ค่าธรรมเนียมหายไปจริง…หรือแค่ถูกซ่อน? ถ้า Airbnb จะเปลี่ยนจาก 3% เป็น 16% แล้วสิ่งที่ทั้ง Host และผู้บริโภคควรรู้คืออะไร?
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Airbnb เปลี่ยนชีวิตของคนธรรมดาให้กลายเป็นผู้ประกอบการ เจ้าของคอนโดหนึ่งห้องสามารถสร้างรายได้ เจ้าของบ้านหลังหนึ่งสามารถผ่อนบ้านจากรายได้ค่าเช่า หลายคนลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ รีโนเวตห้อง จ้างแม่บ้าน จ้างช่างภาพ และยกระดับมาตรฐานการบริการจนได้รับรีวิวระดับห้าดาวนับร้อยครั้ง ทุกอย่างเกิดขึ้นบนความเชื่อว่า หากเราบริหารธุรกิจอย่างดี เราจะสามารถแข่งขันได้ในตลาดที่เป็นธรรม
แต่วันนี้ สิ่งที่กำลังเปลี่ยน อาจไม่ใช่เพียงค่าธรรมเนียม
สิ่งที่กำลังเปลี่ยน คือ “กติกาของตลาด”
ที่ผ่านมา Host จำนวนมากอยู่ภายใต้ Service Fee ระบบ Split Fee โดยโฮสต์จ่ายค่าธรรมเนียมให้ Airbnb ประมาณ 3% ของยอดจอง ขณะที่ผู้เข้าพักเป็นผู้จ่ายค่าบริการของแพลตฟอร์มอีกส่วนหนึ่งโดยแสดงแยกออกมาอย่างชัดเจนบนหน้าชำระเงิน
แต่ปัจจุบัน Airbnb กำลังทยอยเปลี่ยนโฮสต์จำนวนมากไปสู่ระบบ Single Fee ซึ่งโฮสต์ต้องรับภาระค่าธรรมเนียมประมาณ 15.5 – 16% ของยอดจองทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว
ถ้าดูในภาพด้านล่าง ดูฝั่งขวา แบบเดิม (split fee) ลูกค้าสามารถมองเห็นอย่างโปร่งใสว่าแพลตฟอร์มคิดเงิน service fee 15% และคิดเงินกับโฮสต์ที่ 3% แม้ลูกค้าอาจจะดูแล้วยุ่งยาก ซับซ้อน หรือรู้สึกว่าถูกคิดเงิน แต่ก็ถูกคิดเงินอย่างโปร่งใส เพราะรู้ว่าหักไปเท่าไหร่ ซึ่งจุดนี้ถือว่าเป็นปัญหาคอขวดที่ Airbnb พยายามแก้ไขเพื่อให้แข่งขันสู้่กับแพลตฟอร์มอื่นที่ไม่ได้ใช้โครงสร้างราคาแบบ split fee หรือไม่
ภาพจาก
https://www.airbnb.com/resources/hosting-homes/a/simplifying-service-fees-on-airbnb-771
แต่ในอนาคต ช่วงกันยายน ปี 2026 นี้เป็นต้นไป ทาง Airbnb อาจจะตั้งค่าโดยอัตโนมัติให้โยก service fee จากฝั่งลูกค้ามาให้ทาง Host (ฝั่งซ้าย) รับ service fee เองทั้งหมด…ซึ่งดูเหมือนว่าจะดีต่อผู้บริโภคว่าไม่ต้องจ่ายอะไรเลย ฟรีค่าธรรมเนียม แต่…นั่นอาจเท่ากับว่าเป็นการ “ซ่อนค่าธรรมเนียมที่แท้จริง” เอาไว้โดยผู้บริโภคไม่มีสิทธิจะทราบได้โดยง่ายว่าตัวเองถูกคิดค่าธรรมเนียมเท่าไหร่กันแน่หรือไม่ นี่เป็นคำถามที่ต้องตั้งโจทย์เอาไว้
แม้ผู้บริโภคจะไม่ถูกคิดค่าธรรมเนียม แต่ในโลกความเป็นจริงแล้ว There is no free lunch โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีที่แท้จริง อย่างไรก็ตามโฮสต์ก็ต้องเพิ่มราคาค่าห้องตามค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นอยู่ดี และในอนาคตหากแพลตฟอร์มมีการเพิ่มค่าธรรมเนียมอีกเช่น เป็น 30%? แม้ในอนาคตผู้บริโภคไม่เห็นตัวเลขนี้ชัดเจนได้ง่าย แต่ผู้บริโภคก็ยังต้องจ่ายเพิ่มผ่านราคาบรรทัดสุดท้ายอยู่ดี นั่นเท่ากับว่า ยิ่งดูเหมือนฟรี ยิ่งเสี่ยงจะเสียเงินเพิ่มโดยไม่รู้ตัวหรือไม่
หลายคนอาจมองว่านี่เป็นเพียงการเปลี่ยนจาก 3% เป็น 16%
แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้มีเพียงตัวเลข
สิ่งที่เปลี่ยน คือโครงสร้างต้นทุนของธุรกิจทั้งหมด
หลายคนอาจคิดว่านี่เป็นปัญหาของ Host เท่านั้น
แต่หากมองให้ลึก นี่อาจเป็นเรื่องของ ผู้บริโภคทุกคน
ในอดีต เมื่อผู้เข้าพักกดจองที่พัก พวกเขาจะเห็นอย่างชัดเจนว่า ราคาห้องพักเท่าไร และ Airbnb คิดค่าบริการแพลตฟอร์มเพิ่มอีกเท่าไร แม้จะมีหลายคนไม่ชอบการเห็นค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นในหน้าสุดท้าย แต่ข้อดีของระบบนี้คือ ผู้บริโภคสามารถมองเห็นโครงสร้างราคาที่แท้จริงได้
พวกเขารู้ว่าเงินส่วนไหนเป็นค่าห้องพัก
และเงินส่วนไหนเป็นค่าบริการของแพลตฟอร์ม
แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นระบบ Single Fee ค่าธรรมเนียมดังกล่าวกลับหายไปจากสายตาของผู้บริโภค
หลายคนจึงเข้าใจว่า “ผู้เข้าพักไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแล้ว”
คำถามคือ…มันหายไปจริงหรือ
ในทางเศรษฐศาสตร์ ต้นทุนไม่ได้หายไปเพียงเพราะย้ายจากคนหนึ่งไปให้อีกคนหนึ่ง
หากโฮสต์ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มจากประมาณ 3% เป็นประมาณ 15.5-16% ต้นทุนดังกล่าวย่อมกลายเป็นต้นทุนของการดำเนินธุรกิจ และในระยะยาว ผู้ประกอบการจำนวนมากย่อมพยายามสะท้อนต้นทุนดังกล่าวกลับเข้าไปในราคาห้องพักทั้งหมดหรือบางส่วน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับการแข่งขันในแต่ละตลาด
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้บริโภคอาจไม่ได้เห็นคำว่า “Service Fee”
แต่กำลังจ่ายค่าธรรมเนียมนั้นผ่านราคาห้องพักที่สูงขึ้น
ค่าธรรมเนียมจึงไม่ได้หายไป
มันเพียงถูกซ่อนไว้ในราคาสุดท้าย
นี่คือประเด็นสำคัญของคำว่า Price Transparency หรือความโปร่งใสด้านราคา
ตลาดที่โปร่งใส ไม่ใช่ตลาดที่ทำให้ค่าธรรมเนียมหายไปจากหน้าจอ
แต่คือ ตลาดที่ทำให้ผู้บริโภครู้ว่า เงินที่จ่ายไปแต่ละบาทประกอบด้วยต้นทุนอะไรบ้าง และใครเป็นผู้ได้รับเงินส่วนนั้น





