ร่างกฎหมายใหม่คุมมาตรฐาน Street Food จะส่งผลต่อดีต่อภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างไร
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา street food ไม่ได้เป็นเพียงวัฒนธรรมการกินของไทย แต่ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิตเมือง เป็นแรงดึงดูดของย่านการค้า เป็นเสน่ห์ของแหล่งท่องเที่ยว และเป็นกิจกรรมเศรษฐกิจระดับฐานรากที่หล่อเลี้ยงคนจำนวนมาก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเติบโตของอาหารริมทางในเมืองใหญ่ก็มาพร้อมคำถามสำคัญเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย ความแออัด และการใช้พื้นที่สาธารณะอย่างเหมาะสม
ล่าสุด ภาครัฐกำลังเดินหน้าแนวคิดออกกฎกระทรวงใหม่เกี่ยวกับ “สุขลักษณะของการจำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะ” ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการขายอาหารริมทางหรือ street food โดยสาระสำคัญของกฎหมายนี้ไม่ใช่การยกเลิกอาหารริมทาง แต่เป็นการวางกติกาใหม่ให้การค้าขายในพื้นที่สาธารณะมีมาตรฐานมากขึ้น และตรงจุดนี้เองที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ควรจับตา เพราะความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจครั้งใหม่ของผู้พัฒนาโครงการในเมือง
สาระของกฎหมายที่กำลังจะมานั้น ค่อนข้างชัดเจนในเรื่องการ “ยกระดับมาตรฐาน” ของผู้ขายในที่สาธารณะ โดยเฉพาะผู้ขายอาหาร กฎหมายจะกำหนดหลักเกณฑ์ด้านสุขลักษณะสำหรับผู้จำหน่ายสินค้าในที่หรือทางสาธารณะ ให้มีมาตรฐานด้านความสะอาด ความปลอดภัย และสุขอนามัยที่สอดคล้องกับสภาพเมืองปัจจุบัน นอกจากนี้ยังแยกมาตรการกำกับดูแลระหว่างผู้ขายสินค้าทั่วไปกับผู้ขายอาหารอย่างชัดเจน ซึ่งหมายความว่า food vendor จะถูกดูแลเข้มกว่าปกติ เพราะเกี่ยวข้องกับสุขภาพของผู้บริโภคโดยตรง
ในรายละเอียด กฎหมายฉบับนี้ระบุว่าผู้จำหน่ายอาหารในที่หรือทางสาธารณะต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่กรมอนามัยกำหนด และต้องมีหลักฐานพร้อมแสดงต่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้ นี่สะท้อนว่าการเป็น street food ในอนาคตอาจไม่ใช่เพียงแค่มีรถเข็นหรือมีทำเลดี แต่ต้องมี “มาตรฐานผู้ประกอบการ” รองรับด้วย ขณะเดียวกัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะต้องเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งในเรื่องการจัดระยะห่างระหว่างแผงเพื่อลดความแออัด การเฝ้าระวังสุขาภิบาลอาหารด้านชีวภาพในอาหาร ภาชนะ อุปกรณ์ และมือของผู้ขาย รวมถึงการกำหนดมาตรการด้านสุขลักษณะเพิ่มเติมในกรณีที่เกิดโรคระบาด เช่น การจัดจุดล้างมือ การทำความสะอาด และการคัดกรองสุขภาพของผู้ค้า
อีกสาระสำคัญหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ กฎหมายใหม่นี้ไม่ได้มองเฉพาะเรื่องความสะอาดของอาหารเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยของพื้นที่ขายด้วย โดยเฉพาะการป้องกันเหตุรำคาญต่อผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง และการป้องกันอัคคีภัยจากการใช้เชื้อเพลิงในการปรุงอาหาร ซึ่งหมายความว่าแผงขายอาหารริมทางในอนาคตจะถูกคาดหวังให้มีการจัดการที่เป็นระบบมากขึ้น ไม่ใช่เพียงตั้งขายได้ตามความสะดวกแบบในอดีต
หากมองจากมุมอสังหาริมทรัพย์ นี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนจากการค้าริมทางแบบกระจายตัวไปสู่การค้าริมทางแบบมีระบบ (Systematic street vending) และการเปลี่ยนผ่านเช่นนี้มักสร้างมูลค่าให้กับพื้นที่ที่ออกแบบรองรับได้ดี กล่าวอีกแบบคือ เมื่อการขาย street food ในพื้นที่สาธารณะเริ่มมีข้อกำหนดมากขึ้น ผู้ค้าจำนวนหนึ่งย่อมมองหาพื้นที่ทางเลือกที่พร้อมกว่า สะอาดกว่า ถูกกฎหมายกว่า และบริหารจัดการง่ายกว่า พื้นที่เหล่านั้นมักไม่ใช่ทางเท้าทั่วไปอีกต่อไป แต่อาจเป็นพื้นที่เอกชนในโครงการพาณิชย์ ตลาดยุคใหม่ คอมมูนิตี้มอลล์ มิกซ์ยูส หรือโครงการที่อยู่อาศัยที่ออกแบบพื้นที่ค้าขายไว้ตั้งแต่ต้น



