จาก Prime Location สู่ Global Prime Address ถอดรหัสศักยภาพทำเลวิทยุ และนิยามใหม่ของ Ultra-Luxury Residences

Propholic EditorialTeam 11 September, 2026 at 20.25 pm

ประกาศที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา


ลองจินตนาการถึงย่านที่อยู่อาศัยอันเป็นที่สุดแห่งความถวิลหาของเหล่านักลงทุนและมหาเศรษฐีทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นย่าน One Hyde Park ในลอนดอน หรือทำเลรอบ Central Park ในนิวยอร์ก ที่ดินระดับ World-Class เหล่านี้ล้วนมี “DNA” ที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด นั่นคือ การบรรจบกันอย่างลงตัวของบริบทความต่างในการใช้ชีวิต ระหว่างการเป็นศูนย์กลางธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุด และการได้แนบชิดกับความสงบร่มรื่นของพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ใจกลางเมือง เป็นย่านที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพชีวิต แวดล้อมด้วยบริบททางประวัติศาสตร์และอาคารสำนักงานอันทันสมัย เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ผสานเข้ากับความเชี่ยวชาญในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติ (Cross-Border Expertise) พร้อมด้วยระบบคมนาคมที่เชื่อมต่อเมืองอย่างไร้รอยต่อ จึงยิ่งช่วยยกระดับมาตรฐานของอสังหาริมทรัพย์ระดับ Super-Prime และสร้าง Benchmark ใหม่ให้กับตลาด ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่หาได้ยากยิ่งในมหานครที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

โดยหากเราลองสังเกตมหานครชั้นนำทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป อเมริกา หรือ มหานครอื่นๆ พื้นที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงมักจะตั้งอยู่ในบริเวณรอบๆ พื้นที่สีเขียว หรือ สวนสาธารณะขนาดใหญ่ กลางมหานครนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น

สวน Hyde Park กลางกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ที่มีพื้นที่ดินรวมกว่า 875 ไร่ โดยรอบสวนแห่งนี้จะเป็นย่านที่พักอาศัยราคาสูง ไม่ว่าจะเป็น ย่านน็อตติ้งฮิลล์ (Notting Hill), เคนซิงตัน (Kensington) หรือ ย่านไนท์บริดจ์ (Knightsbridge) ซึ่งเป็นที่ตั้งของ One Hyde Park หนึ่งในโครงการที่อยู่อาศัยระดับ Super-Prime ที่เป็นที่รู้จักในระดับโลก หรือ ในนิวยอร์ก ซิตี้ ก็จะมีสวนสาธารณะกลางเมืองขนาดใหญ่ พื้นที่สวนรวมกว่า 3.41 ตารางกิโลเมตร (หรือประมาณ 2 พันกว่าไร่) ซึ่งมีชื่อว่า Central Park รอบสวนเป็นที่ตั้งของตึกระฟ้า โรงแรมหรู แบรนด์ชั้นนำ และอาคารสำนักงานระดับโลกจำนวนมาก รวมถึงโครงการที่อยู่อาศัยระดับ Super-Prime อาทิ 111 West 57th Street และ 220 Central Park South นอกจากนั้น ในเอเชียยังมี CanningHill Piers ในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับบนที่เชื่อมโยงบริบทของเมืองเข้ากับพื้นที่สีเขียว และประเทศญี่ปุ่นเอง ก็จะมีสวนโยโยงิ (Yoyogi Park) ขนาด 300 กว่าไร่ ในย่านชิบูยะ หรือในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ก็จะมีสวน Bois de Boulogne ตั้งอยู่ในเขต 16 มีขนาดใหญ่ 5 พันกว่าไร่ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างทำเลติดพื้นที่สีเขียว ความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประวัติศาสตร์ของย่าน และการเชื่อมต่อการใช้ชีวิตอย่างลงตัว ที่มีส่วนในการยกระดับมาตรฐานของอสังหาริมทรัพย์ในมหานครชั้นนำ

และเมื่อนำนิยามแห่งความสมบูรณ์แบบระดับโลกนี้มามองหาทำเลที่มีองค์ประกอบใกล้เคียงกันในกรุงเทพมหานคร หนึ่งในทำเลที่โดดเด่นที่สุดคือ “ถนนวิทยุ” (Wireless Road) ที่นี่ไม่ใช่เพียง Prime Location หรือย่าน CBD ของเมืองไทย แต่เป็นทำเลที่มีองค์ประกอบของ Global Prime Address ทั้งการเชื่อมโยงมรดกทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า (Legacy Address) ย่านสำคัญทางธุรกิจและการทูต เข้ากับพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ใจกลางเมือง พร้อมกับการเข้ามาของความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนระดับนานาชาติ  (World-Class Development) ซึ่งกำลังมีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานของตลาด Super-Prime บนถนนวิทยุไปอีกขั้น สามารถสร้าง เพดานมูลค่าหรือระดับราคาสูงสุดของตลาดได้ ทำให้วิทยุก้าวข้ามการเปรียบเทียบกับย่านอื่นๆ ในกรุงเทพฯ ไปสู่การเทียบชั้นกับมหานครระดับโลกอย่างแท้จริง

สิ่งที่ยกระดับให้ถนนวิทยุกลายเป็น Rare Item ที่นักสะสมอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกต่างจับจ้อง ก็คือการเป็นศูนย์กลางของ “ระบบนิเวศสีเขียว” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมือง การมาถึงของสะพานเขียว หรือ Green Mile ที่เชื่อมต่อพื้นที่ปอดขนาดใหญ่อย่างสวนลุมพินี และสวนเบญจกิติเข้าด้วยกัน ไม่ได้เป็นเพียงโครงสร้าง พื้นฐานทั่วไป แต่คือ Rare Urban Infrastructure ที่ตอกย้ำภาพลักษณ์การอยู่อาศัยท่ามกลางธรรมชาติ (Nature-Integrated Living) ซึ่งสอดรับกับเทรนด์ระดับโลกในเรื่อง Wellness และ Longevity เพราะ ในปัจจุบัน อากาศบริสุทธิ์และพื้นที่สีเขียวใจกลางมหานคร คือความลักชัวรีสูงสุดที่ไม่สามารถเนรมิตขึ้นใหม่ได้ด้วยเงิน เพียงอย่างเดียว

ด้วยองค์ประกอบที่หลอมรวมกันอย่างสมบูรณ์แบบนี้ จึงส่งผลให้นิยามของตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับ Ultra-Luxury บนถนนวิทยุได้ถูกตีความใหม่ โดยกลุ่มผู้ซื้อระดับ HNWI – UHNWI (High Net Worth Individuals – Ultra High Net Worth Individuals) ทั่วโลกในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงแค่ความวิจิตรบรรจงของสถาปัตยกรรม หรือวัสดุราคาแพงอีกต่อไป แต่พวกเขาต้องการครอบครอง “ระบบนิเวศแห่งการใช้ชีวิต” ที่ทรงคุณค่า มอบสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุด และส่งต่อเป็นมรดกได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ระบบนิเวศแห่งการใช้ชีวิตที่ว่านี้ คือการรังสรรค์พื้นที่ที่สอดประสานความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ความเจริญของมหานคร พื้นที่สีเขียวตามธรรมชาติ และวิถีชีวิตของผู้คน‘ ให้บรรจบกันอย่างสมดุล เป็นการยกระดับมาตรฐาน การอยู่อาศัย ที่ให้ความสำคัญกับ Wellness และคุณภาพชีวิตในระยะยาว (Longevity) อย่างแท้จริง ผ่านการออกแบบที่ดึงเอาบริบทของ Green Space เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจ มอบความสะดวกสบายระดับเวิลด์คลาสที่เปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยสามารถก้าวเดินออกไปสัมผัส และหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิดและไร้รอยต่อ ท่ามกลางจังหวะชีวิต ที่เร่งรีบของมหานครใหญ่ พื้นที่บนทำเลวิทยุแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่พักอาศัย แต่คือพื้นที่ส่วนตัว ที่ช่วยรีชาร์จพลังกายและฟื้นฟูพลังใจ ซึ่งนับเป็นความลักชัวรีสูงสุดที่ประเมินค่าไม่ได้

เทรนด์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับข้อมูลผลวิจัยที่เผยว่า ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา อายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์เพิ่มขึ้นกว่า 30 ปี จาก 40 ปีต้นศตวรรษที่ 20 สู่กว่า 70 ปีในปัจจุบัน สาเหตุหลักมาจากการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ สาธารณสุข และโภชนาการที่ดีขึ้น (Our World in Data, 2023) ดังนั้นนอกจากสภาพแวดล้อมโดยรอบที่ต้องดีแล้ว แนวคิดด้าน Wellness, Longevity ยังเป็นส่วนสำคัญด้วย โดยมีกรณีศึกษาของ Delos Living ในสหรัฐอเมริกา ที่ได้พัฒนา “Wellness Real Estate” โดยได้นำนวัตกรรมด้านสุขภาพเข้ามาใช้ในที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของระบบกรองอากาศ การออกแบบทิศทางแสงที่สอดคล้อง Circadian Lighting  หรือการออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง ที่กระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์ของคนที่อยู่อาศัย เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อให้เกิดความสมดุลทั้งสุขภาพกาย ใจ และยังช่วยลดความเครียดได้ด้วย

รู้จักกับทำเลวิทยุ และพื้นที่ใกล้เคียง Global Prime Address ที่สมบูรณ์แบบของกรุงเทพฯชั้นใน

เมื่อกล่าวถึงนิยามของย่าน CBD สิ่งแรกที่สะท้อนภาพชัดเจนคือความหนาแน่นของอาคารสำนักงานชั้นนำ ที่มีปริมาณมากกว่า Prime Area อื่นๆ หลายเท่าตัว อีกทั้งย่าน CBD ทุกแห่งมักจะยกระดับศักยภาพของทำเล อย่างไม่หยุดนิ่ง ผ่านการพัฒนาโครงการเมกะโปรเจกต์ใหม่ๆ ทั้งศูนย์การค้า โรงแรม อาคารสำนักงาน โครงการ Mixed-Use รวมถึง Residential Projects ที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาใช้ชีวิตในพื้นที่ที่พร้อมเชื่อมต่อโลกของการทำงาน และการพักผ่อนได้อย่างไร้รอยต่อ แต่หากต้องระบุถึงทำเลที่โดดเด่นที่สุดของย่าน CBD และถือเป็นที่สุดของกรุงเทพมหานคร ย่อมหนีไม่พ้นอาณาบริเวณโดยรอบสวนลุมพินี หรือที่นิยมเรียกกันว่า Central Lumpini District

 

พื้นที่แห่งนี้คือศูนย์รวมของเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มทำเลออกเป็น 3 โซนสำคัญ ได้แก่ 1. ชิดลม – เพลินจิต 2. ราชดำริ – หลังสวน และ 3. วิทยุ – ร่วมฤดี

แม้เมืองจะเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็วเพียงใด แต่เหล่าบริษัทพัฒนาที่ดินต่างทราบดีว่า ที่ดินส่วนใหญ่ในย่านนี้ล้วนอยู่ในรูปแบบสิทธิการเช่า (Leasehold) เกือบทั้งสิ้น ส่งผลให้ในขณะที่ความต้องการพุ่งสูงขึ้น พื้นที่แบบ Freehold ใน Prime Area ระดับนี้กลับกลายเป็นความหายากที่มีอยู่อย่างจำกัด

4 องค์ประกอบสำคัญที่ช่วยยกระดับถนนวิทยุสู่ Global Prime Address ที่สมบูรณ์แบบ

แม้กรุงเทพมหานครจะมี Prime Area ที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง แต่พื้นที่ที่สามารถผสานความสมบูรณ์แบบ ทั้งในด้านประวัติศาสตร์และศักยภาพการพัฒนาอย่างต่อเนื่องนั้นกลับมีอยู่อย่างจำกัด

ปัจจุบัน ตัวชี้วัดศักยภาพของทำเลไม่ได้พิจารณาเพียงเสน่ห์ดั้งเดิม แต่ยังต้องประเมินจากเม็ดเงินลงทุนของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และโครงการระดับเมกะโปรเจกต์ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงช่วยผลักดันมูลค่าที่ดิน ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ยังเป็นตัวกำหนดทิศทางให้เกิดการพัฒนาโครงการรูปแบบใหม่ๆ ที่สอดรับกับต้นทุนที่ดินที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากผังเมืองรวมในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าย่านศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) หลายแห่งมีข้อจำกัดด้านพื้นที่และถูกพัฒนาจนเต็มเพดานแล้ว ดังนั้น หากใช้เกณฑ์ทั้งหมดนี้มาคัดกรอง จะพบว่าเหลือทำเลระดับ Super Prime เพียงไม่กี่แห่งในกรุงเทพฯ ที่ยังคงศักยภาพในการขยายตัวและน่าจับตามองในอนาคต

หากวิเคราะห์เจาะลึกแต่ละย่าน จะเห็นถึงบริบทและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน “สีลม” ถือเป็นทำเลที่พัฒนาจนถึงจุดอิ่มตัว การจะเกิดโครงการใหม่ในปัจจุบันจึงต้องอาศัยการปรับปรุงหรือรื้อถอนอาคารเก่าเพื่อพัฒนาใหม่ (Redevelopment) เช่น โครงการพาร์ค สีลม, อาคารบุญมิตร และโรงแรมนารายณ์ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าที่สอดคล้องกับราคาที่ดิน ด้าน “สาทร” แม้จะเป็นย่านธุรกิจที่สำคัญ แต่กลับค่อนข้างเงียบเหงาในช่วงวันหยุด เนื่องจากขาดแม่เหล็กดึงดูดอย่างศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ทำให้การเกิดโครงการที่อยู่อาศัยใหม่มีไม่มากนัก และส่งผลให้ราคาที่ดินเติบโตช้ากว่าย่านอื่น ขณะที่ “สยาม” ถูกขับเคลื่อนด้วยพื้นที่รีเทลเป็นหลัก และมีข้อจำกัดสำคัญคือที่ดินส่วนใหญ่เป็นสิทธิการเช่าระยะยาว (Leasehold) ด้วยข้อจำกัดของทำเลที่กล่าวมาทั้งหมด จึงทำให้ “พื้นที่บริเวณโดยรอบสวนลุมพินี” (ครอบคลุมถนนวิทยุ, หลังสวน, สารสิน, เพลินจิต, ชิดลม, ราชดำริ และพระราม 4) กลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ และ Super Prime Area ที่มีความหลากหลายและเปี่ยมไปด้วยศักยภาพสูงสุดของกรุงเทพมหานครอย่างแท้จริง โดยในส่วนของถนนวิทยุนั้นนับว่าเป็น Global Prime Address ด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 อย่างคือ

1. The Ultimate Green Ecosystem & Green Mile : เอกสิทธิ์แห่งการใช้ชีวิตแนบชิดธรรมชาติ ท่ามกลางศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและพาณิชย์

เป็นที่ทราบกันดีว่าศักยภาพของทำเลรอบสวนลุมพินีนั้นเหนือกว่าย่านใดในกรุงเทพฯ ปัจจัยชี้วัดที่สำคัญที่สุดคือการมี “สวนลุมพินี” พื้นที่สีเขียวขนาดกว่า 360 ไร่ เป็นหัวใจหลักของทำเล ซึ่งนับเป็นเรื่องยากที่จะหาศูนย์กลางธุรกิจแห่งอื่นที่ มีปอดขนาดใหญ่ระดับนี้ตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้น ศักยภาพแห่งธรรมชาตินี้ยังถูกขยายให้ยิ่งใหญ่ขึ้น ด้วยการมาถึงของ “สวนป่าเบญจกิติ” พื้นที่สีเขียวขนาด 460 ไร่ โดยสวนสาธารณะระดับเมกะโปรเจกต์ทั้งสองแห่งนี้ ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันผ่าน “Green Mile” หรือสะพานเขียวระยะทาง 1.6 กิโลเมตร ที่รองรับทั้งการเดินเท้า และปั่นจักรยาน โครงข่ายสีเขียวนี้ไม่เพียงดึงดูดผู้ที่รักการออกกำลังกาย แต่ยังกลายเป็นจุดหมายปลายทาง ของชาวต่างชาติที่หลงใหลในความสมบูรณ์ของธรรมชาติใจกลางเมืองหลวง

การมีสวนสาธารณะระดับมหานครถึงสองแห่งในระยะที่สามารถเดินถึงได้สบายๆ รวมไปถึงการแวดล้อมด้วยพื้นที่สีเขียวจากโครงการ Mixed-Use ระดับเวิลด์คลาสในย่านใกล้เคียงอย่าง “สินธร วิลเลจ” นับเป็นจุดแข็งที่ทำเลอื่นไม่อาจเทียบเคียงได้ เพราะพื้นที่สีเขียวเหล่านี้คือ “เอกสิทธิ์ทางธรรมชาติ” อันล้ำค่าที่ไม่สามารถทุ่มงบประมาณสร้างขึ้นมาทดแทนได้เหมือนกับสิ่งปลูกสร้างทั่วไป

เมื่อความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติเหล่านี้ ผสานเข้ากับเอกลักษณ์ของ “ถนนวิทยุ” ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในถนนที่สวยงามที่สุดของกรุงเทพฯ โดดเด่นด้วยอุโมงค์ต้นไม้ใหญ่ที่ทอดตัวให้ความร่มรื่นตลอดสองฝั่งถนน ทำเลแห่งนี้จึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า Ultra-Luxury ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่ปรารถนาความเป็นส่วนตัวและความสงบร่มรื่น ท่ามกลางจังหวะชีวิตที่สอดประสานกับธรรมชาติได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การมาของสะพานเขียว หรือ Green Mile คือ Rare Urban Infrastructure ที่ยิ่งตอกย้ำศักยภาพของทำเล เชื่อมต่อสวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ และสะท้อนเทรนด์การอยู่อาศัยในปัจจุบันและในระยะยาว เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่าย ในเมืองใหญ่ ที่มีการพัฒนาอย่างหนาแน่น และที่ดินมีมูลค่าสูง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ลักษณะนี้จึงเป็นเรื่องที่ยาก

2. The Legacy Address: หมุดหมายทางประวัติศาสตร์ ศูนย์กลางการทูต และย่านธุรกิจที่ทรงอิทธิพล เหนือกาลเวลา

นอกเหนือจากความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่สีเขียว สิ่งที่หล่อหลอมให้ถนนวิทยุมีสถานะเป็น “Legacy Address” อย่างแท้จริง คือรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ผูกพันกับการเป็นศูนย์กลางทางการทูต (Diplomatic Hub) มาอย่างยาวนาน ทำเลแห่งนี้คือพื้นที่ที่รวบรวมสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลของประเทศมหาอำนาจไว้มากที่สุดในกรุงเทพมหานคร อาทิ สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, เนเธอร์แลนด์ (อยู่ระหว่างการประกาศขายที่ดิน), สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, กาตาร์, โปแลนด์, ฟินแลนด์, ฮังการี และเวียดนาม การเป็น Hub ของสถานที่สำคัญระดับนานาชาติเหล่านี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์อันทรงเกียรติของทำเล แต่ยังเป็นการการันตีถึงระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดสูงสุด และการแวดล้อมด้วยสังคมคุณภาพ (Exclusive Community) ที่ยากจะหาทำเลใดมาเทียบเคียง

ในมิติของการเป็นย่านธุรกิจ (CBD) ถนนวิทยุก็มีความโดดเด่นที่แตกต่างจากทำเลเศรษฐกิจอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง แม้จะรายล้อมด้วยอาคารสำนักงานเกรดเอและศูนย์กลางพาณิชยกรรม แต่โครงการเหล่านี้มักจะกระจุกตัวอยู่บริเวณพื้นที่เชื่อมต่ออย่างถนนพระราม 4 เพลินจิต หรือเพียงบางช่วงของถนนวิทยุและหลังสวน โดยไม่ได้เรียงรายอย่างแออัดตลอดแนวถนนเหมือนย่านธุรกิจทั่วไป การวางผังในลักษณะนี้ ส่งผลให้การจราจรและความพลุกพล่านของผู้คนถูกจำกัดอยู่เพียงบางจุดและบางช่วงเวลาเท่านั้น พื้นที่ส่วนใหญ่บนถนนวิทยุจึงยังคงรักษามนต์เสน่ห์แห่งความเงียบสงบ (Tranquility) และมอบความเป็นส่วนตัว (Ultimate Privacy) ไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถนนเส้นนี้จึงเปรียบเสมือนโอเอซิสอันเงียบสงบที่ซ่อนตัวอยู่ใจกลางความเจริญรุ่งเรือง มอบสุนทรียภาพแห่งการอยู่อาศัยที่เหนือระดับ และคู่ควรกับการเป็นสินทรัพย์ที่ส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างแท้จริง

3. The Hub of World-Class Mega Projects: ศูนย์รวมบิ๊กโปรเจกต์ระดับเวิลด์คลาส ที่พลิกโฉมศักยภาพทำเล อย่างต่อเนื่อง

เสน่ห์ที่ทำให้ทำเลรอบสวนลุมพินีและถนนวิทยุไร้คู่แข่ง ไม่ได้มีเพียงมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ และเป็นพื้นที่ที่เชื่อมต่อชีวิตของผู้อยู่อาศัยกับพื้นที่สีเขียวตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นสุดยอดทำเลศักยภาพที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่แห่งนี้เปรียบเสมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนของ World-Class Mega Projects จากภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นแลนด์มาร์กใหม่ๆ ที่สร้างมาตรฐานระดับโลกและไม่มีโครงการใดเทียบเคียงได้ โดยสามารถแบ่งกลุ่มการพัฒนาที่พลิกโฉมหน้าของทำเลนี้ได้ดังนี้

“ถนนวิทยุ” ศูนย์รวมโครงการ World-Class Mega Projects

หมุดหมายแห่ง Mega Mixed-Use และ Lifestyle ระดับโลก

โครงการวันแบงค็อก (ONE BANGKOK) โครงการพัฒนาของภาคเอกชนที่มีมูลค่าโครงการมากที่สุด ณ ปัจจุบันด้วยมูลค่ารวมกว่า 1.2 แสนล้านบาทบนที่ดินขนาดกว่า 108 ไร่ของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ประกอบด้วย อาคารสำนักงานแบบพรีเมียม 5 อาคารโรงแรมระดับลักชัวรีและไลฟ์สไตล์ 5 แห่ง อาคารที่พักอาศัยระดับลักชัวรีอีก 3 อาคารและรีเทล โดยมีจุดที่น่าสนใจคือมีการก่อสร้างถนนและทางเชื่อมต่อระหว่างทางด่วน One Bangkok (EXAT Link) เพื่อช่วยเชื่อมต่อการเดินทางให้สะดวกยิ่งขึ้น และลดปัญหาการจราจรติดขัด ที่บริเวณด่าน ฯ พระราม 4-2 ได้เป็นอย่างดี พัฒนาและบริหารโดยบริษัท วัน แบงค็อก จำกัด กิจการร่วมทุนระหว่างบริษัท ทีซีซี แอสเซ็ทส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด

โครงการสินธร วิลเลจ พัฒนาโดยบริษัท สยามสินธร จำกัด บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งก่อตั้งมานานแล้ว เพียงแต่เริ่มพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่สุดของตนเอง “สินธร วิลเลจ” ช่วงปี 2559 แถวหลังสวนบนที่ดินขนาดประมาณ 60 ไร่กับมูลค่าในการพัฒนาทั้งโครงการกว่า 30,000 ล้านบาท ปัจจุบันพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์-ยูสขนาดใหญ่ซึ่งมีทั้งโรงแรม อาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก ที่อยู่อาศัย และเป็นโครงการที่ได้รับความนิยมในกลุ่มของชาวต่างชาติด้วยทำเลของโครงการที่มีความสะดวก ไม่ไกลจากสวนสาธารณะขนาดใหญ่ กับรูปแบบของโครงการที่เน้นพื้นที่สีเขียวภายในโครงการขนาดใหญ่

โครงการเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่ส่วนต่อขยาย (Central Embassy Phase 2) บนที่ดินขนาดประมาณ 23 ไร่ที่เคยเป็นสถานทูตอังกฤษมาก่อน โครงการนี้เป็นการร่วมทุนกันระหว่างกลุ่มเซ็นทรัลกับบริษัท เอชเคแอล (ไทย ดีเวลลอปเม้นท์) จำกัดบริษัทในกลุ่มฮ่องกงแลนด์ เฉพาะค่าที่ดินในการพัฒนาแปลงนี้ก็ประมาณ 19,000 ล้านบาทไปแล้ว รวมทั้งโครงการน่าจะไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท และเมื่อโครงการส่วนนี้สร้างเสร็จจะรวมเป็นส่วนหนึ่งกับโครงการเซ็นทรัล เอ็มบาสซี่เดิม พื้นที่อาคารน่าจะเกือบ 600,000 ตารางเมตร โดยมีทั้งส่วนที่เป็นโรงแรม พื้นที่ค้าปลีก และที่อยู่อาศัย โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปี 2572

โครงการมิกซ์-ยูสของ บริษัท นันทวัน จำกัด (Thai Obayashi Corporation Limited) ซึ่งจะมีทั้งส่วนที่เป็นอาคารสำนักงาน โรงแรม และพื้นที่ค้าปลีก บนที่ดินขนาดประมาณ 3 ไร่ 70 ตารางวาที่ทำสัญญาเช่าระยะยาว 50 ปีมาจากวชิราวุธวิทยาลัย เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้าง เพราะต้องรอให้ที่ดินขนาดประมาณ 2 ไร่ที่ เป็นโครงการบ้านสมถวิลหมดสัญญาเช่าก่อน (2569) ซึ่งจะทำให้ที่ดินแปลงนี้มีขนาดรวมกันประมาณ 6 ไร่ และติดกับสถานีรถไฟฟ้าราชดำริ มูลค่า 8,000 ล้านบาท พื้นที่รวม 120,000 ตารางเมตร

โครงการใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นบนที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของสำนักงานของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) โดยที่ดินแปลงนี้มีขนาดรวมกันประมาณ 12 ไร่ และติดกับสถานีรถไฟฟ้าชิดลม และเคยเปิดประมูลไปแล้ว 1 รอบเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ แต่ติดปัญหาเรื่องของการฟ้องร้องกันจนต้องมีการประมูลใหม่ แต่ ณ ปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยหรือแถลงการณ์ใดๆ ว่าที่ดินแปลงนี้มีคนที่ได้กรรมสิทธิ์ในการพัฒนาไปแล้วหรือยัง

ศูนย์กลาง Wellness และ Hospitality ชั้นนำ

โครงการ WellEra ของบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) โครงการนี้พัฒนาบนพื้นที่ขนาดประมาณ 15 ไร่ บนถนนหลังสวนติดกับสวนลุมพินีเลย โดยมีมูลค่าการลงทุนประมาณ 29,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นโครงการมิกซ์ – ยูส ในรูปแบบ Wellness Real Estate เต็มรูปแบบและครบวงจร โดยภายในโครงการมีทั้งส่วนที่เป็นที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาพที่ใช้แบรนด์ Capella Residences Bangkok at WellEra จำนวน 262 ยูนิต คลินิกดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน พื้นที่พักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาพ จำนวน 168 ยูนิต และพื้นที่ร้านค้าและบริการสำหรับการใช้ชีวิต พื้นที่ของโครงการทั้งหมดประมาณ 200,000 ตารางเมตร ซึ่งคาดว่าจะสร้างแล้วเสร็จในปี 2573 โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง

โครงการ Grande Centre Point Prestige Bangkok โรงแรมขนาด 509 ห้อง ของกลุ่มบริษัทแอล เอช มอลล์ แอนด์  โฮเทล จำกัด ในเครือบริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) โครงการนี้สร้างบนที่ดินที่เคยเป็นห้างเพนนินซูล่า พลาซ่า ย่านราชดำริ บนเนื้อที่กว่า 3 ไร่ 2 งาน มูลค่า 4,500 ล้านบาท ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว

4. Seamless Transportation Network: ศูนย์กลางการเดินทางที่ไร้รอยต่อ สะดวกสบายในทุกจุดหมาย

ทำเลวิทยุ มีความโดดเด่นอย่างชัดเจนในแง่ของการมีโครงข่ายการเดินทางที่สมบูรณ์แบบ เมื่อเทียบกับย่านเศรษฐกิจอื่นอย่างสาทรหรือสีลม ซึ่งแม้จะมีช่องทางจราจรทางรถยนต์ที่กว้างขวาง แต่กลับมีข้อจำกัดในการเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนรางตลอดแนวถนน ในขณะที่ทำเลวิทยุ เปรียบเสมือนจุดตัดที่เชื่อมโยงทุกรูปแบบการเดินทางเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งรถไฟฟ้า BTS สถานีเพลินจิต และสถานีราชดำริ และ MRT สถานีลุมพินี รวมถึงการรองรับการขยายตัวของโครงข่ายในอนาคตผ่านรถไฟฟ้าสายสีส้มที่สถานีประตูน้ำและราชปรารภ ตอกย้ำความสะดวกในการเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนได้อย่างแท้จริง

นอกเหนือจากระบบรางที่ครอบคลุม ทำเลนี้ยังมอบทางเลือกการเดินทางที่หลากหลายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสัญจรทางน้ำผ่านท่าเรือสะพานวิทยุ หรือการเชื่อมต่อกับเส้นทางคมนาคมหลักอย่างจุดขึ้น-ลงทางด่วนด่านเพชรบุรีและด่านสุขุมวิท ทำให้การเดินทางในทุกช่วงเวลา—ไม่ว่าจะเป็นการมุ่งหน้าสู่สนามบินหรือการเดินทางภายในเมือง—กลายเป็นเรื่องที่ง่ายและไร้รอยต่อ การผสานความสะดวกสบายเหล่านี้ไว้บนทำเลเดียว ไม่เพียงแต่ช่วยลดระยะเวลาในการเดินทาง แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตและศักยภาพของสินทรัพย์ให้มีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

เหตุผลที่ตลาดอสังหาฯ ให้คุณค่ากับถนนวิทยุ

“ถนนวิทยุ” ย่านที่สร้างสถิติซื้อขายที่ดินที่สูงที่สุดอย่างต่อเนื่อง

ความหายากของที่ดินแบบกรรมสิทธิ์ถาวร (Freehold) นี้เองที่กลายเป็นปัจจัยหลักในการเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการที่ตั้งอยู่บนที่ดินประเภทนี้ เพราะนับวันที่ดิน Freehold จะยิ่งหาไม่ได้อีกแล้ว และหากมีการซื้อขายในอนาคต ราคาจะยิ่งทวีความสูงขึ้นจากระดับที่สูงอยู่แล้วในปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้ช่วงประมาณปี 2550 – 2560 ราคาที่ดินที่มีการซื้อขายกันในทำเลนี้ไม่ว่าจะเป็นถนนวิทยุ และหลังสวนอยู่ในช่วงระหว่าง 500,000 – 900,000 บาทต่อตารางวา แต่ช่วงปีพ.ศ.2558 มีการซื้อขายที่ดินกันที่ถนนชิดลมด้วยราคา 1.91 ล้านบาทต่อตารางวา จากนั้นปีพ.ศ.2561 มีการซื้อขายที่ดินขนาดประมาณ 23 ไร่ของสถานทูตอังกฤษเดิมโดยกลุ่มเซ็นทรัล และฮ่องกงแลนด์ที่ราคาประมาณ 2.1 ล้านบาทต่อตารางวา และปีเดียวกันมีการซื้อขายบ้านพร้อมที่ดินขนาดประมาณ 2 ไร่ด้วยราคาที่สูงถึง 3.1 ล้านบาทต่อตารางวาในซอยหลังสวน เพื่อพัฒนาโครงการ Scope หลังสวน จากนั้นปีพ.ศ.2563 แสนสิริทำสถิติการซื้อขายที่ดินพร้อมอาคารสูงถึง 3.9 ล้านบาทต่อตารางวา และยังคงไม่มีการซื้อขายที่ดินที่เป็นสถิติมากกว่านี้อีกแล้ว โดยล่าสุดในปี 2568 ก็เป็นทางเอสซี ที่ซื้อที่ดินริมถนนพระราม 4 ของอาคารศรีเฟื่องฟุ้งไปในราคาตารางวาละ 3 ล้านบาท

แต่การซื้อขายที่ดินในราคาขนาดนี้ส่งผลให้พื้นที่รอบๆสวนลุมพินีเป็นพื้นที่ที่มีราคาซื้อขายที่ดินสูงที่สุด แม้ปัจจุบัน ราคาซื้อขายอาจดูชะลอตัวลงจากสภาวะเศรษฐกิจ แต่ราคาประกาศขายทั่วไปในทำเลนี้ยังคงไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านบาทต่อตารางวา โดยราคาและศักยภาพการพัฒนาขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งและข้อกำหนดผังเมืองใหม่ที่จะประกาศใช้ในปี 2570 ซึ่งให้ค่า FAR หรือ Floor area ratio สูงถึง 7-10 เท่า อย่างไรก็ตาม ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แทบไม่มีการเปิดตัว โครงการ Freehold ใหม่ที่มีราคาขายเกิน 300,000 บาทต่อตารางเมตรในย่านนี้ เนื่องจากภาวะกำลังซื้อที่ชะลอตัว ทำให้โครงการระดับ Ultra-Luxury ต้องปรับตัวรอดูสถานการณ์ การที่มีโครงการ Freehold ระดับไอคอนิกเกิดขึ้น ท่ามกลางที่ดิน Leasehold ที่เป็นกระแสหลัก จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะสร้างมาตรฐานใหม่ ให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในย่านนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การได้ครอบครองพื้นที่ Freehold บน “ถนนวิทยุ” ซึ่งเป็นศูนย์กลางของทำเลนี้ จึงเปรียบเสมือนการถือครอง Legacy Ownership ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อคาดหวังมูลค่าในระยะสั้น แต่คือการส่งต่อมรดกอันทรงคุณค่าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่องในระยะยาว เพราะในวันนี้ ถนนวิทยุได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม สู่การเป็น Global Prime Address อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นทำเลที่เชื่อมต่อมรดกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ เข้ากับความรุดหน้าของย่านธุรกิจชั้นนำ และเปิดโอกาสให้ชีวิตได้หลอมรวมกับพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ศักยภาพของถนนวิทยุในบริบทนี้ จึงไม่ใช่เพียงการนำไปเทียบเคียงกับทำเลอื่นในกรุงเทพฯ อีกต่อไป แต่คือการยกระดับสถานะเพื่อเทียบชั้น กับมหานครระดับโลกอย่างแท้จริง

ครอบครองความหายากที่ประเมินค่าไม่ได้ด้วยคอนโดมิเนียม Freehold ใจกลางถนนวิทยุ

สำหรับนักลงทุนและผู้ที่มองหาที่อยู่อาศัยระดับ Ultra-Luxury ทั้งชาวไทยและต่างชาติ โจทย์ใหญ่ที่ท้าทายที่สุดบนทำเลวิทยุ คือการเลือกหาคอนโดมิเนียมแบบ “Freehold” ที่สามารถถือครองกรรมสิทธิ์ได้ชั่วลูกชั่วหลาน ท่ามกลางความเจริญที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อพิจารณาว่ากว่า 90% ของอภิมหาโปรเจกต์ในย่านนี้ล้วนอยู่บนที่ดินรูปแบบสิทธิการเช่า ในขณะที่กรรมสิทธิ์ Freehold นั้นเปรียบเสมือน “Rare Item บน Rare Location” ที่แทบจะไม่มีหลงเหลืออยู่อีกแล้ว ดังนั้น สำหรับผู้ที่กำลังมองหาหลักประกันที่แน่นอนสำหรับการวางแผนอนาคต เพื่อส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น หรือต้องการสินทรัพย์ที่มูลค่าเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด การครอบครองกรรมสิทธิ์แบบ Freehold จึงเป็นคำตอบเดียวที่เหมาะสมและทรงคุณค่าที่สุด

เจาะลึกตลาดคอนโดมิเนียมในย่านวิทยุ

แม้กรุงเทพฯ จะมีทำเลศักยภาพอื่นที่ระดับราคาคอนโดมิเนียมพุ่งทะลุ 300,000 บาทต่อตารางเมตร เช่น สุขุมวิทตอนต้น, ทองหล่อ, พร้อมพงษ์ หรือริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งทำเลเหล่านั้นล้วนมีการเติบโตที่น่าจับตามองและมีดีมานด์รองรับอย่างต่อเนื่อง แต่หากวัดกันที่ “คุณค่าของทำเล” และ “ความหายาก” ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มีทำเลใดเทียบเคียงศักยภาพของพื้นที่รอบสวนลุมพินี โดยเฉพาะแนวถนนวิทยุ หลังสวน และสารสิน ได้เลย เพราะนี่คือหมุดหมายที่แทบจะไม่หลงเหลือที่ดินให้พัฒนาอีกแล้วในอนาคต

การพัฒนาโครงการบนทำเลระดับ Ultra-Luxury แห่งนี้ ไม่เพียงแต่ต้องตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้ซื้อชาวไทย แต่ต้องได้รับการออกแบบเพื่อยกระดับไลฟ์สไตล์ของกลุ่ม HNWI และ Ultra-HNWI ระดับโลก ผ่านรูปแบบโครงการ Branded Residences หรือ Serviced Residences ที่ผสานการบริการระดับ 5 ดาวอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมนำเทรนด์ระดับสากลอย่าง Wellness, Longevity และ Nature-Integrated Living มาเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้ซื้อยุคใหม่ที่ให้คุณค่ากับระบบนิเวศแห่งการอยู่อาศัย (Living Ecosystem) คุณภาพชีวิตที่ดี และสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืนในระยะยาว

ด้วยจุดแข็งที่ไร้คู่แข่ง ทั้งการเป็นพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ใจกลางเมือง การเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการทูตระดับโลก รวมถึงความสะดวกในการเชื่อมต่อการคมนาคมที่ไม่มีทำเลใดเลียนแบบได้ การครอบครองที่ดินหรือคอนโดมิเนียมบนทำเลนี้จึงเปรียบเสมือนการถือครอง “ทรัพย์สินชิ้นที่ดีที่สุดของประเทศไทย” ไว้ในมือ ในอนาคตการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในย่านนี้อาจทวีความยากลำบากยิ่งขึ้น และมีแนวโน้มที่ราคาขายต่อตารางเมตรจะก้าวกระโดดจากระดับปัจจุบัน ไปสู่ 600,000 – 700,000 บาท จนอาจแตะระดับหลักล้านบาทต่อตารางเมตร ซึ่งเป็นเพดานราคาที่สะท้อนถึงมูลค่าแห่งความหายากอย่างแท้จริง

คอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในทำเลรอบๆ สวนลุมพินี ช่วงระหว่างปีพ.ศ.2552 – H1 2569

ที่มา: คุณสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย

คอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในทำเลรอบๆ สวนลุมพินี แยกตามโซน ช่วงระหว่างปีพ.ศ.2552 – H1 2569

ที่มา: คุณสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย

คอนโดมิเนียมในทำเลรอบๆ สวนลุมพินีที่เปิดขายตั้งแต่ปีพ.ศ.2552 ถึงปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมดประมาณ 6,612 ยูนิต แต่ที่น่าสนใจ คือ มีโครงการที่เปิดขายในช่วงตั้งแต่ปีพ.ศ.2552 – 2560 มากกว่า 79% และโครงการคอนโดมิเนียมในทำเลนี้ส่วนใหญ่อยู่ในโซนชิดลมหรือประมาณ 65% ของคอนโดมิเนียมทั้งหมดในทำเลรอบๆสวนลุมพินี เพราะมีโครงการคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ที่มีจำนวนยูนิตมากกว่า 1,000 ยูนิต ในขณะที่โซนวิทยุหรือพื้นที่ตามแนวถนนวิทยุรวมไปถึงพระรามที่ 4 เป็นพื้นที่ที่มีคอนโดมิเนียมในพื้นที่น้อยที่สุด เนื่องจากแทบไม่มีที่ดินเหลือสำหรับการพัฒนาแล้ว แต่มีบางโครงการที่พัฒนาบนที่ดินสิทธิการเช่าระยะยาว หรือถ้าจะมีโครงการใหม่ในอนาคตก็อาจจะเป็นการซื้อสิ่งปลูกสร้างเดิมแล้วนำมาพัฒนาเป็นโครงการคอนโดมิเนียม เช่น ที่ดินที่เคยเป็นสถานทูตเนเธอร์แลนด์ที่มีแผนจะเปิดประมูลเพื่อให้เอกชนเข้ามาลงทุนในอนาคต ซึ่งราคาขายอาจจะสูงกว่าปัจจุบันหรือสูงกว่าโครงการที่เปิดขายไปแล้วหรือกำลังจะเปิดขายช่วงนี้แน่นอน

อัตราการขายเฉลี่ยคอนโดมิเนียมแยกตามโซนในพื้นที่รอบๆ สวนลุมพินี

ที่มา: คุณสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย

คอนโดมิเนียมในทำเลนี้อาจจะมีราคาขายสูง แต่ด้วยศักยภาพของทำเล และโครงการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทำเล รวมไปถึงความหายากของที่ดิน ส่งผลให้ความน่าสนใจของทำเลนี้มีสูงมาก อัตราการขายเฉลี่ยคอนโดมิเนียมในทำเลนี้จึงค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับทำเลอื่นๆ ที่ราคาขายของคอนโดมิเนียมอาจจะสูงในระดับใกล้เคียงกัน ในโซนนี้ไม่มีโซนใดที่มีอัตราการขายเฉลี่ยต่ำกว่า 80% เลย มีอัตราการขายเฉลี่ยที่สูงมาก คือ ประมาณ 88% และมีหลายโครงการที่ปิดการขายหรือว่ามียูนิตเหลือขายไม่มากนักในปัจจุบัน แม้ว่าในโซนชิดลมที่มีโครงการคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่เปิดขายในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ยังสามารถปิดการขายหรือว่ามีอัตราการขายเฉลี่ยที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการบนถนนวิทยุที่ส่วนใหญ่แล้วเป็นโครงการในรูปแบบ Leasehold ก็ยังสามารถทำยอดขายได้ดีมากถึง 82%

ราคาขายเฉลี่ยคอนโดมิเนียมที่เปิดขายในช่วงตั้งแต่ปีพ.ศ.2560 เป็นต้นมา ในทำเลรอบๆ สวนลุมพินีแยกตามโซน

ที่มา: คุณสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย

แม้ราคาขายเฉลี่ยของโครงการที่เปิดตัวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจะพุ่งทะลุ 350,000 บาทต่อตารางเมตรไปแล้ว และมีการเปลี่ยนมือในตลาดรีเซลด้วยราคาสูงกว่านั้นอย่างต่อเนื่อง แต่ความโดดเด่นที่สุดต้องยกให้ “โซนวิทยุ” ที่ครองสถิติราคาขายเฉลี่ยสูงที่สุดในบรรดาพื้นที่รอบสวนลุมพินี โดยมีบางโครงการที่เปิดตัวในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาด้วยราคามากกว่า 550,000 บาทต่อตารางเมตร และปัจจุบันราคาได้ปรับตัวสูงขึ้นไปมากแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น โครงการใหม่ในรูปแบบสิทธิการเช่า (Leasehold) ยังสามารถทำราคาขายเฉลี่ยได้สูงถึง 650,000 บาทต่อตารางเมตร สะท้อนให้เห็นว่าด้วยต้นทุนที่ดินและความหายากของทำเลนี้ ราคาขายเฉลี่ยของโซนวิทยุจึงทิ้งห่างโซนอื่นๆ อย่างชัดเจน

เป็นที่น่าสังเกตว่า คอนโดมิเนียมระดับ Ultra-Luxury หลายแห่งบนถนนวิทยุสามารถทำราคาได้สูงกว่า 250,000 บาทต่อตารางเมตรโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยแบรนด์โรงแรมระดับ 5 ดาวมาเป็นจุดขายหลักเหมือนทำเลอื่น ซึ่งสะท้อนว่าผู้ซื้อกลุ่ม HNWI ให้ความเชื่อมั่นใน “มูลค่าที่แท้จริง” ของทำเลและคุณภาพโครงการเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีการนำแนวคิด Branded Residences เข้ามาปรับใช้ในโครงการบนถนนวิทยุมากขึ้น ก็ย่อมเป็นการสร้างมิติใหม่ที่น่าสนใจและสร้างความแตกต่างที่เหนือกว่าเดิมให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ในย่านนี้ โดยเฉพาะเมื่อปัจจุบันตัวเลือกส่วนใหญ่เป็นเพียง Leasehold การเติมเต็มด้วยโครงการระดับ Branded Residences ที่มาพร้อมบริการระดับโลก จะเป็นการยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยให้สมบูรณ์แบบและดึงดูดกลุ่มนักลงทุนระดับสากลได้มากกว่าที่เคยเป็นมา

ก้าวต่อไปของตลาดอสังหาริมทรัพย์อัลตร้าลักชัวรีของกรุงเทพฯ

ทิศทางของตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับอัลตร้าลักชัวรีในกรุงเทพฯ กำลังออกจากกรอบการแข่งขันแบบเดิมที่ให้น้ำหนักกับทำเล ขนาด และวัสดุเป็นหลัก ไปสู่มิติใหม่ที่วัดกันด้วยองค์ความรู้ระดับสากล งานออกแบบระดับโลก มาตรฐานการบริการ แนวคิดด้านความยั่งยืน และการพัฒนาโครงการที่ส่งเสริมความเป็นอยู่อย่างเข้าใจบริบทของย่านและของพื้นที่ เพื่อสร้างมูลค่าสินทรัพย์ระยะยาวในฐานะ Legacy Asset หนึ่งในแนวโน้มสำคัญที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ คือการร่วมทุนข้ามพรมแดน (Cross-Border Joint Venture) ระหว่างผู้พัฒนาท้องถิ่นที่พกองค์ความรู้และประสบการณ์ในตลาดที่พัฒนาอยู่ กับผู้พัฒนาระดับนานาชาติ ซึ่งกำลังกลายเป็นโมเดลที่ช่วยผสานช่องว่างระหว่างความเข้าใจตลาดในพื้นที่ กับความเชี่ยวชาญระดับโลก

กรณีศึกษาที่สะท้อนแนวโน้มนี้ได้ชัดเจน คือความร่วมมือเบื้องหลังโครงการ Upper House Residences Bangkok และ The Wireless Residences by Upper House ซึ่งเป็นการจับมือระหว่างบริษัท ซิตี้ เรียลตี้ จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากประเทศไทย และบริษัท สไวร์ พร็อพเพอร์ตี้ส์ จำกัด ยักษ์ใหญ่อสังหาฯ ที่มีโครงการระดับนานาชาติจากฮ่องกง ความร่วมมือในลักษณะนี้ช่วยยกระดับมาตรฐานของโครงการให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม และเปิดโอกาสให้เกิดสินทรัพย์ที่มีมูลค่าและคุณภาพในระดับเดียวกับมหานครชั้นนำของโลก

บริษัท ซิตี้ เรียลตี้ จำกัด จากประเทศไทย และบริษัท สไวร์ พร็อพเพอร์ตี้ส์ จำกัด คือใคร ?

บริษัท ซิตี้ เรียลตี้ จำกัด เป็นบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2530 โดยมีสมาชิกตระกูลโสภณพนิชเป็นผู้ถือหุ้นหลัก ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ที่กลุ่มนี้เป็นผู้พัฒนาก็มีหลากหลายประเภท ทั้งรูปแบบโรงแรม และ ที่พักอาศัย อย่างในเครือชาเทรียม โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่อย่าง เอ็มโพเรียม ทาวเวอร์ และห้างสรรพสินค้าเอ็มโพเรียม (Emporium Tower & Shopping Complex) อาคารสำนักงาน อย่าง สาทรซิตี้ ทาวเวอร์  (Sathorn City Tower) จนไปถึงการพัฒนาโรงเรียนนานาชาติอย่าง โชรส์เบอรี กรุงเทพฯ (Shrewsbury International School) ซึ่งบริษัท ซิตี้ เรียลตี้ จำกัด ก็เคยพัฒนามาทั้งหมด

บริษัท สไวร์ พร็อพเพอร์ตี้ส์ จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2515 เป็นบริษัทระดับนานาชาติ มีผลงานระดับโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ห้างระดับหรูอย่าง Pacific Place , Upper House ที่ฮ่องกง ซึ่งติด Top 10 จากการจัดอันดับของ The World’s 50 Best Hotels 3 ปีซ้อน นอกจากนั้นก็ยังมีที่พักอาศัย อย่าง Opus Hong Kong ที่ออกแบบโดย Frank Gehry สถาปนิกผู้มีชื่อเสียงระดับโลก หรือ โครงการ Eden ในสิงคโปร์ ที่ได้รับการออกแบบโดย Thomas Heatherwick จาก Heatherwick Studio ซึ่งตัว บริษัท สไวร์ พร็อพเพอร์ตี้ส์ จำกัด นอกจากจะมีธุรกิจ ที่ครอบคลุมด้านอสังหาริมทรัพย์แล้ว ยังรวมไปถึง ธุรกิจในด้านเครื่องดื่ม ธุรกิจด้านการบิน และธุรกิจด้านสุขภาพด้วย

ด้วยเหตุนี้ การปรากฏตัวของโครงการ “Upper House Residences Bangkok และ The Wireless Residences by Upper House” จึงถือเป็นการพัฒนาการที่ต่อเนื่องของปรากฏการณ์ระดับโลกที่สะเทือนวงการอสังหาริมทรัพย์อย่างแท้จริง ผ่านการร่วมทุนข้ามประเทศ ระหว่าง ซิตี้ เรียลตี้ (City Realty) และ สไวร์ พร็อพเพอร์ตี้ส์ (Swire Properties) จากฮ่องกง ที่นำสถาปัตยกรรมระดับโลกมาสู่ Prime Parkside Corridor

สะท้อนถึง ทิศทางที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนสุดของกรุงเทพฯ กำลังมุ่งไป และยังเป็นการริเริ่มเทรนด์ใหม่บนถนนวิทยุ ผ่านการผสานความเชี่ยวชาญของซิตี้ เรียลตี้ ในด้านตลาดท้องถิ่นและการวางแผนพัฒนาโครงการ เข้ากับความเชี่ยวชาญระดับนานาชาติของสไวร์ พร็อพเพอร์ตี้ส์ ในด้านการพัฒนาและดำเนินโครงการ การสร้างคุณค่าให้กับสถานที่ (Placemaking) และการบริหารดูแลแบรนด์ (Brand Stewardship) อย่างแท้จริง

สำหรับ Upper House Residences Bangkok และ The Wireless Residences by Upper House เป็นโครงการ Branded Residences บนพื้นที่ดินแบบ Freehold ที่ให้ความสำคัญกับ Wellness และคุณภาพชีวิตระยะยาว โดยเป็นการนำแนวคิดในการพัฒนาที่เชื่อมโยงกับเทรนด์โลกอย่างด้าน Wellness, Longevity และ Nature-Integrated Living เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงการ โดยเห็นได้จากการออกแบบพื้นที่โครงการ ที่เปิดมุมมองเชื่อมโยงสวนขนาดใหญ่ของกรุงเทพฯ ถึง 2 สวน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทุกโครงการจะสามารถทำได้ เสมือนการซื้อคุณภาพชีวิต และ ซื้อสภาพแวดล้อมในระยะยาวอย่างแท้จริง และยังสอดคล้องกับเทรนด์การอยู่อาศัย ระดับโลกด้าน Wellness, Longevity และ Nature-Integrated Living ที่ตอบโจทย์บริบทของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ระดับUltra-Luxury ที่ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับระบบนิเวศ คุณภาพชีวิต และสภาพแวดล้อมในระยะยาว

Upper House: The Brand Behind the Residences

รู้จักกับแบรนด์ UPPER HOUSE แบรนด์โรงแรมหรูภายใต้ปรัชญา “Houses, not Hotels

แบรนด์ Upper House เป็นแบรนด์โรงแรมระดับโลกที่ได้รับการยอมรับ ทั้งในด้านงานดีไซน์และงานบริการ โดย Upper House ดำเนินงานด้วยปรัชญา Houses, not Hotels หรือ การมุ่งเน้นการบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อเข้าถึงความต้องการเฉพาะบุคคล ซึ่งโรงแรมแต่ละแห่งมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป ทั้งด้านงานสถาปัตยกรรม การตกแต่งภายใน รสชาติอาหาร และโปรแกรมดูแลสุขภาพ

ซึ่ง Upper House เปิดตัวครั้งแรกในปี 2009 กับ Upper House Hong Kong ซึ่งโรงแรมแห่งนี้ได้ดึงสถาปนิกผู้ออกแบบ ที่มีชื่อเสียงชาวฮ่องกง อย่าง Andre Fu มาช่วยออกแบบโรงแรมแห่งนี้  ซึ่งสไตล์ของ Andre Fu ก็จะเน้นความเรียบหรู ผสมผสานงานศิลปะ ซึ่งโครงการแห่งนี้ ก็ตั้งอยู่ในโครงการมิกส์ยูสอย่าง Pacific Place ด้วยและจากความสำเร็จในฮ่องกง ทางแบรนด์ก็ได้เปิดตัวโรงแรมต่อมา ในเมืองเฉิงตู ที่จะมีการออกแบบให้กลิ่นอายประวัติศาสตร์ในสมัยราชวงศ์ชิง และ เมืองเซี่ยงไฮ้ ที่ออกแบบให้หลอมรวมศิลปะจีนกับความเรียบหรูแบบอิตาเลียน ซึ่งถ้าใครได้ไปลองพักในโรงแรม ของแบรนด์ Upper House ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน ก็จะสัมผัสได้เลยว่าแต่ละแห่ง ล้วนมีการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ ความรู้สึกที่แตกต่างกัน เพื่อให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำใคร

Two Residences, One Philosophy

โครงการ Upper House Residences Bangkok และ The Wireless Residences by Upper House ทั้งสองโครงการเป็น Branded Residences แห่งแรกในโลกของ Upper House มีพื้นที่ดินรวม 2 โครงการ ประมาณ 7.9 ไร่ โดยได้บริษัทที่ปรึกษาสถาปนิกระดับโลก อย่าง Foster + Partners โดยผ่านบริษัทย่อยในไทย บริษัท เอฟแอนด์พี (ประเทศไทย) จำกัด มาช่วยออกแบบโครงการ ไม่ว่าจะเป็นทั้งสัดส่วน แสง และองค์ประกอบต่างๆภายในโครงการที่ถ่ายทอดคอนเซปท์งานดีไซน์ในแบบ 2 Residences, 1 Philosophy ภายใต้รูปแบบ Thai Villa in the Sky สถาปัตยกรรมไทยดั้งเดิมแต่มีการตีความหมายใหม่ ให้มีการประหยัดพลังงานมากขึ้น และยังมีบริษัท P Landscape ที่มาช่วยออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมให้ ทั้งในบริเวณพื้นที่สวน พื้นที่ระเบียง พื้นที่เปิดโล่งต่างๆ ที่สอดแทรกเข้าไปกับพื้นที่ของการอยู่อาศัย มุ่งเน้นแนวคิด “บ้านในสวน” ออกแบบทางเดิน การจัดวางพรรณไม้ เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นส่วนตัวสูงสุด

โดยที่ตั้งของโครงการอยู่บนจุดที่มี Unfair Advantage ในแบบที่โครงการอื่นก็ให้ไม่ได้ ในเรื่องของการได้วิวสวนสาธารณะถึง 2 สวน 2 ฝั่ง ในระยะประชิด ทั้งสวนลุมพินีและสวนป่าเบญจกิติ เปรียบเสมือนมีสวนสาธารณะเป็นพื้นที่ส่วนกลาง เดินผ่านถึงกันได้ด้วยทางเชื่อมสะพานเขียว Green Mile ซึ่งการได้วิวสวนสีเขียวขนาดใหญ่ใจกลางเมืองในแบบ Double Views นี้อาจหาไม่ได้อีกแล้วในชาตินี้ รวมถึงเป็นการเพิ่ม Value added ที่สำคัญมากต่อราคาซื้อขาย และปล่อยเช่าห้อง โดยเฉพาะในหมู่ชาวต่างชาติ หรือชาว Expat ที่สามารถเดินถึง ONE Bangkok ได้ในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที

โดย Upper House Residences Bangkok (ตำแหน่งตึกด้านหน้า) ตัวอาคารสูง 52 ชั้น ตั้งอยู่บนเนื้อที่ดินประมาณ 3 ไร่ มีจำนวนยูนิตทั้งหมด 156 ยูนิต โดยมีรูปแบบห้องเริ่มต้นตั้งแต่ 2 Bedroom จนไปถึง Penthouses โดยมีชั้นส่วนกลาง ในชั้น Ground ชั้น 43 ชั้น 44 และชั้น 45

สำหรับการออกแบบภายในจะเป็น BAR Studio ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบจากประเทศออสเตรเลีย โดดเด่นเรื่องการออกแบบแบบบูติกทั้งโรงแรม รีสอร์ท บาร์ ระดับลักชัวรี ทั่วโลก และยังมาพร้อมกับมาตรฐานระดับโลก กับ GOCO Hospitality ผู้เชี่ยวชาญด้าน เวลเนส ระดับโลกเช่นกัน โดยเข้ามาเป็นที่ปรึกษาทั้งด้านสปา สุขภาพ แบบครบวงจร

และในส่วน The Wireless Residences by Upper House (ตำแหน่งตึกด้านหลัง) เป็นอาคารสูง 71 ชั้น ตั้งอยู่บนเนื้อที่ดินประมาณ 4 ไร่ มีจำนวนยูนิตทั้งหมด 239 ยูนิต โดยมีรูปแบบห้องตั้งแต่ 1 Bedroom จนไปถึง Penthouses โดยมีชั้นส่วนกลางในชั้น Ground ชั้น 11 และชั้น 43

สำหรับการออกแบบภายในจะเป็น PIA Interior ซึ่ง เป็นบริษัทออกแบบชั้นนำของประเทศไทย มีผลงานการออกแบบมากมาย หลายแห่ง ซึ่งการออกแบบในครั้งนี้จะผสานแรงบันดาลใจ จากวัฒนธรรมไทย ให้เข้าไปผสมผสาน การใช้ชีวิตของคนกรุงเทพฯ โดยทั้ง 2 โครงการ มาพร้อมบริการคอนเซียร์จ บริการรับจอดรถ พนักงานยกสัมภาระ และพนักงานต้อนรับประจำประตู ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสบริการเหนือระดับของแบรนด์

ปัจจุบันโครงการเริ่มก่อสร้างไปแล้ว และตั้งเป้าแล้วเสร็จเฟสแรกในปี 2573 เป็นต้นไป

Upper House Residences Bangkok และ The Wireless Residences by Upper House โครงการ Ultra – Luxury Residences ในแบบ Freehold ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยระยะยาว ภายใต้ปรัชญา Houses, Not Hotels ของแบรนด์ Upper House

“Upper House Residences Bangkok และ The Wireless Residences by Upper House” พัฒนาขึ้นบนที่ดินขนาดเกือบ 8 ไร่ ซึ่งนับเป็น “ที่ดิน Freehold ผืนใหญ่ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนบนถนนวิทยุ” การได้ครอบครองที่อยู่อาศัย ณ ที่แห่งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเลือกซื้อคอนโดมิเนียมระดับ Ultra-Luxury ทั่วไป แต่คือการถือครอง Rare Item ที่เปี่ยมด้วยคุณค่า เป็นเอกสิทธิ์แห่ง Legacy Ownership ที่ประเมินค่าไม่ได้ และเป็นโอกาสสุดท้ายที่คุณจะได้ครอบครองกรรมสิทธิ์บนทำเลที่ดีที่สุดของมหานครอย่างแท้จริง

ด้วยองค์ประกอบที่สมบูรณ์แบบ ทั้งการเป็นศูนย์กลางอาคารสำนักงานระดับเกรดเอ, โรงแรมหรู, สถานทูตกว่า 10 แห่ง รวมถึงการเป็นถนนที่ร่มรื่นที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ มีสะพานเขียว Green Mile  “สะพานเชื่อมระบบนิเวศ” ที่เชื่อมปอดขนาดใหญ่สองแห่งคือ สวนลุมพินีและสวนเบญจกิติ เข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าทั้ง 2 เส้นทาง ทางด่วน ศูนย์การค้า โรงพยาบาล และสถาบันการศึกษาชั้นนำอย่างครบวงจร ทำเลแนวถนนวิทยุจึงขึ้นแท่นเป็นหมุดหมายที่ทรงคุณค่าที่สุดในอนาคต การได้ครอบครองที่อยู่อาศัยในทำเลนี้จึงเปรียบเสมือนการถือครองสินทรัพย์ที่ “หาไม่ได้อีกแล้ว” เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกปล่อยออกมาในรูปแบบกรรมสิทธิ์ขายขาด (Freehold) และหากมีการซื้อขายในอนาคต ราคาจะยิ่งทวีความสูงขึ้นจนอาจเกินกว่าระดับที่คนไทยส่วนใหญ่จะเข้าถึงได้ การตัดสินใจเป็นเจ้าของในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการเลือกที่พักอาศัย แต่คือการคว้าโอกาสทองในการถือครองทรัพย์สินที่เปี่ยมด้วยศักยภาพสูงสุดของประเทศไทยไว้ในมือ

Propholic EditorialTeam

Propholic EditorialTeam

เราคือทีมสร้างสรรค์เนื้อหาคุณภาพจาก Propholic.com มุ่งมั่นตั้งใจนำเสนอความรู้และข่าวสารในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ที่ครอบคลุมแง่มุมต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งหวังขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์เติบโตและพัฒนาได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

เว็บไซต์

วีเว่ กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่

เนอวานา คอลเลคชั่น กรุงเทพกรีฑา

นันทวัน ราชพฤกษ์-พรานนก

กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่าฝั่ง...

11 March, 2026

โมดิซ อาวองการ์ด

ทำเลพหลโยธิน - รังสิต ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่ย่...

2 March, 2026

เชปเตอร์วัน สปาร์ค จรัญ

Chapter One Spark Charan (แชปเตอร์วัน สปาร์ค จรัญ) ค...

5 January, 2026

นิว ริเวอร์เรสต์ ราษฎร์บูรณะ

ขึ้นชื่อว่าอยู่คอนโดมิเนียม แน่นอนว่าข้อได้เปรียบที่...

11 December, 2025

สอบถามโครงการ

ได้รับข้อมูลเรียบร้อยแล้ว
ขอบคุณอย่างยิ่งที่สนใจครับ
จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไปนะครับ

ขออภัย
ไม่สามารถส่งข้อมูลได้
กรุณาลองใหม่อีกครั้ง