PropStat Exclusive: บทวิเคราะห์ศักยภาพทำเลบางซื่อ-เตาปูน

เมื่อราวๆสัก 10 กว่าปีก่อน หากพูดถึงทำเลสามแยกเตาปูนก็คงอดไม่ได้ที่จะนึกถึงชุมชนโบราณในแบบดั้งเดิม อาคารพาณิชย์เก่า 3 ชั้น และตลาดสดขนาดใหญ่ที่มีของขายสารพัดตั้งแต่ของสด ผักผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหารแห้ง เครื่องใช้ในครัวเรือน เสื้อผ้า เครื่องสังภัณฑ์ ฯลฯ เรียกได้ว่า ขายทุกอย่างก่อนที่ธุรกิจโมเดิร์นเทรดจะเริ่มเข้ามาทำตลาด

นอกจากนี้ย่านเตาปูนก็ยังมีโรงภาพยนตร์ที่ฉายหนังวนทั้งวัน ซึ่งตอกย้ำความเป็นย่านชุมชนที่มีศักยภาพสูงในอดีต

แยกเตาปูนเป็นเสมือนศูนย์กลางในการต่อรถประจำทางของคนจากนนทบุรีที่ต้องการจะเข้ากรุงเทพมหานครชั้นใน รวมถึงคนกรุงเทพฯเองที่ต้องการจะไปนนทบุรีก็ต้องมาต่อรถที่นี่ รวมทั้งเป็นแหล่งงานของคนจำนวนมากเพราะรอบๆ สามแยกเตาปูนนั้นมีร้านค้า และบริษัทท้องถิ่นต่างๆ มากมาย และไม่ไกลกันนั้น ยังเป็นสามแยกประชาชื่นที่เป็นจุดตัดระหว่างถนนประชาชื่นกับถนนประชาราษฎร์สาย 2 ที่เป็นเหมือนจุดต่อรถของคนในอดีตเช่นเดียวกันกับสามแยกเตาปูน แม้ว่าฝั่งหนึ่งของถนนประชาชื่นจะเป็นคลองประปาทำให้ความคึกคักลดน้อยลงไปบ้างเมื่อเทียบกับสามแยกเตาปูน

 


สามแยกเตาปูน จากชุมทางรถประจำทางสู่ศูนย์กลางการเดินทางด้วยรถไฟฟ้า

ปัจจุบัน ความคึกคักจากการเป็นจุดศูนย์กลางการเดินทางในอดีตของสามแยกเตาปูนและบริเวณโดยรอบจะยังคงอยู่ แต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นศูนย์กลางรถไฟฟ้าสองสายระหว่างสายสีน้ำเงิน และสายสีม่วง โดยที่สายสีม่วงจะเปิดให้บริการแบบเป็นทางการในเดือนสิงหาคม พ.ศ.2559 ส่วนสีน้ำเงินอาจจะล่าช้าไปอีก 2 – 3 ปี

จากการที่มีเส้นทางรถไฟฟ้าพาดผ่านกลางแยก ตามแนวถนนประชาราษฎร์สาย 2 และถนนกรุงเทพ-นนทบุรี ความเป็นชุมชนโบราณก็เริ่มหดหายไปตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เนื่องจากราคาที่ดินของพื้นที่รอบๆสถานีเตาปูนนั้นมีการปรับขึ้นไปแล้วมากกว่า 5 เท่า จากในอดีตก่อนที่จะมีการก่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าเตาปูนทำให้เจ้าของที่ดินเลือกที่จะขายที่ดินของตนเองออกไปหลังจากที่มีคนมาขอซื้อในราคาที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ซึ่งที่ดินต่างๆ ได้ถูกเปลี่ยนจากตลาดสด ตึกแถว บ้านไม้เก่าๆ ที่มีอายุกว่า 20 ปีเป็นโครงการคอนโดมิเนียม เพราะเป็นรูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสมกับราคาที่ดินปัจจุบัน สามแยกเตาปูนและบริเวณโดยรอบในรัศมี 1 กิโลเมตรในปัจจุบันเป็นอีกหนึ่งทำเลที่มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายมากมาย เพราะเป็นจุดตัดของเส้นทางรถไฟฟ้าตามที่กล่าวไปแล้วนั่นเอง ทำให้ศักยภาพของทำเลมีมากขึ้นจากในอดีตเป็นทวีคูณ

สถานีกลางบางซื่อ (Bangsue Grand Station) ครบทั้งระบบการเดินทางและศูนย์กลางพาณิชย์

สถานีเตาปูนยังอยู่ไม่ไกลจากสถานีกลางบางซื่อ (Bangsue Grand Station) ที่การรถไฟแห่งประเทศไทยร่วมกับกระทรวงคมนาคมมีแผนจะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการคมนาคมด้วยระบบราง ไม่เพียงแต่ของประเทศไทยเท่านั้นแต่ตามวิสัยทัศน์ของกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทยนั้นวางไว้เป็นถึงศูนย์กลางการคมนาคมของภูมิภาคอาเซียน เพราะว่าเป็นสถานีกลางของรถไฟความเร็วสูงทุกเส้นทางที่เชื่อมต่อกับประเทศอื่นๆ รวมทั้งเป็นสถานีที่จะมีเส้นทางรถไฟฟ้าสายต่างๆ เข้ามาดังนี้

Regional Transportation Hub

จุดเชื่อมต่อสายสีแดง บางซื่อ – รังสิต และบางซื่อ – ตลิ่งชัน

สายสีน้ำเงิน บางซื่อ – ท่าพระ และหัวลำโพง-บางแค

สายสีม่วง เตาปูน – ราษฎร์บูรณะ  และ บางใหญ่ – บางซื่อ

โครงการรถไฟฟ้าเชื่อมสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง (แอร์พอร์ตลิงค์) ส่วนต่อขยายพญาไท- บางซื่อ -ท่าอากาศยานดอนเมือง

รถไฟชานเมือง รถไฟทางไกล และรถไฟจากทุกทิศทุกทางทั่วประเทศจะผ่านสถานีกลางบางซื่อแทนที่สถานีหัวลำโพง ในอนาคตสถานีกลางบางซื่อสามารถเรียกได้ว่าเป็น Regional transportation Hub ของอาเซียนตามที่กระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทยวางแผนไว้ บนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยขนาดใหญ่ใจกลางเมือง 2,325 ไร่ อีกทั้งยังมีการก่อสร้างทางยกระดับเพื่อเชื่อมต่อกับทางพิเศษศรีรัชเพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทางสำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์ และการเดินทางด้วยรถบขส.ด้วยเช่นกัน

HUB2

 

AEC Commercial Business District

พื้นที่รอบๆ สถานีกลางบางซื่อยังมีที่ดินอีกประมาณ 305.5 ไร่ที่สามารถพัฒนาในเชิงพาณิชย์ได้ โดยทางการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เชิญบริษัทเอกชนไทยและต่างชาติกว่า 100 บริษัทเข้าร่วมประเมินความสนใจเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2558 เพื่อเสนอแนะรูปแบบการพัฒนาที่ดิน ซึ่งพื้นที่นี้จะแบ่งออกเป็น 4 โซนตามรูปแบบในการพัฒนาที่วางแผนไว้ดังนี้

BANGSUE-ZONE

ทั้ง 4 โซนนั้นเป็นการพัฒนาเชิงพาณิชย์ถึง 3 โซน มูลค่าการลงทุนของทั้ง 3 โซนนี้อยู่ที่ประมาณ 6.8 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 ระยะ ระยะแรก 5 ปีเริ่มพัฒนาโซน A มูลค่าการลงทุนประมาณ 10,000 ล้านบาท ระยะที่ 2 ใช้เวลาอีก 5 ปีต่อมาในการพัฒนาในโซน B มูลค่า 24,000 ล้านบาท และในระยะสุดท้ายอีก 5 ปีต่อมาเป็นการพัฒนาในโซน C มูลค่าการลงทุนประมาณ 34,000 ล้านบาทรวมแล้วทั้งหมดใช้เวลาในการพัฒนา 15 ปี โดยแผนดำเนินงานทั้งหมดน่าจะชัดเจนในปีพ.ศ.2559 และจะเชิญชวนให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในพื้นที่ โดยการรถไฟฯ คาดว่าสถานีกลางบางซื่อจะเปิดให้บริการได้ในปีพ.ศ.2562 จากนั้นจึงจะเริ่มพัฒนาพื้นที่โซนต่างๆ ตามที่วางแผนไว้ทั้ง 4 โซนนั่นหมายความว่ากว่าทุกอย่างจะเสร็จสมบูรณ์ต้องรออีกเกือบ 20 ปี แต่ในปัจจุบันพื้นที่รอบๆ สถานีกลางบางซื่อก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นอีกทั้งยังมีที่ดินขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูงที่ปัจจุบันยังไม่ได้มีการพัฒนาเป็นรูปธรรม เช่น

1. พื้นที่ย่านพหลโยธินกม. 11 ขนาดไม่น้อยกว่า 300 ไร่ที่อยู่ทางทิศเหนือของสถานีกลางบางซื่อที่การรถไฟมีแผนจะให้เอกชนเข้ามาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัยแบบให้เช่าในระยะยาว 30 ปีโดยรูปแบบที่ทางกระทรวงคมนาคมวางไว้เบื้องต้นเป็นคอนโดมิเนียม 10 อาคาร ประมาณ 10,000 ยูนิต โดยแบ่งเป็นที่พักสำหรับเป็นสวัสดิการพนักงานการรถไฟแห่งประเทศไทย 5,000 ยูนิต และเปิดให้คนทั่วไปเช่าระยะยาว 10 – 30 ปีอีก 5,000 ยูนิต และยังมีพื้นที่เชิงพาณิชย์ เช่น ศูนย์การค้า โรงพยาบาล ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มบีทีเอสที่แสดงออกชัดเจนว่าต้องการเป็นผู้พัฒนาโครงการนี้

2. ที่ดินที่เป็นสถานีหมอชิตเก่าขนาด 63 ไร่ที่ปัจจุบันใช้เป็นที่จอดรถไฟฟ้าตรงสถานีหมอชิต และเป็นที่จอดรถ Park & Ride ของผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า โดยเจ้าของที่ดินคือกรมธนารักษ์ แต่ปัจจุบันมีบริษัท บางกอกเทอร์มินอล และบริษัท ซัน เอสเตท ได้รับสัมปทานในการพัฒนาที่ดินผืนนี้เป็นระยะเวลา 30 ปีซึ่งผ่านมาหลายปีแล้วยังไม่มีความคืบหน้าในโครงการโดยตามแผนเดิมจะพัฒนาเป็นโครงการ Mixed Use ทั้งอาคารสำนักงาน โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเม้นต์ สำหรับที่ดินแปลงนี้อาจจะต้องรอดูต่อไปสักระยะว่าจะออกมาในทิศทางใด

จำนวนคอนโดมิเนียมที่เปิดขายบริเวณสถานีเตาปูนและสถานีโดยรอบ

ปัจจุบันพื้นที่รอบๆ สถานีกลางบางซื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นค่อนข้างมากโดยเฉพาะในตลาดคอนโดมิเนียม ซึ่งทำเลที่สามารถเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงได้มากที่สุดคือ รอบๆ สถานีเตาปูน และสถานีโดยรอบได้แก่ บางโพ และจตุจักร ในส่วนของรอบสถานีบางซื่อเองนั้นเป็นสถานที่ราชการจริงไม่มีคอนโดเปิดขาย

คอนโดมิเนียมที่เปิดขายสะสมในพื้นที่ทั้ง 3 สถานีมีอยู่ 14 โครงการจำนวนรวมประมาณ 10,442 ยูนิตโดยรอบๆ สถานีบางโพมีจำนวนยูนิตมากที่สุดอาจจะเป็นเพราะว่ามีโครงการขนาดใหญ่ที่มีจำนวนยูนิตมากกว่า 1,000 ยูนิตอยู่ 2 โครงการ ส่วนพื้นที่รอบๆ สถานีจตุจักรอาจจะมีโครงการระดับบนเป็นส่วนใหญ่และมีขนาดของโครงการไม่ใหญ่มากนัก

BANGSUE-INFO

 

ขอขอบคุณข้อมูลจากคุณสุรเชษฐ์ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาบริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย

พื้นที่รอบๆ สถานีบางโพและเตาปูนเป็นทำเลใหม่ที่เพิ่งจะมีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายในช่วงปีพ.ศ.2551 เป็นต้นมานี่เองเพราะความชัดเจนของเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และสายสีม่วงที่มีมากขึ้น และทันทีที่เริ่มดำเนินการก่อสร้างในปีพ.ศ.2554 ยิ่งทำให้มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยเฉพาะรอบๆ สถานีบางโพ และเตาปูน ในขณะที่สถานีจตุจักรอาจจะมีโครงการเปิดขายต่อเนื่องมาสักระยะแล้ว

อัตราการขายของคอนโดมิเนียมในพื้นที่รอบๆ ของทั้ง 3 สถานีก็ค่อนข้างมากคือโครงการที่เปิดขายมาสัก 2 – 3 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่ปิดการขายหรือเหลือไม่มากแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่รอบๆ สถานีบางโพที่อาจจะมีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายมาก่อนหน้านี้ 2 – 3 ปีและสร้างเสร็จแล้วหลายโครงการจึงมีอัตราการขายสูงถึง 95% ส่วนพื้นที่รอบๆ สถานีเตาปูนมีอัตราการขายประมาณ 87% ในขณะที่รอบๆ สถานีจตุจักรอาจจะมีมีโครงการใหม่เปิดขายในปีนี้แต่ก็สามารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว แม้จะยังมีบางโครงการที่ยอดขายไม่สูงนักเพราะราคาขายสูงกว่าโครงการอื่นๆ ในพื้นที่นั้นจึงทำให้อัตราการขายเฉลี่ยในพื้นที่นี้อยู่ที่ประมาณ 78% 

ราคาขายเฉลี่ยและผลตอบแทนจากการปล่อยเช่า

ราคาขายเฉลี่ยในพื้นที่รอบๆ ทั้งสามสถานีนี้ก็แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด คือบริเวณสถานีจตุจักรจะมีราคาขายเฉลี่ยสูงที่สุด

chewathai-map-n

ราคาขายเฉลี่ยรอบๆ สถานีบางโพและเตาปูนอาจจะใกล้เคียงกันแต่ในอนาคตพื้นที่รอบๆ สถานีเตาปูนน่าจะมีโครงการคอนโดมิเนียมที่มีราคาขายสูงกว่าสถานีบางโพมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะด้วยความที่เป็นสถานีกลางของเส้นทางรถไฟฟ้าสองสายที่แยกจากกันที่สถานีนี้ ทำให้ในแต่ละวันจะมีคนจำนวนมากมาใช้บริการ ราคาที่ดินรอบๆ สถานีก็ปรับขึ้นไปเรื่อยๆ มาหลายปีติดต่อกันแล้ว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพโดยรอบพื้นที่สถานีเตาปูนที่น่าจะมีคอนโดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดยปัจจุบันมี developer รายใหญ่เตรียมจะเข้ามาพัฒนาโครงการแล้ว 2 รายคือ อนันดาฯ และเสนาฯ

ราคาคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่หลังจากนี้ก็คงจะแพงกว่าราคาขายเฉลี่ยในพื้นที่ประมาณ 30 – 50% อย่างแน่นอน ซึ่งปัจจัยอีกอย่างที่จะมีส่วนช่วยให้ราคาที่ดินโดยรอบสถานีเตาปูนปรับเพิ่มขึ้นคือ ถ้าโครงการพัฒนารอบๆ สถานีกลางบางซื่อมีความชัดเจนและเริ่มดำเนินการแบบเป็นรูปธรรมมากขึ้น จะมีผลต่อเนื่องมายังสถานีเตาปูนอย่างแน่นอน เพราะว่ารอบๆ สถานีกลางบางซื่อนั้นเป็นที่ดินของหน่วยงานราชการทำให้ภาคเอกชนไม่สามารถเข้าไปพัฒนาโครงการต่างๆ ได้แบบอิสระ เหมือนรอบๆ สถานีเตาปูนซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพเช่นเดียวกัน

สำหรับผลตอบแทนจากการปล่อยเช่านั้นอาจจะระบุได้แค่สองสถานีคือ บางโพ และหมอชิต เพราะโครงการส่วนใหญ่ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง สำหรับสถานีบางโพนั้นห้อง 1 ห้องนอนขนาดประมาณ 30 – 35 ตารางเมตรปล่อยเช่าที่ประมาณ 10,000 – 14,000 บาทต่อเดือน ห้องขนาด 2 ห้องนอนจะมีค่าเช่าที่ประมาณ 25,000 – 30,000 บาทต่อเดือน โดยมีผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าอยู่ที่ประมาณ 4 – 6% ขึ้นอยู่กับต้นทุนของห้องที่นำมาปล่อยเช่า พื้นที่รอบๆ สถานีหมอชิตนั้นเป็นทำเลที่มีคอนโดมิเนียมราคาสูงเกิดขึ้นค่อนข้างมากทำให้ราคาขาย และค่าเช่าในบริเวณนี้ค่อนข้างสูงตามไปด้วย โดยห้องแบบ 1 ห้องนอนขนาดประมาณ 30 – 40 ตารางเมตรปล่อยเช่าที่ประมาณ 18,000 – 25,000 บาทต่อเดือน และห้องแบบ 2 ห้องนอนขนาดประมาณ 60 ตารางเมตรอยู่ที่ประมาณ 40,000 บาทต่อเดือน ผลตอบแทนจากการเช่าอยู่ที่ประมาณ 5 – 8% แตกต่างกันตามต้นทุนของห้องที่นำมาปล่อยเช่า

กลุ่มลูกค้าของคอนโดบริเวณนี้

ด้วยการที่ทำเลโดยรอบสถานีเตาปูนนั้น ค่อนข้างใกล้มากๆกับบริษัทชั้นนำของไทย แต่มีชื่อเสียงไปไกลระดับโลกอย่าง SCG ที่มีพนักงานประจำที่บางซื่อประมาณ 3,000 คนจากพนักงานทั้งหมดทั่ว SEA ประมาณ 40,000 คน จึงทำให้ดีเวลลอปเปอร์ที่เปิดขายโครงการในแถบนี้ก็มักที่จะทำการตลาดที่เจาะกลุ่มพนักงาน SCG อยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากสถานีบางซื่อเองนั้นไม่มีที่ดินเหลือพอที่จะพัฒนาโครงการคอนโดได้ พนักงานและผู้บริหาร SCG ส่วนใหญ่ก็มักที่จะเลือกซื้อคอนโดที่อยู่เลยสถานีบางซื่อออกไป โดย demand ของกลุ่มพนักงาน SCG ก็มีความแตกต่างกันไปตามฐานเงินเดือนของแต่ละคน พนักงานระดับทั่วๆไปที่ซื้อเพราะขี้เกียจตื่นเช้าก็มักจะมองหาคอนโดที่ราคายังไม่เกิน 2 ล้านแถวๆสถานีบางซ่อน-วงศ์สว่าง-บางโพ ส่วนพนักงานที่เป็นผู้บริหารระดับสูงบางรายก็เลือกที่จะซื้อคอนโดไฮเอนด์ริมแม่น้ำในราคาที่เกิน 10 ล้านบาทขึ้นไป หรือเลือกซื้อแถวจตุจักร-สะพานควาย-อารีย์ ไว้เผื่อขายต่อได้ในอนาคต

Credit ภาพ: www.scgexperience.co.th

01-green-building

Ideo Mobi Bangsue Grand Interchange: ดีไซน์แห่งอนาคตบนศูนย์กลางแห่งทำเลศักยภาพ

ตอนนี้ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ก็เป็นดีเวลลอปเปอร์บิ๊กเนมรายล่าสุด ที่กำลังจะชิงเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมแห่งใหม่ในย่านนี้ ภายใต้ชื่อแบรนด์ Ideo Mobi Bangsue Grand Interchange (ไอดีโอ โมบิ บางซื่อ แกรนด์ อินเตอร์เชนจ์) มีราคาเริ่มต้นประมาณ 3 ล้านบาท คอนโดแห่งนี้นอกจากจะมีจุดเด่นในเรื่องของทำเลที่อยู่บนจุดศูนย์กลางระหว่างสถานีเตาปูน อินเตอร์เชนจ์ และสถานีกลางบางซื่อแล้วยังเน้นหนักไปในเรื่องของงานดีไซน์ ที่ยังคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ไอดีโอ โมบิ ซึ่งมีภาพลักษณ์อันทันสมัยให้ผู้อยู่อาศัยได้เต็มอิ่มกับส่วนกลาง พร้อมวิวเส้นขอบฟ้า ณ สถานีกลางบางซื่อ

IDEO-MOBI-BANGSUE-GRAND-INTERCHANGE2

โดยภาพรวมแล้วถือว่าเป็นคอนโดที่มีศักยภาพสูงมาก เพราะตำแหน่งที่ตั้งใกล้กับสถานีกลางบางซื่อมากที่สุด ในอนาคตอันใกล้สถานีกลางบางซื่อจะเป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน จากสถานีนี้ผู้โดยสารทั้งไทยและต่างชาติสามารถที่จะเลือกเดินทางไปสู่ทุกจุดหมายที่ต้องการได้ไม่เพียงแค่ในกรุงเทพฯ แต่เป็นทั้งประเทศไทยด้วยรถไฟฟ้าความเร็วสูง

นอกจากนี้ยังเป็นย่าน CBD ของ AEC อย่างแท้จริงตามแผนแม่บทที่ได้ถูกริเริ่มโดยรฟท.ไปแล้วดังที่กล่าวไว้ในข้างต้น ซึ่งหากโครงการต่างๆรอบๆสถานีกลางบางซื่อสร้างเสร็จ แน่นอนว่าคอนโด ไอดีโอ โมบิ บางซื่อ แกรนด์ อินเตอร์เชนจ์ ก็น่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั้งคนไทย และคนต่างชาติ รวมถึงบรรดาองค์กร บริษัทชั้นนำของกลุ่ม AEC ที่น่าจะเตรียมย้ายสำนักงานมาอยู่บริเวณนี้ และเมื่อเวลานั้นมาถึงดีมานท์ของผู้ที่ต้องการคอนโดในทำเลนี้ก็จะไม่ถูกจำกัดเพียงแค่กลุ่มพนักงาน SCG และผู้คนท้องถิ่นประจำย่านเตาปูน-บางซื่ออีกต่อไป

Screenshot_1

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ และข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.ananda.co.th/register/mobi-bangsue-grandinterchange หรือโทร. 02-316-2222



เกริก บุณยโยธิน

เกริก บุณยโยธิน

ผู้ก่อตั้งเวปไซต์แบ่งปันความรู้ด้านการตลาด และการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาฯ พร็อพฮอลิค ดอทคอม..หลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการวนเวียน เข้าๆออกๆ ในสายงานด้านการตลาด และวางแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ของบริษัทอสังหาฯ และเอเยนซีโฆษณาชั้นนำหลายแห่ง (โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องจับสลากเจอลูกค้าสายอสังหาฯทุกที)...จนถูกครอบงำโดยจิตใต้สำนึก ให้ถีบตัวเองออกจากกรอบการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อออกมาจุดประกายความคิดที่ถูกต้อง และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจในธุรกิจอสังหาฯ

เว็บไซต์

Reasons Why Foreigner Invest Real Estate in Thailand รู้เขารู้เรา ทำไมคนต่างชาติถึงชอบลงทุนอสังหาฯไทย

คนต่างชาติมองว่าเมืองไทยเป็นเมืองที่น่าอยู่ อยู่สบาย แถมมีค่าครองชีพราคาถูกในสายตาคนเอเชียและชาวตะวันตก พูดง่ายๆ คืออยู่แล้วคุ้มค่าราคาจ่าย เมืองไทยเป็นหนึ่งในเมืองที่อยู่อาศัย affordable ของทวีปเอ... อ่านต่อ




จาก เยาวราช ถึง เจริญกรุง มนต์เสน่ห์แห่งย่านเก่าที่น่าหลงใหลและความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น

“เยาวราช” ย่านเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร หรือ จะเรียกว่า “ไชน่า ทาวน... อ่านต่อ

อ่านก่อนลงทุนทำ Co-working Space ให้เช่าสำหรับคนไทย

ผู้เขียนเป็นคนที่ใช้บริการ Co-working Space ในไทยมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกมีแค่ไม่กี่แห่งในกร... อ่านต่อ

เปิดแปลน Siamese Exclusive Ratchada คอนโดที่ทำสถิติ NEW HIGH ของเส้นรัชดาภิเษกช่วง Prime

รัชดาภิเษกช่วงไพร์ม เริ่มตั้งแต่แยก ณ ระนอง วิ่งยาวมาจนถึงแยกรัชดา - ลาดพร้าว (บางช่วงอ... อ่านต่อ

พิพิธภัณฑ์ลอยน้ำ ‘เรือสำเภาศรีมหาสมุทร’ ครั้งแรกในไทย ยิ่งใหญ่ริมเจ้าพระยา ฉลอง 250 ปีกรุงธนบุรี

หลังจากการเปิดตัวอภิมหาโปรเจกต์สุดอลังการที่สุดในย่านฝั่งธนฯ อย่าง “ICONSIAM” ไปเมื่อวั... อ่านต่อ

ในยุคที่ “ไทยแลนด์ 4.0” ถูกนำไปเป็นบริบทสำคัญในการนำ “เทคโนโลยี” เข้าไปเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนและปฏิรูปในทุกอุตสาหกรรรม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจนพลิกโฉมอุตสาหกรรมในหลายวงการ เช่น การเงิน อสังหาริมทรัพย์ โทรคมนาคม ฯลฯ บางอุตสาหกรรมนั้นอยู่ในช่วงเริ่มต้นในการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาช่วยบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เช่นเดียวกันกับ “อุตสาหกรรมก่อสร้าง” ซึ่งในภาพรวมทั่วโลกนั้น ก็เป็นอุตสาหกรรมที่ยังมีโอกาสให้เทคโนโลยี - นวัตกรรมเข้ามามีบทบาทขับเคลื่อนอีกมาก ช.การช่าง ในฐานะผู้พัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยได้เล็งเห็นโอกาสนี้ จึงนำเทคโนโลยีการออกแบบและก่อสร้างด้วยระบบ BIM (Building Information Modeling) หรือ ระบบการทำงานแบบจำลองสารสนเทศอาคาร ที่ช่วยออกแบบงานโครงสร้างและประสานการทำงานในส่วนต่างๆได้อย่างแม่นยำมาใช้ในโครงการ ทำให้การดำเนินงานก่อสร้างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และลดต้นทุนในการดำเนินงาน โดยช.การช่าง ได้ประเดิมเทคโนโลยีนี้กับการก่อสร้าง “โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม” เป็นโครงการแรก