รวม 5 สุดยอด Eco-Architects น่าทึ่ง ที่ห้ามพลาดหลังปลดมาตราการ Lock Down

Pawida W. 12 October, 2020 at 17.19 pm

ในช่วงเวลาที่การท่องเที่ยวซบเซานี้ถือเป็นโอกาสของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่จะได้เก็บเงินเที่ยวกันเพิ่มอีกหน่อยและยังสามารถวางแผนเที่ยวได้อีกยาวๆเลยล่ะ ยิ่งขาเที่ยวที่ชอบเที่ยวธรรมชาติด้วยแล้วคงยิ่งอึดอัดจากการ Lockdown กันพอสมควร เราจึงมานำเสนอ ECOArchitect ใหม่ๆรอบโลกที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างและ Landmark สุดเด็ดที่จะทำให้ทุกคนได้ใกล้ชิดธรรมชาติจนหายคิดถึงกันไปเลย

ข่าวดีเดือนตุลาคมนี้! รัฐบาลไทยปล่อยตัว Special Tourist Visa ที่อนุมัติให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในไทยได้ยาวถึง 90 วัน โดยคาดหวังให้การท่องเที่ยวไทยกระเตื้องขึ้น ซึ่งกลุ่มเป้าหมายของการท่องเที่ยวไทยครั้งนี้ คือ นักท่องเที่ยวกลุ่ม High-end ที่จะเข้ามาอยู่แบบ Long Stay ได้นานถึง 270 วัน โดยทุกคนจะต้องถูกกักตัวใน Alternative Quarantine Hotel และทำตามมาตราการการป้องกันการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทุกข้ออย่างเคร่งครัด ซึ่งข้อแม้ทั้งหมดนี้ก็ทำให้นักท่องเที่ยวสายแบกเป้ รักธรรมชาติต้องผิดหวังอย่างแรง ด้วยความที่นักท่องเที่ยวกลุ่มหลังเป็นกลุ่มที่ไม่ได้อยากจ่ายในราคาที่สูงลิบลิ่ว เนื่องจาก Special Tourist Visa นั้นมีเงื่อนไขแบบพิเศษซึ่งแตกต่างจาก Tourist Visa ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมการต่อวีซ่าแบบพิเศษและการเดินทางแบบ Private Jet หรือเหมาเครื่องบินเข้ามานั่นเอง

สามารถอ่านเงื่อนไขอย่างละเอียดได้ที่ www.atta.or.th/?p=16422

นอกจาก Special Tourist Visa ที่ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวของประเทศไทยแล้ว ก็ยังมีอีกหลายประเทศที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างระมัดระวังด้วยความตั้งใจเดียวกันที่จะกู้สถานการณ์การท่องเที่ยวให้กลับมาสดใสอีกครั้งหลังการปลดล็อกดาวน์จากการระบาดของไวรัส COVID-19 ซึ่งเราจะนำเคสที่น่าสนใจมานำเสนอ

1. อังกฤษ

ธุรกิจการบินเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาในส่วนของการบินภายในประเทศ และยังต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างดี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่บินเข้าอังกฤษมากที่สุดในเวลานี้ นั่นเพราะนักท่องเที่ยวชาวจีนนั้นเป็นกลุ่มที่ทำรายได้ให้การท่องเที่ยวของอังกฤษมากที่สุดนั่นเอง ทั้งนี้นักท่องเที่ยวทุกคนต้องทำตามมาตราการการป้องกันการแพร่ระบาดต่างๆอย่างเคร่งครัด เพราะหากผ่าผืนการกักตัว(self-isolation) 14 วัน จะต้องถูกปรับ  £10,000 และยังมีค่าปรับสำหรับผู้ที่ไม่ทำตามมาตราการต่างๆที่กำหนดไว้ขั้นต่ำ £200 โดยการมอบอำนาจให้การตวจตรานี้ให้ตำรวจท้องถิ่น ซึ่งมาตราการการกักตัวและลงโทษมีความแตกต่างออกไปหากนักท่องเที่ยวมาจาก ไอแลนด์เหนือ สกอตแลนด์ และเวลส์ ขณะนี้มี 75 ประเทศที่ได้รับการอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศได้ อีกทั้งทางการอังกฤษก็มีแนวโน้มว่าจะลดจำนวนวันกักตัวให้น้อยลลง เพื่อเอื้อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะบินเข้ามาในเร็วๆนี้ ซึ่งประกาศล่าสุดจากรัฐบาลนั้นยังคงให้ปิดไนท์คลับ บาร์ และสถานบันเทิงต่างๆต่อไป แต่ก็อนุโลมให้ร้านค้าทั่วไป ร้านอาหาร โรงละครและโรงหนังเปิดบริการได้ถึง 5 โมงเย็นเท่านั้นโดยเฉพาะในพื้นที่เฝ้าระวัง

สามารถอ่านรายละเอียดและตรวจสอบพื้นที่เฝ้าระวังได้ที่ www.gov.uk/government/collections/local-restrictions-areas-with-an-outbreak-of-coronavirus-covid-19

2. จีนและไต้หวัน

จีนที่เป็นประเทศแรกที่เริ่มมีการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างแสนสาหัสนั้นเพิ่งจะเปิดให้ต่างชาติเดินทางเข้าประเทศได้เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยอนุญาตให้ผู้ที่จะเดินทางจาก 36 ประเทศในยุโรปเดินทางเข้าประเทศจีนได้ด้วยข้อแม้เพียงอย่างเดียวคือต้องมีที่อยู่อาศัยในประเทศจีนเป็นหลักแหล่ง อีกทั้งการเดินทางภายในประเทศก็เริ่มฟื้นตัวกลับมาดีขึ้นหลังปลดล็อกดาวน์ตามเมืองต่างๆ รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวระดับท้องถิ่นหลายแห่งทยอยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปได้แล้วด้วย  อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การทำ Travel Bubble Partnership ระหว่างเกาหลีใต้และสิงคโปร์เพื่อเอื้อให้นักธุรกิจและนักท่องเที่ยวได้เดินทางสัญจรกันได้สะดวกมากขึ้น

ส่วนใต้หวันนั้นก็ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวดในการควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 จึงได้เริ่มเปิดให้ชาวต่างชาติเข้ามาได้ตั้งแต่สิ้นเดือนมิถุนายนด้วยการใช้วีซ่านักท่องเที่ยวแบบปกติและวีซ่านักเรียน อย่างไรก็ตาม มาตราการการควบคุมการแพร่ระบาดของที่นี่ก็ยังคงเคร่งครัดอยู่ เพราะผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศทุกคนจะต้องได้รับการตรวจหาเชื้อ COVID-19 ก่อนที่จะเดินทางเข้ามาเกาะใต้หวัน โดยจะต้องมีผลตรวจเป็น Negative หรือไม่ติดเชื้อไวรัส ซึ่งทุกคนจะต้องตรวจก่อนการเดินทาง 3 วัน และกักตัวเอง (self-quarantine)ทันทีที่มาถึง 14 วัน      

1. Skywalk ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง จุดชมวิวสุดเพอร์เฟคใน อ.เบตง จ. ยะลา

ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ภาพจาก The Reporters Facebook

เริ่มจาก Landmark ที่เราจะเดินทางไปกันได้ในประเทศก่อน นั่นคือ  Skywalk ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง สุดอลังการที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีโด่งดังและน่าประทับใจที่สุดของอำเภอเบตงนั่นเอง เพราะ Skywalk แห่งนี้จะกลายเป็นความหวังของชาวจังหวัดยะลาอย่างมาก ไม่ว่าจะด้านงบประมาณการก่อสร้างก้อนโตจำนวน 91 ล้านบาทที่รัฐบาลหวังจะฟื้นฟูและพัฒนาการท่องเที่ยวสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยให้มีเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เข้มแข็งขึ้น ทั้งด้านความสวยงามของทะเลหมอกอัยเยอร์เวงที่จะตราตรึงไว้ในความทรงจำของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนที่นี่ได้อย่างน่าประทับใจจจอาจจะต้องหวนกลับมาที่นี่อีกครั้ง

จุดชมวิวที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ภาพจาก The Reporters Facebook

ทะเลหมอกอัยเยอร์เวง ตั้งอยู่บริเวณเขาไมโครเวฟ กิโลเมตรที่ 32 พร้อมด้วยความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 2,038 ฟุต ซึ่งจะมีหมอกหนาให้เห็นตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ก่อนเวลาพระอาทิตย์ขึ้นจนถึง 9 โมงเช้า โดยกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก คือ ชาวมาเลเซีย ที่อยู่ติดชายแดนภาคใต้ของไทย เพราะนักท่องเที่ยวมาเลย์สามารถเดินทางเข้าภาคใต้ไทยได้สะดวกกว่าประเทศอื่นๆนั่นเอง ด้วยเหตุนี้การสร้าง Skywalk จะทำให้การท่องเที่ยวได้ใกล้ชิดธรรมชาติได้ง่ายดายยิ่งขึ้น และที่สำคัญที่สุดนั่นคือ การได้สัมผัสธรรมชาติอย่างเต็มที่หลังการ Lockdown ที่แสนน่าเบื่อที่ผ่านมานี้

เรามาดูในส่วนของรายละเอียดความคืบหน้าการก่อสร้างตอนนี้กันบ้าง จากหลายๆแหล่งข่าวยืนยันตรงกันว่า การก่อสร้างเสร็จไปแล้วไม่น้อยกว่า 77% แต่มีการชลอการก่อสร้างไว้เนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้การสั่งซื้อวัสดุก่อสร้างที่ต้องสั่งจากประเทศจีนส่งสินค้าขาออกมาที่ไทยยากลำบากขึ้น ซึ่งจากเดิมมีกำหนดการเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ในปลายปี 2563 นี้ นอกจาก Skywalk แล้ว ยังมีสนามบินเบตงที่จำเป็นต้องหยุดชะงักการก่อสร้างไว้ชั่วคราว อย่างไรก็ตามสนามบินได้มีความคืบหน้าไปเกือบ 100% แล้ว ซึ่งก็ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจมากๆ เพราะหากการเดินทางมาที่อำเภอเบตงสะดวกสบายขึ้น ก็จะยิ่งทำให้การท่องเที่ยวจังหวัดยะลาประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม อีกทั้งยังทำให้คนท้องถิ่นได้สร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวในประเทศ ในขณะนี้กิจการด้านการท่องเที่ยวที่จังหวัดยะลาก็คึกคักขึ้นด้วยการเปิด Homestay เพิ่มขึ้นหลายสิบแห่ง บริการนำเที่ยวด้วยรถยนต์และจักรยาน ร้านอาหาร คาเฟ่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่คาดหวังว่าจะหลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสายในอนาคตที่จะถึงนี้

ทางเดินบน Sky Walk ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ภาพจาก The Reporters Facebook

ภาพถ่ายจากด้านล่างที่ใก้ลแล้วเสร็จ ภาพจาก hatyaitoday.com

โรงแรมที่น่าสนใจในย่านอำเภอเบตงที่จะทำให้นักท่องเที่ยวได้ใกล้ชิดธรรมชาติขึ้นอีกได้แก่ รีสอร์ทภูผา & ศิลา โฮม, โรงแรม Betong Merlin และ The Regency Jerai Hill Resort ซึ่งล้วนแล้วเป็นโรงแรมที่เก่าแก่ในย่านนี้ ตั้งอยู่ในทำเลที่เอื้อให้เดินทางท่องเที่ยวได้สะดวกมาก เพราะอยู่ทั้งในเมืองและในเขาที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่ถูกรักษาไว้ให้เหมือนเดิม

 

2. Baumwipfelpfad Bayerischer Wald สัมผัสอุทยานน่าเที่ยวแห่งรัฐบาเยิร์น ประเทศเยอรมันนีที่ไม่เหมือนใคร

ภาพถ่ายมุมสูง ภาพจาก theculturaltrip.com

เริ่มทำความรู้จักกับรัฐบาเยิร์น (Bavaria) รัฐที่ใหญ่ที่สุดของเยอรมันนี ที่รัฐนี้เขาขึ้นชื่อเรื่องLandscape ที่สวยงาม พร้อมการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืนได้อย่างน่าทึ่งมากๆ แถมยังเป็นรัฐที่สร้างรายได้ให้ประเทศสูงที่สุดของประเทศอีกด้วย เมื่อพูดถึงการท่องเที่ยวในรัฐบาเยิร์น หลายคนคงวางแผนเที่ยวธรรมชาติกันอยู่แล้ว ยิ่งได้เข้าไปเที่ยวที่อุทยานป่าไม้ที่ถูกดูแลเป็นอย่างดีก็ยิ่งน่าสนใจใช่ไหมล่ะ? เราจึงขอเสนอ Baumwipfelpfad Bayerischer Wald (The Bavarian Forest National Park) หนึ่งในอุทยานแห่งชาติที่ไม่เพียงแต่มีดีด้านการอนุรักษ์ป่าไม้ธรรมชาติ แต่ยังมีชื่อเสียงในด้านการออกแบบ Skywalk ให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสเดินชมป่าจากวิวด้านบนได้ทั่วถึงทุกซอกทุกมุม

Skywalk ของที่นี่สร้างจากไม้ รวมระยะทางที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินได้อย่างอิสระทั้งหมด 1,300 เมตร เมื่อเดินไปเรื่อยๆจนสุดทางจะพบว่าเรากำลังยืนอยู่บนความสูง 25 เมตร จากพื้นโลก และนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นแห่งการผจญภัยในอุทยานที่กว้างใหญ่ที่ไม่ว่าวัยไหนๆก็คงได้เพลิดเพลินกับการได้ออกมาข้างนอกครั้งนี้อย่างแน่นอน เมื่อเดินต่อไปที่หอคอยรูปใข่ที่ถูกออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาติได้อย่างลงตัวสุดๆ ซึ่งจุดชมวิวสูงสุดของ Skywalk คือ 44 เมตร

ภายใน Sky Walk ภาพจาก ulrichshof.com

อีกความพิเศษของจุดชมวิว คือ การได้มองเห็นวิวทิวทัศน์รอบๆได้ถึง 360 องศา จากการเดินวนรอบๆจุดชมวิวสุดพิเศษนี้นั่นเอง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วท้องฟ้าจะเปิดตลอด ทำให้ได้เห็นท้องฟ้าสีครามสดใสเด่นสง่า ถ้ายรูปออกมายังไงก็สวย นักท่องเที่ยวจึงได้ความประทับใจกลับไปโดยไม่ผิดหวังเลย เห็นแบบนี้แล้วก็รีบๆเก็บเงินเตรียมเที่ยวกันรอไปก่อนได้เลย

Prop Alert: ขอแถมเกร็ดความรู้เล็กๆเกี่ยวกับที่มาของนโยบายการรักษาสิ่งแวดล้อมและป่าไม้ของเยอรมันนี เพราะความสมบูรณ์ของธรรมชาติคงไม่ยั่งยืนเหมือนทุกวันนี้หากรัฐบาลเยอรมันนีไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมที่จะส่งผลกระทบระยะยาวที่จะตกไปถึงเด็กๆเยอรมันรุ่นต่อไป จุดเริ่มต้นการรักษาสิ่งแวดล้อมให้สมบูรณ์เกิดขึ้นหลังจากการรวมประเทศเยอรมันนี (German Unification) ในปี ค.ศ. 1990  โดยเฉพาะเยอรมันนีฝั่งตะวันออกที่ได้รับผลกระทบด้านมลพิษอย่างรุนแรงจากอุตสาหกรรมโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ถ่านหินที่ไม่ได้คุณภาพ ไม่มีการบำบัดน้ำเสียที่ถูกวิธี และการใช้น้ำมันดิบคุณภาพต่ำจนทำให้อากาศเป็นพิษ สิ่งเหล่านี้คือความผิดพลาดที่ทำให้ชาวเยอรมันนีและรัฐบาลพยายามปรับปรุงเพื่อหวังให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นด้วยการทำให้การรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นกฎหมายที่จะปฏิบัติกันในทุกชุมชน ซึ่งความพยายามที่ผ่านมาของพวกเขาก็ได้เห็นผลแล้ว ตัวอย่างเช่น การรักษาป่าในอุทยานแห่งชาติได้อย่างน่าชื่นชม การคัดแยกขยะกว่า 20 ชนิด การไม่ใช้ถุงพลาสติก และอื่นๆ

ทางเดินรอบๆอุทยาน ภาพจาก ulrichshof.com

โรงแรมที่น่าสนใจที่ตั้งอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติในบาร์เยิร์นนั้นก็มีอยู่ไม่น้อย ซึ่งเราได้คัดสรรค์มาเฉพาะโรงแรมระดับ 5 ดาวเท่านั้น ได้แก่ RIVA – DAS HOTEL AM BODENSEE (Constance, Germany), Klosterhof Premium Hotel & Health Resort และ Parkhotel Adler (Black Forest)

 

3. UNDER ภัตตาคารใต้มหาสมุทรแห่งแรกของยุโรปและใหญ่ที่สุดในโลกอยู่ที่นอร์เวย์นี่เอง!

ภัตตาคาร Under ที่โผล่พ้นมหาสมุทรออกมาเพียงครึ่งเดียว www.thatscandinavianfeeling.com

ดำดิ่งลึกลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือในนอร์เวย์ที่เย็นยะเยือก มหาสมุทรที่มีระบบนิเวศทางทะเลที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก! คงไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีร้านอาหารริมทะเลสะดุดตาอยู่ในแบบ Minimalist design ที่ทั้งดูทันสมัยและกลมกลืนไปกับภูมิประเทศของที่ได้เพอร์เฟคอย่างน่าเหลือเชื่อ ภัตตาคารแห่งนี้ถูกออกแบบโดย Snøhetta Architecture Firm สัญชาตินอร์เวย์ที่มีฝีมือการออกแบบโดดเด่นด้านการออกแบบแนว Eco Architect ที่ได้สร้างผลงานระดับโลกมาแล้วมากมาย

ภัตตาคารใต้มหาสมุทรนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ในการเรียนรู่ระบบนิเวศทางทะเลอย่างใกล้ชิดเสมือนได้แหวกว่ายอยู่ในท้องทะเลไปกับเหล่าสัตว์ทะเลในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ซึ่งถ้าหากโชคดีเราอาจจะได้เจอวาฬตัวเป็นๆว่ายน้ำอยู่ตรงหน้าผ่านกระจกได้อย่างปลอดภัยหายห่วง ที่สำคัญกว่านั้น คือ การได้รับประทานอาหารทะเลสดแสนอร่อยที่สามารถหาได้จากแหล่งท้องถิ่นในนอร์เวย์ ขอแนะนำว่าช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ควรไปที่นี่คือช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ตก เพราะแสงแดดจะสะท้อนกับผิวน้ำทะเลเป็นประกายสีต่างๆ

ภาพจาก under.no

ภัตตราคารแห่งนี้มีความโดดเด่นด้านสถาปัตยากรรมแนว Eco Architect ที่ถูกออกแบบมาได้อย่างกลมกลืนสมเป็น Architecture Firm สัญชาตินอร์เวย์เสียจริงๆ เพราะผู้ออกแบบได้ถ่ายทอดเอกลักษณ์ความเป็นนอร์เวย์เจียนได้อย่างสมบูรณ์แบบ นั่นก็คือ ความเรียบง่าย กลมกลืนไปกับธรรมชาติ และแฝงด้วยความทันสมัยที่คลาสสิคที่สามารถอยู่คู่กับธรรมชาติไปได้อย่างลงตัว ในส่วนของการออกแบบภายในก็มีรายละเอียดที่กลมกลืนไปกับธรรมชาติได้ไม่ต่างกับสถาปัตยกรรมหลัก เพราะภายในนั้นมีการเล่นแสงให้เหมือนโทนสีของแสงอาทิตย์ตกตอนเย็นที่จะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพอากาศท้องถิ่นและฤดูกาล ซึ่งนั่นแหละคือสเน่ห์ของธรรมชาติที่ไม่สามารถความคุมได้ โดยเฉพาะสภาพอากาศที่ Lindesnes นั้นมีความแปรปรวนอย่างหนักจึงทำให้คาดเดาได้ยาก เช่น จากสภาพอากาศที่สงบ สดใส ก็อาจจะเปลี่ยนเป็นพายุได้ภายในวันเดียวกัน

โรงแรมและบ้านพักในประเทศนอร์เวย์ที่น่าสนใจในราคาที่จับต้องได้ด้วยทำเลที่โอบล้อมไปด้วยป่าไม้ ทะเลสาบ และทิวเขาที่เป็นภูมิประเทศโดยส่วนใหญ่ของที่นี่ จึงเหมาะแก่การมาพักผ่อนหน่อยใจสบายๆ เราจึงเลือก Finalist มาให้ถึง 3 แห่ง ได้แก่ Juvet Landscape Hotel, Angvik Gamle Handelssted และ Kviknes Hotel

 

4. UAE Pavilion สถาปัตยกรรมที่ได้แรงบัลดาลใจจากเหยี่ยว สะท้อนตัวตนชาว UAE โดย Calatrava

ภาพจาก cbnme.com

เรื่องความ Creative และความโมเดิร์นต้องยกให้สถาปัตยกรรมของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เพราะการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในที่สร้างสรรค์ไม่แพ้ชาติใดในโลก สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่อีกด้วย โดยได้แรงบรรดาลใจจากการเคลื่อนไหวของปีกเหยี่ยวที่เป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำชาติของ UAE ที่ชาวอาหรับที่นี่มักนิยมเลี้ยงเหยี่ยวและฝึกเหยี่ยวกันเป็นปกติ จึงไม่แปลกที่สายสัมพันธ์ระหว่างชาวอาหรับและเหยี่ยวจะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน

UAE Pavilion แห่งนี้สร้างขึ้นสำหรับงาน Dubai World Expo 2020 โดยนักออกแบบชื่อก้องโลก Santiago Calatrava สถาปนิกผู้สร้างสรรค์ให้ UAE Pavilion ไม่ได้เป็นแค่อาคารสวยๆ แต่เป็นงานศิลปะที่สะท้อนเรื่องราวของวิถีชีวิตการเลี้ยงเหยี่ยวของชาวอาหรับได้อย่างไร้ที่ติ โดยมี Connecting Minds, Creating the Future” เป็นคอนเซ็ปต์ที่ผสานความลงตัวและเชื่อมระหว่างอดีตและปัจจุบันของ UAE ที่ถูกถ่ายทอดออกมาได้ชัดเจนและทันสมัยตามยุคที่ถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมที่แฝงเอกลักษณ์ความเป็น UAE อย่างชัดเจน ซึ่งเหตุผลในการใช้เหยี่ยวเป็นโมเดลอาคาร นั่นก็เพราะเหยี่ยวเป็นสัญลักษณ์ที่เชื่อมความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างชาว UAE มายาวนาน และยังเป็นสัตว์ท้องถิ่นของที่นี่ นั่นจึงเป็นเหมือนดั่งสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาด เราคิดว่านั่นคือความพิเศษของความหมายที่ UAE จะสื่อไปถึงความสัมพันธ์ที่ดีต่อนานาชาติที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการครั้งนี้

ภาพจาก expo2020dubai.com

ตัวอาคารทั้งหลังได้แรงบันดาลใจจากการสยายปีกของเหยี่ยวที่สง่างามและแข็งแกร่ง ส่วนของหลังคาถูกออกแบบให้เหมือนแนวขนของขนนกที่เรียงรายเป็น layer ทีละชั้นๆ นอกจากจะทำให้ตัวอาคารสวยงามแล้ว หลังคาอาคารยังใช้ประโยชน์ได้ด้วย เพราะมันสามารถเปิดรับแสงแดด เพื่อเพิ่มแสงสว่างเข้าสู่ภายในอาคารได้เป็นอย่างดี หรืออยากจะเปิดให้เห็นดวงดาวบนท้องฟ้าก็สวยไปอีกแบบนึง เนื่องจากท้องฟ้าในประเทศแถบทะเลทรายจะไม่ค่อยมีเมฆบังจึงทำให้เห็นดาวบนฟ้าชัดเจน โดยมีกำหนดการจัดนิทรรศการเดือนตุลาคม 2563 – เมษายน 2564 

ทางเข้า UAE Pavilion ภาพจาก dezeen.com

ภายใน UAE Pavilion ประกอบด้วย VIP lounges สำหรับแขกพิเศษ พื้นที่รับประทานอาหาร พื้นที่ขายสินค้าต่างๆ ซึ่งไฮไลท์สำหรับงานนี้ก็คือ นิทรรศการโชว์ความก้าวหน้าของนวัตกรรมใหม่ๆและการออกแบบสถาปัตยกรรมทั้งภายนอกและภายในสุดล้ำสมัยจากทั่วโลกมารวมตัวกันที่นี่ นั่นสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและคนทั่วไปที่สนใจด้านงานนวัตกรรมและศิลปะของสถาปัตยกรรมระดับโลกได้ใน UAE Pavilion แห่งนี้ได้จุใจ

โรงแรมสุดหรูที่ได้ใกล้ชิดธรรมชาติอย่างจุใจในดินแดนแห่งทะเลทรายนี้ได้แก่ Jumeirah Dar Al Masyaf, Atlantis (The Palm) และ Al Maha, a Luxury Collection Desert Resort & Spa เป็นสุดยอดโรงแรมที่เราคัดมาเพื่อผู้อ่าน Propholic reader โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมกลางทะเลทรายที่มอบความเป็นอาหรับราตรีเหมือนดั่งเทพนิยายไว้สมบูรณ์แบบและโรงแรมติดชายหาดสุดเก๋ที่มี Aquarium ในห้องพักส่วนตัวแบบ exclusive

 

5. The Kelpies อาชา ศิลปะ และการบอกเล่าความเป็นสกอตติชผ่านเหล็กกล้าที่หลอมขึ้นอย่างปราณีต

The Kelpies ภาพจาก www.thehelix.co.uk

The Kelpies คือ ชื่อเท่ๆของงานศิลปะม้า ที่เป็นสัตว์สัญลักษณ์ของสก็อตแลนด์มาอย่างยาวนานและเป็นสัญลักษณ์ที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักดีเมื่อนึกถึงสก็อตแลนด์ อีกทั้งยังใช้เหล็กกล้าที่เป็นอุตสาหกรรมหลักตั้งแต่แรกเริ่มการพัฒนาอุตสาหกรรมของสก็อตแลนด์มาใช้เป็นวัสดุในการสร้าง The Kelpies 100% ซึ่งทั้ง 2 องค์ประกอบนี้ คือ 2 สิ่งแสดงอัตลักษณ์และความภูมิใจของชาวสกอตติชได้อย่างชัดเจนและลงตัว

ภายใน The Kelpies เปิดให้คนเข้าชมได้ ซึ่ง Sculpture ทั้ง 2 ตัวนี้มีรูที่เปิดรับแสงธรรมชาติให้สอดส่องเข้ามาภายในได้ ซึ่งหากมองช่องรับแสงต่างๆจากภายในก็จะบรรยากาศภายนอกและได้สัมผัสแสงแดดจากด้านนอกได้เช่นกัน ซึ่งนี่ถือเป็นไฮไลท์ที่น่าสนใจและยังเป็นการสร้างสเน่ห์ดึงดูดความสนใจได้อีกด้วย นับว่าเป็นเอกลักษณ์ของ The Kelpies ที่ถูกออกแบบมาให้ต่างจาก Sculpture อื่นๆที่ไม่คนไม่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะได้เลย จึงไม่แปลกที่จะเห็นคนชอบเข้ามาถ่ายรูปเก๋ๆอวดเพื่อนได้หลากหลายมุมเลยล่ะ แถมด้วยอสภาพอากาศที่ปลอดโปร่งด้านนอกที่มีลมโกรกตลอดเวลา จึงหายห่วงเรื่องเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี เพราะมีอากาศถ่ายเทหลุนเวียนอยู่เรื่อยๆ ยิ่งไปกว่าความสวยงามคือความกลมกลืนกันระหว่าง The Kelpies ธรรมชาติรอบตัว อย่าง ลำธารน้ำใสแจ๋ว และแสงแดดอุ่นๆประกายทอง

เรือท่องเที่ยวลำธารบริเวณใกล้ The Kelpies  www.thehelix.co.uk

นอกจากผลงานศิลปะที่สะท้อนความเป็นอัตลักษณ์ของชาวสกอตติชแล้ว ยังร้านขายของที่ระลึกน่ารักๆที่มีม้าเต็มไปหมด และที่น่าสนใจอีกอย่าง คือ คาเฟ่กาแฟเล็กๆที่มีหน้าต่างที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์รอบๆมอเตอร์เวย์ได้กว้างมากๆอีกด้วย ถ้าจะมาให้คุ้ม เราขอแนะนให้มาช่วงที่พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน เนื่องจากแถวนี้ไม่มีตึกสูงจึงทำให้เห็นพระอาทิตย์ตกดินทอแสงเปล่งประกายสวยงาม

นอกจากการได้ออกมาผ่อนคลายด้านนอกแล้วก็ยังมี Exhibition และร้านขายของที่ระลึกเกี่ยวกับ The Kelpies ให้นักสะสมได้ช้อปปิ้งกันอีกด้วย โดยรวมแล้วก็ถือว่ามีกิจกรรมที่หลากหลายให้ทำกันให้หายอยากหลังจาก Lock Down จนจุใจเลยทีเดียว

ทุกสถานที่ท่องเที่ยว Outdoor ทั้ง 5 แห่งที่เราได้ตั้งใจเฟ้นหามาทั้งหมดนี้ได้ถูกออกแบบมาให้เป็นทั้งแหล่งท่องเที่ยว แหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศ และสถาปัตยกรรมที่น่าชื่นชมด้าน Eco Architect ที่เน้นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมให้เข้ากันกับสถาปัตยกรรมได้อย่างลงตัว เพราะนักท่องเที่ยวจะได้ความรู้ที่จะรักษาธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืนคู่กับมนุษย์ต่อไป แถมยังได้สูดอากาศบริสุทธิ์จนสุดปอดให้หายคิดถึงหลังการ Lock Down อีกด้วย

โรงแรมที่น่าสนใจและตอบโจทย์คนรักธรรมชาติในสกอตแลนด์ ได้แก่ Trigony House Hotel & Garden Spa (Dumfries And Galloway), Gleneagles Hotel (Perthshire) และ The Cabin (Isle of Skye)

 

แหล่งที่มา

www.calatrava.com

www.bundesfinanzministerium.de

TheReportersTH Facebook

www.hatyaitoday.com

www.sanook.com

www.theculturetrip.com

www.thatscandinavianfeeling.com

www.visitscotland.com

www.cbnme.com

www.thehelix.co.uk

www.puergl.de

www.edition.cnn.com/travel/article/global-destinations-reopening-to-tourists/index.html

www.cntraveler.com

www.architecturaldigest.com

www.tripadvisor.com

www.mypremiumeurope.com

Pawida W.

Pawida W.

นักเขียน Gen Y โลกสวยที่เชื่อว่า การออกแบบที่ดีจะทำให้ชีวิตและความเป็นอยู่ของมนุษย์ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย ผังเมือง การเมือง สังคม หรือแม้แต่การออกแบบชีวิตของตัวเอง มีความคาดหวังที่จะได้ใช้โอกาสของการเป็นนักเขียนมาเขียนเล่าถึงการออกแบบที่ทันสมัยและการออกแบบของหมวดอสังหาฯ ให้เป็นประโยชน์ในวงกว้าง

เว็บไซต์

ไอคอน อุดมสุข

ไมลส์ รัชดา - ลาดพร้าว

แอชตัน อโศก-พระราม 9

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาหากใครได้มีโอกาสผ่านไปมาที่บ...

5 October, 2020

ควาริทซ์ พระราม9

“อัญมณีหายากอันล้ำค่า ที่คู่ควรต่อการส่งมอบเป็นมรดกป...

25 September, 2020

ไอดีโอ รัชดา – สุทธิสาร

วันนี้ทาง Propholic เราจะมารีวิวคอนโดที่เพิ่งสร้างเส...

17 September, 2020

นิว โนเบิล ไฟฉาย-วังหลัง

โครงการ Nue Noble Fai Chai-Wang Lang (นิว โนเบิล ไฟฉ...

16 September, 2020