วิวัฒนาการอินเทอร์เน็ตบ้านไทย ค.ศ. 1995-2026 ราคาเน็ตบ้านแพงขึ้นจริงหรือคิดไปเอง?
แม้เว็บไซต์ Propholic.com นี้จะโฟกัสเรื่องอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก แต่เราก็จำเป็นต้องพูดถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับการอยู่อาศัย เช่น ค่าอินเทอร์เน็ต ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นปัจจัยพื้นฐาน ไม่ต่างจากค่าน้ำค่าไฟ เพราะเมื่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้สูงขึ้น ก็ย่อมผลักดันให้ต้นทุนการใช้ชีวิตในที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นตาม และสุดท้ายสะท้อนกลับไปที่กำลังซื้อและค่าเช่าที่ผู้เช่าต้องจ่าย ดังนั้นการวิเคราะห์ค่าเน็ตหรือค่าครองชีพอื่นๆ จึงไม่ใช่เรื่องนอกประเด็น แต่เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจภาพรวมของตลาดอสังหาฯ ได้ครบมากขึ้น
วันนี้ขอเริ่มจากเล่าถึงวิวัฒนาการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย เพื่อให้คนรุ่นใหม่พอจะมองเห็นภาพประวัติศาสตร์ พัฒนาการ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ราคาค่าบริการ และขอรวมภาพหลักฐานโฆษณาค่าบริการอินเทอร์เน็ตบ้านในประเทศไทย ตั้งแต่ยุคบุกเบิกจนถึงปัจจุบัน เพื่อยืนยันถึงความเปลี่ยนแปลงของราคาและเทคโนโลยีในยุคต่างๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถวิเคราะห์ได้ว่าค่าบริการที่จ่ายอยู่นั้นสมเหตุสมผลหรือไม่อย่างไร
หากมีข้อมูลใดผิดพลาดก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย เพราะผู้เขียนก็ไม่ได้รู้ทุกอย่างในโลก
คุณสามารถเขียนคอมเมนต์เพื่อแก้ไขได้เลยใต้บทความนี้ ขอบพระคุณอย่างสูง
เรามาเริ่มยุคแรกกันเลยดีกว่า
1. ยุคบุกเบิก: Dial-up 56 Kbps พ.ศ. 2538 – 2544 (ค.ศ 1995-2001)
ในยุคแรก การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตต้องผ่านสายโทรศัพท์บ้าน มีเสียงสัญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ เสียงดัง “ตี้หนุ่ง ตี้หนุ่ง จี้หรอดจ็อดแจด” ถ้านึกไม่ออกให้ฟังเสียงในคลิปนี้ https://www.youtube.com/watch?v=5MyzOP0vyi0 ยุคสมัยนั้นราคาอินเทอร์เน็ตจะคิดตามชั่วโมงการใช้งาน ต้องซื้อบัตรอินเทอร์เน็ตเป็นแพ็กเกจที่ราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพในสมัยนั้น ถือว่าเป็นของไฮโซ rare item จะต่อเน็ตทั้งทีต้องวางแผนร้อยแปดอย่างก่อนเชื่อมต่อ
ภาพบัตรอินเทอร์เน็ตในสมัยก่อนที่ผู้ใช้ต้องขูดรหัสเพื่อเข้าใช้งาน ผู้ให้บริการคือ KSC ราคา 449 บาท ใช้งานได้ 100 ชั่วโมง
ภาพจาก https://www.facebook.com/groups/2248314418782426/posts/4308047609475753/
ภาพบัตรอินเทอร์เน็ตแบบขูดรหัส มีขายตามร้านหนังสือ
ภาพบัตรอินเทอร์เน็ต ช่วงปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ.1999) ของกสท. ราคา 500 บาท บัตรหมดอายุปีค.ศ. 2003
ภาพจาก https://uauction4.uamulet.com/AuctionDetail.aspx?bid=74&qid=330191
ยุคนั้นทุกบ้านไม่ได้มีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตทั่วถึงอย่างปัจจุบัน สมัยนั้นคอมพิวเตอร์จัดสเปคประกอบเองได้รับความนิยมมาก ห้างพันทิพย์ที่ย่านประตูน้ำยังคึกคัก มีขายทั้งอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รวมถึงเทปผีซีดีเถื่อนเกมเพลงสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ธุรกิจ piracy เติบโตมากจนถึงมีเพลงของเสกโลโซกล่าวว่า “ไม่อยากให้ไปพันทิพย์” เลยทีเดียว ดูวิดีโอเพลงที่นี่ https://www.youtube.com/watch?v=NlUuTstFDV4
สมัยนั้นหนังสือจัดสเปคคอมพิวเตอร์ขายดี ผู้เขียนจำได้ว่าต้องไปแวะดูร้านขายคอมพิวเตอร์บ่อยๆ เพื่ออัปเดตราคาอุปกรณ์แต่ละชิ้น ว่า CPU RAM Graphic Card รวมไปถึงลำโพงราคาเท่าไหร่ เพื่อเอามาจัดสเปคและตั้งเป้าหมายหาเงิน ราคาสเปคที่อยากได้ตอนนั้นต่อเครื่องก็สูงถึง 50,000 บาท ในวันที่ราคาก๋วยเตี๋ยวชามละ 10-20 บาท เงินเดือนคนเพิ่งเรียนจบใหม่เข้างานราชการประมาณ 6300 บาทต่อเดือน เงินเดือนเอกชน 13000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือว่ามีความยากลำบากมากขั้นหนึ่งเลยทีเดียวที่ต้องฝ่าด่านการเงินต่างๆ กว่าจะได้ใช้อินเทอร์เน็ตในยุคนั้น ไหนจะผนวกกับเป็นช่วงเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ปีพ.ศ. 2540 อีก ทำให้ช่วงนั้นธุรกิจหรืออะไรๆ ที่เคยเฟื่องฟูก็ฟุบตัวลงฉับพลัน เศรษฐกิจภาคการเงินการลงทุนซบเซา พูดง่ายๆ คือ เป็นยุคคนรวยสะดุดล้ม แต่ยังดีที่เศรษฐกิจฐานรากยังเหนียวแน่นอยู่ คนจนยังไม่ได้รับผลกระทบ
ยุคอินเทอร์เน็ตบ้านบุกเบิกอยู่ในช่วงเดียวกับที่วงการโทรศัพท์มือถือยังมีแบรนด์ผู้ให้บริการมือถือที่ชื่อว่า TAC (Total Access Communication) หรือที่รู้จักกันในปัจจุบันว่า dtac เพราะหลังวิกฤติต้มยำกุ้ง TAC เริ่มขายหุ้นบางส่วนให้ Telenor และเปลี่ยนแบรนด์เป็น dtac ภายหลัง ยุคนั้นอินเทอร์เน็ตมือถือยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก เพราะเทคโนโลยีของตัวเครื่องมือถือยังมีข้อจำกัด รุ่นมือถือที่ฮิตในยุคนี้คือ Nokia 3310 มือถือปาหัวหมาแตกในตำนานที่ขึ้นชื่อด้านความทนทานและเกมงูสุดคลาสสิก มือถือยุคนั้นยังเป็น feature phone ยังใช้เล่นอินเทอร์เน็ตไม่ได้ และเน้นการโทรเข้ารับสายอย่างเดียว ราคาขายยุคนั้นที่ประมาณเครื่องละ 13000 บาท เรียกได้ว่าต้องใช้เงินเดือนหมดทั้งเดือนหรือสองเดือนเพื่อซื้อมือถือแค่หนึ่งเครื่อง
ความยากลำบากของการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในยุคบุกเบิกอินเทอร์เน็ตและยุคต่อมาจึงเกิด solution ทางลัดสำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ กลายเป็นธุรกิจที่เรียกว่า เน็ตคาเฟ่ เป็นร้านที่มีคอมพิวเตอร์วางเรียงรายเยอะๆ และมีอินเทอร์เน็ตพร้อมคอมพิวเตอร์ให้เช่าใช้เป็นรายนาที รายชั่วโมง บรรยากาศในร้านจะเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายวัย ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นเข้ามาใช้บริการ หลายคนเข้ามาเพื่อใช้โปรแกรมที่ชื่อว่า Pirch98 เพื่อทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ ทั่วประเทศบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นช่วงที่วัฒนธรรมการใช้ emoticon ข้อความสัญลักษณ์เริ่มต้นขึ้น เช่น ใบหน้าแบบต่างๆ 🙂 😐 😀 มีการใช้ศัพท์อย่างคำว่า “ซิป” มาจากกระซิบ หมายถึงเข้าไปคุยส่วนตัวในโปรแกรม pirch98 คล้ายๆ dm ใน IG สมัยปัจจุบัน ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืม (เขียนไปก็รู้สึกแก่จัง)
ตัวอย่างภาพโปรแกรม pirch98
ภาพจาก https://pantip.com/topic/37929211
2. ยุค ADSL/VDSL พ.ศ. 2545 – 2561 (ค.ศ 2002-2018)
เป็นยุคที่อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้าสู่ทุกครัวเรือนอย่างจริงจังด้วยเทคโนโลยี ADSL สายทองแดง จุดเปลี่ยนสำคัญคือการทำราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 490-590 บาท ซึ่งกลายเป็นราคาอ้างอิงของตลาดมานานกว่าทศวรรษ
ในภาพเป็นแพคเกจอินเทอร์เน็ตบ้านจาก TOT (ชื่อแบรนด์ยังเป็นชื่อเดิม ทศท. องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ยังไม่เป็น National Telecom : NT) ลูกค้าจะได้รับความเร็วที่ 1Mbps ราคา 490 บาทต่อเดือน
ภาพจาก https://pantip.com/topic/35857394
ช่วงปี 2004 ทาง KSC ออกสินค้า Hotspot Access Card การ์ดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สาย Pre-paid มีแพ็คเกจบริการให้เลือกตามการใช้งาน 3 รูปแบบ ได้แก่ 1 ชั่วโมง ราคา 150 บาท 5 ชั่วโมง ราคา 600 บาท และ 20 ชั่วโมง ราคา 1,500 บาท ลองคิดดู ราคานี้ในสมัยก่อน ถือว่าเป็นสินค้าที่ไม่ใช่ทุกคนจะใช้งานได้นะ
ภาพจาก https://positioningmag.com/15652
ปี ค.ศ. 2015 มีโปรโมชั่นเน็ตบ้านจากค่าย CS Loxinfo เริ่มต้นที่ 450 บาทต่อเดือน ความเร็ว 15/1 Mbps
ภาพจาก https://pantip.com/topic/33403090/desktop
ภาพบรรยากาศในร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ในปี ค.ศ. 2014 เนื่องจากอินเทอร์เน็ตเร็วมากขึ้น กลุ่มลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมจากแค่เคยแชทในโปรแกรม มาเป็นการเล่นเกมออนไลน์
ภาพจาก https://www.facebook.com/stinternet/
เกมที่นิยมมากในยุคอินเทอร์เน็ตแบบ ADSL คือ Ragnarok Online เปิดให้บริการในไทยครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2545 โดย Asiasoft ก่อนจะยุติการให้บริการในปี พ.ศ. 2559 เป็นเกมแนว MMORPG เกิดวัฒนธรรมและชุมชนย่อยภายในเกมมากมายเป็นความทรงจำในวัยเยาว์ของผู้คน Generation Y
“เพราะ ragnarok ไม่ใช่เกม แต่คือผู้คน” เป็นเกมที่ปล่อยอิสระว่าใครจะทำอะไรก็ได้ตามกรอบกติกาที่วางไว้ ผู้เล่นแต่ละคนมี purpose ของตัวเอง บางคนเข้ามาเล่นเพื่อตั้งใจต้องการอัปเลเวลอยากได้แสงที่เท้าของตัวละคร บางคนทำ quest บางคนเข้ามาเพื่อขายของทำกำไร บางคนก็เข้ามา scam คนอื่น หรืออย่างผู้เขียนเองไม่ได้ทำอะไรในเกมเลย ไม่เล่น ไม่ออกไปตีโปริ่งด้วย แค่ใช้เป็นเสมือนห้องแชทขำๆ เอาไว้คุยสนุกกับคนแปลกหน้าในตลาดกลางเมืองก็เท่านั้น
ภาพจาก https://www.sanook.com/game/1041209/
อีกเกมออนไลน์ที่ฮิตคือ Gunbound เป็นเกมแนว turn-based shooting game ยอดนิยมจากเกาหลีใต้ เปิดตัวทั่วโลกในช่วงปี ค.ศ. 2003 ที่มีจุดเด่นคือสามารถพิมพ์ข้อความสื่อสารกับคนที่เล่นด้วยได้ ดังนั้นพฤติกรรมของผู้เล่นที่หลากหลายทำให้เกมนี้มีสีสันขึ้นมากกว่าแค่ยิงกันในเกมทั่วไป
































