คนยุคนี้ไม่อยากซื้อบ้านจริงไหม หรือแค่ยังไม่มั่นใจพอที่จะตัดสินใจ?
ตลาดอสังหาฯไทยในวันนี้มีความผิดปกติในรูปแบบใหม่เกิดขึ้นมานอกเหนือจากปรากฎการณ์กู้ไม่ผ่านครับ! ในวันที่ใครหลายคนเพียรพยายามทำทุกวิถีทางจนธนาคารอนุมัติสินเชื่อบ้านผ่าน Pre Approve สำเร็จ แต่สุดท้ายกลับตัดสินใจ Self Reject ถอยดีกว่า ไม่กู้ ไม่ซื้อแล้วบ้าน เพราะไม่อยากให้เป็นภาระ ท่ามกลางความกังวลที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในใจ
ในยุคปัจจุบันที่ตลาดอสังหาฯไทยกำลังย่ำแย่ เพราะขาดฐานลูกค้าใหม่ๆ ในขณะที่กลุ่มลูกค้าเดิมๆก็เลิกซื้อเพราะขาดซึ่งแรง support ทางการเงิน ท่ามกลางความไม่แน่นอนในด้านการงาน การเงิน ที่อาจจะมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นมาในแบบไม่ทันตั้งตัว ภาพที่เราคุ้นเคยกันดีคือวิกฤต กู้ไม่ผ่าน (Bank Reject) ที่อยากได้บ้านเดินเข้าโครงการด้วยความหวัง แต่กลับถูกปฏิเสธจากสถาบันการเงินเนื่องจากภาระหนี้สินเดิม ทว่าในปัจจุบัน โจทย์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกลับซับซ้อนและน่ากลัวยิ่งกว่า เมื่ออุปสรรคสำคัญได้ขยับมาสู่ภาวะ “ไม่กล้ายื่นกู้” หรือ “Self-Rejection” ซึ่งก็คือปรากฏการณ์ที่ผู้ซื้อยื่น Pre-Approve ผ่านแล้ว แต่ใจสั่นจนไม่กล้าเซ็นสัญญาผูกพันระยะยาว 30 ปี คำถามสำคัญที่น่าชวนคิดต่อก็คือ ความกังวลเรื่องเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ รายได้ที่ไม่แน่นอน และภาระหนี้ผูกพันก้อนโต กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคครั้งใหญ่ ที่ทำให้คนไทยมองว่าการถือเงินสดปลอดภัยกว่าการมีบ้านอยู่หรือเปล่า?
วันนี้มีโอกาสมาร่วมสนทนากับ ดร.ยุ้ย ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ หัวเรือใหญ่ของเสนาฯ ดีเวลลอปเปอร์ที่เป็นผู้นำในกลุ่มคอนโดในเซกเมนท์ Mass – Midddle ที่มาพร้อมจุดเด่นสำคัญในเรื่องของ Sustainability ควบคู่ไปกับการนำโมเดลใหม่ๆอย่าง LivNex เช่าออมบ้าน และ RentNex มาใช้ดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ๆในยุคที่ต้องบอกว่าหากลุ่มคนไทยที่ยังอยากซื้อคอนโดพร้อมอยู่ได้ยากกว่าเดิมเยอะมากๆครับ
โดยข้อมูลเชิงสถิติจาก ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ (ดร.ยุ้ย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้ฉายภาพการเปลี่ยนแปลงของตลาดไว้อย่างชัดเจนว่า หากย้อนกลับไปช่วงก่อนหน้า ตลาดบ้านระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต้องเผชิญกับอัตราปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคาร (Bank Reject) สูงถึง 70% จากวิกฤตหนี้ครัวเรือนไทยที่พุ่งแตะระดับกว่า 90% ต่อ GDP แต่ตัวเลขล่าสุดระบุว่า ปัจจุบันสัดส่วนของ Self-Rejection (ตัดสินใจยกเลิกการโอนด้วยความกังวลของตัวเอง) พุ่งสูงขึ้นถึงประมาณ 50% ของยอดปฏิเสธการโอนทั้งหมด ซึ่งแซงหน้าอัตรา Bank Reject ที่ลงมาอยู่ที่ราว 40% ไปแล้ว สะท้อนว่าดีมานด์หรือความต้องการมีบ้านของคนไทยไม่ได้หายไป แต่ถูกบั่นทอนด้วยความกังวลเชิงจิตวิทยา จากสภาวะเศรษฐกิจซบเซา ตลอดจนสัดส่วนรายได้ที่เติบโตไม่ทันค่าครองชีพและอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ผู้บริโภคมองว่าการรับภาระผ่อนบ้านระยะยาวในช่วงเวลานี้มีความเสี่ยงสูงเกินไป







