Proptech มีผลอย่างไรกับอุตสาหกรรมอสังหาฯในฮ่องกง

เกริก บุณยโยธิน 11 September, 2018 at 14.28 pm

การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้รับการลงทุนไปมากกว่า 4.8 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของการลงทุนในด้านเทคโนโลยีการค้าขายอสังหาริมทรัพย์ Proptech ของโลกโดยที่จีนและฮ่องกงได้ไปทั้งหมด 3 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐจากมูลค่าทั้งหมด

Proptech เป็นการรวมตัวกันของคำว่าอสังหาริมทรัพย์และเทคโนโลยี ที่เป็นการปรับปรุงช่องทางต่างๆสำหรับการทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง, การครอบครอง, การจัดการ, การทำธุรกรรมและการลงบันทึก เช่นเดียวกันกับเทคโนโลยีทางการเงิน (fintech) อุตสาหกรรม Proptech ยังช่วยหมุนทิศทางของการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ที่จะเข้ามาทำลายการทำงานของตลาดอสังหาริมทรัพย์และเหล่านายทุนที่ให้การสนับสนุนพวกเขา

 

ในฮ่องกงบางบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ก็เริ่มที่จะนำเทคโนโลยี Proptech มาใช้ แต่โดยทั่วไปแล้วอุตสาหกรรมและผู้กำกับดูแลได้ชะลอการดำเนินงานในเชิงลึกสำหรับความก้าวหน้าเหล่านี้ซึ่งนักวิเคราะห์ก็ได้อ้างอิงถึงปัจจัยหลายอย่าง

– ค่าครองชีพที่สูงและประวัติความเป็นมาที่มีค่าของฮ่องกง ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินแบบดั้งเดิมและนั่นเป็นสิ่งที่ดึงการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมไว้ อ้างอิงจาก JLL

– ความล่าช้า ผู้ควบคุมดูแลมีงานประจำวันที่ล้นมืออยู่แล้วและยังมีความต้องการที่จะได้กองหนุนพิเศษที่จะมาทำหน้าที่เป็นผู้นำต่อไป ประธานแผนกสำรวจที่ดินจากสถาบันการสำรวจแห่งฮ่องกง (HKIS) Conrad Tang กล่าว

– การแข่งขันที่หนักหน่วงขึ้นของธุรกิจนายหน้าและตลาดรองที่เฉื่อยชาลง เหล่าผู้ขายบ้านจึงไม่มีแรงบันดาลใจในการลงทุนกับการทำการตลาด

 

อย่างไรก็ตามทางหน่วยงานเอกชนก็ได้รับผลประโยชน์จากการนำเทคโนโลยี Proptech มาใช้ในการแก้ปัญหาอย่างเช่น การที่มีผู้ดำเนินการเกี่ยวกับพื้นที่ปฏิบัติงานได้ใช้เซนเซอร์ในการตรวจหาห้องว่างและห้องเล็กๆเพื่อเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ใช้สอย JLL กล่าว

 

และเมื่อแนวโน้มของการเจริญเติบโตเป็นตัวกำหนดการลงทุนนั้น JLL ได้กล่าวในรายงานของเดือนพฤศจิกายนว่าการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ในแถบเอเชียแปซิฟิกจำนวน 179 ราย ได้รับเงินลงทุนจำนวน 4.8 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 60% ในการลงทุนด้านเทคโนโลยี Proptech ของโลกตั้งแต่ปี 2013 โดยที่ฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ได้รับไปเป็นจำนวน 3,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ จากจำนวนดังกล่าว

 

ฮ่องกงยังมีเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับโลก โดยมีการจัดสรรงบประมาณจำนวน 50,000 บาทเหรียญดอลลาร์ฮ่องกง ( 6.37 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ) ในปีนี้เพื่อที่จะกระตุ้นอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี

 

นี่เป็นกุญแจสำคัญต่างๆของความก้าวหน้า


การปรับช่องว่างที่มีศักยภาพเข้าหากันดีกว่า

 

การรวบรวมอุปกรณ์ต่างๆทางอินเตอร์เน็ต (IoT) เข้าด้วยกันเช่น การเชื่อมต่อ  WiFi และระบบ Cloud ในคอมพิวเตอร์ การออกแบบ Smart อาคารและสำนักงานมีการกำหนดพื้นที่การทำงานและการจัดการอาคารเพื่อปรับปรุงการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ เพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน อ้างอิงจาก Jeremy Sheldon กรรมการผู้จัดการการตลาดและบริการผลงานแบบบูรณาการของ JLL Asia-Pacific

การเพิ่มปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงานในพื้นที่ทำงานได้มีการกระตุ้นองค์กรใหญ่ๆอย่าง HSBC Deloite และ Manulife ให้เลือกการใช้พื้นที่ทำงานร่วมกัน Swire Properties ที่มีการติดตั้งการเปิด-ปิดไฟ LED ด้วยเซ็นเซอร์ ก็มีการเซ็นสัญญาเช่าตึกจำนวน 4 ชั้นบนพื้นที่ทั้งหมด  5,4000 ตารางฟุตให้กับ WeWork ในอาคารสำนักงานใน Taikoo Shing

 

ระบบการจัดการอาคารแบบบูรณาการช่วยในการรวบรวมการทำงานของส่วนประกอบต่างๆของอาคารจาก CCTV  และการเข้าถึงการควบคุมเครื่องทำความร้อน, เครื่องระบายอากาศและเครื่องปรับอากาศ ให้มีการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อช่วยให้เจ้าของอาคารบรรลุความต้องการที่จะได้รับการรับรองอาคารสีเขียวอย่างเช่น LEED ที่ออกโดย The US Green Building Council และ BEAM Plus โดย The Hong Kong Green Building Council

 

ระบบการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ช่วยให้นายหน้าเชื่อมผู้ซื้อกับผู้ขายเข้าหากัน

Microsoft ที่ได้มีการร่วมมือกันกับตัวแทนจาก Ricacorp เพื่อเปิดตัว Rica+ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการค้นหาบ้านที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI

อ้างอิงจาก Microsoft Rica+  ได้รวมเครื่องจักรและระบบ AI เข้าด้วยกันเพื่อเรียนรู้การวิเคราะห์รายชื่อ, การทำธุรกรรม, การประเมินมูลค่าของธนาคาร, ราคาและความต้องการของลูกค้า เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสในการปิดการขายของ Ricacorp ซึ่งในระบบตอนนี้มีจำนวนห้องชุดมากถึง 1.7 ล้านห้อง,  4.8 ล้านคน และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับบริษัทมากถึง 1 ล้านบริษัทที่จะต้องจัดระเบียบ

 

การชมบ้านในแบบ VR และ AR

เหล่านายหน้าต่างก็เปิดรับเทคโนโลยีภาพเสมือนจริง (VR) และการเคลื่อนไหวเสมือนจริง (AR) ในการมอบประสบการณ์ใหม่ๆให้แก่ลูกค้าในการชมอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะเมื่อผู้ซื้อหรือตัวสินค้า (อสังหาฯ) อยู่ต่างประเทศ

 

Centaline และนายหน้าที่เจาะจงทำงานกับชาวต่างชาติ OKAY.com ใช้บริการของ Matterport บริษัท VR สัญชาติอเมริกาในการสร้างและเผยแพร่ภาพถ่ายแบบ VR ลงบนเว็บไซต์ของพวกเขา

 

Sotheby’s International Realty ได้เปิดตัวแอพลิเคชั่น AR บนมือถือ พูดได้ว่านำภาพการเปิดชมบ้านแบบ 2D มาเติมแต่งให้กลายเป็นภาพเสมือนจริงและอนุญาตผู้ใช้งานในการตกแต่งและเติมเฟอร์นิเจอร์ลงบนพื้นที่ว่างได้ตามต้องการ

 

“เมื่อลูกค้าทำการซื้ออสังหาริมทรัพย์ มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเงินเพียงอย่างเดียวทุกอย่างมันจะสะท้อนรสนิยมและไลฟ์สไตล์ของผู้ซื้อทั้งหมด และแอพพลิเคชั่นดังกล่าวสามารถนำเสนอประสิทธิภาพที่แท้จริงของตัวบ้านได้” Binoche Chan ผู้จัดการแผนกประสานงานของ LIST Sotheby’s International Realty Hong Kong กล่าว

แต่การนำเทคโนโลยี VR มาใช้ของเหล่านายหน้าท้องถิ่นยังมีความล่าช้าอยู่เมื่อเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา “เมื่อเหล่านายหน้ามีการแข่งขันเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้เท่าเทียมกับลูกค้าที่ติดต่อกับเจ้าของบ้านโดยตรง จึงทำให้แรงจูงใจมีน้อยลงในการที่จะเสียค่าใช้จ่ายให้กับอะไรที่เกี่ยวข้องกับ VR และการลงทุนอื่นๆในตลาดอสังหาริมทรัพย์” Torbjorn Dimblad หัวหน้าเทคโนโลยีของ OKAY.com กล่าว

 

แอพลิเคชั่นมือถือสำหรับผู้ซื้อบ้านและเจ้าของบ้าน

 

ในขณะที่มีการใช้เทคโนโลยี VR ในการล่อซื้อผู้ที่มีศักยภาพของโครงการ Sai Kung ของพื้นที่แถวชายฝั่งอันสวยงาม Sina Land ก็นำแอพพลิเคชั่นมือถือมาใช้เพื่อดึงดูดผู้ซื้อและเหล่านายหน้าด้วยการอัพเดทข้อมูลการขายของโครงการ

 

เจ้าของโครงการในปัจจุบันอาจจะกำลังใช้แอพพลิเคชันอื่นๆเพื่อเข้าถึงการบริการของเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกและบริการสโมสร, การจัดส่งคำสั่งซื้อ, อ่านข้อความและติดต่อกับเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก อ้างอิงจากผู้อำนวยการฝ่ายขายของ Sino Victor Trn

 

เจ้าหน้าที่ดูแลร้านค้า AI

เทคโนโลยีซึ่งเน้นความสำเร็จของการช้อปปิ้งออนไลน์ด้วยการมีต้นทุนการขายร้านค้าแบบอิฐและปูนที่ถูกใช้โดยเจ้าของอสังหาริมทรัพย์รายย่อย และห้างสรรพสินค้าเพื่อล่อซื้อผู้ซื้อให้กลับมา

 

ห้างสรรพสินค้าที่ดำเนินการโดย Link Asset Management ได้อนุญาต Asiabots, ผู้เชี่ยวชาญด้านการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ทางด้าน AI-chatbots และได้รับการสนับสนุนโดยโปรแกรมการบ่มเพาะที่ดำเนินการโดย Hong Kong Science and Technology Park  ที่นำแอพพลิเคชั่น AI ของพวกเขามาใช้ในการเริ่มต้นการทำโปรเจค

 

“เมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้ซื้อเข้ามาในเว็บการขายเขาก็จะสามารถถามแอพลิเคชั่นด้วยคำถามอะไรก็ได้และโรบอทของแอพลิเคชั่นก็จะบอกที่ตั้งของร้านค้า, ร้านอาหาร เหลืออะไรก็ได้ที่ผู้ใช้กำลังมองหาอยู่” Thomas Wong CEO และผู้ก่อตั้ง Asiabots กล่าว

ผู้เฝ้าระบบ AI ก็ยังเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ของผู้ซื้อเพื่อเปลี่ยนข้อมูลสู่การวิเคราะห์ที่สมบูรณ์ต่อลิงค์และผู้เช่าของพวกเขา

 

การจดจำใบหน้าเป็นการติดตามการเข้าชมและโปรไฟล์ของผู้ซื้อ

 

ห้างสรรพสินค้าและผู้ขายปลีกต่างมีการใช้การจดจำใบหน้าเพิ่มมากขึ้น เพื่อจะติดตามผู้ซื้อและเก็บข้อมูลการเก็บประชากรของพวกเขา อ้างอิงจาก Eric Or กรรมการผู้จัดการผู้ดูแลในส่วนของฮ่องกงและมาเก๊าของ Jardine One Solution ที่พัฒนาและดำเนินงานระบบการจดจำใบหน้าเพื่อติดตามการเคลื่อนไหวและระบุข้อมูลเบื้องต้นของประชากรอย่างเช่นเพศ, อายุและเชื้อชาติ

 

“เมื่อใช้เซนเซอร์และกล้องเพื่อเก็บข้อมูลรายบุคคลก็มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยมาเกี่ยวข้องเสมอ นั่นคือสาเหตุว่าทำไมผู้ค้าปลีกจึงจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงการลงทุนในเรื่องของความปลอดภัยของข้อมูลเพื่อป้องกันการละเมิดข้อมูลที่มีราคาแพง” Or กล่าว

 

 

 

BIM เพิ่มความสนใจในภาคส่วนของการก่อสร้าง

รายละเอียดตึกแบบโมเดล (BIM) เป็นงาน 3D  ที่เป็นตัวแปรสำคัญในการก่อสร้างโครงการช่วยให้มีการทำงานร่วมกันมากขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่ายและประสิทธิภาพในการดำเนินงานออกแบบ, การก่อสร้างและการดำเนินงานตามขั้นตอนการก่อสร้าง ในขณะที่เมืองใหญ่อย่างสิงคโปร์ได้ทำให้ BIM มีความจำเป็นสำหรับโครงการสาธารณะ สวนอุตสาหกรรมการก่อสร้างในฮ่องกงกำลังอ่อนตัวลง

 

ในแวดวงล่าสุด รัฐบาลฮ่องกงกล่าวว่าจะมีการไล่ตามการใช้งานของเทคโนโลยี BIM ในโครงการที่มีการลงทุนในปี 2018

 

อุตสาหกรรมหวังว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของข้อมูลเชิงพื้นที่ (CSDI) ของอาณาเขตทั้งภูมิภาคจะสามารถช่วยรวบรวมข้อมูล BIM และข้อมูลเชิงพื้นที่ของฮ่องกงได้ CSDI เป็นส่วนประกอบหลักของข้อมูลทางภูมิศาสตร์ทั้งหมดที่ถูกป้อนเข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์มเดียวเพื่อให้ผู้วางแผนสามารถรับรู้ถึงสภาพแวดล้อมได้อย่างสมบูรณ์ และสนับสนุนสิ่งที่เราเรียกว่าการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ

การทำภาพ 3D

 

จนถึง 3 หรือ 4 ปีที่ผ่านมาการทำภาพ 3D ไม่ได้เป็นเรื่องปกตินักในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ในขณะนี้จะถูกใช้โดยสถาปนิก, บริษัทวิศวกรรมและนักออกแบบภายในเพื่อตรวจสอบการออกแบบต่างๆสำหรับการผลิตและการประกอบ, ความเป็นไปได้ของการออกแบบ, เพิ่มประสิทธิผลของโครงสร้างและกำจัดความไม่แน่นอนออกไป

 

“สถาปนิกใช้ซอฟต์แวร์อย่างเช่น Rhino และ Sketchup ในการสร้างโมเดลแบบ 3D สำหรับการออกแบบของพวกเขา โมเดล 3D พวกนี้สามารถช่วยในเรื่องการผลิตภาพยนตร์, แสดงผลและสร้างโมเดลจำลองสำหรับการออกแบบต่างๆ การพิมพ์ภาพ 3D สามารถสร้างโมเดลจำลองของการออกแบบได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง” Keith Griffiths ประธานและหัวหน้าฝ่ายออกแบบระดับโลกของ Aedas กล่าว “หลายตัวเลือกของการออกแบบต่างๆสามารถถูกวาดขึ้นและตรวจสอบได้บนจอคอมพิวเตอร์ก่อนที่ตัวเลือกที่มีแนวโน้มมากที่สุดคือการพิมพ์ 3D เพื่อการทําวิเคราะห์ต่อไป”

 

โครงสร้างสำเร็จรูป

Richard Soon ผู้อำนวยการและสถาปนิกของ P&T Group กล่าวว่าฮ่องกงเป็นเมืองในอุดมคติในการเริ่มใช้โครงสร้างสำเร็จรูป (PPVC) ซึ่งมีการใช้ในสิงคโปร์มาหลายปีแล้ว

 

PPVC คือการผลิตโครงสร้างสำเร็จรูปแบบแยกส่วนในโรงงานผลิตด้านนอกสถานที่การก่อสร้าง ก่อนที่จะขนย้ายไปยังเขตก่อสร้างในจุดของมันและยึดติดกับโครงสร้างหลักต่อไป

 

“นี่เป็นการบรรเทาการขาดแคลนพนักงานก่อสร้าง ลดมลพิษทั้งทางอากาศและเสียง ลดระยะเวลาการก่อสร้างและเพิ่มความปลอดภัยในพื้นที่การก่อสร้าง” Soon กล่าว “เทคโนโลยีเหมาะสำหรับเจ้าของโครงการที่ต้องการการจัดการมาตรฐานและความมีประสิทธิภาพในการปรับแต่งสถานที่ต่างๆเช่น ที่อยู่อาศัยสาธารณะ, โรงพยาบาล, โรงเรียนและอื่นๆ”

 

แต่ PPVC ก็มีข้อจำกัดเนื่องจากตึกต่างๆถูกสร้างขึ้นมาเป็นบล็อคบล็อคโครงสร้างของตัวตึกจึงไม่สามารถที่จะสร้างได้สูงเกิน 20 ชั้น เมื่อพิจารณาอัตราส่วนของพื้นที่เขตในเมือง นักพัฒนาต่างก็ต้องการที่จะสร้างตึกที่สูงกว่าและหนาแน่นกว่าเดิมทำให้ในตอนนี้เทคโนโลยีไม่มีความเหมาะสมในการสร้างตึกสูงได้ การค้าอื่นๆของอาคารสำเร็จรูปคือการมีสไตล์ที่แตกต่าง

เครือข่ายการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์สำหรับการลงทะเบียนชื่อ – ตัวแม่ของการทำสัญญาแบบอัจฉริยะ

 

ระบบการลงทะเบียนของฮ่องกงยังมีความล้าสมัยอยู่มากและก็เช่นเดียวกันกับกรอบการบังคับใช้กฎหมายที่จำเป็นต้องได้รับการปฏิรูป จากการอ้างอิงของผู้เชี่ยวชาญ

 

“ทั่วทั้งสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นที่ที่ระบบแบบดั้งเดิมถูกสืบทอดมาก็ได้เปลี่ยนเป็นการลงทะเบียนชื่อในช่วงต้นของยุค 90” Tang  จาก HKIS กล่าว “ถ้าหากว่าไม่มีการปฏิรูปซึ่งได้มีการประกาศใช้ในปี 2004 ในฐานะพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับกฎหมายที่ดินเพื่อให้การจดทะเบียนและการโอนกรรมสิทธิ์ได้ง่ายขึ้น ฮ่องกงนั้นไม่สามารถที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นเมืองที่ฉลาดได้”

ด้วยระบบที่มีอยู่ในตอนนี้ The Land Registry จะทำหน้าที่เป็นดรรชนีเท่านั้นและไม่ได้พิสูจน์ความเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์อย่างถูกกฎหมาย เนื่องจากเป็นหนึ่งในขั้นตอนของการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจำเป็นต้องจ้างนักกฎหมายแยกกัน เพื่อที่จะมั่นใจว่าผู้ขายเป็นเจ้าของอสังหาฯดังกล่าวโดยถูกต้องตามกฎหมาย

 

Tang ชี้ให้เห็นว่าในขณะที่ทางรัฐบาลอาจจะต้องสแกนเอกสารโฉนด ข้อความภายในเอกสารการสแกนเหล่านี้จะไม่สามารถค้นหาได้ เพื่อที่จะก้าวไปข้างหน้าเอกสารทั้งหมดจำเป็นต้องเก็บลงในระบบดิจิตอลและหลังจากนั้นก็ทำการสำรวจที่ดินให้ละเอียดถี่ถ้วนเพื่อที่จะทำการระบุขอบเขต, การเข้าถึงและการบุกรุก

 

อุปสรรคทางกฎหมายย่อมมีอยู่แล้วเพื่อให้ความชัดเจนและหลีกทางให้ระบบการเก็บข้อมูลออนไลน์ผู้มีอำนาจทางการเงินของฮ่องกงได้สรุปไว้ว่าระบบการลงทะเบียนชื่อในระบบการเก็บข้อมูลออนไลน์จะไม่สามารถดำเนินการได้ภายใต้ระบอบการปกครองตามกฎหมายในปัจจุบัน มีข้อบังคับฉบับหนึ่งกำหนดว่า “การทำธุรกรรมที่ดินใดๆที่ถูกต้องนั้นจำเป็นต้องทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น”

 

ดังนั้นการย้ายการจดทะเบียนรายชื่อและจดทะเบียนลงบนระบบการเก็บข้อมูลออนไลน์ที่ส่งผลตอบแทนที่ชัดเจน การลงทะเบียนชื่อจะนำมาซึ่งการครอบครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ที่ชัดเจนขึ้น ขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์ต่างๆเร็วขึ้น อัตโนมัติและโปร่งใสและมีข้อผิดพลาดทางกฎหมายน้อยลง การใช้ระบบเก็บข้อมูลออนไลน์สามารถช่วยให้มีระบบที่ฉลาดและโปร่งใสขึ้นและจะย่นระยะเวลาของขั้นตอนการบันทึกและโยกย้ายรายชื่อและเพิ่มประโยชน์จากความโปร่งใสเสมือนจริง

 

 

ที่มา : https://www.scmp.com/business/companies/article/2145546/how-proptech-changing-hong-kongs-property-industry



เกริก บุณยโยธิน

เกริก บุณยโยธิน

ผู้ก่อตั้งเวปไซต์แบ่งปันความรู้ด้านการตลาด และการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาฯ พร็อพฮอลิค ดอทคอม..หลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการวนเวียน เข้าๆออกๆ ในสายงานด้านการตลาด และวางแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ของบริษัทอสังหาฯ และเอเยนซีโฆษณาชั้นนำหลายแห่ง (โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องจับสลากเจอลูกค้าสายอสังหาฯทุกที)...จนถูกครอบงำโดยจิตใต้สำนึก ให้ถีบตัวเองออกจากกรอบการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อออกมาจุดประกายความคิดที่ถูกต้อง และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจในธุรกิจอสังหาฯ

เว็บไซต์

Tonson One Residence คอนโด Super Luxury แบบ Freehold ที่มีที่ตั้งโดดเด่นที่สุดบนย่านเพลินจิต – ชิดลม – ต้นสน ห่างจาก BTS ชิดลมแค่ 300 เมตร ขายเริ่มต้น 20 ลบ.(57 ตรม.)

โครงการนี้เป็นของดีเวลลอปเปอร์ที่กำลังมาแรงในตลาด Super Luxury Residence คือ AssetFive ครับ (กลุ่มปัญจทรัพย์ ผู้พัฒนาโครงการ Vana Residence ย่านกรุงเทพกรีฑา) ซึ่งเป็นการร่วมมือกันพัฒนากับบริษัท Cap... อ่านต่อ




โอกาสเดียว วันเดียว!!! EARLY BIRD ลดทันที 10% ทุกยูนิต IDEO Q PHAHOL-SAPHAN KHWAI

ถ้าใครที่ติดตามข่าวสารในแวดวงการพัฒนาโครงการอสังหาฯอยู่สม่ำเสมอก็จะพบว่าตั้งแต่ปลายปีที... อ่านต่อ

ค้นพบความสมบูรณ์แบบของการใช้ชีวิต กับ Luxury Urban Home ที่ซ่อนตัวอยู่ใจกลางย่านอโศก – พระรามเก้า ที่ AQ Welle

AQ Welle Asoke-Rama 9 (เอคิว เวลล์ อโศก-พระราม 9) โครงการบ้านเดี่ยวที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย ... อ่านต่อ

เหตุผลอะไรบ้างที่ทำให้ THE TEAK RATCHADA 19 เป็นคอนโดใหม่ในย่านรัชดาที่เปรียบดั่ง The Prize of Living ของชีวิตคนเมือง

ถ้าหากเราเป็นนักลงทุนคอนโดมิเนียม จุดตัดสินใจหลักๆ ของเราก็คงหนีไม่พ้นการตัดสินใจที่เน้... อ่านต่อ