นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนแห่ถือครองที่ดินและอาคารชุด ความเสี่ยงหรือโอกาส?
นั่งอ่านข่าวจากเวป mgronline ที่เผยแพร่ชุดข้อมูลตัวเลขสำคัญล่าสุดจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ระบุว่า ปัจจุบันมีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนถือครองที่ดินรวมกว่า 1,064,265.38 ไร่ และยังมีการถือครองอาคารชุดมากถึง 76,840 ห้อง ข้อมูลนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติเพื่อใช้ในการตรวจสอบทางกฎหมายเท่านั้น แต่ในมุมมองเศรษฐศาสตร์ นี่คือการเปิดเผยให้เห็นถึง Demand จากชาวต่างชาติที่มีอยู่มหาศาลและจับต้องได้จริง สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญในการลงทุนและอยู่อาศัยของชาวต่างชาติ
หากนำตัวเลขดังกล่าวมาเปรียบเทียบกับภาพรวมของประเทศ จะพบข้อเท็จจริงที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีอาคารชุดที่สร้างเสร็จจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศมากกว่า 1.5 ล้านยูนิต การถือครอง 76,840 ห้องนั้น คิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 5% เช่นเดียวกับพื้นที่รวมทั้งประเทศที่มี 321,081,144 ไร่ การถือครองที่ดิน 1,064,265.38 ไร่ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.33% เท่านั้น หากมองเพียงสถิติระดับมหาภาค ตัวเลขดังกล่าวอาจดูเล็กน้อยจนทำให้ข้อเสนอเรื่อง “การขยายโควตาต่างชาติ” ฟังดูไม่มีน้ำหนัก หรือกลายเป็นการถูกโจมตีว่าเอื้อประโยชน์เกินจำเป็นทันที แต่หากมองเจาะลึกลงไปในทางเศรษฐศาสตร์ ค่าเฉลี่ยดังกล่าวอาจไม่สะท้อนบริบทจริงในแต่ละทำเล เพราะความต้องการของชาวต่างชาติไม่ได้กระจายไปทั่วประเทศ แต่กระจุกตัวอย่างหนักในพื้นที่เฉพาะ ที่ชาวต่างชาติคุ้นเคยกันดี ไม่ว่าจะเป็น Prime Area CBD หรือเมืองท่องเที่ยวต่างจังหวัด เช่น สุขุมวิท พัทยา หรือภูเก็ต ซึ่งโควตาคอนโด 49% มักจะถูกซื้อจนเต็มเพดานอย่างรวดเร็ว ประกอบกับในฝั่งของที่ดิน กฎหมายไทยไม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติถือครองในนามบุคคลธรรมดาเลย (โควตาคือ 0%) เมื่อ Demand ที่กระจุกตัวพุ่งชนกับข้อจำกัดทางกฎหมายที่ไม่ยืดหยุ่น จึงบีบให้เกิดการมุดช่องโหว่กฎหมาย ด้วยการตั้งบริษัทนิติบุคคลร่วมทุนขึ้นมา ซึ่งในทางนิตินัยถือว่าทำได้ แต่ในทางปฏิบัติคือการเลี่ยงบาลีเพื่อครอบครองทรัพย์สิน
จากการเผยตัวเลขดังกล่าว เรามองว่าท่าทีของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในเวลานี้ น่าจะเอนเอียงไปที่ การจัดการปัญหานอมินี (Nominee) และการจัดระเบียบให้ถูกต้องตามกฎหมาย มากกว่าความต้องการที่จะปิดประตูไม่ให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุผลสำคัญสองประการ คือ ประการแรก การอุดรูรั่วทางภาษีและตัดวงจรสีเทา การใช้นิติบุคคลบังหน้าทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ควรจะได้รับจากการถือครองโดยชาวต่างชาติโดยตรง รวมถึงเป็นช่องทางที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนสีเทา รัฐจึงต้องเร่งจัดระเบียบและส่งข้อมูลให้หน่วยงานอย่าง ปปง. หรือ DSI เข้าตรวจสอบ ประการที่สอง การตอบสนองต่อแรงกดดันทางสังคม ประเด็นที่ว่า “ต่างชาติกว้านซื้อที่ดินและหมู่บ้าน” เป็นเรื่องอ่อนไหวและมักถูกผูกโยงกับวาทกรรม “ขายชาติ” รัฐจึงต้องแสดงท่าทีว่ามีการตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เพื่อลดความกังวลและเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชน



