เจาะรหัสความมั่งคั่ง 2026: เมื่อโลกเปลี่ยนทิศ และอสังหาฯ กลายเป็นสมรภูมิใหม่ของเหล่ามหาเศรษฐี
สรุปประเด็นสำคัญจากรายงาน The Wealth Report ฉบับที่ 20 ประจำปี 2026 โดย Knight Frank
เคยสงสัยไหมว่ากลุ่ม Global UHNWI หรือเหล่ามหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินเกิน 1,000 ล้านบาทในปัจจุบัน เขาไปรวมตัวกันอยู่ที่ไหนบ้าง? โลกใบนี้มีเศรษฐีระดับนี้เพิ่มขึ้นมากแค่ไหน? และวิถีชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างไรในยุคที่เศรษฐกิจเต็มไปด้วยความผันผวน? รายงาน The Wealth Report ฉบับที่ 20 โดย Knight Frank ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านความมั่งคั่ง อสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนในสินค้าหรู จะพาคุณไปร่วมหาคำตอบผ่านตัวเลขที่น่าทึ่งและปรากฏการณ์ที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าการลงทุนทั่วโลก
ในช่วงต้นของรายงาน เราได้เห็นสถิติที่ชวนตะลึงว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2021–2026) จำนวนประชากร UHNWI ทั่วโลกได้พุ่งสูงขึ้นเป็น 713,626 ราย ซึ่งหากคำนวณให้เห็นภาพง่ายๆ คือในทุกๆ วันที่โลกหมุนไป จะมีมหาเศรษฐีหน้าใหม่เกิดขึ้นถึง 89 คน แม้สหรัฐอเมริกาจะยังคงเป็นเมืองแห่งโอกาสในการเป็นมหาเศรษฐีที่ใหญ่ที่สุด (41% ของมหาเศรษฐีใหม่มาจากที่นี่) แต่ขั้วอำนาจใหม่ที่กำลังหายใจรดต้นคอคือ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะอินเดียที่มีอัตราเติบโตสูงถึง 63% จนปัจจุบันเอเชียกลายเป็นบ้านของมหาเศรษฐีพันล้าน (Billionaires) ในสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในตาราง Wealth Sizing Model ระบุตัวเลขประชากรมหาเศรษฐีของไทยไว้ว่า ในปี 2021 มีจำนวน 2,322 คน และคาดการณ์ว่าปี 2026 จะเพิ่มเป็น 2,853 คน โดยที่คาดคะเนว่าในปี 2031 และพุ่งสูงถึง 3,582 คน นี่คือสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค “The Asian Century” อย่างเต็มตัว
เมื่อความมั่งคั่งล้นปรี่ สินค้าที่พวกเขาเลือกใช้ประลองอำนาจใจการจับจ่ายคือ อสังหาริมทรัพย์สุดหรู โดย ประมาณ 20% (1 ใน 5) ของมหาเศรษฐี UHNWI ทั่วโลก วางแผนที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยในปีนี้ และในสัดส่วนที่เท่ากัน (20%) ก็กำลังมองหาโอกาสในอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ ซึ่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกลายเป็นศูนย์กลางความมั่งคั่งใหม่ โดยมีการลงทุนข้ามพรมแดนจากมหาเศรษฐี (HNWIs) กลับมาสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2019 โดยเฉพาะทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีอิทธิพลสูงถึง 46% ของความต้องการซื้อในภูมิภาค ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา แต่อสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็น หลุมหลบภัย และ เครื่องมือสร้างความมั่งคั่ง ที่สำคัญ โดยมีกลุ่มทุนส่วนบุคคล (Private Capital) เป็นผู้กำหนดทิศทางตลาด แซงหน้าธนาคารและสถาบันการเงินที่ยังคงระมัดระวังตัว โดยสามารถสรุปเป็นภาพรวมของแต่ละ Category ได้ดังต่อไปนี้
ภาพรวมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย
ราคาที่พักอาศัยระดับพรีเมียม บน Prime Area เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.2% ในปี 2025 ซึ่งทำผลงานได้ดีกว่าตลาดที่พักอาศัยทั่วไปเป็นปีที่สองติดต่อกัน จากการติดตาม 100 ตลาดทั่วโลกในดัชนี PIRI 100 (Prime International Residential Index พบว่ามีถึง 73 มหานครใหญ่ที่มีราคาเติบโตขึ้น อาทิ โตเกียว: เป็นผู้นำระดับโลกด้วยมูลค่าคอนโดมิเนียมสร้างใหม่ระดับพรีเมียมที่พุ่งสูงขึ้นถึง 58.5% ดูไบ: เติบโต 25.1% และยังคงรักษาตำแหน่งตลาดที่มีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มูลค่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไปคึกคักที่สุดในโลก (กรุงเทพฯอยู่ในอันดับที่ 20 ของตารางรวม โดยมีการเปลี่ยนแปลงของราคา +6.3%) และหากนับการเติบโตเป็นรายภูมิภาคจะพบว่า ตะวันออกกลาง (+9.4%) นำมาเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยเอเชียแปซิฟิก (+3.7%) และยุโรป (+3.3%)
ในทางกลับกัน ภูมิภาคอเมริกาเหนือ เป็นเพียงภูมิภาคเดียวที่ราคาเฉลี่ยลดลง (-0.9%) ซึ่งสะท้อนความอ่อนแอในตลาดแคนาดาเป็นสำคัญแต่ นิวยอร์ก ยังคงยืดหยุ่น (+0.8%) ท่ามกลางความกังวลเรื่องภาษีมั่งคั่ง ส่วน ไมอามี เริ่มเข้าสู่สภาวะคงตัว (-0.5%) หลังจากเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สำหรับภูมิภาพ เอเชียแปซิฟิก เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวของการซื้อขายระดับ Super-prime ที่ฮ่องกง แม้ราคาจะลดลงเล็กน้อย (-2.1%) ขณะที่ สิงคโปร์ มีราคาสร้างสถิติใหม่แต่ปริมาณการซื้อขายถูกจำกัดด้วยภาษี (ABSD 60%) สำหรับชาวต่างชาติ สำหรับ ประเภทตลาดที่โดดเด่นคือ ตลาดกลุ่ม Alpine (สกีรีสอร์ท) เติบโตสูงสุดที่ 4.6% ตามมาด้วยตลาดกลุ่ม Sun (บ้านพักตากอากาศริมทะเล) 3.8% และตลาดเมืองใหญ่ (City) 3.1% ซึ่งชี้ให้เห็นว่าตลาดบ้านพักตากอากาศ (Resort Markets) ยังคงทำผลงานได้ดีกว่าตลาดเมืองใหญ่ในหลายพื้นที่ เพราะผู้ซื้อกลุ่มนี้เน้นซื้อเพื่อไลฟ์สไตล์และการถือครองระยะยาวมากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น ทั้งนี้หากนับสถิติเติบโตของทุกตลาดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาพบว่า ดูไบ พุ่งสูงถึง 193.9% ตามมาด้วย โตเกียว (+159.3%) และ ปาล์มบีช (+90.5%)
นอกจากนี้ยังมีการพบเทรนด์สำคัญคือ ความขาดแคลนอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมที่พร้อมเข้าอยู่ (Turnkey homes) เนื่องจาก เศรษฐีรุ่นใหม่ไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงจากการรีโนเวทหรือความล่าช้าในการก่อสร้าง ทำให้บ้านที่ “เสร็จสมบูรณ์และตกแต่งพร้อม” มีมูลค่าพรีเมียมสูงมาก เมืองอย่าง นิวยอร์ก ลอนดอน และลอสแอนเจลิส กำลังเผชิญกับภาวะของขาดตลาดในกลุ่มบ้านคุณภาพสูง ซึ่งเป็นตัวช่วยพยุงราคาไม่ให้ตกลงแม้ดอกเบี้ยจะสูง เช่นเดียวกับ การเติบโตของ Branded Residences ที่ในรายงานระบุว่า ความต้องการความสะดวกสบายและความมั่นใจในคุณภาพนำไปสู่การขยายตัวของ Branded Residences ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะมีโครงการ Branded Residences มากกว่า 1,000 แห่งทั่วโลกภายในปี 2030 เทรนด์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่แบรนด์โรงแรมอีกต่อไป แต่รวมถึงแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่เข้ามาสร้างชุมชนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อดึงดูดกลุ่ม UHNWIs ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวและบริการระดับโลก


















