สิงห์ เอสเตท กางแผนธุรกิจปี 69 เสริมแกร่งธุรกิจรายได้ประจำ–ขยายพันธมิตร–รักษาวินัยการเงิน ชูสัดส่วนรายได้ประจำ 70% มุ่งสร้างฐานกำไรเชิงคุณภาพ

เกริก บุณยโยธิน 06 March, 2026 at 13.02 pm

ประกาศที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา


บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S ผู้พัฒนาและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล ประกาศแผนธุรกิจปี 2569 “STRONG FOUNDATION, SCALING THE FUTURE ชูรากฐาน 4 ธุรกิจแกร่ง ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน เดินหน้าเสริมฐานกำไรจากธุรกิจรายได้ประจำ ขยายการเติบโตผ่านพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และรักษาวินัยทางการเงิน เตรียมพัฒนาและรีแบรนด์สินทรัพย์เดิมเพื่อยกระดับมูลค่า ตั้งเป้ารักษาสัดส่วนรายได้ประจำ 70% ของพอร์ต หนุนรายได้รวมทั้งปีทะลุ 14,000 ล้านบาท มุ่งสร้างฐานกำไรเชิงคุณภาพ

นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยว่า ความท้าทายของสถานการณ์เศรษฐกิจไทย และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ส่งผลต่อภูมิทัศน์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานกำไรที่แข็งแกร่งผ่านการตีโจทย์ “การทำธุรกิจเชิงคุณภาพ” และการเข้าถึง “ความต้องการของลูกค้า” ในแต่ละธุรกิจ นับเป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในยุคนี้ ในปี 2569 บริษัทจึงเตรียมเดินหน้าแผนธุรกิจ ภายใต้แนวคิด STRONG FOUNDATION, SCALING THE FUTUREเพื่อขับเคลื่อน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย (Residential) 2.ธุรกิจโรงแรม (Hospitality) 3.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า (Commercial) และ 4.ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน (Industrial Estate) ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ในปี 2569 บริษัทวาง 3 กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจ โดย กลยุทธ์แรก STRENGTHEN THE PROFIT ENGINE” มุ่งเสริมความแข็งแกร่งของฐานกำไรจากธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ได้แก่ ธุรกิจโรงแรมและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า ซึ่งสร้างรายได้รวมกันราว 70% ของพอร์ตโฟลิโอ โดยธุรกิจโรงแรมที่บริหารงานผ่านบริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ “SHR” ในปี 2568 ทำกำไรสุทธิปรับปรุงจากการดำเนินงาน (Normalised Net Profit) 615 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ภายหลังจากโรงแรมที่บริษัท ปรับปรุงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาในประเทศไทยและสาธารณรัฐฟิจิ เปิดดำเนินการเต็มรูปแบบและได้รับการตอบรับอย่างดี โดยบริษัทใช้จุดแข็งในการทำธุรกิจโรงแรมเชิง “คุณภาพ” ของพอร์ตโฟลิโอที่เป็นรีสอร์ทเชิงพักผ่อน ปรับรูปแบบบริการให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่มองหาประสบการณ์เชิงคุณภาพ ใส่ใจสุขภาวะและเน้นความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยคาดการณ์ว่าธุรกิจโรงแรมจะสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรในระดับนี้เพื่อเป็นฐานกำไรใหม่ของบริษัท พร้อมเตรียมเดินหน้าเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ (Asset Enhancement) อื่นๆ เช่น โรงแรมในประเทศมัลดีฟส์และสหราชอาณาจักร เพื่อยกระดับราคาค่าห้องพักและเสริมฐานกำไรจากธุรกิจรายได้ประจำให้บริษัทต่อไป

ขณะเดียวกันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าซึ่งเป็นกลจักรสำคัญอีกตัวหนึ่งที่สร้างฐานกำไรจากรายได้ประจำให้บริษัท ในปีนี้บริษัทวางกลยุทธ์เพิ่มศักยภาพอาคารสำนักงานสู่การเป็น “Seamless Work-Life Destination”  รองรับรูปแบบการทำงานยุคใหม่ที่ผสานพื้นที่ทำงานกับคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน ปัจจุบันบริษัทให้ความสำคัญกับการรักษาอัตราการเช่าให้อยู่ในระดับสูง โดยมุ่งทั้งการขยายฐานผู้เช่ารายใหม่ควบคู่กับการรักษาผู้เช่าหลักอย่างต่อเนื่อง โดยอาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ และเอส เมโทร มีอัตราการเช่าสูงถึงกว่า 90% ส่วนอาคารเอส โอเอซิส มีอัตราการเช่าอยู่ที่ 56% และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 70% ภายในสิ้นปี ท่ามกลางสภาพตลาดที่มีการแข่งขันสูง การตีโจทย์ “ความต้องการลูกค้า” เรื่องการใช้ชีวิตในที่ทำงานจึงมีความสำคัญ ไม่เพียงพัฒนาอาคารให้โดดเด่นด้านดีไซน์ การบริหารประสิทธิภาพการใช้พลังงานต่อขนาดพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างความแตกต่างผ่านการพัฒนาคอมมูนิตี้รอบพื้นที่ทำงาน โดยวางสัดส่วนพื้นที่เช่าทำงานต่อสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ที่ 80:20 เพื่อให้อาคารสำนักงานมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร คลินิค สถาบันเสริมความงาม รวมทั้งสร้างกิจกรรมต่างๆ นอกเวลางานเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้ผู้เช่าใช้ชีวิตมากกว่าครึ่งวันอยู่ในที่ทำงานได้อย่างเป็นสุขตามคอนเซปต์ “Work well, Live well, Stay well”

กำไรในปี 2569 ให้เติบโตขึ้นแบบมีนัยสำคัญคือการขายที่ดินของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมที่มุ่งเน้น “ลูกค้าเชิงคุณภาพ” โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ ลูกค้ากลุ่ม Hyperscale Data Centres ซึ่งเติบโตตามความต้องการคลาวด์ AI และบริการดิจิทัลในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก โดยศูนย์ข้อมูลประเภทนี้ต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่ ระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพสูง ระบบน้ำประปาที่เพียงพอและมีคุณภาพ โครงสร้างพื้นฐาน Fiber Optic และแหล่งพลังงานทางเลือกในการจำหน่ายไฟฟ้า ซึ่งนิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง ตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวได้ทั้งหมด บริษัทตั้งเป้าจำหน่ายพื้นที่กว่า 200-400 ไร่ เพื่อดึงดูดผู้พัฒนา Data Centre ระดับโลก และต่อยอดศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศ ซึ่งนอกจากผลดีของการขายพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมแล้ว บริษัทยังสามารถเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายสาธารณูปโภคเช่นไฟฟ้าและน้ำประปาให้กับลูกค้ากลุ่มนี้ได้กว่าเท่าตัว เป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ฐานกำไรจากรายได้ประจำขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

กลยุทธ์ที่สอง “SCALING THROUGH PARTNERSHIPS” บริษัทมุ่งขยายการเติบโตผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ลดความเสี่ยงด้านการลงทุน และต่อยอดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในแต่ละธุรกิจ สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันที่การเติบโตของเศรษฐกิจมีจำกัด การพัฒนาโครงการต้องมุ่งเน้นคุณภาพ เข้าถึงความต้องการของลูกค้า

 

“ตัวอย่างของความสำเร็จในการร่วมมือกับพันธมิตรที่ผ่านมามีให้เห็นเชิงประจักษ์ ในปี 2568 แม้เป็นช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เผชิญแรงกดดันหลายด้าน บริษัทประสบความสำเร็จจากการร่วมทุนกับบริษัท วัน เรียลเอสเตท จำกัด พัฒนาโครงการ “วัน ริเวอร์ พระราม 3” มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท สามารถทำยอดขายได้แล้วกว่า 98% และพร้อมรับรู้รายได้ในปี 2570 สะท้อน synergy ที่เกิดจากความร่วมมือที่แข็งแกร่ง หรือโครงการดิ เอส สุขุมวิท 36 ที่มีมูลค่า 6,000 ล้านบาท โดยบริษัทร่วมพัฒนากับ Hong Kong Land ยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับสากล สามารถโอนปิดโครงการได้แล้วทั้งหมดในปีที่ผ่านมา บริษัทจึงมีความเชื่อมั่นว่าการต่อยอดธุรกิจผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้พอร์ตโฟลิโอของสิงห์ เอสเตท ในระยะยาว โดยมองหาพันธมิตรในหลากหลายรูปแบบ เช่น การพัฒนาโครงการ Flagship อย่าง THE ESSE หรือ SIRANINN การสร้างโครงการเพิ่มเติมกับบริษัท วัน เรียลเอสเตท การทำ Branded Residence กับโรงแรมของกลุ่มบริษัท หรือแม้กระทั่งการลงทุนในธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ เช่น โกดังสินค้าหรือโรงงานให้เช่ากับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเช่นกัน” นายชัยรัตน์ กล่าว

 

กลยุทธ์ที่ 3 “STRONG FUNDING CAPABILITY” บริษัทมุ่งรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินควบคู่กับการสร้างวินัยทางการเงิน โดยบริหารเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมระดับหนี้สินและรักษาสภาพคล่องให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม เพื่อรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจและเปิดโอกาสการลงทุนใหม่ๆ ทั้งนี้ บริษัทคงสัดส่วนแหล่งเงินทุนระหว่างสินเชื่อจากสถาบันการเงินประมาณ 70% และหุ้นกู้ 30% เพื่อสร้างสมดุลด้านต้นทุนทางการเงินและความยืดหยุ่นในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ยืม ความสามารถในการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ระดับ 3,000-4,000 ล้านบาทต่อปี และเงินกู้ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกว่า 2 หมื่นล้านบาท เป็นเครื่องยืนยันอย่างดีถึงความเชื่อมั่นที่นักลงทุนและสถาบันการเงินมีให้ต่อบริษัท ความแข็งแกร่งทางด้านการเงินนี้ยังเป็นส่วนเสริมสำคัญต่อ 2 กลยุทธ์แรกทั้งการนำมาซึ่งฐานกำไรที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นของพันธมิตรที่มีต่อบริษัทอีกด้วย

 

นอกเหนือจาก 3 กลยุทธ์หลักที่กล่าวมาแล้ว บริษัทมีมุมมองต่อการเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรตามแนวทาง ESG ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ท้าทายในปัจจุบันว่า แนวทางผลักดันให้กิจกรรม ESG เกิดขึ้นแบบยั่งยืน ต้องเป็นกิจกรรมที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันในภาคธุรกิจด้วย หรือเราเรียกว่า “ESG in Practice” ยกตัวอย่างเช่น แผน ESG ของบริษัทที่นำไปสู่การได้รับการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ในปี 2025 ในระดับ AAA ซึ่งเป็นระดับสูงสุด จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สามารถนำมาสู่การลดดอกเบี้ยของวงเงิน Sustainability Linked Loan ที่บริษัทมีกับสถาบันการเงินบนวงเงินกว่า 3,000 ล้านบาท หรือโครงการ CROSSROADS Maldives ในกลุ่มธุรกิจโรงแรมของสิงห์ เอสเตท ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ ที่ไม่ใช่พื้นที่คุ้มครอง หรือ OECMs ซึ่งเป็นกลไกการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระดับสากล ปัจจัยนี้ช่วยเพิ่มโอกาสการขายห้องพักในโรงแรมให้กับลูกค้าในภูมิภาคยุโรปที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ถือเป็นการทำกิจกรรม ESG ควบคู่กับการเข้าใจความต้องการของลูกค้าเป้าหมายที่เป็นกลุ่ม High Spending ของบริษัท เช่นกัน

 

“สถานการณ์เศรษฐกิจและบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายเริ่มขยายการลงทุนเข้าสู่ธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำมากขึ้น แต่สำหรับสิงห์ เอสเตท มีรากฐานแข็งแกร่งในธุรกิจรายได้ประจำอยู่แล้ว จากธุรกิจโรงแรมที่มีสินทรัพย์ 18 แห่ง ใน 5 ประเทศ และอาคารสำนักงานเช่าและค้าปลีกรวม 5 โครงการ ดังนั้นการสร้างรากฐานกำไรให้แข็งแกร่งในธุรกิจนี้ จึงเปรียบเสมือนกันชนให้บริษัทพร้อมรับสภาวการณ์ต่างๆ และการสร้างพอร์ทโฟลิโอที่เป็นรายได้ไม่ประจำจาก ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัยทั้งหมด 9 โครงการ และนิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง ที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างการเติบโตของกำไรในสภาวการณ์ที่เหมาะสม ทั้งนี้ 4 ธุรกิจหลักของบริษัทมีส่วนที่เหมือนกันคือมีขนาดกำลังเหมาะสม และมีลักษณะเด่นเฉพาะตัว ถูกวางไว้เป็น “พอร์ตโฟลิโอเชิงคุณภาพ” โจทย์สำคัญที่ทุกธุรกิจต้องตอบตอนนี้จึงเป็นการเชื่อมโยงธุรกิจให้เข้าถึง “ความต้องการที่แท้จริง” ของลูกค้า เดินตามแนวคิด สร้างคุณค่าให้ชีวิตคุณ หรือ Enriching Your Life นั่นเอง” นายชัยรัตน์ กล่าวปิดท้าย

บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR ผู้นำด้านธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทระดับนานาชาติ โชว์ความสำเร็จผลการดำเนินงานปี 2568 คว้ากำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 615 ล้านบาท พร้อมประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 “Scaling to New Heights, Unlocking Greater Value” มุ่งยกระดับคุณภาพพอร์ตโรงแรม ผ่านกลยุทธ์การลงทุนในสินทรัพย์ศักยภาพสูง เตรียมเดินหน้าพัฒนาโรงแรมใหม่-รีแบรนด์เพิ่มมูลค่า-ยกระดับประสบการณ์การเข้าพักสอดรับเทรนด์การท่องเที่ยวโลก ตั้งเป้าเพิ่ม Portfolio RevPAR เติบโต 20-25% ดัน EBITDA margin สู่ระดับ 30% และตั้งเป้าลดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของหนี้ลงกว่า 0.50% พร้อมยกระดับฐานกำไรสุทธิให้เติบโตต่อเนื่องในระยะยาว

นายไมเคิล มาร์แชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR กล่าวว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถผลักดันรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่พร้อมให้บริการ (RevPAR) เติบโตขึ้นในทุกภูมิภาค โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักทั้งจากการเพิ่มอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (ADR) และการดึงดูดกลุ่มลูกค้าศักยภาพที่มีกำลังใช้จ่ายสูงให้เข้ามาพักในโรงแรมได้อย่างต่อเนื่อง ผนวกกับผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการลดต้นทุนทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ (Normalised Net Profit) เติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 615 ล้านบาท สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างพอร์ตโรงแรมที่กระจายตัวในหลายประเทศ และความสามารถของบริษัทในการบริหารรายได้ท่ามกลางสภาพอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ส่งผลให้บริษัทสามารถจ่ายปันผลงวดปี 2568 ที่ 0.07 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่บริษัทเคยประกาศจ่ายเงินปันผลมา หรือคิดเป็นประมาณ 4% ของราคาปิดล่าสุด สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม

ในปี 2569 บริษัทจะต่อยอดความสำเร็จดังกล่าวผ่านการขับเคลื่อนแผนธุรกิจ Scaling to New Heights, Unlocking Greater Value” ยกระดับการเติบโตและปลดล็อกศักยภาพการสร้างมูลค่าในระยะยาว ผ่าน 3 กลยุทธ์ ได้แก่

 

1. การหมุนเวียนสินทรัพย์ (Asset Rotation) เดินหน้าบริหารพอร์ตเชิงรุก โดยมุ่งเน้นคุณภาพของสินทรัพย์มากกว่าปริมาณ เพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาว ผ่านการจำหน่ายโรงแรม 15 แห่งในสหราชอาณาจักรที่มีศักยภาพการเติบโตและการทำกำไรจำกัด เพื่อนำเงินไปชำระหนี้เงินกู้จากสถาบันการเงินที่มีดอกเบี้ยสูง และเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนในสินทรัพย์ทีมีศักยภาพในการทำกำไร

 

โดยบริษัทฯ เตรียมงบลงทุนประมาณ 3,000–3,500 ล้านบาท เพื่อขยายการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดที่มีความเชี่ยวชาญและเครือข่ายที่แข็งแกร่ง สร้างความได้เปรียบด้านขนาด ควบคู่การลงทุนอย่างคัดสรรในโรงแรมระดับบน (Upper Upscale) และการบริหารแบบคลัสเตอร์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว

 

2.การเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ (Asset Enhancement) มุ่งพัฒนาพอร์ตสู่การเป็นพอร์ตโรงแรมระดับพรีเมียมที่ขับเคลื่อนด้วยไลฟ์สไตล์ โดยร่วมมือกับ The Ascott Limited ผู้บริหารจัดการโรงแรมระดับนานาชาติ รีแบรนด์และยกระดับโรงแรม 4 แห่งในสหราชอาณาจักร สู่แบรนด์ใหม่ที่ตอบโจทย์ด้านไลฟ์สไตล์มากขึ้น ได้แก่ The Unlimited Collection และ lyf พร้อมทั้งอัปเกรดห้องพัก และสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ในระยะยาว ปัจจุบัน โรงแรมภายใต้แบรนด์ The Unlimited Collection ได้เปิดให้บริการเรียบร้อยแล้ว ขณะที่อีก 2 โรงแรมภายใต้แบรนด์ lyf คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จและเปิดให้บริการภายในครึ่งแรกของปี 2569 และจะช่วยผลักดัน ADR เพิ่มขึ้นประมาณ 20–30% เมื่อเทียบกับปี 2567

 

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนยกระดับผลิตภัณฑ์ห้องพักของโรงแรมแบรนด์ SAii Hotels & Resorts จำนวน 2 แห่ง โดยที่ SAii Phi Phi Island Village จะดำเนินการปรับปรุงวิลล่าบนเนินเขาทั้งหมดจำนวน 12 ห้อง ขณะที่  SAii Maldives Lagoon Maldives, Curio Collection by Hilton จะเพิ่มสระว่ายน้ำส่วนตัวให้วิลล่าเหนือน้ำเดิม 20 หลัง และพัฒนาวิลล่าเหนือน้ำใหม่อีก 18 หลัง เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับบน เสริมศักยภาพด้านราคา และสนับสนุนการเติบโตของ ADR ในระยะยาว

 

3. การเติบโตของแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ (Experienced-Led Brand Growth) ชูแบรนด์ SAii Hotels & Resorts แบรนด์โรงแรมระดับบนที่มีเอกลักษณ์ด้านไลฟ์สไตล์ (Upper-Upscale Lifestyle Brand) ชัดเจน พร้อมต่อยอดแนวคิดแกนกลางที่กำหนดอัตลักษณ์และมาตรฐานของแบรนด์ (Brand Pillars) และพัฒนาประสบการณ์เอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ (Signature Experiences) ให้โดดเด่นและแตกต่างยิ่งขึ้น ครอบคลุมมิติการดูแลสุขภาพ ความยั่งยืน และการนำเสนออาหารอย่างใส่ใจ เพื่อสร้างความแตกต่างและเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์ในระยะยาว ตลอดจนแบรนด์ในเครือ Ascott อย่าง The Unlimited Collection และ lyf ในการยกระดับประสบการณ์การเข้าพัก ผ่านทั้งการออกแบบห้องพัก ความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนการนำเสนอกิจกรรมที่ช่วยส่งมอบประสบการณ์ที่สอดคล้องกับเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ของโลก เช่น การมอบประสบการณ์การชมดาวท่ามกลางธรรมชาติ สอดรับเทรนด์การท่องเที่ยวเพื่อความสงบและเป็นส่วนตัว (Quietcations) แพ็คเกจส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Wellness Packages) ที่ผสานการท่องเที่ยวเข้ากับการออกกำลังกายและไลฟ์สไตล์แอคทีฟ เพื่อตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพและคุณภาพชีวิต กิจกรรมเพาะฟื้นฟูปะการัง ปลูกป่าชายเลน สอดรับเทรนด์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย

 

จากกลยุทธ์ที่จะช่วยปลดล็อกการเติบโตดังกล่าว บริษัทจึงตั้งเป้าให้ภาพรวม Portfolio RevPAR เติบโตขึ้น 20-25% จากปี 2568 พร้อมทั้งคาดว่าจะสามารถปรับปรุงอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA Margin) ให้สูงขึ้นสู่ระดับประมาณ 30% จากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพตลอดจนการดำเนินงาน และลดอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของหนี้ลงกว่า 0.50%

 

นายไมเคิล กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจาก 3 กลยุทธ์ข้างต้น บริษัทยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ด้านความยั่งยืนควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการยกระดับความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) ผ่านการใช้พลังงานหมุนเวียนด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในหลายโครงการในไทยและมัลดีฟส์ ปัจจุบัน บริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวมกว่า 2,676 กิโลวัตต์พีก (kWp) และในปีที่ผ่านมา สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้คิดเป็นกว่า 14% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ควบคู่กับการพัฒนาและยกระดับระบบบริหารจัดการพลังงาน (Energy Efficiency Management) อย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ควบคุมต้นทุนในระยะยาว

 

อีกหนึ่งแนวทางสำคัญ คือการรักษาสัดส่วนพื้นที่ความหลากหลายทางชีวภาพไม่น้อยกว่า 30% ของพื้นที่โครงการในสินทรัพย์ของบริษัท โดยปัจจุบัน พี้นที่ทางทะเลในโครงการ CROSSROADS Maldives ซึ่งครอบคลุมกว่า 1.71 ล้านตารางเมตร คิดเป็น 18.9% ของพื้นที่ทางทะเลทั้งหมด ได้รับสถานะเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ (Official Potential OECMs) เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตคุ้มครอง หรือ  Other Effective Area-based Conservation Measures (OECMs) สะท้อนบทบาทสำคัญของโครงการในกลยุทธ์การพัฒนาอย่างยั่งยืนของ SHR  ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญ โดยถือเป็นโครงการแรกและโครงการเดียวจากบริษัทไทยที่ได้รับการยอมรับในสถานะอันทรงเกียรติดังกล่าว

 

นอกจากนี้ โรงแรมในเครือยังจัดกิจกรรมด้านความยั่งยืนมากมาย ที่เปิดโอกาสให้แขกผู้เข้าพัก รวมถึงชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วม พร้อมส่งเสริมความตระหนักรู้ในการดูแลสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศโดยรอบ สะท้อนบทบาทของ SHR ในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ควบคู่กับการพัฒนาอย่างรับผิดชอบในระดับสากล

 

“SHR กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ของการเติบโต ด้วยกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งและทิศทางที่ชัดเจน เรามุ่งยกระดับคุณภาพพอร์ตโรงแรม ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพสูง และเร่งขับเคลื่อนความสามารถในการทำกำไรให้ก้าวสู่ระดับที่เหนือกว่าเดิมอย่างยั่งยืน” นายไมเคิล กล่าวทิ้งท้าย

เกริก บุณยโยธิน

เกริก บุณยโยธิน

ผู้ก่อตั้งเวปไซต์แบ่งปันความรู้ด้านการตลาด และการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาฯ พร็อพฮอลิค ดอทคอม..หลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการวนเวียน เข้าๆออกๆ ในสายงานด้านการตลาด และวางแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ของบริษัทอสังหาฯ และเอเยนซีโฆษณาชั้นนำหลายแห่ง (โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องจับสลากเจอลูกค้าสายอสังหาฯทุกที)...จนถูกครอบงำโดยจิตใต้สำนึก ให้ถีบตัวเองออกจากกรอบการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อออกมาจุดประกายความคิดที่ถูกต้อง และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจในธุรกิจอสังหาฯ

เว็บไซต์

วีเว่ กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่

เนอวานา คอลเลคชั่น กรุงเทพกรีฑา

นันทวัน ราชพฤกษ์-พรานนก

กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่าฝั่ง...

11 March, 2026

โมดิซ อาวองการ์ด

ทำเลพหลโยธิน - รังสิต ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงแค่ย่...

2 March, 2026

เชปเตอร์วัน สปาร์ค จรัญ

Chapter One Spark Charan (แชปเตอร์วัน สปาร์ค จรัญ) ค...

5 January, 2026

นิว ริเวอร์เรสต์ ราษฎร์บูรณะ

ขึ้นชื่อว่าอยู่คอนโดมิเนียม แน่นอนว่าข้อได้เปรียบที่...

11 December, 2025

สอบถามโครงการ

ได้รับข้อมูลเรียบร้อยแล้ว
ขอบคุณอย่างยิ่งที่สนใจครับ
จะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไปนะครับ

ขออภัย
ไม่สามารถส่งข้อมูลได้
กรุณาลองใหม่อีกครั้ง