เจาะรหัสความมั่งคั่ง 2026: เมื่อโลกเปลี่ยนทิศ และอสังหาฯ กลายเป็นสมรภูมิใหม่ของเหล่ามหาเศรษฐี

เกริก บุณยโยธิน 24 April, 2026 at 11.56 am

ประกาศที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา


สรุปประเด็นสำคัญจากรายงาน The Wealth Report ฉบับที่ 20 ประจำปี 2026 โดย Knight Frank

เคยสงสัยไหมว่ากลุ่ม Global UHNWI หรือเหล่ามหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินเกิน 1,000 ล้านบาทในปัจจุบัน เขาไปรวมตัวกันอยู่ที่ไหนบ้าง? โลกใบนี้มีเศรษฐีระดับนี้เพิ่มขึ้นมากแค่ไหน? และวิถีชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างไรในยุคที่เศรษฐกิจเต็มไปด้วยความผันผวน? รายงาน The Wealth Report ฉบับที่ 20 โดย Knight Frank ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านความมั่งคั่ง อสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนในสินค้าหรู จะพาคุณไปร่วมหาคำตอบผ่านตัวเลขที่น่าทึ่งและปรากฏการณ์ที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าการลงทุนทั่วโลก

ในช่วงต้นของรายงาน เราได้เห็นสถิติที่ชวนตะลึงว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2021–2026) จำนวนประชากร UHNWI ทั่วโลกได้พุ่งสูงขึ้นเป็น 713,626 ราย ซึ่งหากคำนวณให้เห็นภาพง่ายๆ คือในทุกๆ วันที่โลกหมุนไป จะมีมหาเศรษฐีหน้าใหม่เกิดขึ้นถึง 89 คน แม้สหรัฐอเมริกาจะยังคงเป็นเมืองแห่งโอกาสในการเป็นมหาเศรษฐีที่ใหญ่ที่สุด (41% ของมหาเศรษฐีใหม่มาจากที่นี่) แต่ขั้วอำนาจใหม่ที่กำลังหายใจรดต้นคอคือ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะอินเดียที่มีอัตราเติบโตสูงถึง 63% จนปัจจุบันเอเชียกลายเป็นบ้านของมหาเศรษฐีพันล้าน (Billionaires) ในสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในตาราง Wealth Sizing Model ระบุตัวเลขประชากรมหาเศรษฐีของไทยไว้ว่า ในปี 2021 มีจำนวน 2,322 คน และคาดการณ์ว่าปี 2026 จะเพิ่มเป็น 2,853 คน โดยที่คาดคะเนว่าในปี 2031 และพุ่งสูงถึง 3,582 คน นี่คือสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค “The Asian Century” อย่างเต็มตัว

เมื่อความมั่งคั่งล้นปรี่ สินค้าที่พวกเขาเลือกใช้ประลองอำนาจใจการจับจ่ายคือ อสังหาริมทรัพย์สุดหรู โดย ประมาณ 20% (1 ใน 5) ของมหาเศรษฐี UHNWI ทั่วโลก วางแผนที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยในปีนี้ และในสัดส่วนที่เท่ากัน (20%) ก็กำลังมองหาโอกาสในอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ ซึ่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกลายเป็นศูนย์กลางความมั่งคั่งใหม่ โดยมีการลงทุนข้ามพรมแดนจากมหาเศรษฐี (HNWIs) กลับมาสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2019 โดยเฉพาะทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีอิทธิพลสูงถึง 46% ของความต้องการซื้อในภูมิภาค ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา แต่อสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็น หลุมหลบภัย และ เครื่องมือสร้างความมั่งคั่ง ที่สำคัญ โดยมีกลุ่มทุนส่วนบุคคล (Private Capital) เป็นผู้กำหนดทิศทางตลาด แซงหน้าธนาคารและสถาบันการเงินที่ยังคงระมัดระวังตัว โดยสามารถสรุปเป็นภาพรวมของแต่ละ Category ได้ดังต่อไปนี้

ภาพรวมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย

ราคาที่พักอาศัยระดับพรีเมียม บน Prime Area เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.2% ในปี 2025 ซึ่งทำผลงานได้ดีกว่าตลาดที่พักอาศัยทั่วไปเป็นปีที่สองติดต่อกัน จากการติดตาม 100 ตลาดทั่วโลกในดัชนี PIRI 100 (Prime International Residential Index พบว่ามีถึง 73 มหานครใหญ่ที่มีราคาเติบโตขึ้น อาทิ โตเกียว: เป็นผู้นำระดับโลกด้วยมูลค่าคอนโดมิเนียมสร้างใหม่ระดับพรีเมียมที่พุ่งสูงขึ้นถึง 58.5% ดูไบ: เติบโต 25.1% และยังคงรักษาตำแหน่งตลาดที่มีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไปคึกคักที่สุดในโลก (กรุงเทพฯอยู่ในอันดับที่ 20 ของตารางรวม โดยมีการเปลี่ยนแปลงของราคา +6.3%) และหากนับการเติบโตเป็นรายภูมิภาคจะพบว่า ตะวันออกกลาง (+9.4%) นำมาเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยเอเชียแปซิฟิก (+3.7%) และยุโรป (+3.3%)

 

ในทางกลับกัน ภูมิภาคอเมริกาเหนือ เป็นเพียงภูมิภาคเดียวที่ราคาเฉลี่ยลดลง (-0.9%) ซึ่งสะท้อนความอ่อนแอในตลาดแคนาดาเป็นสำคัญแต่ นิวยอร์ก ยังคงยืดหยุ่น (+0.8%) ท่ามกลางความกังวลเรื่องภาษีมั่งคั่ง ส่วน ไมอามี เริ่มเข้าสู่สภาวะคงตัว (-0.5%) หลังจากเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สำหรับภูมิภาพ เอเชียแปซิฟิก เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวของการซื้อขายระดับ Super-prime ที่ฮ่องกง แม้ราคาจะลดลงเล็กน้อย (-2.1%) ขณะที่ สิงคโปร์ มีราคาสร้างสถิติใหม่แต่ปริมาณการซื้อขายถูกจำกัดด้วยภาษี (ABSD 60%) สำหรับชาวต่างชาติ สำหรับ ประเภทตลาดที่โดดเด่นคือ ตลาดกลุ่ม Alpine (สกีรีสอร์ท) เติบโตสูงสุดที่ 4.6% ตามมาด้วยตลาดกลุ่ม Sun (บ้านพักตากอากาศริมทะเล) 3.8% และตลาดเมืองใหญ่ (City) 3.1% ซึ่งชี้ให้เห็นว่าตลาดบ้านพักตากอากาศ (Resort Markets) ยังคงทำผลงานได้ดีกว่าตลาดเมืองใหญ่ในหลายพื้นที่ เพราะผู้ซื้อกลุ่มนี้เน้นซื้อเพื่อไลฟ์สไตล์และการถือครองระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น ทั้งนี้หากนับสถิติเติบโตของทุกตลาดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาพบว่า ดูไบ พุ่งสูงถึง 193.9% ตามมาด้วย โตเกียว (+159.3%) และ ปาล์มบีช (+90.5%)

นอกจากนี้ยังมีการพบเทรนด์สำคัญคือ ความขาดแคลนอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมที่พร้อมเข้าอยู่ (Turnkey homes) เนื่องจาก เศรษฐีรุ่นใหม่ไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงจากการรีโนเวทหรือความล่าช้าในการก่อสร้าง ทำให้บ้านที่ “เสร็จสมบูรณ์และตกแต่งพร้อม” มีมูลค่าพรีเมียมสูงมาก เมืองอย่าง นิวยอร์ก ลอนดอน และลอสแอนเจลิส กำลังเผชิญกับภาวะของขาดตลาดในกลุ่มบ้านคุณภาพสูง ซึ่งเป็นตัวช่วยพยุงราคาไม่ให้ตกลงแม้ดอกเบี้ยจะสูง เช่นเดียวกับ การเติบโตของ Branded Residences ที่ในรายงานระบุว่า ความต้องการความสะดวกสบายและความมั่นใจในคุณภาพนำไปสู่การขยายตัวของ Branded Residences ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะมีโครงการ Branded Residences มากกว่า 1,000 แห่งทั่วโลกภายในปี 2030 เทรนด์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่แบรนด์โรงแรมอีกต่อไป แต่รวมถึงแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่เข้ามาสร้างชุมชนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อดึงดูดกลุ่ม UHNWIs ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและบริการระดับโลก

ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์

ทุนส่วนบุคคล (Private capital) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในตลาดอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ทั่วโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดยในปี 2025 กลุ่มมหาเศรษฐี (HNWIs) และสำนักงานครอบครัว (Family offices) ลงทุนรวมกันถึง 4.64 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับนักลงทุนสถาบันที่ลงทุน 3.47 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่มีจุดเปลี่ยนสำคัญที่คาดว่าในปี 2026 จะมีเงินทุนจากสถาบันจำนวน 1.44 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐเตรียมไหลกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง ในขณะที่การลงทุนข้ามพรมแดนของกลุ่มมหาเศรษฐีในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิกกลับมาสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2019 โดยมีเงินทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่คิดเป็น 46% ของความต้องการซื้อทั้งหมด

การลงทุนในสินค้าหรูและของสะสม

ดัชนีการลงทุนในสินค้าหรูของ Knight Frank (KFLII) ลดลงเล็กน้อยที่ 0.4% ในปี 2025 ซึ่งส่งสัญญาณถึงสภาวะที่เริ่มทรงตัวหลังจากมีการปรับฐานราคา (Correction) มาตลอดสองปี โดยสินค้าหรูที่เป็นดาวเด่นประจำปี 2025 คือ งานศิลปะแนวอิมเพรสชันนิสม์ (Impressionist art) เติบโตสูงสุดที่ 13.6% โดยเฉพาะผลงานของ Gustav Klimt ที่ขายได้ถึง 236.4 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าในยามที่ตลาดผันผวน นักลงทุนจะวิ่งเข้าหาสิ่งที่เป็นของสะสมระดับตำนาน และมีความมั่นคงสูง ตามมาด้วยนาฬิกา (+5.1%) จากความต้องการที่แข็งแกร่งในแบรนด์ Patek Philippe และ Rolex โดยเฉพาะจากกลยุทธ์ที่แบรนด์แม่ลงมาเล่นในตลาดมือสองเอง (Certified Pre-owned) เช่น Rolex และ Vacheron Constantin ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจเรื่องความแท้และราคากลาง ทำให้ตลาดมีความเสถียรมากขึ้น ในทางกลับกัน วิสกี้ เป็นหมวดสินค้าที่ทำผลงานแย่ที่สุด โดยลดลง 10.9% เนื่องจากก่อนหน้านี้ราคาวิ่งไปไกลเกินมูลค่าจริง และมีการผลิตรุ่น Limited Edition ออกมามากเกินไปจนไม่ได้เป็นสินค้าที่หาได้ยากอย่างที่เคลมกันไว้ สำหรับแนวโน้มใหม่พบว่านักสะสมให้ความสำคัญกับความหายาก แหล่งที่มา และคุณค่าทางวัฒนธรรมมากขึ้น

 

นอกจากนี้จากรายงานยังระบุว่านักสะสมรุ่นใหม่ (โดยเฉพาะกลุ่มอายุต่ำกว่า 40 ปี) ไม่ได้สะสมเพื่อ “อวดความรวย” (Conspicuous Consumption) แต่สะสมเพื่อ “อวดรสนิยม” (Conspicuous Taste) โดยมักจะเลือกสะสมจากความหายากและแหล่งที่มา (Rarity & Provenance) ซึ่งสิ่งของที่มีประวัติที่มาน่าสนใจจะมีมูลค่าสูงกว่าของใหม่เอี่ยม เช่น เสื้อโค้ท Prada ของ Carolyn Bessette-Kennedy ขายได้สูงถึง 192,000 ดอลลาร์ หรือกระเป๋า Birkin ที่เคยเป็นของ Jane Birkin จริงๆ จะมีราคาพุ่งสูงกว่ากระเป๋ารุ่นเดียวกันที่วางขายทั่วไปหลายเท่า เพราะมันเชื่อว่ามันมีจิตวิญญาณของเจ้าของเดิมอยู่ โดย จากข้อมูลล่าสุดในรายงาน The Wealth Report 2026 และสถิติการประมูลระดับโลก โดย Sotheby’s Paris เผยว่ากระเป๋า Hermès Birkin ที่เคยเป็นสมบัติส่วนตัวของ Jane Birkin ได้สร้างปรากฏการณ์ราคาที่พุ่งสูงกว่ากระเป๋าทั่วไปอย่างมหาศาล โดยสร้างสถิติโลกใหม่ในปี 2025: $10.1 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 365 ล้านบาท) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 ที่ผ่านมา จากกระเป๋า “The Original Birkin” ซึ่งเป็นกระเป๋าใบต้นแบบ (Prototype) ใบแรกของโลกที่ Hermès ผลิตให้ Jane Birkin โดยเฉพาะในปี 1985 ถูกนำออกมาประมูลที่ Sotheby’s กรุงปารีส และปิดประมูลไปที่ราคา 10.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 8.6 ล้านยูโร) โดยผู้ชนะการประมูลเป็นนักสะสมส่วนตัวจากญี่ปุ่น ที่ตัดสินใจเอานะด้วย Trigger สำคัญคือ นอกจากจะเป็นใบแรกของโลกแล้ว กระเป๋าใบนี้ยังมีร่องรอยการใช้งานจริง (Well-worn) ตามสไตล์ของ Jane Birkin รวมถึงมีรอยสติกเกอร์จากองค์กรการกุศลอย่าง UNICEF ติดอยู่ ซึ่งนักสะสมมองว่าเป็น “จิตวิญญาณ” และประวัติศาสตร์ที่มีค่ามากกว่ากระเป๋าสภาพใหม่เอี่ยมเสียอีก

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มการเป็นเจ้าของร่วม (Fractional ownership) กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี จากเทรนด์ของการซื้อสินค้าหรูแบบ “หารกันซื้อ” ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Timeless Investment โดยยกตัวอย่างว่าคุณไม่จำเป็นต้องมีเงิน 100 ล้านบาทเพื่อซื้อของสะสมหายาก แต่คุณสามารถซื้อหุ้น หรือเศษเสี้ยวของสิ่งนั้นได้ โดยทางแพลตฟอร์มจะเป็นผู้ดูแล เก็บรักษา และตัดสินใจขายเมื่อได้ราคาดี แล้วจึงแบ่งกำไรคืนให้ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วน ซึ่งในรายงานมีการระบุว่ากลุ่มคนอายุ 30-40 ปี นิยมลงทุนแบบนี้มาก โดยหมวดที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดคือ นาฬิกาและวิสกี้ (แม้ภาพรวมตลาดจะลดลง แต่ถ้าเลือกเฉพาะรุ่นที่หายากจริงๆ ผ่านกองทุนรวมเหล่านี้ ก็ยังทำกำไรได้สูงถึง 29-35%) จึงสรุปได้ว่าตลาดของสะสมในปี 2026 ไม่ใช่แค่เรื่องของคนรวยรุ่นใหญ่ที่เก็บของไว้ในตู้เซฟ แต่กลายเป็นโลกของคนรุ่นใหม่ที่เน้นคุณค่าทางวัฒนธรรม และการใช้ เทคโนโลยี มาช่วยให้เข้าถึงสินทรัพย์ระดับโลกได้ง่ายขึ้นครับ

โดยสรุปแล้ว โลกของมหาเศรษฐีในปี 2026 กำลังเปลี่ยนผ่านจากความหรูหราที่จับต้องยาก สู่ยุคของ ‘รสนิยม’ และ ‘การเข้าถึง’ ผ่านเทคโนโลยีอย่าง Fractional Ownership ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ก้าวเข้ามาเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดสินค้าหรูและอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกได้ง่ายขึ้น ตัวเลขการเติบโตของราคาอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ ที่พุ่งติดอันดับ 20 ของโลก และจำนวนมหาเศรษฐีไทยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือเครื่องยืนยันว่าเรากำลังก้าวเข้ามาอยู่ในยุคทองของศตวรรษแห่งเอเชีย อย่างแท้จริง ข้อมูลสำคัญของ The Wealth Report 2026 ฉบับนี้ไม่ได้บอกแค่ว่าใครรวยขึ้นเท่าไหร่ แต่มันคือนิยามใหม่ของโลกที่ความมั่งคั่งกำลังเคลื่อนย้ายทิศทาง ซึ่งสุดท้ายแล้ว ไม่ว่าโลกจะผันผวนเพียงใด สินทรัพย์ที่มี ‘เรื่องราว’ และ ‘ความหายาก’ จะยังคงเป็นผู้ชนะในเกมการลงทุนนี้เสมอ…เพราะความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ไม่ได้อยู่ที่ราคาที่จ่ายไป แต่อยู่ที่มูลค่าที่กาลเวลาไม่อาจลดทอนลงได้ครับ

เกริก บุณยโยธิน

เกริก บุณยโยธิน

ผู้ก่อตั้งเวปไซต์แบ่งปันความรู้ด้านการตลาด และการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาฯ พร็อพฮอลิค ดอทคอม..หลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการวนเวียน เข้าๆออกๆ ในสายงานด้านการตลาด และวางแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ของบริษัทอสังหาฯ และเอเยนซีโฆษณาชั้นนำหลายแห่ง (โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องจับสลากเจอลูกค้าสายอสังหาฯทุกที)...จนถูกครอบงำโดยจิตใต้สำนึก ให้ถีบตัวเองออกจากกรอบการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อออกมาจุดประกายความคิดที่ถูกต้อง และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจในธุรกิจอสังหาฯ

เว็บไซต์

เนอวานา คอลเลคชั่น กรุงเทพกรีฑา

นันทวัน ราชพฤกษ์-พรานนก

โมดิซ อาวองการ์ด

ทำเลพหลโยธิน - รังสิต ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่ย่...

2 March, 2026

เชปเตอร์วัน สปาร์ค จรัญ

Chapter One Spark Charan (แชปเตอร์วัน สปาร์ค จรัญ) ค...

5 January, 2026

นิว ริเวอร์เรสต์ ราษฎร์บูรณะ

ขึ้นชื่อว่าอยู่คอนโดมิเนียม แน่นอนว่าข้อได้เปรียบที่...

11 December, 2025

คัลเจอร์ จุฬา

“คัลเจอร์” (Culture) เป็นแบรนด์คอนโดมิเนียมใหม่จากบร...

4 December, 2025

สอบถามโครงการ

ได้รับข้อมูลเรียบร้อยแล้ว
ขอบคุณอย่างยิ่งที่สนใจครับ
จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไปนะครับ

ขออภัย
ไม่สามารถส่งข้อมูลได้
กรุณาลองใหม่อีกครั้ง