สิงห์ เอสเตท ผนึกพลังพอร์ตโฟลิโอ ธุรกิจรายได้ประจำหนุนเด่น ทำกำไรปกติสูงเป็นประวัติการณ์ 531 ล้านบาท เตรียมจ่ายเงินปันผล 0.015 บาทต่อหุ้น
สิงห์ เอสเตท รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ชูกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (Normalized EBITDA) 3,649 ล้านบาท โชว์อัตราการทำกำไรอย่างมีคุณภาพที่ระดับ 26% สะท้อนความสามารถในการทำรายได้จากธุรกิจรายได้ประจำอย่างโรงแรมและอาคารสำนักงาน และประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม
บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) (SET:S) ผู้พัฒนาและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติ ครอบคลุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า ธุรกิจโรงแรม รวมถึงธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ประกาศผลการดำเนินงานประจำปี 2568 มีรายได้หลักจากการดำเนินงานรวม 13,988 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่ประมาณ 80% และสัดส่วนรายได้จากธุรกิจการขายอสังหาริมทรัพย์ (Non-Recurring Income) ที่ประมาณ 20% ถึงแม้ว่าบริษัทฯ รับรู้ขาดทุนสุทธิตามรายงานทางบัญชีจำนวน (1,963) ล้านบาท หากไม่นับรวมผลกระทบจากรายการพิเศษ บริษัทฯ สามารถรายงานกำไรปกติ (Normalized Net Profit) ที่ 531 ล้านบาท สูงขึ้นกว่าปีก่อน 3.8 เท่า ส่งผลให้มีมติฯ เตรียมเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เพื่อขออนุมัติจ่ายปันผลสำหรับผลดำเนินงานประจำปี 2568 จำนวน 0.015 บาทต่อหุ้น
นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ ‘S’ เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานในปี 2568 ถึงแม้รายได้จากกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัยที่ชะลอตัวลง สอดคล้องกับทิศทางการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย แต่บริษัทฯ ยังได้แรงสนับสนุนจากรายได้และกำไรของธุรกิจโรงแรมและอาคารสำนักงาน รวมทั้งความสามารถบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ยกระดับอัตราการทำกำไรให้ดีขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง โดยสามารถรายงานกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (Normalized EBITDA) จำนวน 3,649 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ Normalized EBITDA Margin ปรับตัวดีขึ้นจาก 24% ในปีก่อนหน้าสู่ระดับ 26%
ในปี 2568 ยังถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของบริษัทฯในการสร้างฐานกำไรจากธุรกิจรายได้ประจำอย่างเป็นรูปธรรม สะท้อนถึงฐานที่มั่นคงเพื่อการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนในระยะยาว ซึ่งธุรกิจที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตมาจากธุรกิจโรงแรมและอาคารสำนักงาน ถึงแม้ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยจะเผชิญกับการชะลอตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว รวมถึงค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่บริษัทฯยังสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งจากการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดที่เน้นกลุ่มลูกค้าที่มียอดใช้จ่ายต่อหัวสูง มากกว่าการเน้นปริมาณลูกค้า
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงมุ่งยกระดับคุณภาพสินทรัพย์และเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรของพอร์ตโฟลิโออย่างต่อเนื่อง โดยโรงแรมที่ผ่านการปรับปรุงและพัฒนาแล้ว ล้วนมีผลลัพธ์เชิงบวกอย่างชัดเจน อาทิ โรงแรมทราย ลากูน่า ภูเก็ต สามารถยกระดับราคาห้องพักต่อคืน (ADR) ได้สูงขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนปรับปรุง ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยต่อคืน (RevPAR) ในปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 64% สู่ระดับ 6,881 บาทต่อคืน แนวโน้มการเติบโตดังกล่าวยังคงดำเนินอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา โรงแรมสามารถทำสถิติราคาห้องพักต่อคืนสูงสุดใหม่ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 แตะระดับ 18,573 บาทต่อคืน นอกจากนี้กลุ่มธุรกิจโรงแรมยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์หมุนเวียนสินทรัพย์ (Asset Rotation) โดยปรับปรุงและยกระดับโรงแรมที่มีศักยภาพเติบโต ควบคู่กับการทยอยจำหน่ายสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในการเติบโตจำกัดและให้ผลตอบแทนต่ำออกไป ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยปลดล็อคศักยภาพในการทำกำไรของพอร์ตโฟลิโอในภาพรวมให้สูงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
อีกสองกลุ่มธุรกิจหลักที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอโดยรวม คือ ธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า และธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน




