LPN คุมเกมรัดกุมปี 2569 มุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้แก่นธุรกิจ เน้นสร้างเสถียรภาพและความยืดหยุ่น สร้างรายได้ประจำ-ต่อยอดนักลงทุนรุ่นใหม่
LPN เผยทิศทางธุรกิจปี 2569 คุมเกมอย่างรัดกุมเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่นธุรกิจ ชูกลยุทธ์ “Rebuild – Strengthening The Core” ผ่าน 3 แกนหลักในการบริหารองค์กร พร้อมเดินหน้าเปิดตัว 3 โครงการต่อเนื่อง เน้นการสร้างรายได้ประจำควบคู่กับการขายอสังหาริมทรัพย์ผ่านโมเดล Investor Program ด้วยพอร์ตปล่อยเช่ากว่า 2,000 ยูนิต จับกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ต้องการความคุ้มค่า โดยวางเป้าหมายรายได้รวม 7,600 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 13%
นางสาวดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ไม่ใช่ปีแห่งการเร่งเติบโต แต่เป็นปีของการสร้างรากฐานขององค์กรให้แข็งแกร่งที่สุด LPN จึงเลือกเพิ่มโมเดลธุรกิจที่นอกเหนือจากการขายเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างรายได้ในรูปแบบอื่นด้วย ทั้งจากการอยู่อาศัย การลงทุน และการบริการหลังการขายที่ครอบคลุมทุกมิติของการอยู่อาศัย เพื่อให้ธุรกิจมีความสามารถในการเติบโตได้ในทุกสภาวะของตลาด จะเห็นว่าภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2569 ยังคงชะลอตัวต่อเนื่องมาจากปี 2568 ซึ่งนับเป็นความท้าทายในการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จากปัจจัยด้านภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น กำลังซื้อที่จำกัด รวมไปผลกระทบจากความไม่มั่นใจในสถานการณ์ความตึงเครียดของเหตุการณ์ที่กระทบเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ทำให้ปีนี้ยังคงเป็นอีกปีที่ต้องวางทิศทางการบริหารองค์กรด้วยความรอบคอบ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งขององค์กรให้มีเสถียรภาพและมีความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจมากที่สุด”
สำหรับแนวทางในการดำเนินธุรกิจของ LPN ในปี 2569 จะถือเป็นปีแห่งการรักษาเสถียรภาพและเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจเพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันขององค์กรและสร้างความยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้กลยุทธ์ “Rebuild – Strengthening The Core” ประกอบด้วย 3 แกนหลัก ได้แก่
1. Strengthen Product Core หรือการสร้างความแข็งแกร่งในการพัฒนาโครงการ ประกอบด้วย
– การเปิดโครงการใหม่ในปี 2569 จำนวน 3 โครงการ มูลค่ารวม 4,500 ล้านบาท ประกอบด้วย 1) โครงการบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม BAAN 365 เจษฎาราชพฤกษ์ มูลค่าโครงการกว่า 1,350 ล้านบาท 2) โครงการคอนโดมิเนียม Low Rise บนทำเลถนนเพชรเกษม มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดตัวในไตรมาส 2/2569 และโครงการคอนโดมิเนียม High Rise พัฒนาภายใต้แนวคิด “Well-being” บนทำเลย่านรามอินทรา มูลค่าโครงการกว่า 1,750 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดตัวในไตรมาส 3/2569 นอกจากนั้น ยังมีแผนการขยายเฟส 2 ของโครงการ วิลล่า 168 นิวกรุงเทพกรีฑา ในช่วง Q3/2569 หลังจาก Sold out ในเฟสแรกแล้วเมื่อปลายปีที่ผ่านมา
– การพัฒนางานออกแบบโครงการใหม่ของ LPN ในปีนี้จะเน้นการออกแบบที่ปรับให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และยังคงมอบความคุ้มค่าในทุกพื้นที่เพื่อเติมเต็มคุณภาพชีวิตที่ดี ภายใต้แนวคิดการอยู่อาศัย “LPN น่าอยู่”โดยกำหนดฟังก์ชันให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเป้าหมายในแต่ละทำเล ซึ่งนอกจากการออกแบบโครงการใหม่ที่จะเปิดตัวในปี 2569 แล้ว ยังสามารถเริ่มเห็นการออกแบบของ LPN ที่ต่างไปจากเดิมได้จากโครงการที่มีกำหนดส่งมอบภายในปี 2569 จำนวน
3 โครงการ เริ่มต้นด้วย โครงการ เพลส 168 ปิ่นเกล้า (Place 168 Pinklao) ที่เริ่มทยอยให้ลูกค้าเข้าตรวจรับมอบห้องแล้วในช่วง Q1/2569 และโครงการ เพลส 168 วุฒากาศ (Place 168 Wutthakat) กำหนดสร้างเสร็จภายใน Q4/2569 นี้ รวมถึงโครงการบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมใหม่ BAAN 365 เจษฎาราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นทั้งโครงการเปิดใหม่ในปีนี้ และมีกำหนดส่งมอบภายใน Q3/2569 ด้วย
2. Strengthen Business Core หรือการเสริมพลังแกนหลักทางธุรกิจผ่านการดำเนินงานเชิงรุกในหลายมิติ เริ่มต้นด้วย
– การยกระดับ Brand Experience เพื่อเชื่อมต่อประสบการณ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าตั้งแต่การสื่อสาร จนถึงการส่งมอบที่อยู่อาศัยคุณภาพควบคู่กับความเชี่ยวชาญในระบบบริหารจัดการโครงการครอบคลุมครบทุกด้านแบบ Integrated Property Services Ecosystem ของบริษัทในเครืออย่าง บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด (LPP) ซึ่งมีความได้เปรียบในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการให้บริการหลังการขายมาตลอด ตั้งแต่ระบบวิศวกรรม การซ่อมแซมอาคาร ระบบรักษาความปลอดภัย และแม่บ้าน เป็นต้น จนได้รับการยอมรับจากลูกค้าในด้านคุณภาพการอยู่อาศัยที่ดี ก่อให้เกิดเป็นความไว้วางใจต่อแบรนด์ LPN ในการเป็นธุรกิจอสังหาฯ ที่ครบวงจร ซึ่งต่อยอดเป็นรายได้ประจำของกลุ่มธุรกิจสะท้อนถึงการปรับตัวเชิงรุกขององค์กร
ในทุกด้านที่ไม่เพียงเสริมความแข็งแกร่งของแกนหลักทางธุรกิจ แต่ยังขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การบริการ และกลยุทธ์การตลาดเพื่อรองรับความต้องการของผู้อยู่อาศัยและนักลงทุน โดยเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากความเชื่อมั่นในการพัฒนาโครงการคุณภาพมาแล้วกว่า 36 ปี จำนวน 145 โครงการ หรือกว่า 140,000 ครอบครัว ครอบคลุมในทุกทำเล รวมมูลค่าโครงการกว่า 200,000 ล้านบาท
– การเพิ่มมูลค่าแก่ทรัพย์สินเดิมมาพัฒนาเพื่อให้เกิดรายได้ และการบริหารจัดการตลาดเช่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางการตลาดที่สามารถสร้างโอกาสการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน LPN
มีพอร์ตสำหรับปล่อยเช่ามากกว่า 2,000 ยูนิต อัตราการเช่า (Occupancy Rate) สูงเกือบ 100% ซึ่งนับเป็นจุดแข็งที่ช่วยสร้างรายได้ให้แก่องค์กร
– การขยายฐานลูกค้า และเร่งระบายสินค้าคงเหลือผ่านช่องทางการขายที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ ตัวแทนขาย หรือการขายผ่านระบบ Investor Program ซึ่งเป็นการนำเสนอขายห้องชุดพร้อมผู้เช่า พร้อมให้ผลตอบแทนแก่นักลงทุนทันทีตั้งแต่วันโอนซึ่งตอบโจทย์ทั้งกลุ่มผู้ลงทุนและผู้ที่มองหาการเช่าที่อยู่อาศัย ถือเป็นการสร้างความแตกต่างและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีการแข่งขันสูง
– บูรณาการบริษัทในเครือทั้งหมดให้ทำงานสอดประสานกัน พร้อมนำระบบ AI – Driven Process เข้ามาเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และยกระดับมาตรฐานการทำงานให้ทันสมัยยิ่งขึ้น
3. Strengthen Financial Core หรือการรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการบริหารจัดการทางการเงิน ทั้งด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การควบคุมต้นทุน และการวางโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแรง เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต เริ่มต้นด้วย
– การบริหารแหล่งเงินทุนและกระแสเงินสด ควบคู่กับการลดภาระหนี้ให้ลดลง โดยตั้งแต่ปี 2566 บริษัทมีภาระหนี้เงินกู้อยู่ที่ 12,750 ล้านบาท และลดลงต่อเนื่องจนปี 2568 อยู่ที่ 9,900 ล้านบาท โดยปัจจุบัน บริษัทมี D/E ที่มีดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับ 0.86 เท่า และปี 2569 ตั้งเป้าหมายการลดภาระหนี้ให้ต่ำกว่า 9,000 ล้านบาท และรักษาระดับ IBD/E ให้ได้ต่ำกว่า 0.80 เพื่อบริหารสภาพคล่อง สามารถรองรับความเสี่ยง และยังมีศักยภาพในการขยายธุรกิจ ซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของบริษัท รวมถึงนโยบายจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้จ่าย Dividend Yield เฉลี่ยราว 5-6% ต่อปี ให้กับผู้ถือหุ้นเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นคงของกระแสเงินสด และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน อีกทั้งในเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา บริษัทยังได้จ่ายคืนหุ้นกู้ครบกำหนดเต็มจำนวนไปแล้ว 682 ล้านบาท ซึ่งยังมีแผนจะออกหุ้นกู้ชุดใหม่ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 และพร้อมในการชำระคืนหุ้นกู้ครบกำหนดอีกครั้ง
ในปี 2570
– ขยายการร่วมทุนเพื่อพัฒนาโครงการต่างๆ โดยที่ผ่านมา LPN ได้พัฒนาโครงการอาคารสำนักงาน PUNN Smart Workplace โดยบริษัท ดลศิริ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง LPN และ Nye Estate ซึ่งได้รับการออกแบบภายใต้มาตรฐาน “LEED Certification” ระดับ “GOLD” จนล่าสุดได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในสาขา Energy Efficient Building หรืออาคารอนุรักษ์พลังงาน (ประเภทอาคารใหม่) ภายใต้รางวัล ASEAN Energy Efficiency and Conservation Best Practices Awards 2025 ระดับภูมิภาค จากเวที ASEAN Energy Awards 2025 ด้วยแนวคิดองค์กรยุคใหม่ต้องใส่ใจกับความยั่งยืน









