ผังเมืองที่ไม่เผื่อพื้นที่ให้ ‘ธรรมชาติได้หายใจ’ ในวันนี้จะกลายเป็นผังเมืองที่บังคับให้ ‘คนเมืองต้องจมน้ำ’ ในวันหน้า

เกริก บุณยโยธิน 28 September, 2026 at 13.59 pm

ประกาศที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา


วิกฤตน้ำท่วมขังหนักในกรุงเทพมหานครครั้งล่าสุด แสดงให้เห็นว่า แม้ปรากฏการณ์ Rain bomb และ Climate Change จะเป็นปัจจัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่หัวใจสำคัญคือ วิธีการรับมือของเราที่อาจยังไม่ตรงจุด การพึ่งพาระบบโครงสร้างแข็งเพียงอย่างเดียว เช่น การสร้างอุโมงค์ระบายน้ำเพื่อดันน้ำลงอ่าวไทย เริ่มใช้ไม่ได้ผลในยุคที่ระดับน้ำทะเลหนุนสูงขึ้น เกิด Rain Bomb ยาวนานต่อเนื่อง และกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้เมืองต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมขังสะสม

​สิ่งที่เกิดขึ้นยิ่งชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างทางกายภาพระหว่างพื้นที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ โดยฝั่งธนบุรีได้รับผลกระทบน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากยังมีพื้นที่เกษตรและพื้นที่สีเขียวช่วยซึมซับน้ำ ประกอบกับลำคลองส่วนใหญ่ยังไม่ถูกถมทำลาย จึงช่วยชะลอและระบายน้ำได้ดี เช่นเดียวกับพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในอย่างอโศก นานา หรือสีลม ที่สามารถรอดพ้นวิกฤตมาได้ด้วยการมี “แก้มลิงเมือง” อย่างสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติช่วยรับน้ำผ่านแนวคลองไผ่สิงโต
ในทางกลับกัน เขตที่เกิดน้ำท่วมขังหนักอย่างลาดพร้าว รามคำแหง ลำสาลี พัฒนาการ รามอินทรา ศรีนครินทร์ มีนบุรี หรือเพชรบุรีตัดใหม่ เกิดจากการที่คลองหลักล้นทะลักและลำรางสาธารณะถูกถมพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ โดยที่แผนการจัดซื้อและเวนคืนพื้นที่สร้างแก้มลิงขนาดใหญ่ตามพระราชดำริเดิมกลับถูกละเลยและปล่อยให้หลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย
​ทางออกอย่างยั่งยืนของ กทม. จึงต้องเปลี่ยนผ่านจากการ “เร่งระบายน้ำ” ไปสู่การเป็น “Sponge City” (เมืองฟองน้ำ) ซึ่งเป็นแนวคิดพัฒนาระดับสากลที่เน้นการปรับเมืองให้สามารถซึมซับ กักเก็บ และชะลอน้ำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยการเร่งขุดบึงแก้มลิงขนาดเล็กและใหญ่กระจายตัวตามที่ดินสาธารณะของรัฐที่มีอยู่นับพันไร่ ควบคู่ไปกับการเชื่อมต่อระบบท่อเปิด-ปิดน้ำตามแนวคลอง การฟื้นฟูทางน้ำธรรมชาติ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่น้ำซึมผ่านได้ วิธีนี้มีข้อดีเหนืออุโมงค์ยักษ์หลายประการ ทั้งใช้งบประมาณน้อยกว่า สร้างได้รวดเร็ว ไม่เสี่ยงต่อระบบปั๊มล้มเหลวยามไฟดับ ช่วยลดแรงดันน้ำระบายในช่วงน้ำทะเลหนุน แถมยังเก็บน้ำไว้ใช้ยามแล้งและพัฒนาเป็นสวนสาธารณะเพิ่มคุณภาพชีวิตให้คนเมืองได้อีกด้วย
​มหานครชั้นนำทั่วโลกได้พิสูจน์แล้วว่าโมเดลเมืองฟองน้ำสามารถใช้งานได้จริงและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เช่น สิงคโปร์ ที่เปลี่ยนคลองคอนกรีตให้กลายเป็นแม่น้ำและสวนสาธารณะธรรมชาติในโครงการ ABC Waters Program, จีน (เช่น อู่ฮั่น เซินเจิ้น) ที่บังคับใช้กฎหมายสร้างพื้นผิวซึมน้ำและหลังคาสีเขียวทั่วเมืองจนกักเก็บน้ำฝนได้มากกว่า 70%, เยอรมนี (เบอร์ลิน) ที่เน้นการจัดการน้ำฝนในพื้นที่เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ หรือ ญี่ปุ่น กับระบบระบายน้ำ G-Cans ที่ใช้แก้มลิงและพื้นที่ซึมน้ำทำงานร่วมกับอุโมงค์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถึงเวลาแล้วที่ กทม. ต้องก้าวข้ามการคิดแบบโยธาสั่งสร้างเพื่อผู้รับเหมา แล้วหันมาใช้แนวทาง “สหวิทยาการ” ผสานโครงสร้างแข็งร่วมกับธรรมชาติ เพื่อคืนความยืดหยุ่นให้เมืองรับมือกับวิกฤตสภาวะภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน
วิกฤตน้ำท่วมรอบล่าสุดไม่ได้เป็นเพียงบทเรียนราคาแพง แต่คือ “สัญญาณเตือนครั้งสุดท้าย” สำหรับ ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) ซึ่งอยู่ในระหว่างกระบวนการพิจารณาและรอประกาศใช้ น่ากังวลว่าแนวโน้มของร่างผังเมืองฉบับใหม่นี้กลับมุ่งเน้นการปลดล็อกสิทธิพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ การเพิ่มค่า FAR (อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน) และการปรับลดพื้นที่เขตรองรับน้ำ (Floodway) เพื่อเอื้อต่อการขยายตัวของทุนอสังหาริมทรัพย์ โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานที่พึ่งพาเพียงอุโมงค์ยักษ์และท่อระบายน้ำ ซึ่งบทพิสูจน์ในสนามจริงก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเป็นแนวคิดที่ล้มเหลวสิ้นเชิงเมื่อต้องเผชิญกับสภาวะน้ำทะเลหนุนสูง
​ช่วงเวลานี้จึงเป็น “โอกาสทองและความหวังสุดท้าย” ที่ผู้บริหาร กทม. รวมถึงภาคประชาสังคม จะต้องร่วมกันเบรกและทบทวนร่างผังเมืองดังกล่าวอย่างจริงจัง เรายังพอมีเวลาเหลือให้แก้ไขและยึดคืนพื้นที่รับน้ำ โดยการผนวกแนวคิด Sponge City เข้าไปในกฎกระทรวงผังเมืองอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการสงวนและเวนคืนที่ดินว่างเปล่าเพื่อทำแก้มลิงกระจายทั่วเมือง การกำหนดให้โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ต้องมีพื้นที่ซึมน้ำและสวนหลังคา (Green Roof) และการสร้างสิทธิประโยชน์ทางผังเมือง (FAR Bonus) สำหรับอาคารที่ช่วยกักเก็บน้ำฝนไว้ในพื้นที่ตนเอง แทนที่จะเร่งปลดล็อกพื้นที่รับน้ำไปให้นายทุนพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมหรือบ้านจัดสรร
​หาก กทม. ยังคงดึงดันปล่อยให้ร่างผังเมืองฉบับนี้ผ่านออกมาโดยคิดแบบโยธาและมองข้ามสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ บทเรียนแสนล้านก็จะหมุนเวียนกลับมาลงโทษคนกรุงเทพฯ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะผังเมืองที่ไม่เผื่อพื้นที่ให้ ‘ธรรมชาติได้หายใจ’ ในวันนี้จะกลายเป็นผังเมืองที่บังคับให้ ‘คนเมืองต้องจมน้ำ’ ในวันหน้า
เกริก บุณยโยธิน

เกริก บุณยโยธิน

ผู้ก่อตั้งเวปไซต์แบ่งปันความรู้ด้านการตลาด และการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาฯ พร็อพฮอลิค ดอทคอม..หลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการวนเวียน เข้าๆออกๆ ในสายงานด้านการตลาด และวางแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ของบริษัทอสังหาฯ และเอเยนซีโฆษณาชั้นนำหลายแห่ง (โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องจับสลากเจอลูกค้าสายอสังหาฯทุกที)...จนถูกครอบงำโดยจิตใต้สำนึก ให้ถีบตัวเองออกจากกรอบการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อออกมาจุดประกายความคิดที่ถูกต้อง และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจในธุรกิจอสังหาฯ

เว็บไซต์

วีเว่ กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่

เนอวานา คอลเลคชั่น กรุงเทพกรีฑา

นันทวัน ราชพฤกษ์-พรานนก

กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่าฝั่ง...

11 March, 2026

โมดิซ อาวองการ์ด

ทำเลพหลโยธิน - รังสิต ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่ย่...

2 March, 2026

เชปเตอร์วัน สปาร์ค จรัญ

Chapter One Spark Charan (แชปเตอร์วัน สปาร์ค จรัญ) ค...

5 January, 2026

นิว ริเวอร์เรสต์ ราษฎร์บูรณะ

ขึ้นชื่อว่าอยู่คอนโดมิเนียม แน่นอนว่าข้อได้เปรียบที่...

11 December, 2025

สอบถามโครงการ

ได้รับข้อมูลเรียบร้อยแล้ว
ขอบคุณอย่างยิ่งที่สนใจครับ
จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไปนะครับ

ขออภัย
ไม่สามารถส่งข้อมูลได้
กรุณาลองใหม่อีกครั้ง