กติกาทุนตั๋วร่วม จะช่วยลดค่าเดินทาง หรือสร้างกำแพงใหม่
ร่างประกาศของคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วมฉบับนี้ พูดง่าย ๆ คือกติกาที่รัฐกำลังจะตั้งขึ้น สำหรับคนหรือบริษัทที่อยากทำระบบ “บัตรเดียวใช้ได้ทุกการเดินทาง” ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถเมล์ หรือระบบขนส่งอื่น ๆ โดยเนื้อหาหลักของร่างนี้คือการกำหนดว่า ถ้าอยากเข้ามาทำธุรกิจนี้ ต้องมีเงินทุนขั้นต่ำเท่าไหร่ ตั้งแต่หลักล้านไปจนถึงหลักร้อยล้าน โดยเฉพาะระบบรถไฟฟ้าที่ตั้งไว้สูงถึง 140 ล้านบาท
ฟังดูเหมือนสมเหตุสมผล เพราะรัฐอยากให้คนที่เข้ามาทำมีความพร้อม แต่ถ้ามองลึกลงไป จะเห็นว่ากติกานี้กำลังใช้แค่เงินเป็นตัวตัดสินว่าใครควรได้ทำระบบ ทั้งที่จริงแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าคือ “ทำระบบได้ดีแค่ไหน” ไม่ใช่ “มีเงินมากแค่ไหน” บริษัทที่มีเงินเยอะ อาจไม่ได้ทำระบบที่ใช้งานง่ายหรือเชื่อมต่อได้ดีเสมอไป ในขณะเดียวกัน บริษัทเล็ก ๆ ที่มีเทคโนโลยีดี อาจถูกกันออกจากตลาดตั้งแต่แรก
ถ้ามองไปที่ต่างประเทศ จะเห็นว่าหลายประเทศไม่ได้ใช้วิธีตั้งเงินขั้นต่ำแบบนี้ ในยุโรป เขาจะเน้นว่าระบบต้องเชื่อมกันได้ ต้องใช้มาตรฐานเดียวกัน ใครทำตามมาตรฐานได้ก็เข้ามาเล่นได้ ส่วนในประเทศอย่างอังกฤษหรือหลายประเทศในยุโรป รัฐจะเลือกผู้ให้บริการผ่านสัญญา และดูความสามารถในการทำงานจริงมากกว่าเงินทุน ขณะที่ในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ระบบตั๋วร่วมมักมีผู้เล่นหลักไม่กี่รายที่รัฐเลือกหรือสนับสนุนตั้งแต่ต้น ทำให้ไม่ต้องตั้งกติกาเรื่องเงิน เพราะคัดคนไว้แล้ว
เมื่อเทียบแบบนี้ จะเห็นว่าร่างของไทยกำลังเลือกทางที่ต่างออกไป คือเปิดให้เอกชนเข้ามา แต่ตั้งกำแพงด้วยเงิน ซึ่งอาจทำให้สุดท้ายเหลือผู้เล่นไม่กี่ราย และเมื่อมีคนเล่นน้อย การแข่งขันก็จะน้อยลงตาม ผลที่ตามมาคือระบบอาจพัฒนาได้ช้า และค่าใช้จ่ายของผู้ใช้ก็อาจไม่ถูกลงอย่างที่ควรจะเป็น
ที่น่าคิดยิ่งกว่านั้นคือ ร่างนี้แทบไม่ได้พูดถึงเรื่องสำคัญที่สุดเลย เช่น ระบบต้องเชื่อมกันยังไง ต้องเร็วแค่ไหน หรือค่าธรรมเนียมต้องเป็นธรรมแค่ไหน นั่นแปลว่า ต่อให้มีบริษัทใหญ่เข้ามาทำ ก็ไม่ได้แปลว่าคนใช้งานจะได้ระบบที่ดีขึ้นจริง



