บ้านอาจไม่ใช่การลงทุนที่หวือหวา แต่คือความสุขระยะยาวของชีวิต
คนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่น Gen X และ Gen Y เติบโตมากับแนวคิดแบบค่อนข้าง conservative ว่า การซื้อบ้านคือการสร้างทรัพย์สิน
แนวคิดนี้ถูกส่งต่อมาจากยุค Baby Boomer ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเติบโตแรง ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และอสังหาริมทรัพย์ถูกมองว่าเป็นเส้นทางหลักของการสร้างความมั่งคั่ง
ในโลกของคนรุ่นนั้น บ้านไม่ได้เป็นแค่ที่อยู่อาศัย แต่คือหลักประกันชีวิต
คือความมั่นคง
คือมรดก
คือ asset ที่ควรมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา
ปัญหาคือ หลายคนยังใช้ mindset แบบเดิมอยู่ ทั้งที่บริบทโลกเปลี่ยนไปแล้ว
ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่เติบโตมาในโลกที่มีทางเลือกมากกว่าเดิมมาก
มีทั้งหุ้น คริปโต ธุรกิจออนไลน์ การทำงานแบบ remote economy หรือแม้แต่การลงทุนใน personal brand
เมื่อเทียบกับ asset รูปแบบใหม่ บ้านจึงเริ่มดูเป็นทรัพย์สินที่เคลื่อนตัวช้า ใช้เงินก้อนใหญ่ และมีต้นทุนแฝงเต็มไปหมด
เงินก้อนใหญ่ถูกล็อกไว้ในทรัพย์สินที่สภาพคล่องต่ำ
มีทั้งค่าซ่อม ค่าส่วนกลาง ภาษี ดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายจุกจิกอีกมาก
บางช่วงราคาก็แทบไม่ขยับ
บางห้องปล่อยเช่าแล้วยังให้ผลตอบแทนต่ำกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่น
ยิ่งในยุคที่ผู้คนเห็นหุ้นเติบโตเร็ว เห็นธุรกิจออนไลน์สร้างรายได้มหาศาล หรือเห็นสินทรัพย์ดิจิทัลพุ่งขึ้นในเวลาไม่นาน บ้านยิ่งดูเป็น asset ที่หนักและเคลื่อนตัวช้า
สุดท้ายหลายคนจึงเริ่มเกิดความรู้สึกผิดลึก ๆ กับการมีบ้าน
รู้สึกเหมือนตัวเองเลือกผิด
รู้สึกว่าถ้าเอาเงินก้อนเดียวกันไปลงทุนอย่างอื่นอาจไปได้ไกลกว่า
แต่บางทีปัญหาอาจไม่ใช่ตัวบ้าน
ปัญหาอาจอยู่ที่วิธีคิดที่เราใช้มองมันต่างหาก
บางทีบ้านอาจไม่ควรถูกมองเป็น asset ตั้งแต่แรก
บ้านอาจเป็น experience มากกว่า
ฟังดูแปลก แต่จริง ๆ แล้วมันอาจไม่ต่างจากวิธีที่คนรุ่นใหม่ซื้อ Art Toy เลยด้วยซ้ำ
คนจำนวนมากซื้อ Art Toy ทั้งที่รู้ว่ามันอาจไม่ได้เพิ่มมูลค่า
ไม่ได้สร้าง cash flow
ไม่ได้ outperform สินทรัพย์อื่น
แต่คนก็ยังซื้อ
เพราะสิ่งที่พวกเขาซื้อจริง ๆ ไม่ใช่ผลตอบแทนทางการเงิน
พวกเขาซื้อความพึงพอใจ
ซื้อความรู้สึก
ซื้อแรงบันดาลใจ
ซื้อประสบการณ์ของการครอบครองสิ่งที่ตัวเองรัก
บางคนมีความสุขแค่ได้มองมันทุกวันบนโต๊ะทำงาน
บางคนรู้สึกว่ามันสะท้อนตัวตน
บางคนชอบบรรยากาศของการได้สะสม


