่อว่าอยู่คอนโดมิเนียม แน่นอนว่าข้อได้เปรียบที่...

11 December, 2025

คัลเจอร์ จุฬา

“คัลเจอร์” (Culture) เป็นแบรนด์คอนโดมิเนียมใหม่จากบร...

4 December, 2025

สอบถามโครงการ

ได้รับข้อมูลเรียบร้อยแล้ว
ขอบคุณอย่างยิ่งที่สนใจครับ
จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไปนะครับ

ขออภัย
ไม่สามารถส่งข้อมูลได้
กรุณาลองใหม่อีกครั้ง