เจาะแนวคิด “ไตรเตชะ” แห่งศุภาลัยกับ “ลายมือ” บริหารที่เคียงข้างลูกค้าในทุกวิกฤต พร้อมวิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์อสังหาฯไทยจาก “เอเซีย พลัส” ย้ำกฎเหล็ก Cash is King
“ศุภาลัยไม่ได้มีคาแรคเตอร์สนับสนุนการเก็งกำไร ถ้าเรารู้ว่าโครงการจะขายดีอยู่แล้ว เราจะพยายามจำกัดหนึ่งคนต่อหนึ่งยูนิต เพราะเราอยากให้ลูกค้าที่แท้จริงได้ราคาที่ดีที่สุด ให้เขาจ่ายดาวน์เยอะหน่อยเพื่อสกรีนคนที่จะเก็งกำไรออกไป ถึงตอนแรกเราขายได้ช้ากว่าคนอื่นหน่อย แต่ลูกค้าที่แท้จริงจะซื้อได้ ดีกว่าไปซื้อต่อจากคนอื่น เราแฮปปี้กับแบบนั้น พิสูจน์ได้จากยอดกู้ไม่ผ่าน คอนโดฯของผมบอกได้เลย ยอดกู้ไม่ผ่านเฉลี่ย 4%”
นี่คือแนวคิดการบริหารธุรกิจของ Successor อย่าง “ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวบนเวที “Thailand Real Estate Leader Dinner Talk 2026” ซึ่งจัดขึ้นในวาระครบรอบ 33 ปี Home Buyers และครบรอบ 10 ปีหลักสูตร The NEXT Real เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รุ่นใหญ่และรุ่นใหม่มาแบ่งปันประสบการณ์ ท่ามกลางจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาด
ไตรเตชะ เสริมอีกว่า เหตุผลที่ศุภาลัยสามารถขายคอนโดมิเนียมห้องไซซ์ใหญ่ได้ในราคาที่คุ้มค่าสำหรับลูกค้า ไม่ใช่เพราะซื้อที่ดินถูก แต่มาจาก “การวางผังก่อนซื้อ” โดยที่ดินทุกแปลงจะผ่านการวิเคราะห์อย่างละเอียดเพื่อกำหนดรูปแบบห้อง ราคาขาย และจุดขายของโครงการตั้งแต่ก่อนซื้อที่ดิน ถ้าทำเลเป้าหมายติดเงื่อนไขหรือมีข้อจำกัดทางกฎหมาย บริษัทก็จะเข้าไปเป็นที่ปรึกษาและเตรียมความพร้อมร่วมกับเจ้าของที่ดินจนสามารถส่งมอบได้ ซึ่งบางแปลงใช้เวลานานเกือบ 10 ปี
ศุภาลัยยัง “คุมต้นทุนก่อสร้างทุกเม็ด” ด้วยการเลือกซื้อวัสดุบางส่วนเอง แทนที่จะให้ผู้รับเหมาจัดการทั้งหมด ด้วยเหตุผลว่ายิ่งซื้อมากยิ่งต่อรองราคาได้มาก อย่างการซื้อลิฟต์ครั้งละ 5-6 โครงการพร้อมกัน ทำให้ได้ส่วนต่างถูกลงถึง 20 ล้านบาท ขณะเดียวกัน “สัดส่วนหนี้สินที่ต่ำ” ยังเป็นข้อได้เปรียบในการทำธุรกรรมต่างๆ ที่ดินบางแปลงซื้อด้วยเงินสด ซึ่งนอกจากจะทำให้ปิดดีลได้เร็วกว่าคู่แข่งแล้ว ยังช่วยตัดภาระดอกเบี้ยและต้นทุนให้ต่ำลง ส่วนการรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบันคือเน้นบริหารสต็อก (Inventory) ให้เหมาะสม โครงการไหนไม่เร่งด่วนให้ชะลอ โครงการที่เปิดตัวแล้วก็พัฒนาต่อ
อีกจุดแข็งคือการขยายสู่ตลาดภูมิภาค ซึ่งมักเป็นโจทย์ยากสำหรับดีเวลอปเปอร์จากกรุงเทพฯ แต่ปัจจุบันศุภาลัยสามารถขยายไปได้กว่า 30 จังหวัด โดยเบื้องหลังความสำเร็จคือการ “ออลล์อิน (All-in)” คลุกคลีเจาะลึกกับทุกพื้นที่ก่อนเริ่มพัฒนาโครงการ สร้างเครือข่ายซัพพลายเออร์และผู้รับเหมา พร้อมตั้งมาตรวัดความสำเร็จง่ายๆ ว่า ถ้าพนักงานศุภาลัยซื้อโครงการในจังหวัดนั้น แสดงว่าโครงการนั้นสอบผ่าน และพวกเขาไว้วางใจจะฝากชีวิตไว้
แม้จะยืนยันว่ายังไม่ได้รับไม้ต่อจากพ่อแม่ (ดร.ประทีป และอัจฉรา ตั้งมติธรรม) เต็มตัว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าไตรเตชะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ศุภาลัยก้าวข้ามสารพัดความท้าทายในช่วงสิบกว่าปีมาได้อย่างแข็งแกร่ง ภายใต้การทำงานที่ยึดหลักความซื่อสัตย์และสร้างผลลัพธ์แบบ Win-Win ทั้งกับลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และผู้รับเหมา ซึ่งความจริงใจนี้สะท้อนให้เห็นผ่าน “การอยู่เคียงข้างลูกค้าในยามวิกฤต” เช่นคืนที่เกิดเหตุระเบิดในโรงงานที่กิ่งแก้วเมื่อปี 2564 โครงการหมู่บ้านที่อยู่ติดรั้วโรงงานได้รับผลกระทบหนัก สิ่งแรกบริษัททำคือการจัดหาที่พักให้ลูกบ้าน 300 หลัง ตามด้วยการจัดหาทีมซ่อมและลงพื้นที่ดูแลทุกวันถึง 2 สัปดาห์ พร้อมชดเชยเต็มที่ทุกหลังโดยไม่ต้องรอเคลมประกัน เช่นเดียวกับช่วงน้ำท่วมและแผ่นดินไหวที่ผ่านมา ซึ่งทุกครั้งที่เกิดปัญหา พนักงานศุภาลัยไม่ได้เดินเข้ามาด้วยคำถามว่าเราจะช่วยไหม แต่ถามว่าเราจะช่วยลูกค้าอย่างไร
“ผมไม่ได้คิดว่านี่คือดีเอ็นเอ แต่เป็นลายมือ เราขยับมืออย่างไร ก็ทำให้เป็นลายแบบนั้น เพราะเราเป็นคนตัดสินใจ สิ่งนี้เป็นลายมือตั้งแต่สมัยคุณประทีป คุณอัจฉรา คุณอธิป (พีชานนท์) ที่ทำให้เห็นเลยว่า ถ้าลูกค้ามีปัญหาเราจะช่วย แล้วผมก็เอามาต่อยอด เราช่วยแล้วเราเห็นผลว่ามันดี ลูกค้าประทับใจและบอกต่อ” ไตรเตชะ กล่าว










