ค่าธรรมเนียมหายไปจริง…หรือแค่ถูกซ่อน? ถ้า Airbnb จะเปลี่ยนจาก 3% เป็น 16% แล้วสิ่งที่ทั้ง Host และผู้บริโภคควรรู้คืออะไร?

Propholic EditorialTeam 10 July, 2026 at 11.49 am

ประกาศที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา


ตลอดหลายปีที่ผ่านมา Airbnb เปลี่ยนชีวิตของคนธรรมดาให้กลายเป็นผู้ประกอบการ เจ้าของคอนโดหนึ่งห้องสามารถสร้างรายได้ เจ้าของบ้านหลังหนึ่งสามารถผ่อนบ้านจากรายได้ค่าเช่า หลายคนลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ รีโนเวตห้อง จ้างแม่บ้าน จ้างช่างภาพ และยกระดับมาตรฐานการบริการจนได้รับรีวิวระดับห้าดาวนับร้อยครั้ง ทุกอย่างเกิดขึ้นบนความเชื่อว่า หากเราบริหารธุรกิจอย่างดี เราจะสามารถแข่งขันได้ในตลาดที่เป็นธรรม

แต่วันนี้ สิ่งที่กำลังเปลี่ยน อาจไม่ใช่เพียงค่าธรรมเนียม

สิ่งที่กำลังเปลี่ยน คือ “กติกาของตลาด”

ที่ผ่านมา Host จำนวนมากอยู่ภายใต้ Service Fee ระบบ Split Fee โดยโฮสต์จ่ายค่าธรรมเนียมให้ Airbnb ประมาณ 3% ของยอดจอง ขณะที่ผู้เข้าพักเป็นผู้จ่ายค่าบริการของแพลตฟอร์มอีกส่วนหนึ่งโดยแสดงแยกออกมาอย่างชัดเจนบนหน้าชำระเงิน

แต่ปัจจุบัน Airbnb กำลังทยอยเปลี่ยนโฮสต์จำนวนมากไปสู่ระบบ Single Fee ซึ่งโฮสต์ต้องรับภาระค่าธรรมเนียมประมาณ 15.5 – 16% ของยอดจองทั้งหมดเพียงฝ่ายเดียว

ถ้าดูในภาพด้านล่าง ดูฝั่งขวา แบบเดิม (split fee) ลูกค้าสามารถมองเห็นอย่างโปร่งใสว่าแพลตฟอร์มคิดเงิน service fee 15% และคิดเงินกับโฮสต์ที่ 3% แม้ลูกค้าอาจจะดูแล้วยุ่งยาก ซับซ้อน หรือรู้สึกว่าถูกคิดเงิน แต่ก็ถูกคิดเงินอย่างโปร่งใส เพราะรู้ว่าหักไปเท่าไหร่ ซึ่งจุดนี้ถือว่าเป็นปัญหาคอขวดที่ Airbnb พยายามแก้ไขเพื่อให้แข่งขันสู้่กับแพลตฟอร์มอื่นที่ไม่ได้ใช้โครงสร้างราคาแบบ split fee หรือไม่

ภาพจาก
https://www.airbnb.com/resources/hosting-homes/a/simplifying-service-fees-on-airbnb-771

 

แต่ในอนาคต ช่วงกันยายน ปี 2026 นี้เป็นต้นไป ทาง Airbnb อาจจะตั้งค่าโดยอัตโนมัติให้โยก service fee จากฝั่งลูกค้ามาให้ทาง Host (ฝั่งซ้าย) รับ service fee เองทั้งหมด…ซึ่งดูเหมือนว่าจะดีต่อผู้บริโภคว่าไม่ต้องจ่ายอะไรเลย ฟรีค่าธรรมเนียม แต่…นั่นอาจเท่ากับว่าเป็นการ “ซ่อนค่าธรรมเนียมที่แท้จริง” เอาไว้โดยผู้บริโภคไม่มีสิทธิจะทราบได้โดยง่ายว่าตัวเองถูกคิดค่าธรรมเนียมเท่าไหร่กันแน่หรือไม่ นี่เป็นคำถามที่ต้องตั้งโจทย์เอาไว้

แม้ผู้บริโภคจะไม่ถูกคิดค่าธรรมเนียม แต่ในโลกความเป็นจริงแล้ว There is no free lunch โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีที่แท้จริง อย่างไรก็ตามโฮสต์ก็ต้องเพิ่มราคาค่าห้องตามค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นอยู่ดี และในอนาคตหากแพลตฟอร์มมีการเพิ่มค่าธรรมเนียมอีกเช่น เป็น 30%? แม้ในอนาคตผู้บริโภคไม่เห็นตัวเลขนี้ชัดเจนได้ง่าย แต่ผู้บริโภคก็ยังต้องจ่ายเพิ่มผ่านราคาบรรทัดสุดท้ายอยู่ดี นั่นเท่ากับว่า ยิ่งดูเหมือนฟรี ยิ่งเสี่ยงจะเสียเงินเพิ่มโดยไม่รู้ตัวหรือไม่

หลายคนอาจมองว่านี่เป็นเพียงการเปลี่ยนจาก 3% เป็น 16%

แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้มีเพียงตัวเลข

สิ่งที่เปลี่ยน คือโครงสร้างต้นทุนของธุรกิจทั้งหมด

หลายคนอาจคิดว่านี่เป็นปัญหาของ Host เท่านั้น

แต่หากมองให้ลึก นี่อาจเป็นเรื่องของ ผู้บริโภคทุกคน

ในอดีต เมื่อผู้เข้าพักกดจองที่พัก พวกเขาจะเห็นอย่างชัดเจนว่า ราคาห้องพักเท่าไร และ Airbnb คิดค่าบริการแพลตฟอร์มเพิ่มอีกเท่าไร แม้จะมีหลายคนไม่ชอบการเห็นค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นในหน้าสุดท้าย แต่ข้อดีของระบบนี้คือ ผู้บริโภคสามารถมองเห็นโครงสร้างราคาที่แท้จริงได้

พวกเขารู้ว่าเงินส่วนไหนเป็นค่าห้องพัก

และเงินส่วนไหนเป็นค่าบริการของแพลตฟอร์ม

แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นระบบ Single Fee ค่าธรรมเนียมดังกล่าวกลับหายไปจากสายตาของผู้บริโภค

หลายคนจึงเข้าใจว่า “ผู้เข้าพักไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแล้ว”

คำถามคือ…มันหายไปจริงหรือ

ในทางเศรษฐศาสตร์ ต้นทุนไม่ได้หายไปเพียงเพราะย้ายจากคนหนึ่งไปให้อีกคนหนึ่ง

หากโฮสต์ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มจากประมาณ 3% เป็นประมาณ 15.5-16% ต้นทุนดังกล่าวย่อมกลายเป็นต้นทุนของการดำเนินธุรกิจ และในระยะยาว ผู้ประกอบการจำนวนมากย่อมพยายามสะท้อนต้นทุนดังกล่าวกลับเข้าไปในราคาห้องพักทั้งหมดหรือบางส่วน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับการแข่งขันในแต่ละตลาด

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้บริโภคอาจไม่ได้เห็นคำว่า “Service Fee”

แต่กำลังจ่ายค่าธรรมเนียมนั้นผ่านราคาห้องพักที่สูงขึ้น

ค่าธรรมเนียมจึงไม่ได้หายไป

มันเพียงถูกซ่อนไว้ในราคาสุดท้าย

นี่คือประเด็นสำคัญของคำว่า Price Transparency หรือความโปร่งใสด้านราคา

ตลาดที่โปร่งใส ไม่ใช่ตลาดที่ทำให้ค่าธรรมเนียมหายไปจากหน้าจอ

แต่คือ ตลาดที่ทำให้ผู้บริโภครู้ว่า เงินที่จ่ายไปแต่ละบาทประกอบด้วยต้นทุนอะไรบ้าง และใครเป็นผู้ได้รับเงินส่วนนั้น

สิ่งที่น่าเสียดายคือ ระบบ Split Fee เคยเป็นหนึ่งในจุดเด่นที่ทำให้ Airbnb แตกต่างจากแพลตฟอร์มจองที่พักหลายแห่ง เพราะเป็นระบบที่ทำให้ต้นทุนของทุกฝ่ายมองเห็นได้อย่างโปร่งใส ผู้เข้าพักรับรู้ว่าตนกำลังจ่ายค่าที่พักเท่าใดและค่าบริการของแพลตฟอร์มเท่าใด ขณะที่โฮสต์ก็รับรู้ว่าตนเองจ่ายค่าธรรมเนียมให้แพลตฟอร์มในอัตราใด ความโปร่งใสนี้ทำให้ทั้งสามฝ่าย ผู้บริโภค โฮสต์ และแพลตฟอร์ม ต่างมีแรงจูงใจร่วมกันในการรักษาราคาที่แข่งขันได้ หากค่าบริการของแพลตฟอร์มสูงเกินไป ผู้บริโภคก็จะมองเห็นและสามารถเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นได้ ขณะเดียวกัน โฮสต์ก็ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้เข้าพักได้ทั้งหมดโดยไม่มีข้อจำกัด เพราะราคาสุดท้ายยังต้องแข่งขันกับที่พักอื่นในตลาด กลไกเช่นนี้ทำหน้าที่เสมือน ระบบกำกับดูแลกันเอง (self-governance) ที่อาศัยความโปร่งใสเป็นเครื่องมือสร้างวินัยให้กับทุกฝ่าย ไม่ใช่เพราะมีกฎหมายมาบังคับ แต่เพราะทุกคนมองเห็นต้นทุนเดียวกัน เมื่อค่าธรรมเนียมถูกย้ายไปอยู่ฝั่งโฮสต์ทั้งหมด กลไกความโปร่งใสนี้ก็อ่อนตัวลง และต้นทุนของแพลตฟอร์มค่อย ๆ ถูกกลืนรวมเข้าไปในราคาห้องพัก จนผู้บริโภคไม่สามารถแยกแยะได้อีกว่าราคาที่จ่ายเพิ่มขึ้นนั้น เป็นผลจากคุณภาพของที่พัก หรือเป็นผลจากต้นทุนของแพลตฟอร์มเอง

ถ้าระบบกำกับดูแลกันเองนี้ค่อยๆ เสื่อมลง จุดยืนทางการตลาดของ Airbnb น่าจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และอาจทำให้เกิดแพลตฟอร์มใหม่ๆ ที่จะเข้ามายืนตำแหน่งนี้แทนหรือไม่ ซึ่งต้องรอดูกันต่อไปว่าจะมีแพลตฟอร์มใดเข้ามาทำหน้าที่ทดแทน ถ้าหากผู้ใดทราบก็แนะนำกันมาได้ทางช่องคอมเม้นต์

เมื่อค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มถูกซ่อนอยู่ในราคาห้องพัก ผู้บริโภคก็ไม่สามารถแยกแยะได้อีกว่า ราคาที่เพิ่มขึ้นเกิดจากเจ้าของห้องปรับราคาหรือเกิดจากต้นทุนของแพลตฟอร์ม

ความโปร่งใสจึงลดลง แม้ว่าหน้าจอการชำระเงินจะดูเรียบง่ายขึ้นก็ตาม

ขณะเดียวกัน โฮสต์ก็เผชิญกับคำถามอีกด้านหนึ่ง

หากต้นทุนของธุรกิจเพิ่มขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เหตุใดผู้ประกอบการจึงไม่มีสิทธิ์เลือกว่า จะใช้โมเดลค่าธรรมเนียมแบบใด

ในธุรกิจทั่วไป หากซัพพลายเออร์เปลี่ยนราคา เจ้าของธุรกิจสามารถเปรียบเทียบข้อเสนอหรือเปลี่ยนผู้ให้บริการได้ แต่ธุรกิจบนแพลตฟอร์มดิจิทัลไม่ได้ง่ายเช่นนั้น เพราะสิ่งที่โฮสต์สร้างมาตลอดหลายปี ไม่ใช่เพียงห้องพัก แต่คือรีวิวหลายร้อยรายการ คะแนนความน่าเชื่อถือ สถานะ Superhost อันดับการค้นหา และฐานลูกค้าที่ใช้เวลาหลายปีในการสะสม

สินทรัพย์เหล่านี้ไม่สามารถย้ายไปแพลตฟอร์มอื่นได้

การบอกว่า “ถ้าไม่พอใจก็ไปใช้แพลตฟอร์มอื่น” จึงอาจไม่ใช่ทางเลือกที่แท้จริง เพราะสิ่งที่ต้องทิ้งไว้เบื้องหลังคือชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือที่สร้างมาทั้งหมด

นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น

ในสหภาพยุโรป มีการออกกฎหมาย Platform-to-Business Regulation (P2B) เพื่อกำหนดมาตรฐานด้านความโปร่งใสระหว่างแพลตฟอร์มกับผู้ประกอบการ ขณะที่นักกฎหมายด้านการแข่งขันทางการค้าก็เริ่มอภิปรายประเด็นเรื่องการใช้อำนาจตลาด การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขฝ่ายเดียว และการที่ผู้ประกอบการไม่มีอำนาจต่อรองอย่างแท้จริง

แม้ในปัจจุบัน ยังไม่มีคำพิพากษาที่ตัดสินว่าการเปลี่ยนมาใช้ Single Fee ของ Airbnb ผิดกฎหมาย แต่ก็ยังไม่มีคำพิพากษาที่รับรองว่าการดำเนินการดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายในทุกบริบทเช่นกัน ประเด็นนี้ยังคงเป็นเรื่องที่กำลังถูกจับตามองในหลายประเทศ

สิ่งที่น่าสนใจคือ Airbnb อาจไม่ได้ใช้กติกาเดียวกันทั่วโลก ในบางประเทศ เช่น บราซิลและเม็กซิโก ยังมีโฮสต์บางส่วนที่สามารถใช้ระบบ Split Fee ต่อไปได้หรือเปล่า โดยปัจจุบันอาจจ่ายค่าธรรมเนียมประมาณ 4% ขณะที่หากอยู่ในระบบ Single Fee อาจจะจ่ายประมาณ 16%

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า หากระบบ Split Fee ยังสามารถดำเนินการได้ในบางประเทศ เหตุใดโฮสต์ในประเทศอื่นจึงไม่มีสิทธิ์เลือก และหลักเกณฑ์ในการตัดสินใจคืออะไร

คำถามลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่

ต่อไปมาดูเคสของเกาหลีใต้เคยเผชิญกับข้อพิพาทกับ Airbnb มาแล้ว แม้จะไม่ใช่เรื่อง Single Fee แต่เป็นกรณีที่ผู้บริโภคเห็นว่าเงื่อนไขการยกเลิกการจองและการคืนค่าธรรมเนียมบริการของ Airbnb ไม่เป็นธรรม

สิ่งที่น่าสนใจคือ เรื่องดังกล่าวไม่ได้เริ่มจากคดีความขนาดใหญ่ในศาล

แต่เริ่มจากผู้ใช้บริการธรรมดาที่ได้รับผลกระทบและยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ Korea Fair Trade Commission (KFTC) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าและข้อสัญญามาตรฐานของเกาหลีใต้

เมื่อ KFTC เปิดการตรวจสอบ ก็เห็นว่าเงื่อนไขบางประการของ Airbnb อาจเข้าข่ายเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม จึงมีคำสั่งให้บริษัทปรับปรุงเงื่อนไขบางส่วนให้สอดคล้องกับกฎหมายของเกาหลีใต้

บทเรียนจากเกาหลีใต้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครแพ้หรือใครชนะ

แต่อยู่ที่การพิสูจน์ว่า สิทธิของผู้ใช้แพลตฟอร์มเกิดขึ้นได้ เพราะผู้ได้รับผลกระทบรวมตัวกัน รวบรวมข้อเท็จจริง และใช้กลไกของรัฐในการตรวจสอบ

ประเทศไทยเองก็มีกลไกคล้ายกันนี้เช่นเดียวกัน

หากโฮสต์ไทยเห็นว่าการเปลี่ยนจาก Split Fee ที่โฮสต์จ่ายประมาณ 3% ไปเป็น Single Fee ที่โฮสต์ต้องรับภาระประมาณ 15.5–16% อาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาด หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขที่ควรได้รับการตรวจสอบ ก็สามารถรวมตัวกันรวบรวมข้อมูลและยื่นเรื่องต่อ สำนักงาน กขค. หรือชื่อเต็มว่า สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (OTCC) https://tcct.or.th/ เพื่อขอให้พิจารณาว่า นโยบายดังกล่าวมีผลกระทบต่อการแข่งขันหรือมีประเด็นทางกฎหมายที่ควรตรวจสอบหรือไม่

การยื่นเรื่องไม่ได้หมายความว่า Airbnb ทำผิดกฎหมาย

และไม่ได้หมายความว่ารัฐจะต้องสั่งให้ Airbnb กลับไปใช้ Split Fee

แต่หมายถึงการใช้สิทธิของผู้ประกอบการในการขอให้หน่วยงานของรัฐตรวจสอบข้อเท็จจริง และวินิจฉัยตามกฎหมาย ซึ่งเป็นกระบวนการปกติของสังคมที่ยึดหลักนิติรัฐ

หากไม่มีปัญหา ทุกฝ่ายก็จะได้รับความชัดเจน

แต่หากมีประเด็นที่ควรปรับปรุง รัฐก็สามารถเสนอแนะแนวทางหรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากขึ้นต่อทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค

สิ่งที่ Host ไทยควรทำในวันนี้จึงไม่ใช่การโพสต์ความในใจเพียงอย่างเดียว

แต่คือการเริ่มรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ ว่ามีโฮสต์จำนวนเท่าใดที่ได้รับผลกระทบ มีการเปลี่ยนแปลงต้นทุนอย่างไร ส่งผลต่อการลงทุนอย่างไร และได้รับการสื่อสารจากแพลตฟอร์มในลักษณะใด

เมื่อมีข้อมูลจากผู้ประกอบการจำนวนมาก เสียงดังกล่าวย่อมมีน้ำหนักมากกว่าความเห็นของคนเพียงคนเดียว และสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบโดยหน่วยงานที่มีอำนาจ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของ Host

ไม่ใช่เพียงเรื่องของ Airbnb เท่านั้น

แต่คือเรื่องของ ความโปร่งใสของตลาดดิจิทัลทั้งหมด

หากวันหนึ่งค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มสามารถถูกซ่อนไว้ในราคาสินค้าได้ทั้งหมด ผู้บริโภคก็จะไม่สามารถรู้ได้อีกว่า ราคาที่จ่ายเกิดจากมูลค่าของสินค้า หรือเกิดจากต้นทุนของแพลตฟอร์ม

ส่วนผู้ประกอบการก็อาจค่อย ๆ สูญเสียสิทธิในการกำหนดรูปแบบธุรกิจของตนเอง

ดังนั้น คำถามที่ควรถูกตั้ง ไม่ใช่ว่า “ใครเป็นคนจ่ายค่าธรรมเนียม”

แต่คือ “ตลาดที่โปร่งใส ควรเปิดเผยต้นทุนให้ทุกฝ่ายรับรู้ หรือควรซ่อนต้นทุนนั้นไว้ในราคาสินค้าโดยที่ไม่มีใครมองเห็น?”

และคำถามนี้ ไม่ใช่คำถามของ Host เท่านั้น

แต่เป็นคำถามที่ผู้บริโภคทุกคนควรช่วยกันหาคำตอบเช่นกัน

ประเด็นนี้สำคัญ อาจไม่ใช่จบแค่ค่า service fee ของ Airbnb เท่านั้น

แต่รวมไปถึงทุกแพลตฟอร์มทั้ง e-commerce, OTA และตัวกลางดิจิทัลอื่นๆ รวมถึง AI service provider ต่างๆ อีกด้วย

หากต้องการรวบรวมข้อมูลและยื่นต่อสำนักงาน กขค. วันนี้

สามารถยื่นเรื่องผ่านทางช่องทางเว็บไซต์

https://tcct.or.th/view/1/complain/TH-TH

 

ยื่นเรื่องวันนี้ เพื่อรักษาเงินในกระเป๋าของเราทุกคน และลูกหลานของเรา

Propholic EditorialTeam

Propholic EditorialTeam

เราคือทีมสร้างสรรค์เนื้อหาคุณภาพจาก Propholic.com มุ่งมั่นตั้งใจนำเสนอความรู้และข่าวสารในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ที่ครอบคลุมแง่มุมต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งหวังขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เติบโตและพัฒนาได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

เว็บไซต์

วีเว่ กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่

เนอวานา คอลเลคชั่น กรุงเทพกรีฑา

นันทวัน ราชพฤกษ์-พรานนก

กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่าฝั่ง...

11 March, 2026

โมดิซ อาวองการ์ด

ทำเลพหลโยธิน - รังสิต ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่ย่...

2 March, 2026

เชปเตอร์วัน สปาร์ค จรัญ

Chapter One Spark Charan (แชปเตอร์วัน สปาร์ค จรัญ) ค...

5 January, 2026

นิว ริเวอร์เรสต์ ราษฎร์บูรณะ

ขึ้นชื่อว่าอยู่คอนโดมิเนียม แน่นอนว่าข้อได้เปรียบที่...

11 December, 2025

สอบถามโครงการ

ได้รับข้อมูลเรียบร้อยแล้ว
ขอบคุณอย่างยิ่งที่สนใจครับ
จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไปนะครับ

ขออภัย
ไม่สามารถส่งข้อมูลได้
กรุณาลองใหม่อีกครั้ง