CBRE เผยรายงานภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ ประจำไตรมาส 1 ปี 2026

เกริก บุณยโยธิน 27 May, 2026 at 14.58 pm

ประกาศที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา


ภาพรวมสถานการณ์และไฮไลต์สำคัญประจำไตรมาส
ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ของกรุงเทพฯ เริ่มต้นปี 2026 ด้วยความซบเซา ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะความเชื่อมั่นในประเทศที่อ่อนแอรวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งที่ยังคงยืดเยื้อในภูมิภาคตะวันออกกลาง แม้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาสแรกนี้จะเติบโตขึ้น 2.8% เมื่อเทียบกับรายปี และภาคการท่องเที่ยวจะขยายตัวขึ้น 5.2% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ประจำเดือนมีนาคม 2026 กลับปรับตัวลดลง 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน เมื่อพิจารณารายภาคธุรกิจ ตลาดคอนโดมิเนียมเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดและผู้ซื้อใช้เวลาตัดสินใจนานขึ้น
ตลาดอาคารสำนักงานเกิดแนวโน้มการย้ายสู่ตึกที่มีคุณภาพสูงกว่า (Flight-to-Quality) ส่งผลให้ตึกเก่าต้องยอมลดค่าเช่าลง ในขณะที่ภาคค้าปลีกถูกกดดันจากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ร่วงลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 8.5% เมื่อเทียบกับรายปี ด้านธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้นโดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา 9.3 ล้านคน ส่วนภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ยังคงมีอุปสงค์เข้ามาต่อเนื่องและอุปสรรคด้านอุปทานเริ่มคลี่คลาย อย่างไรก็ตาม ในแง่เศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ได้คาดการณ์การเติบโตของ GDP ทั้งปี 2026 ไว้ค่อนข้างต่ำเพียง 1.5% เท่านั้น สำหรับสถิติด่วนประจำไตรมาสระบุว่า คอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่ในใจกลางเมืองมีจำนวน 1,402 ยูนิต ส่วนพื้นที่รอบนอกและชานเมืองเปิดตัว 3,038 ยูนิต ด้านตลาดสำนักงานมีอัตราเช่าเฉลี่ยเกรด A+ และ A ในย่าน CBD อยู่ที่ 1,023 บาทต่อตารางเมตร โดยมีอัตราการครอบครองพื้นที่โดยรวม 79.3% ด้านพื้นที่ค้าปลีกมีอัตราเช่าคงที่อยู่ที่ 2,000 ถึง 5,500 บาทต่อตารางเมตร และมีอัตราการครอบครองพื้นที่ 91.6% ส่วนธุรกิจโรงแรมมีราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) อยู่ที่ 4,233 บาท โดยมีอัตราการเข้าพักรวม 77.1%
1. ภาคที่อยู่อาศัย (Residential)
ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ โดยภาพรวมเริ่มต้นปีได้อย่างซบเซา โดยมีการเปิดตัวโครงการใหม่เพียง 12 โครงการเท่านั้น ในฝั่งของผู้ซื้อยังคงมีความระมัดระวังในการจับจ่ายสูงและใช้เวลาในการตัดสินใจนานขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงยืดเยื้อ สภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่อ่อนแอ รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น
2. อาคารสำนักงาน (Office)
เกิดแนวโน้มความต้องการย้ายสู่ อาคารสำนักงานที่มีคุณภาพสูงกว่า (Flight-to-Quality) ส่งผลให้ค่าเช่าของตึกเก่าปรับตัวลดลง ในขณะที่ค่าเช่าของตึกสร้างใหม่ยังคงทรงตัวเนื่องจากยังมีอัตราพื้นที่ว่าง (Vacancy Rate) อยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าเมื่อพื้นที่ของตึกใหม่เหล่านี้เริ่มมีผู้เช่าเต็ม ยอดค่าเช่าของอาคารสำนักงานเกรดพรีเมียม (Prime Office) มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นภายในปี 2026 นี้
3. ธุรกิจค้าปลีก (Retail)
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ในเดือนมีนาคม ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 51.8 ซึ่งถือเป็นการลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (Q-o-Q) แต่เมื่อเปรียบเทียบเป็นรายปี (Y-o-Y) พบว่าดัชนีลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 8.5% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาวะความเชื่อมั่นและการบริโภคของภาคประชาชนที่ค่อนข้างอ่อนแอลง
4. ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว (Hotel)
ภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยในไตรมาส 1 ปี 2026 มีทิศทางที่กระเตื้องและปรับตัวดีขึ้น แม้ว่าภาพรวมตัวเลขหลักจะดูแผ่วลงเล็กน้อย โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศรวมทั้งสิ้น 9.3 ล้านคน ซึ่งตัวเลขนี้ลดลง 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (Y-o-Y)
5. ภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ (Industrial & Logistics)
ความต้องการพื้นที่ในภาคอุตสาหกรรมยังคงมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ข้อจำกัดและอุปสรรคทางด้านอุปทาน (Supply Constraints) เริ่มทยอยคลี่คลายลงตามลำดับ
6. สภาวะเศรษฐกิจโดยรวม (Economic)
ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในไตรมาส 1 ปี 2026 ขยายตัวอยู่ที่ 2.8% อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ได้ประเมินและคาดการณ์ภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2026 ไว้ค่อนข้างต่ำ โดยโตเพียงแค่ 1.5% เท่านั้น

โดยมีรายละเอียดเจาะลึกในแต่ละอุตสาหกรรมดังนี้

ตลาดที่อยู่อาศัย – คอนโดมิเนียม อุปทานคอนโดมิเนียมสะสมในเขตใจกลางเมืองกรุงเทพฯ เติบโตขึ้น 1.5% และในพื้นที่รอบนอกหรือชานเมืองเติบโตขึ้น 4.3% เมื่อเทียบกับรายปี ตลาดคอนโดมิเนียมในทำเลใจกลางเมืองมีการเปิดตัวยูนิตใหม่เพิ่มขึ้นอย่างมากในไตรมาสนี้ โดยมีจำนวนรวม 1,402 ยูนิตจาก 2 โครงการ ซึ่งพุ่งสูงขึ้นถึง 561.3% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 121.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีหนึ่งโครงการไฮไลต์ในใจกลางเมืองชื่อ EI8HTEEN SEVEN ที่เปิดตัวเมื่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ สำหรับราคาเสนอขายเฉลี่ยของยูนิตที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในโครงการคอนโดมิเนียมฟรีโฮลด์ระดับไฮเอนด์ขึ้นไปในทำเลใจกลางเมืองปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.9% เมื่อเทียบกับรายปี ในทางกลับกัน การเปิดตัวโครงการใหม่ในพื้นที่รอบนอกและชานเมืองกลับลดลงเหลือ 3,038 ยูนิตจาก 10 โครงการ ซึ่งลดลง 47.9% จากไตรมาสก่อน และลดลง 42.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยอุปทานส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในโครงการระดับเริ่มต้น (Entry-level) ทั้งนี้ผู้พัฒนาโครงการได้สร้างเสร็จสมบูรณ์เพิ่มอีก 18 โครงการในพื้นที่รอบนอก รวมเป็น 6,111 ยูนิต ซึ่งทำเลย่านสุขุมวิทตอนปลายมีสัดส่วนการสร้างเสร็จมากที่สุดคิดเป็น 25.2% ส่วนราคาเสนอขายเฉลี่ยของคอนโดมิเนียมที่ขายตามพิมพ์เขียว (Off-plan) และอยู่ระหว่างก่อสร้างในพื้นที่รอบนอกลดลง 1.3% จากไตรมาสก่อน และลดลง 0.7% เมื่อเทียบกับรายปี ภาพรวมแนวโน้มตลาดคอนโดมิเนียมเริ่มต้นปีได้อย่างเชื่องช้า ผู้ซื้อยังคงระมัดระวังและใช้เวลานานขึ้นในการตัดสินใจเนื่องจากปัจจัยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจในประเทศที่อ่อนแอ และราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลให้ยอดขายของอุปทานในอนาคตลดลงทั้งในใจกลางเมืองที่ลดลง 9.7% และพื้นที่รอบนอกที่ลดลง 5.4% เมื่อเทียบกับรายปี ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากอัตราการดูดซับที่ต่ำลงสะท้อนถึงความต้องการที่ซบเซา

ตลาดที่อยู่อาศัย – บ้านแนวราบ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ได้เปิดตัวโครงการบ้านแนวราบรวม 1,563 ยูนิต จาก 12 โครงการใหม่ในไตรมาสแรกของปี 2026 ซึ่งลดลงอย่างมากถึง 38.4% จากไตรมาสก่อน และลดลง 70.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ถือเป็นระดับกิจกรรมการเปิดตัวที่ต่ำที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ ขณะที่การอนุญาตจัดสรรที่ดินในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลลดลง 67.9% จากไตรมาสก่อน และดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.8% จากไตรมาสก่อน ยูนิตเปิดตัวใหม่ส่วนใหญ่จัดอยู่ในกลุ่มระดับกลาง (ราคา 5.1-15 ล้านบาท) มีจำนวนรวม 556 ยูนิตจาก 2 โครงการ มูลค่ารวม 35.6 พันล้านบาท โดยทำเลชานเมืองฝั่งเหนือเป็นผู้นำตลาดที่มีการเปิดตัวสูงสุดคิดเป็น 41.7% หรือ 652 ยูนิต สำหรับโครงการระดับลักชัวรีขึ้นไป การเปิดตัวใหม่ลดลงเหลือ 221 ยูนิต จาก 258 ยูนิตในไตรมาสก่อนหน้า คิดเป็นการลดลง 14.3% จากไตรมาสก่อน แต่ยังคงเพิ่มขึ้น 23.5% เมื่อเทียบกับรายปี ทว่ายอดขายในเซกเมนต์ลักชัวรีขึ้นไปยังคงรักษาอัตราส่วนไว้ได้ที่ 60% ติดต่อกันเป็นเวลาสามไตรมาส สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะตลาดที่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานที่มั่นคง นอกจากนี้ ยอดบ้านแนวราบที่เหลือขายเริ่มลดลงจาก 177,919 ยูนิต มาอยู่ที่ 174,289 ยูนิตในครึ่งหลังของปี 2025 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า การลดลงนี้เกิดขึ้นเนื่องจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำกัดการออกอุปทานใหม่และการปรับตัวเข้ากับตลาดที่ท้าทาย ประกอบกับการจัดแคมเปญส่งเสริมการขายและการให้สิ่งจูงใจ ร่วมกับนโยบายของรัฐบาลในการลดค่าธรรมเนียมการโอนและปรับเกณฑ์อัตราส่วนสินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV) ที่ประกาศใช้ไปในช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมปี 2025

ตลาดที่อยู่อาศัย – เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ ตลาดเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ในทำเลใจกลางเมืองกรุงเทพฯ มีอุปทานรวมอยู่ที่ 17,355 ยูนิต ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แต่เติบโตขึ้น 1.3% เมื่อเทียบกับรายปี ด้านอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 83.0% ปรับตัวลดลงเล็กน้อย 0.3% จากไตรมาสก่อน และลดลง 2.5% เมื่อเทียบกับรายปี สำหรับอุปทานในอนาคตมีโครงการที่อยู่ในแผนงานรวม 4 โครงการ โดยมี 1 โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและอีก 3 โครงการอยู่ในขั้นตอนการวางแผน ยูนิตที่บริหารโดยแบรนด์ระดับสากล (International Branded Residences) มีสัดส่วนคิดเป็น 33.6% ของอุปทานทั้งหมด โดยมี ดิ แอสคอทท์ ลิมิเต็ด (The Ascott Limited) เป็นผู้บริหารรายใหญ่ที่สุด ส่วนเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ที่บริหารโดยแบรนด์ไทยมีสัดส่วนคิดเป็น 33.8% ของอุปทานรวม ในด้านค่าเช่า ราคาเสนอเช่าเฉลี่ยรายเดือนของเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์เกรด A ในกรุงเทพฯ ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 1,349 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 5.8% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 11.6% เมื่อเทียบกับรายปี โดยทำเลลุมพินีชั้นในและสยามเป็นพื้นที่ที่ครองอัตราค่าเช่าสูงที่สุด

ตลาดที่อยู่อาศัย – อพาร์ทเมนท์และข้อมูลชาวต่างชาติ จากข้อมูลล่าสุดของสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว (อัปเดตถึงเดือนพฤศจิกายน 2025) ประเทศไทยมีจำนวนชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงาน (Expatriates) รวมทั้งสิ้น 201,101 คน โดยแบ่งสัดส่วนพำนักอยู่ในกรุงเทพฯ 50% หรือจำนวน 100,485 คน และอีก 50% อยู่ในจังหวัดอื่น ๆ ชาวจีนถือเป็นกลุ่มชาวต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีสัดส่วนคิดเป็น 27% หรือจำนวน 57,789 คน ตามด้วยชาวญี่ปุ่น ชาวฟิลิปปินส์ ชาวอินเดีย ชาวอังกฤษ และชาวอเมริกันตามลำดับ สำหรับตลาดอพาร์ทเมนท์ให้เช่าในทำเลใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ยังคงมีอัตราการเข้าพักที่แข็งแกร่งเฉลี่ยอยู่ที่ 94.2% แม้จะลดลงเล็กน้อย 0.5% จากไตรมาสก่อน แต่ยังเติบโตเพิ่มขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับรายปี ทางด้านอุปทานรวมของอพาร์ทเมนท์ใจกลางเมืองยังคงคงที่อยู่ที่ 8,700 ยูนิต ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 0.4% เมื่อเทียบกับรายปี โดยทำเลย่านสุขุมวิทยังคงเป็นทำเลหลักที่ครองตลาดด้วยสัดส่วนสูงถึง 86.0% ของอุปทานทั้งหมด ส่วนค่าเช่าเสนอขายเฉลี่ยสำหรับอพาร์ทเมนท์เกรด A อยู่ที่ 584 บาทต่อตารางเมตร ลดลงเล็กน้อย 0.6% จากไตรมาสก่อน และลดลง 0.6% เมื่อเทียบกับรายปี โดยย่านลุมพินีชั้นในและสยามยังคงทำสถิติค่าเช่าเฉลี่ยสูงที่สุด

ตลาดอาคารสำนักงาน ในไตรมาสแรกของปี 2026 ไม่มีอาคารสำนักงานแห่งใหม่สร้างเสร็จสมบูรณ์ แต่อุปทานรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 10,298,116 ตารางเมตร เนื่องจากการปรับเปลี่ยนพื้นที่ให้เช่าสุทธิของอาคารเดิมบางแห่ง อัตราการครอบครองพื้นที่โดยรวมขยับตัวขึ้นเล็กน้อยจาก 79.2% เป็น 79.3% ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากการทยอยย้ายเข้าพื้นที่ของอสังหาริมทรัพย์สำนักงานที่เพิ่งสร้างเสร็จไม่นานนี้ โดยมียอดเช่าพื้นที่สุทธิ (Net Take-up) รวม 11,558 ตารางเมตร ซึ่งส่วนใหญ่ขับเคลื่อนโดยผู้เช่าที่เข้าสู่อาคารเกรด A+ ย่านใจกลางธุรกิจ (CBD) รวมถึงอาคารเกรด A และ B ในพื้นที่นอกใจกลางธุรกิจ (Non-CBD) ทำให้ยอดรวมการเช่าพื้นที่สุทธิสะสมจากสามกลุ่มนี้อยู่ที่ 32,077 ตารางเมตร ด้านค่าเช่าเฉลี่ยของอาคารเกรด A นอกพื้นที่ใจกลางธุรกิจยังคงเติบโตต่อเนื่องเพิ่มขึ้น 2.5% จากไตรมาสก่อนหน้า ไปอยู่ที่ 769 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน ส่วนเซกเมนต์อื่น ๆ มีราคาค่าเช่าที่ปรับตัวลดลง ยกเว้นเกรด A+ ที่ราคายังคงทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสที่ผ่านมา สำหรับอุปทานในอนาคตคาดว่าจะถูกจำกัดในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยในปี 2026 นี้ ตลาดรอการส่งมอบโครงการ วัน แบงค็อก ทาวเวอร์ 2 (One Bangkok Tower 2) ซึ่งจะเพิ่มพื้นที่สำนักงานให้เช่าอีก 73,000 ตารางเมตร และหลังจากนั้นอุปทานใหม่ในท่อส่งจะมีค่อนข้างบางตา โดยมีพื้นที่อีกเพียง 187,000 ตารางเมตรที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและกำหนดส่งมอบระหว่างปี 2027 ถึง 2030 ซึ่งอาคารใหม่อีก 3 แห่งที่จะสร้างเสร็จในช่วงดังกล่าวถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นอาคารสำนักงานของเจ้าของเองเป็นหลัก แนวโน้มตลาดสำนักงานในปี 2026 จะเห็นช่องว่างผลประกอบการที่กว้างขึ้น ตึกเก่าจะเผชิญแรงกดดันด้านค่าเช่าที่ต้องปรับลดลง ในขณะที่ตึกใหม่ระดับพรีเมียมจะต้านทานกระแสนี้ได้และเห็นทั้งค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นรวมถึงอัตราการครอบครองพื้นที่ที่หนาแน่นขึ้นจากการย้ายสู่ตึกที่มีคุณภาพสูงกว่าของผู้เช่า

ตลาดพื้นที่ค้าปลีก ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (CCI) ประจำเดือนมีนาคม 2026 ลดลงมาอยู่ที่ 51.8 ซึ่งเป็นการลดลงเล็กน้อย 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่หากเทียบรายปีพบว่าดัชนีร่วงลงอย่างรุนแรงถึง 8.5% จากระดับ 56.7 ในปีก่อนหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่อ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด อุปทานพื้นที่ค้าปลีกรวมในกรุงเทพฯ อยู่ที่ 8.04 ล้านตารางเมตร ลดลงเล็กน้อย 0.2% จากไตรมาสก่อน และลดลง 0.1% เมื่อเทียบกับรายปี ปัจจัยหลักมาจากการปิดตัวชั่วคราวของโครงการค้าปลีกในแถบชานเมืองเพื่อดำเนินการปรับปรุงครั้งใหญ่ ซึ่งส่งผลกระทบมากกว่าจำนวนพื้นที่ค้าปลีกที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ทางด้านอุปสงค์หรือยอดเช่าพื้นที่ค้าปลีกลดลง 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า ในขณะที่พื้นที่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างพุ่งสูงขึ้น 21.1% จากไตรมาสก่อน โดยมีพื้นที่ค้าปลีกรวมเกือบ 580,000 ตารางเมตรที่อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง แนวโน้มของภาคค้าปลีกในระยะสั้นคาดว่าจะยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดัน เนื่องจากอุปทานใหม่จำนวนมากในท่อส่งปี 2026 มีแนวโน้มที่จะเติบโตเร็วกว่าการฟื้นตัวของอุปสงค์ โดยเฉพาะในทำเลที่พึ่งพาผู้บริโภคภายในประเทศเป็นหลัก นอกจากนี้ โครงการค้าปลีกระดับพรีเมียมในย่าน CBD และโครงการที่เน้นการท่องเที่ยวก็กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากการลดลงของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศรวมถึงอารมณ์การจับจ่ายที่แผ่วลงด้วยเช่นกัน

ตลาดธุรกิจโรงแรม ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 9.3 ล้านคนในไตรมาสแรกของปี 2026 ซึ่งลดลง 2.4% เมื่อเทียบกับรายปี แต่เพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยประเทศจีนยังคงเป็นตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่สุดที่จำนวน 1.5 ล้านคน ตามด้วยมาเลเซียและรัสเซีย อุปสงค์การท่องเที่ยวได้รับปัจจัยหนุนจากเทศกาลวันหยุดยาวช่วงสิ้นปีและเทศกาลตรุษจีน โดยจำนวนผู้มาเยือนในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมสูงกว่าระดับของปี 2025 แม้ว่าตลาดระยะใกล้ (Short-haul) จะยังเป็นฟันเฟืองหลัก แต่การฟื้นตัวเริ่มมีความหลากหลายมากขึ้น โดยจีนยังคงฟื้นตัวต่อเนื่องและตลาดระยะไกล (Long-haul) โดยเฉพาะรัสเซีย เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ได้ทำสถิติสูงสุดใหม่ สำหรับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองมียอดผู้โดยสารขาเข้ารวม 13.4 ล้านคนในไตรมาสนี้ เพิ่มขึ้น 4.4% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับรายปี โดยเป็นนักเดินทางระหว่างประเทศคิดเป็น 65% ของปริมาณการจราจรทั้งหมด สำหรับผลการดำเนินงานของโรงแรมในกรุงเทพฯ มีอุปทานรวมอยู่ที่ 85,379 ห้อง โดยมีการเพิ่มขึ้น 648 ห้องจากการเปิดโรงแรมใหม่ 2 แห่งและการขยายโครงการเดิม อัตราการเข้าพักแตะระดับ 77.1% เพิ่มขึ้น 1.5 จุดเปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน ด้านราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) ลดลง 1.3% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 4,233 บาท ในขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) เพิ่มขึ้น 4.4% จากไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 3,395 บาท ซึ่งผลงานในไตรมาสถัดไปคาดว่าจะต้องพึ่งพาอัตราการเข้าพักที่ยืดหยุ่นมากกว่าการเติบโตของราคาห้องพัก โดยผู้ประกอบการมีแนวโน้มที่จะตั้งราคาเชิงแข่งขันเนื่องจากแนวโน้มอุปสงค์มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น แนวโน้มในอนาคต การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2026 ลงเหลือ 30-34 ล้านคน จากเดิม 36.7 ล้านคน และลดเป้าหมายรายได้รวมลงเหลือ 2.58 ล้านล้านบาท จากเดิม 3 ล้านล้านบาท ประกอบกับมีห้องพักอีกประมาณ 8,300 ห้องที่อยู่ระหว่างก่อสร้างไปจนถึงปี 2028 ซึ่งครึ่งหนึ่งจะเข้าสู่ตลาดในปี 2026 นี้ ทำให้การแข่งขันจะทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มระดับเฟิร์สคลาสขึ้นไป

ตลาดนิคมอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ตลาดนิคมอุตสาหกรรมยังคงทำผลงานได้ดีจากการขยายตัวของทั้งอุปทานและอุปสงค์ โดยในปี 2025 ยอดขายรวมของที่ดินอุตสาหกรรม (SILP) ในกลุ่มสำรวจอยู่ที่ 3,908 ไร่ เพิ่มขึ้น 1.0% จากปี 2024 และในไตรมาสแรกของปี 2026 อุปทานรวมของ SILP เพิ่มขึ้น 1.1% จากไตรมาสก่อน หรือคิดเป็น 1,891 ไร่ จากการเปิดตัวโครงการ อารยา เดอะ อีสเทิร์น เกตเวย์ (ARAYA The Eastern Gateway) ส่งผลให้อุปทานรวมแตะระดับ 174,263 ไร่ ทางด้านตลาดโรงงานสำเร็จรูป (RBF) อุปสงค์เพิ่มขึ้นประมาณ 0.7% จากไตรมาสก่อนหน้า ไปอยู่ที่ 2,622,516 ตารางเมตร โดยมียอดเช่าพื้นที่สุทธิ 17,433 ตารางเมตร และอุปทานรวมเติบโตขึ้น 1.9% จากไตรมาสก่อน สำหรับตลาดคลังสินค้าสำเร็จรูปสมัยใหม่ (MLP) มีอุปทานแตะระดับ 6,184,708 ตารางเมตร เพิ่มขึ้น 1.9% จากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งขับเคลื่อนโดยพื้นที่สร้างเสร็จใหม่ของ WHA และ Alpha รวมถึงการเพิ่มพื้นที่ใหม่ของ PROSPECT โดยมียอดเช่าพื้นที่สุทธิรวม 100,980 ตารางเมตร ขณะที่อัตราพื้นที่ว่างทรงตัวอยู่ที่ 10.3% ไม่เปลี่ยนแปลงจากไตรมาสก่อน ปัจจัยขับเคลื่อนอุปสงค์ที่สำคัญยังคงมาจากกลุ่มธุรกิจดิจิทัล โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์ ควบคู่ไปกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่แข็งแกร่งในภาคการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ ด้านข้อจำกัดทางอุปทานที่เคยเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเริ่มส่งสัญญาณปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากมีนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ทยอยเข้าสู่ตลาด อย่างไรก็ตาม แม้อุปสงค์จากต่างชาติจะช่วยหนุนการดูดซับที่ดิน แต่ผู้พัฒนาโครงการสังเกตเห็นว่าผู้ประกอบการใช้เวลานานขึ้นในการตัดสินใจ และผู้เช่าบางรายชะลอการลงทุนออกไปท่ามกลางความไม่แน่นอนของตลาดโดยรวม

ตลาดการลงทุน อสังหาริมทรัพย์ และกองทรัสต์ (REITs) ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 มีมติ 4 ต่อ 2 เสียงให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ มาอยู่ที่ระดับ 1.00% ในไตรมาสนี้มีการบันทึกธุรกรรมซื้อขายที่ดินรายใหญ่ 2 รายการ ได้แก่ บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ได้เข้าซื้อที่ดินจำนวน 105 ไร่ 2 งาน 76.9 ตารางวา จากบริษัท ธนาสิริ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของธนาสิริ กรุ๊ป ด้วยมูลค่า 898 ล้านบาท และบริษัท ไมเดีย อินเทลลิเจนท์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้เข้าซื้อที่ดินจำนวน 80 ไร่ในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทองโครงการ 6 นอกจากนี้ มีการประกาศธุรกรรมเช่าอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ โดยบริษัท ฮอลลีวูด สตรีท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของกลุ่มใบหยก ได้เข้าทำสัญญาเช่าระยะยาว 50 ปีสำหรับโครงการฮอลลีวูด สตรีท เดิมในย่านพญาไท ด้วยมูลค่าธุรกรรมรวมประมาณ 500 ล้านบาท โดยมีแผนที่จะพัฒนาใหม่ให้เป็นคอมมูนิตี้มอลล์ ด้านการร่วมทุน มีการประกาศการร่วมทุนรายใหญ่ 3 รายการ ได้แก่ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) ร่วมมือกับ บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของโออาร์ เพื่อพัฒนาโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที และบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประกาศร่วมทุน 2 รายการ ได้แก่ ร่วมทุนกับ บริษัท โฟร์ พี โฮลดิ้งส์ จำกัด เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในภูเก็ต และร่วมทุนกับ บริษัท มิตซุย ฟูโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด สำหรับโครงการที่อยู่อาศัย ในส่วนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์ มีรายงานการขยายการลงทุนของ REIT รวม 3 กองทุน ได้แก่ กองทุน QHHRREIT เข้าลงทุนเพิ่มเติมในสิทธิการเช่าของโรงแรมเซ็นเตอร์ พอยท์ ชิดลม ด้วยมูลค่าการลงทุนรวม 1.2 พันล้านบาท, กองทุน MII ลงทุนเพิ่มเติมในที่ดินและโรงงานภายในโครงการกรีนปาร์ค 1 ประกอบด้วยพื้นที่เช่า 60,612 ตารางเมตร มูลค่าการลงทุนรวม 1.45 พันล้านบาท และกองทุน PROSPECT เข้าลงทุนเพิ่มเติม 2 รายการ รวมมูลค่า 5 พันล้านบาทในที่ดิน โรงงาน และคลังสินค้า ณ โครงการบางกอกฟรีเทรดโซน 4

เกริก บุณยโยธิน

เกริก บุณยโยธิน

ผู้ก่อตั้งเวปไซต์แบ่งปันความรู้ด้านการตลาด และการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาฯ พร็อพฮอลิค ดอทคอม..หลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการวนเวียน เข้าๆออกๆ ในสายงานด้านการตลาด และวางแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ของบริษัทอสังหาฯ และเอเยนซีโฆษณาชั้นนำหลายแห่ง (โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องจับสลากเจอลูกค้าสายอสังหาฯทุกที)...จนถูกครอบงำโดยจิตใต้สำนึก ให้ถีบตัวเองออกจากกรอบการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อออกมาจุดประกายความคิดที่ถูกต้อง และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจในธุรกิจอสังหาฯ

เว็บไซต์

เนอวานา คอลเลคชั่น กรุงเทพกรีฑา

นันทวัน ราชพฤกษ์-พรานนก

โมดิซ อาวองการ์ด

ทำเลพหลโยธิน - รังสิต ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่ย่...

2 March, 2026

เชปเตอร์วัน สปาร์ค จรัญ

Chapter One Spark Charan (แชปเตอร์วัน สปาร์ค จรัญ) ค...

5 January, 2026

นิว ริเวอร์เรสต์ ราษฎร์บูรณะ

ขึ้นชื่อว่าอยู่คอนโดมิเนียม แน่นอนว่าข้อได้เปรียบที่...

11 December, 2025

คัลเจอร์ จุฬา

“คัลเจอร์” (Culture) เป็นแบรนด์คอนโดมิเนียมใหม่จากบร...

4 December, 2025

สอบถามโครงการ

ได้รับข้อมูลเรียบร้อยแล้ว
ขอบคุณอย่างยิ่งที่สนใจครับ
จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไปนะครับ

ขออภัย
ไม่สามารถส่งข้อมูลได้
กรุณาลองใหม่อีกครั้ง