ลัดฟ้าพาไปดูโครงการอสังหาฯของ Nomura Real Estate Development ที่เค้าว่ากันว่ามี Common Space Design และ Brand Image ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ชาวญี่ปุ่น

เกริก บุณยโยธิน 12 December, 2017 at 14.57 pm

เป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้วที่ทางพร็อพฮอลิคเราได้มีการนำเสนอสกู๊ปพิเศษเกี่ยวกับการสำรวจตลาดคอนโดในแดนปลาดิบ อย่างประเทศญี่ปุ่นครับ ดังที่เราทราบกันดีว่าในช่วง 3-4 ปีให้หลังมานี้ดูเหมือนว่าสภาพตลาดอสังหาฯในเมืองไทยของเราดูเหมือนว่าจะถูกอัดฉีดด้วยเม็ดเงินจำนวนมหาศาล เปรียบดั่งน้ำมันเครื่องชั้นดีจากบริษัทอสังหาฯขนาดยักษ์จากญี่ปุ่นมาหลายต่อหลายเจ้า จนสามารถทำให้เหล่าดีเวลลอปเปอร์ชั้นนำจากที่เดิมเป็นบิ๊กเนมในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว เมื่อมารวมร่างฟิวชั่นกับดีเวลลอปเปอร์สัญชาติญี่ปุ่น (ที่ก็มองหาลู่ทางในการขยายตลาดในประเทศของตัวเองที่มันจะดูจะตีบตันเข้าไปซะทุกที) กลายร่างเป็นซุปเปอร์ไซย่าก๊อต ที่พร้อมจะกินรวบตลาดในไทยแบบเบ็ดเสร็จจนไอ้จุกไอ้จ้อยรายอื่นๆที่ไม่สามารถไปหาแหล่งเงินทุน และร่วมฟิวชั่นกับใครได้ต้องทยอยล้มหายไปจากวงจรธุรกิจ

 

จริงๆแล้วมันก็ไม่น่าแปลกใจอะไรที่ธุรกิจอสังหาฯในบ้านเราจะมีบิ้กเนมจากต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากญี่ปุ่น ฮ่องกง และญี่ปุ่น เข้ามาร่วมอัดฉีดเงินลงทุน เจราจาต้าอ่วยเพื่อร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันเยอะขึ้น เนื่องจากการทำธุรกิจอสังหาฯในถิ่นของตัวเองนั้น อยู่ในสภาพที่ตลาดไม่ค่อยจะมี liquidity มากเหมือนกับในเมืองไทย ด้วยเหตุผลหลักๆก็คือ พฤติกรรมการซื้ออสังหาฯของคนในประเทศนั้นๆ ราคาอสังหาฯที่สูงเกินกว่ากำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ในประเทศ และ Law & Regulation ในด้านภาษีที่มักจะเป็น Barrier สำคัญต่อการเข้ามาซื้อเพื่อลงทุนของกลุ่มคนต่างชาติผู้มีอันจะกิน…เมื่อรวมทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน ทางออกของบริษัทฯเหล่านั้นก็คือเบนเข็มการทำธุรกิจเพื่อจับกลุ่มเป้าหมายใหม่ หรือไม่ก็ไปลงทุนในประเทศที่ธุรกิจอสังหาฯยังพอจะมี gapให้เล่นได้มากกว่า ทั้งในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานที่รอวันพัฒนาในอนาคต และราคาอสังหาฯในเมืองไทยที่ถึงแม้ว่าตอนนี้จะแพงเกินกว่ากำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ก็ยังเป็นมาตรฐานระดับราคาที่สมเหตุสมผลในประเทศมหาอำนาจอื่นๆทั่วโลก (เรียกง่ายๆว่าคนจีน ฮ่องกง สิงค์โปร์ ควักเงินซื้อได้ง่ายๆ) แถมในตอนนี้ดีเวลลอปเปอร์ไทยส่วนใหญ่ก็พากันเฮโลกันงบประมาณการตลาดมากกว่า 20% เอาไว้ไปทำ International Marketing กันแทบจะทุกโครงการไปแล้ว ยิ่งสื่อถึงนัยสำคัญในอนาคตว่าเห็นทีประเทศไทยคงใกล้ถึงวันที่จะปลดล๊อคกฎการถือครองคอนโดของชาวต่างชาติที่มีลิมิตไว้ที่ 49% ซะแล้ว

ขอวกกลับมาเข้าเรื่องก่อนที่จะเลยออกไปไกลกว่านี้ละกัน…ในแต่ละครั้งที่เราได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปที่ญี่ปุ่นนั้นก็ล้วนแล้วแต่ไปดูโครงการของดีเวลลอปเปอร์คนละเจ้ากัน ต่างกรรมต่างวาระกันทั้งนั้น ไล่ตั้งแต่โครงการของกลุ่ม Mori Building ดีเวลลอปเปอร์อาร์ตตัวพ่อ ที่แม้จะไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ แต่ก็เป็นเจ้าของโครงการระดับ City Masterpiece ในเซกเมนท์ Luxury หลายโครงการในย่าน Roppongi, Akasaka รวมถึงโครงการดังที่เซี่ยงไฮ้อย่าง Shanghai World Financial Tower

คลิกที่นี่เพื่ออ่านบทความรีวิวโครงการ Toranomon Hills Residences และความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการซื้อและถือครองอสังหาฯที่ญี่ปุ่นครับ >> ส่องตลาดคอนโดแดนปลาดิบ: การลงทุนที่สุดแสนจะ conservative

 

จนมาครั้งที่สองกับโครงการจาก Sumitomo Realty & Development Co., Ltd ดีเวลลอปเปอร์หัว Conservative แต่ใจดีกับเรามว๊ากกกก ผู้ครองแชมป์การพัฒนาคอนโดในโตเกียวหากนับด้วยจำนวนยูนิตที่เยอะที่สุด โดยที่ยังไม่ได้จับมือร่วมเป็นพันธมิตรกับใครที่ประเทศไทย แต่มีการทำตลาดดึงคนไทยไปซื้อคอนโดที่ญี่ปุ่นอยู่อย่างเป็นระยะ (น่าเสียดายที่ปีที่ผ่านมาเลิกทำ Roadshow ในประเทศไทยไปแล้ว T-T) ในครั้งนี้ต้องบอกว่าเราและชาวคณะที่ล้วนแล้วแต่ต้องการที่จะไป survey หรือซื้อคอนโดไว้ให้ลูกเรียนที่ญี่ปุ่นล้วนแล้วแต่เต็มอิ่มกับการพาทัวร์คอนโดระดับไฮเอนด์ทั่วเขตหลักๆในโตเกียวกันมากๆเลยทีเดียว

 

คลิกที่นี่เพื่ออ่านบทความว่า ทำไมอสังหาฯในญี่ปุ่นถึงน่าสนใจ และไปดูคอนโดเจ๋งๆจาก Sumitomo Realty กัน >> เก็บตกบรรยากาศ PropTrip: Tokyo Mission เมื่อคนไทยสนใจซื้อคอนโดที่โตเกียวเพื่อเป็นบ้านหลังที่สอง

 

และเมื่อต้นปีเราก็ได้มีการเปลี่ยนบรรยากาศไปเยือนเมืองโอซาก้ากันบ้างกับ Shinwa Development ซึ่งในปีนี้ก็มีแผนที่จะจับมือเป็นพันธมิตรในการพัฒนาโครงการอสังหาฯในกทม.กับอีกหลายๆเจ้า หลังจากที่เคยทำกับ Woralak Property มาแล้วกับ W-Shinwa ที่ RUNESU ทองหล่อ 5 ซึ่งจุดเด่นของโครงการในโอซาก้าของ Shinwa ที่ผมมองก็คือเป็นโครงการที่ affordable มากๆราคาแค่ตรม.ละแสนปลายๆ แต่มีเอกลักษณ์ในนวัตกรรมการก่อสร้างของตัวเองที่ชื่อ Runesu มาจากคำว่า ルネス” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีก่อสร้างเอกสิทธิเฉพาะของ Shinwa ที่ทำการกลับคาน เอาพื้นที่ตามปกติจะวางด้านบนคานมาไว้ด้านล่างแทน แล้วเอาคานซอย ที่ทำจากคานเหล็กเบาสั่งผลิตพิเศษอย่าง Sigma Beam มาวางไว้บนคานแทน เพื่อทำเป็นพื้นเบาอีกชั้น ก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างพื้นเบากับพื้นหลัก 60 เซนติเมตร ตามความลึกของคานมาเป็นพื้นที่ใช้สอยเพิ่มเติม

 

คลิกที่นี่เพื่อไปดูโรงงานทำ Sigma Beam และโครงการอื่นๆของ Shinwa กัน >> ลงลึกถึงรายละเอียด RUNESU THONGLOR 5 คอนโดใหม่สัญชาติญี่ปุ่นแท้ๆจาก OSAKA

 

จนล่าสุดเมื่อปลายเดือนตค.ที่ผ่านมา เราก็ได้มีโอกาสติดสอยห้อยตามคณะผู้บริหารของบ.ออริจิ้นฯ ดีเวลลอปเปอร์ที่มีอัตราการเติบโดแบบ Exponential สุดหวือหวามากเกินกว่ามาตรฐานของธุรกิจอสังหาฯในประเทศไทย ไปที่โตเกียว เพื่อเข้าไปแอบดูโครงการของ “โนมูระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์” อีกหนึ่งบริษัทอสังหาฯรายใหญ่มากๆของญี่ปุ่นที่เพิ่งมาร่วมเป็นพันธมิตรกับออริจิ้นไปหมาดๆ

สำหรับบริษัท โนมูระ เรียลเอสเตท ดีเวลล็อปเมนท์ จำกัด เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2500 ปัจจุบันมีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ได้แก่ 1.ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย ทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว 2.ธุรกิจจัดหาสำนักงานให้เช่า 3.ธุรกิจค้าปลีก 4.ธุรกิจโลจิสติกส์ และ 5.ธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ เช่น การขาย การซื้อ การเช่าอสังหาริมทรัพย์ มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว (ณ 1 เม.ย.2560) จำนวน 2,000 ล้านเยน (ราว 600 ล้านบาท) มีรายได้จากการดำเนินการในปีงบประมาณล่าสุด (1 เม.ย.2559-31 มี.ค.2560) จำนวน 4.01 แสนล้านเยน (ราว 1.2 แสนล้านบาท)

โดยถ้าพูดถึงในเรื่องของ Brand Powerscape ในหมู่ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นแล้ว ถือว่า Nomura Real Estate มีความแข็งแกร่งในเชิง Branding มาก โดยเฉพาะกับแบรนด์คอนโดสองแบรนด์คือ PROUD และ OHANA โดยแบรนด์ PROUD จะเป็นแบรนด์คอนโดในเซกเมนต์ไฮเอนด์ เริ่มโครงการแรกในปี 2002 มีจุดเด่นที่การออกแบบ Common Space ที่มีการศึกษาวิจัยมาเป็นอย่างดีร่วมกับ Japan Woman’s University เป็นเวลากว่า 10 ปี จนนำมาซึ่งรูปแบบการใช้งาน Common Space เป็น Bible Book ถึง 100 ชนิดดีไซน์

นอกจากนี้แบรนด์ PROUD ยังขยายไลน์ไปยังการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวภายใต้ Codename ต่อท้ายว่า PROUD SEASON ที่ให้ความสำคัญในเรื่องของชุมชนน่าอยู่ที่ทุกคนสามารถร่วมกันสร้างกิจกรรมสาธารณะร่วมกัน จนกลายเป็นโครงการบ้านที่ชาวญี่ปุ่นต้องจับสลากกันเพื่อซื้อในแทบจะทุกครั้งที่เปิดขาย

และ Nomura ยังมี Fighting Brand อย่าง OHANA ที่เพิ่งเปิดตัวไปในปี 2011 เพื่อจับกลุ่มตลาดครอบครัวขนาดใหญ่ที่ต้องการพื้นที่ในการอยู่อาศัย โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องตั้งอยู่ในตัวเมือง

จากผล Brand Survey ในกลุ่มตลาดคอนโดที่จัดทำโดย หนังสือพิมพ์ Nikkei ในปี 2016 พบว่าแบรนด์ PROUD ได้ครองใจกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่ถูกสำรวจ โดยเป็นอันดับ 1 ถึง 9 หมวดจากทั้งหมด 11 หวมด เหลือที่ให้แบรนด์ LIONS MANSION จาก DAIKYO GROUP ไปครองเพียงแค่ 2 ตำแหน่งเท่านั้น โดยเจ้าตลาดอันดับหนึ่งในเชิง Property Value อย่าง Mitsubishi Jisho Residence สามารถพาแบรนด์ The Parkhouse เข้าเป็นอันดับสองเท่านั้น

เมื่อเห็นเป็นแบบนี้แล้ว มีหรือที่ผมกับคุณคอนโดแมนจะเชื่อ โดยที่ไม่ไปพิสูจน์ให้เห็นกับตา ดังนั้นมันก็เลยมาซึ่งการจัด PropTrip Tokyo Mission ครั้งที่สองนี่ละครับ โดยในครั้งนี้มีความแตกต่างพอสมควรกับครั้งที่ไปกับ Sumitomo Realty ในครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นการพาชมโครงการที่เป็นการผสมผสานระหว่างโครงการ Mixed Use ระดับ Smart City บ้านเดี่ยว และคอนโด เข้าไว้ในทริปเดียวกัน และเป็นการดูพร้อมกับกลุ่มผู้บริหารกลุ่มใหญ่จากออริจิ้นฯ ที่หลายๆคนก็เพิ่งจะมาเห็นโครงการของ Nomura เป็นครั้งแรกพร้อมกันนี่ล่ะครับ

โปรแกรมในครั้งนี้มีการแบ่งออกเป็น 2 วันเช่นเคย แต่ระยะทางไกลกว่าเพราะว่าเราไปไกลถึง Yokohama กันเลยทีเดียว

เฉพาะในวันแรกก็ได้ไปถึง 4 ที่โดยมีไฮไลท์คือ Smart Sustainable City อย่าง Funabashi Morino City และโครงการคอนโด PROUD อีกสามโครงการคือ PROUD DAIKANYAMA, PROUD ETCHUJIMA และ PROUD GINZA HIGASHI

สำหรับโครงการแรกอย่าง Funabashi Morino City นั้นตั้งอยู่ที่จังหวัดชิบะ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของโตเกียวครับ โดยอยู่ในเมือง Funabashi เป็นเมือง Smart Sustainable City กวาดรางวัล World Smart City Award มาแล้วในงาน The Smart City Expo World Congress 2013 ที่จัดขึ้นที่เมืองบาร์เซโลน่า สเปน ครับ

โครงการ Funabashi Morino City เป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่าง Developer ยักษ์ใหญ่เจ้าถิ่นสองเจ้าคือ Nomura Real Estate Development และ Mitsubishi Corporation ครับ โดยเท่าที่ผมดูแล้ว Nomura จะเป็นผู้รับชอบหลักในส่วนของ Residential Projects อันประกอบด้วยโครงการคอนโดภายใต้แบรนด์ PROUD Funabashi จำนวน 1,497 ยูนิต, โครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Serviced Apartment) ภายใต้แบรนด์ OUKAS และโครงการบ้านเดี่ยวอีก 42 หลังครับ บนพื้นที่โครงการทั้งหมด 17 hectare (ประมาณ 170,000 ตรม.) ซึ่งเมื่อก่อนที่ตรงนี้เคยเป็นพื้นที่โรงงานทั้งหมด โครงการถูกสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์โดยตรงคือสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีบนพื้นที่สีเขียวให้กับผู้อยู่อาศัย ให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ชีวิตอย่างปลอดมลพิษอยู่กันได้หลาย Generation ในแบบที่แทบจะไม่จำเป็นต้องออกไปที่ไหนเลย เพราะในนี้มีหมดทั้ง Shopping Mall, โรงพยาบาล (ทั้งคนและสัตว์), ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก, ธนาคาร, สถานีรถไฟ, Clubhouse พร้อมสวนสาธารณะขนาดใหญ่

แต่เมื่อเวลาผ่านไป Fubashi Morino City ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีมากกว่าการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัย แต่หมายถึงการสร้างความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และสามัญสำนึกในเรื่องของการอนุรักษ์พลังงาน จนกล่าวได้ว่าคนที่นี่แข่งกันอนุรักษ์พลังงานเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล ซึ่งผลพลอยได้ที่หลายฝ่ายคาดไม่ถึงก็คือที่ Smart City แห่งนี้ มีอัตราการเกิดของประชากรมากที่สุดติดอันดับต้นๆของญี่ปุ่น สวนทางกับสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศที่มีแต่คนสูงอายุ และไม่มีใครอยากจะมีลูก เพื่อให้เครียดยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม!!!

ผู้อยู่อาศัยสามารถเช็คอัตราการใช้พลังงานของแต่ละยูนิตได้จาก Digital Signage แบบด้านล่างนี้ครับ

คอนเซปท์ของการสร้างเมืองแบบ Smart City ของที่นี่ก็น่าสนใจตรงที่เค้าใช้หลักการ Smart & Share Town ซึ่งหมายถึงการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีสุดล้ำที่จะช่วยประหยัดพลังงานขั้นสุด

ไปดูกันว่าที่นี่มีระบบอะไรที่ช่วยในการบริหารจัดการพลังงานครับ เค้าเรียกกันว่า “enecoQ”

https://www.proud-web.jp/will/machi/funabashi/en/energy.html

 

และการเปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยได้แชร์ไอเดียที่คิดว่าจะทำให้การอยู่อาศัยในที่แห่งนี้มีความสุขมากยิ่งขึ้นครับ ที่นี่เราจะเห็นกิจกรรมต่างๆมากมายที่คนทุกครัวเรือนมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผัก คอร์สเรียนหนังสือ คอร์สทำอาหาร จัดงานคอนเสิร์ต งาน Festival รวมถึงการช่วยกัน brainstorm หากิจกรรมให้กับพื้นที่ส่วนกลางที่เหมาะสมกับ community ให้มากที่สุด ซึ่งก็เหมือนกับการตั้งชมรมหลายๆชมรม โดย Utilize พื้นที่ส่วนกลางให้เป็นประโยชน์ล่ะครับ

ที่นี่เราได้มีโอกาสดูแต่ภายนอกของโครงการคอนโด PROUD Funabashi เท่านั้น แต่เราได้มีโอกาสไปดูทุกซอกมุมของโครงการ OUKAS ซึ่งเป็นโครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ ที่กำลังจะเปิดให้คนเข้าพักจริงในช่วงต้นปีหน้าแล้วล่ะครับ

มีสถานีรถไฟผ่านในโครงการเลยครับ

โครงการ PROUD Funabashi แบ่งออกเป็น 5 Blocks โดยมีโครงการ AEON Town ShinFunabashi คั่นกลางครับ

ที่อาคารจอดรถจะมี EV Charger พร้อมรถยนต์ไฟฟ้าให้เช่าด้วยครับ

ลักษณะโครงการจะเป็น Typical Type ตามมาตรฐานคอนโดทั่วไปของญี่ปุ่นคือเป็น Single Loaded Corridor โดยตัวตึกโอบล้อมพื้นที่ส่วนกลาง ตรงนี้มีสนามเด็กเล่นครับ

บริเวณโถงลิฟท์ของแต่ละอาคารนอกจากจะมี Mailbox แบบใส่รหัสตามธรรมดาสามัญทั่วไปแล้ว ก็ยังมีตู้ Locker อัตโนมัติ สามารถปรับอุณหภูมิ สำหรับใส่อาหารได้ด้วยแหน่ะ!!! ซึ่งเราคงจะได้มีโอกาสเห็น Locker แบบนี้ได้ในหลายๆโครงการคอนโดในกทม.ในไม่ช้านี้ครับ

โถงทางเดิน

มี Co-Kitchen และ Co-Laundry ครับ

เข้าไปเดินทัวร์ใน OUKAS กันบ้างครับ โครงการจะอยู่อีกฝั่งของ AEON Town ShinFunabashi และติดกับ Funabashi City Welfare Center

 

รูปแบบโครงการก็จะเป็นคล้ายๆกับ Service apartment ละครับ คือผู้อยู่อาศัยต้องเสียค่ารายเดือน ที่ยังไม่รวมค่าจิปาถะอื่นๆอย่างค่าอาหาร และการบริการครับ โดยโครงการ OUKAS ถือว่าเป็นโครงการที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่จะเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาโครงการคอนโดในอนาคตของ Nomura ครับ เราได้มีโอกาสเป็นผู้เข้าเยี่ยมชม Group สุดท้ายพอดีก่อนที่เค้าจะปิดการเยี่ยมชมเพราะจะมีคนเข้า Move in เร็วๆนี้แล้วล่ะครับ

ภายนอกก็ดูคล้ายๆคอนโดแบรนด์ PROUD

สไตล์การออกแบบจะเน้น Form Follows Function

สังคมญี่ปุ่นยุคปัจจุบันมีแต่ความเครียดครับ Salary Man หลายๆคนต้องรับภาระกดดันจากที่ทำงาน และพอกลับมาบ้านก็ต้องเลี้ยงดูภรรยาและลูก คนพ่อกับแม่ชาวญี่ปุ่นหลายๆคนก็กลัวว่าลูกตัวเองจะยิ่งเครียดมากกว่าเดิม ก็เลยตัดสินใจ Move ตัวเองเข้ามาอยู่ในที่พักสำหรับผู้สูงอายุครับ….อันนี้ถือว่าเป็น Dilemma มากๆในสังคมไทย เพราะคนไทยส่วนใหญ่ก็มองว่าหน้าที่ในการเลี้ยงดูพ่อแม่เป็นหน้าที่พื้นฐานของลูกกตัญญูครับ ดังนั้นหากดีเวลลอเปอร์คนไทยคิดจะใช้ Pain Point แบบคนญี่ปุ่นไปพัฒนาโครงการ ก็อาจจะต้องลองคิดในอีกแง่มุมด้วยครับ

 

แน่นอนว่าสำหรับผู้สูงอายุ การรวมกลุ่มกันเพื่อทำกิจกรรมต่างๆเป็นสิ่งที่สำเป็นอย่างมากในการสร้างพลังในการใช้ชีวิตครับ โครงการ OUKAS เลยจัดพื้นที่ส่วนกลางมาหลากหลายมากมาย ทั้งห้อง Beauty & Salon, ห้องสมุด, ฟิตเนส, ห้องอาบน้ำรวม, ห้องอาหาร, ห้องคาราโอเกะและดูหนัง, และที่ขาดไม่ได้คือห้องตรวจสุขภาพครับ

ในห้องตรวจสุขภาพมีเตียงตรวจสุขภาพเหมือนในโรงพยาบาลเลยครับ

มีห้องอาบน้ำรวมด้วย

เราขึ้นไปดูห้องตัวอย่างกันบ้างครับ ที่นี่มีโถงทางเดินที่กว้างมากๆเพราะต้องเผื่อการใช้งานรถเข็น เช่นเดียวกันที่บริเวณหน้าประตูจะมีที่นั่งพร้อมราวจับครับ

สิ่งที่แตกต่างจากคอนโดทั่วไปก็คือพื้นครับ โดยเป็นพื้นที่ออกแบบให้สามารถรองรับการกระแทกได้ เมื่อเผลอหกล้มจะไม่ค่อยเจ็บครับ เวลาเดินก็จะดูเหมือนพื้นไม่ค่อยแน่นแข็ง ดูยวบๆ

เนื่องจากเป็นห้องเช่าดังนั้นจึงมีเฟอร์ฯให้ครบพร้อม Move in ครับ

ห้องนอนทำเป็นเตียงคู่ เผื่อว่าจะมาพักเป็นคู่เลยครับ

ห้องน้ำก็เป็นห้องน้ำสำเร็จรูป Fully Equipped ตามมาตรฐานที่อยู่อาศัยในญี่ปุ่น

แน่นอนว่ามีราวจับติดตั้งทุกจุดที่เป็นจุดที่ต้องเคลื่อนไหว ลุกนั่ง นอน

ตรงนี้ไว้วางเครื่องซักผ้า

จบที่แรกก็ปาเข้าไปครึ่งวันแล้วครับ เดี๋ยววันนี้เรายังต้องไปอีกสามที่…อย่ารอช้าไปชมที่ต่อไปกันเลยกับ PROUD CITY Etchujima

โครงการนี้อยู่บริเวณ Tokyo Bay ครับ เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ๆอยู่ใกล้ๆกับโครงการ DEUX TOURS ของ Sumitomo Realty ที่เราไปมาเมื่อปีที่แล้วครับ นับว่าเป็นย่านที่อยู่อาศัยใหม่ที่มีศักยภาพ ราคาไม่แรงมาก ที่ดินส่วนใหญ่เกิดจากการนำเอาขยะมาถมทะเลครับ

อยากจะบอกว่าที่โครงการนี้ให้ความสำคัญกับ Presentation มากๆเลย เราจะเห็นทั้งห้อง Theatre ห้อง VR hologram ห้อง Virtual Tour 360 องศา Model Room และห้องตัวอย่างครับ…คืออะไรจะเล่นใหญ่ขนาดนั้น

 

ห้องดูหนังที่ยาวมากๆตามจริตคนญี่ปุ่นครับ

ส่วนใหญ่ก็แนวอธิบายศักยภาพทำเล โดยจำลองสภาพของย่านนี้ในอนาคตมาให้เราดู ว่ามันสะดวกมากในการเดินทาง

โครงการนี้มีสถานีรถไฟที่ใกล้สุดคือสถานี Keiyo Line Etchujima ครับ ใช้เวลาเดิน 4 นาที จากสถานีนี้จะอยู่ห่างแค่ 3 กม.จากสถานี Tokyo เท่านั้น กำหนดสร้างเสร็จคือมีนาคม 2019 ครับ

 

มีความสูง 15 ชั้น 305 ยูนิต ที่จอดรถ 109 คัน ราคาต่อตรม.ประมาณ 275K

เห็นใสๆติดกับพื้นที่คอนโดนั้นคือ nursery ครับ

ประกอบด้วยห้องชุดขนาด 63.98 – 89.90 ตรม.ครับ (ไม่รวมพื้นที่ระเบียงนะครับ ใครที่ติดตามบทความเราจะทราบดี)

 

พื้นที่ส่วนกลางมีแค่ Lounge และสวนนิดหน่อยครับ

มุมมองจากทางเข้าโครงการ

ขายดีนะเนี่ย ผมชอบบอร์ดเค้ามากเลย

มาที่ Present ในส่วนของ VR Hologram ครับ เราต้องดูผ่านแว่นสไตล์อวกาศที่เค้าพัฒนาขึ้นมาเอง โดยรูปแบบจะคล้ายๆกับแว่น VR ล่ะ แต่อันนี้มันเห็นเป็น Hologram ลอยออกมาทับซ้อนพื้นผิวปกติ และสามารถให้เรา interactive กับเมนูต่างๆได้ เช่น เลื่อนพลิกตึก เลื่อนดูส่วนกลาง ปีนตึก ดูรายละเอียดโครงการประมาณนี้ ทาง Software Developer เค้ามี Brochure ราคาเป็นภาษาไทยด้วยนะ ใครสนใจมาถามผมได้ แล้วจะบอกว่าเท่าไหร่ แอบกระซิบว่าไม่แพงเลยครับ ถ้าเทียบกับเจ้าที่มีในไทย

มันดู Metrix มาก แต่ผมสารภาพว่าค่อนข้างสับสนกับวิธีการบังคับเลื่อนเมนูครับ และห้องควรจะต้องมืดกว่านี้ถึงจะเห็นชัด

ต่อไปเป็นห้อง Virtual Tour ที่ใช้แว่น VR ปกติครับ รูปแบบก็เหมือนกับที่เราเห็นในไทย แต่ว่าจะดีกว่าตรงที่เค้าจะ Draw Terrain เอาไว้ให้ เผื่อว่าเราเดินออกไปนอกเขตแล้วจะเดินชนโต๊ะ ตกบันได ก็จะมีเส้นที่เราเห็นในจอไว้เตือนครับ อ้อ เป็นรูปแบบที่สามารถเดินได้ หมุนได้ เลือกวิวกลางวันหรือกลางคืนได้ด้วยตัวเอง ไม่ได้เป็น VDO ครับ

ไปดูห้องตัวอย่างดีกว่า ขนาด 83.37 ตรม. ไม่รวมระเบียงอีก 11.55 ตรม.ครับ ห้องนี้เป็นห้องแนวลึกที่บริเวณพื้นที่ริมระเบียงสามารถกั้นห้องเพิ่มขึ้นมาอีกห้องนึงได้ครับ

ประตูสวยดีเลือกวัสดุได้

ห้องเก็บของทางหน้าประตู

มีห้องนอนเล็ก ที่ญี่ปุ่นเค้าเดินท่อแอร์ลอยแบบนี้ล่ะครับ อย่าตกใจ และเค้าไม่ได้แถมแอร์ให้ครับ

ห้องน้ำก็จะแยกส่วนห้อง Powder และห้องอาบน้ำ คล้ายๆกับ Park24

ห้องนอนใหญ่

มี Bay window ด้วยแฮะ

เดินมาที่ส่วน living และ dining กันบ้าง

ครัวของแบรนด์ PROUD ทุกที่จะดูค่อนข้าง Conservative หน่อยครัย ไม่ได้เป็นแนว Modern แต่ Function ก็ครบตามมาตรฐาน

นั่งดูทีวีสบายตา

ห้องตย.มีกั้นห้องเพิ่มเป็น Option ให้ดู

ระเบียงใหญ่มาก

เค้าให้ใช้ฟรีๆไม่คิดราคา แต่ว่าก็ต้องมีช่องหนีไฟพร้อมใช้งานเวลาฉุกเฉินนะครับ

แวะดูวัสดุห้องน้ำก่อนออก กระจกแอบเล็กเชียว

ไปที่ถัดไปกันเลยกับ PROUD Ginza Higashi Residence ใครเห็นชื่อที่นี่แล้วก็ต้องร้องว้าว เพราะว่ามันอยู่ห่างเพียงแค่ 7 นาทีจากย่านกินซ่าเท่านั้น โดยสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุดคือ Yurakucho-line Shintomicho ใช้เวลาเดิน 2 นาที ที่นี่มีห้องเริ่มต้นขนาดเล็กที่สุดในบรรดาทุกที่ที่เราไปดูกับ Nomura ครับ โดยเป็นขนาดตั้งแต่ 58.05 – 100.42 ตรม.

 

โครงการมีพื้นที่เพียงแค่ 1,687 ตรม.เท่านั้น สูง 12 ชั้น 102 ยูนิต พร้อมที่จอดรถ 22 คัน ถ้าเป็นบ้านเราคนคงด่ากันเปิง (แต่ก็ซื้อ ฮา)

ดูสไตล์ Classic หน่อยๆ

ที่ญี่ปุ่นเค้าห้ามสร้างห้องตัวอย่างที่บริเวณที่ตั้งโครงการครับ โครงการนี้ห้องตัวอย่างอยู่บนอาคารสำนักงานในย่านกินซ่า โดยมีให้ชมถึง 2 ห้องด้วยกัน

อ้าวขายหมดแล้วนินา

ที่นี่จะมีการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางที่ดูหรูหรากว่าที่อื่นๆครับ

ห้องขนาด 81.66 ตรม. อย่าเพิ่งงง เพราะหน้าตายังกะแฝดกับที่เมื่อกี้นี้เลย

ประตูสวยงามมีไฟประดับหน้าห้อง

พร้อมที่เก็บรองเท้า

ห้องอาบน้ำ

ส่วน Living จัดวางเป็นแนวยาวทำให้ได้กระจกสองด้าน

เชื่อมต่อกับส่วนทานอาหาร

และครัว

ห้องนอน

และระเบียง

ต่อไปเป็นห้องขนาด 114.63 ตรม. มี 1 ห้องนอน 1 ห้องเอนกประสงค์ที่จะทำเป็นห้องนอนก็ได้ แต่ว่าก็เป็น 1 ห้องน้ำ หนึ่งห้อง Powder อยู่ดี แต่จุดเด่นที่สุดคือมีระเบียงให้ถึงสองระเบียงครับ!!

ชั้นเก็บของซอยถี่ขึ้น

 

ห้องอาบน้ำกว้างกว่า แต่กระจกเท่าเดิม แค่เปลี่ยนแนวแขวน

ห้องนอน

คือติดระเบียง

ห้องเอนกประสงค์

ส่วน Living ก็ติดระเบียง

ที่ใหญ่มาก

ห้องครัวรูปตัว U

ผมว่าราคาขายของที่นี่ก็ไม่แรงมากนะครับ ประมาณตรม.ละ 388K เท่านั้น สำหรับโครงการที่ใกล้ย่านแบรนด์เนมหรูอย่างกินซ่ามากๆ โดยที่นี่จะสร้างเสร็จช่วงเดือนมีนาคม 2019 ครับ

 

ต่อไปเป็นโครงการคอนโดที่มีราคาขายแพงที่สุดในบรรดาทุกโครงการตลอดทริปเราครับ โดยมีราคาขายเฉลี่ยประมาณตรม.ละ 834K!!! ซึ่งการที่ตั้งราคาแพงจนาดนี้ก็มีอยู่ 2 สาเหตุครับ คือ 1 ตั้งอยู่ในทำเล Daikanyama ซึ่งใกล้ย่านชิบุย่ามากพอสมควร และสองคือเป็นโครงการที่มียูนิตเพียงแค่ 15 ยูนิต พร้อมที่จอดรถ 15 คันครับ

ไปพบกับ PROUD Daikanyama Sarugakucho กันเลย

สำหรับทำเล Daikanyama นี้อยู่ห่างเพียงแค่สถานีเดียวจากชิบุย่าครับ คือถ้าถามผมที่นี่จะดรอปความเป็น Shopping Area ลงไป เหลือแต่ความชิคๆในเชิง Fashion & Dining ครับ ถ้าเปรียบเทียบผมว่าอารมณ์ของย่านนี้จะคล้ายๆกับ Omotesando หรือประมาณทองหล่อบ้านเราครับ ย่านนี้มีร้านอาหารดีไซน์สวยๆที่เป็นของคนต่างชาติมากมาย มีสถานฑูตอียิปท์ที่ตกแต่งราวกับเป็นโรงละครระดับ EPIC และที่สำคัญคือมี Community Mall ที่ไม่ใหญ่ แต่เก๋มาก แถมทุกคนที่อยู่ในย่านนี้ก็ล้วนแต่พาสัตว์เลี้ยงแสนน่ารักมาวิ่งเล่นที่นี่ Daikanyama T Site” ซึ่งอยู่ติดกับโครงการนี้เลยล่ะครับ เด็ดดวงมากๆทีเดียวเชียว

อีกด้านติดกับ Mall ก็เป็นสวนครับ

จะเห็นว่าร้านต่างๆในย่านนี้ดีไซน์สวยงามมาก

เช่นเดียวกับ Sale Office ของโครงการ

 

พื้นที่ทั้งหมดของโครงการ PROUD Daikanyama Sarugakucho มีเพียงแค่ 1,016 ตรม.เท่านั้นครับ โดยตัวอาคารก็มีความสูงเพียงแค่ 4 ชั้น ส่วนกลางอะไรก็ไม่มีเลยยกเว้น Pocket Garden เล็กๆ Private Car Parking และ Private Locker บริเวณหน้าห้องพักทุกยูนิต

Private Locker สามารถรับส่งผ้าซักรีดได้ครับ

ในบรรดายูนิตทั้ง 15 ยูนิตนั้นแบ่งออกเป็นห้องขนาด 92.36 – 107.51 ตรม.จำนวน 4 ยูนิต ห้องขนาด 109.69 – 142 ตรม. จำนวน 8 ยูนิต และห้องขนาด 161.37 – 200.20 ตรม. จำนวน 3 ยูนิต โดยจะสร้างเสร็จในช่วงเดือนกันยายนปี 2018 ครับ

คือผมว่าโครงการนี้มีกลิ่นอายเหมือนกับ Ashton Residence 41 นะเพราะทรงกระจกมันเหมือนเข้ามุมเหมือนกัน และจะเน้นความเป็น Glass Façade

แค่เดินทะลุ Daikanyama T Site ก็จะเจอกับไซต์โครงการจริงครับ

ห้องตัวอย่างมีห้องเดียวเป็นขนาด 142 ตรม. เป็นห้องแบบ 1 ห้องนอน (ในเมืองไทยทำ Size ใหญ่ขนาดนี้เป็น 1 นอนคงได้เห็นคนบ่นกันเป็นแถว) มีโซน Living & Dining ที่เป็นกระจกโค้ง

ทางเข้าห้องเป็น Private Locker

เข้ามาก็เจอโถง Inner Court ที่ใหญ่มากมาพร้อมกับสวนกลางห้อง

เจอห้องนอนก่อนเลย

ห้องน้ำจะเป็นคอนโดราคาเท่าไหร่ก็กระจกบานเท่านี้ครับ สงสัยเค้าคงกลัวกระจกเป็นฝ้า ทำความสะอาดลำบาก

มีเบาะให้นั่ง

ครัวติดระเบียง

กินข้าวพร้อมชมวิว

และนั่งเอนกายตรงนี้

ใครชอบก็เชิญเข้าไปชมได้ครับ เห็นบอกว่าเหลือขายแค่สองห้องเองมั้งครับ แต่ส่วนตัวผมว่าที่นี่มันยูนิตใหญ่ไปมี Waste Space เยอะ ระเบียงแคบผิดจริตคนญี่ปุ่น และไม่มีพื้นที่ส่วนกลาง เน้นขายทำเลเป็นหลักครับ คนต่างชาติหรือบรรดาไฮโซน่าจะชอบอยู่ครับ

 

และก็มาสู่วันสุดท้ายแล้ว วันนี้เรามาไกลถึง Yokohama เพื่อไปที่โครงการในเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่าง PROUD Tsunashima SST วกเข้ามาแถวสนามบินฮาเนดะเพื่อไปยังโครงการ PROUD CITY Ota-Rokugo ต่อด้วยไปดูโครงการบ้านย่านชานกรุงโตเกียวอย่าง PROUD SEASON Hanakoganei และปิดท้ายด้วยโครงการที่ผมชอบมว๊ากกกกกกกที่สุดประจำทริปนี้อย่าง PROUD CITY Musashino-Mitaka ครับ

 

สาเหตุที่เรามาไกลที่ Yokohama ทั้งๆที่ในโตเกียวเองก็มีโครงการของ Nomura มากมาย ก็คงจะเป็นเพราะที่โครงการ PROUD Tsunashima SST เป็นโครงการที่มีความพิเศษคือเป็นการร่วมกันพัฒนาโครงการกันระหว่าง Residential Developer และบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่รายอื่นๆ ทั้งของญี่ปุ่นเอง และต่างชาติครับ ที่สำคัญมากถึงมากที่สุดก็คือนี่เป็นตัวอย่างของการพัฒนาโครงการแบบ Re-Development ที่ซึ่งเดิมทีมีสภาพที่เป็นโรงงานรกร้าง ไม่ได้ใช้ประโยชน์ แต่ก็ถูกเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมจากการร่วมกันอัดฉีดของรัฐบาลและบริษัท Panasonic จนกลายเป็นเมืองใหม่ ที่เค้าว่ากันว่าราคาที่ดินถูกปรับขึ้นสูงมากๆในบรรดาย่านอื่นๆใน Yokohama กันเลยทีเดียว

อันนี้คือ Master Plan ของโครงการส่วนของ Nomura ก็จะพัฒนา Smart Condominium ที่ชื่อว่า PROUD Tsunashima SST ร่วมกับบริษัท Kanden Realty & Development และ Pana Home ครับ

และติดกันก็จะเป็น R&D Center ของทางบริษัท Apple INC. ครับ นอกนั้นจะเป็น Facilities อื่นๆเช่น Shopping Mall หอพักมหาวิทยาลัย Keio Hydrogen Station และอื่นๆอีกมากมายในอนาคต

 

นอกจากนี้ที่ดินขนาดใหญ่ติดกันกับ Tsunashima SST ทาง Nomura ก็มีแผนที่จะพัฒนาโครงการ Hiyoshi Complex ด้วยเช่นกัน

สำหรับโครงการ PROUD Tsunashima SST เป็นโครงการสูง 10 ชั้น 94 ยูนิต พร้อมที่จอดรถ 42 คัน มีสถานีรถไฟที่ใกล้สุดคือ Toyoko-line Tsunashima โดยใช้เวลาเดินประมาณ 11 นาทีครับ

ที่นี่ยูนิตจะเป็นขนาดปานกลางคือ 70.76 – 85.40 ตรม. แต่ราคาต่อตรม.ก็ถือว่าไม่แรงมากคือเฉลี่ย 252K แต่ผมว่ามันก็แรงสำหรับคอนโดย่านนี้ของ Yokohama ครับ ซึ่งก็ต้องคอยดูผลการตอบรับของโครงการต่อไปในอนาคต แต่สำหรับโครงการนี้ก็ Sold Out แล้วล่ะครับ

 

R&D Center ของ Apple ครับ

นี่น่าจะเป็น Hydrogen Station

ตรงข้ามเป็นคอนโดของ Sumitomo Realty เปิดมานานก่อนหน้านี้ มีหลายเฟส และขายหมดแล้วเช่นกัน

เป็นย่านที่กำลังถูก Redevelop

อุ้ย มีดองกี้ด้วยอ่ะ!!

โครงการข้างเคียงของเจ้าอื่น

ระหว่างทางเดินไปห้องตัวอย่างก็เจอคอนโดเก่าของ Nomura ครับ

ถึงแล้วห้องตัวอย่าง

ขายหมดแล้วจ่ะ

ผมว่าสวยดีนะ

โดยเฉพาะมุมด้านหน้าใช้เป็น Hero Shot ได้

ห้องตัวอย่างขนาด 73.66 ตรม. หน้าลึกเป็น Typical แต่ Space บริเวณ Dining & Living ระเบิดออกมาได้กว้างมาก และได้ระเบียงลึกและยาว

หน้าห้องเป็นบานเกล็ดระบายอากาศจากห้องนอนได้ดี

ผมไม่ค่อยเห็นห้องตย.ของ Nomura ตั้งจุดวางทีวีให้ดูเลยอ่ะ

โครงการถัดไปเราวกขึ้นมาที่ PROUD CITY Ota-Rokugo ที่อยู่ในย่าน Tokyo-to, Ota-ku ห่างจากสถานีรถไฟ Keikyu-Line Zoushiki ประมาณ 10 นาทีด้วยการเดินครับ หากเอาให้เข้าใจง่ายๆก็คืออยู่ใกล้สนามบินฮาเนดะ และย่าน Shinagawa ครับ

 

ส่วนตัวแล้วผมว่าที่นี่ทำเลค่อนข้างลึกไปหน่อยครับราคาเลยถูกที่สุด โดยมีราคาเฉลี่ยเพียงแค่ราวๆตรม.ละ 229K เท่านั้น และเป็นโครงการที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ประกอบด้วย 2 อาคาร 14 และ 15 ชั้น จำนวน 632 ยูนิต พร้อมที่จอดรถ 316 คันครับ โครงการสร้างเสร็จพร้อมอยู่แล้วทั้งสองอาคาร จุดเด่นที่สุดของที่นี่ก็คือพื้นที่ส่วนกลางขนาดที่ผมว่าใช้สำหรับโครงการระดับเกิน 2,000 ยูนิตได้ครับ เพราะมันใหญ่ โล่ง และน่าใช้งานมากเลยจริงๆ โดยเฉพาะห้องสมุดแบบที่มีหนังสือหลายหมื่นเล่ม และเปลี่ยนทุกสามเดือน นี่มันหาไม่ได้จากที่ไหนเลยล่ะครับ

 

ดูก็รู้แล้วว่าเดินเมื่อยแน่นอน

ที่จอดรถแบบ Mechanical แทบไม่มีคนใช้งาน เพราะย่านนี้คนเค้าไม่เดินก็ปั่นจักรยานกัน เป็นคอนโดสองอาคาร ที่อยู่ดีๆก็แทรกตัวขึ้นมาใจกลางวิถีชีวิตแนวราบแบบเดิมๆครับ

เป็น Single Loaded Corridor โดยโอบล้อมสวนขนาดใหญ๋ เช่นกันครับ

เราเดินอยู่ใน Inner Court ค่อนข้างนานเพราะใหญ่มากครับ

ห้องชั้น 1 ก็จะเป็นแบบนี้ ญี่ปุ่นของแท้ต้องวางคอมแอร์ให้เห็นโดยทั่วกัน

ล้อบบี้เป็น Double Volume โครงการแรกที่เห็นในทริปนี้ครับ

ข้างในมีร้านกาแฟ ห้องเด็กเล่น และห้องสมุด

ชอบห้องสมุดมาก คือเค้าร่วมมือกับ Aoyama Book Center ในการนำเอาสารพัดหนังสือเข้ามาครับ

มีห้องเด็กเล่น

ห้อง Party ก็มี

มาถึงโครงการถัดไปคือโครงการบ้านเดี่ยวในแถบชานเมือง (แต่จริงๆนั่งรถไฟจากชินจูกุใกล้มากครับ) กับโครงการ PROUD SEASON Hanakoganei เรานั่งรถมาค่อนข้างไกลหลายชม.เลยครับ แต่ถ้านั่งรถไฟ CHUO Line สาย Shinjuku มาก็แปปเดียวเอง

ที่นี่เราไม่ได้ดูภายในบ้านครับ เพราะคน Move in หมดแล้ว แต่ข้อสังเกตของที่นี่ก็คือ โครงการบ้านจัดสรรของญี่ปุ่น ถ้าคน Move in เข้าอยู่หมดแล้ว เค้าก็จะเอาป้ายชื่อโครงการออก และยกถนนภายในหมู่บ้านทางเข้าออกให้เขตทำเป็นทางสาธารณะครับ คือคนนอกสามารถเดินผ่านได้หมด แต่คนภายในบ้านก็จะมีการป้องกันกันเองเพราะคุ้นหน้ากันหมด (โดยที่ไม่มีบ้านไหนมีรั้วเลย) และโครงการก็จะให้ความสำคัญกับระบบ CCTV และ Security ของ SECOM มากครับ…แต่ผมว่าแบบนี้คงใช้ได้แค่ที่ญี่ปุ่นอย่างเดียว มาเมืองไทยคนไร้บ้านคงเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านเราเป็นแน่แท้ครับ

 

เดินกันแบบนี้เลยถนนนี่ขนาดเขตเป็นคนดูแลยังสภาพเนี้ยบขนาดนี้

ขยะที่นี่ต้องทิ้งให้ถูกวันนะครับ แยกตามสีตามประเภทอีกต่างหาก

บ้านจะเป็นสไตล์ยุโรปนิดๆครับ แน่นอนว่าสร้างเป็นแบบ Modular

ทุกบ้านไม่จำเป็นต้องมีรั้วและจอดรถได้บ้านละหนึ่งคัน ไม่มีเกินนี้ครับ สามัญสำนึกเพื่อส่วนรวมเค้าดีมาก

ระบบ CCTV เดินรอบหมู่บ้าน

ที่นี่มี Club House ด้วยนะครับ มีชื่อว่า Multi Space

มีสวนสาธารณะที่มีชื่อว่า Zelkova Park พร้อม Symbol Tree ที่เก็บเอาไว้ตั้งแต่ตอนสร้างโครงการ

มาถึงที่สุดท้ายของทริปนี้แล้วกับโครงการ PROUD CITY Musashino – Mitaka ซึ่งเป็นโครงการที่ผมชอบมากที่สุด โดนเฉพาะในเรื่องของทำเลที่อยู่ในย่านดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง Kichijoji ครับ

มีคนเคยกล่าวเอาไว้ว่ามูลค่าอสังหาฯในย่าน Kichijoji คือ 1.22 ล้านเยนต่อตรม. ในขณะที่บริเวณย่านชินจูกุที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 15 นาทีด้วยการเดินทางโดยรถไฟด่วน JR สายชูโอ มีมูลค่าเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 8.68 ล้านเยนต่อตรม. นี่คือเหตุผลหลักที่ทำไมย่านนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นย่านที่น่าซื้ออสังหาไว้เพื่อลงทุนมากที่สุด

 

หลายปีที่ผ่านมา Kichijoji ถูกยกย่องจากคนญี่ป่นให้เป็นย่านที่ดีที่สุดในการใช้ชีวิตในโตเกียว เพราะที่นี่สามารถเชื่อมต่อกับหนึ่งในสถานีรถไฟสายหลักในใจกลางเมืองโตเกียว สายชูโอ ทั้งสถานีชินจูกุและสถานีโตเกียว รวมไปถึงสถานีชิบุยะ ได้ในระยะเวลาอันสั้น

Kichijoji เป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้ง่ายถึงแม้ว่าจะอยู่ห่างออกไปจากใจกลางกรุงโตเกียวสักหน่อย เมื่อออกจากสถานีก็จะพบกับ Sun Road Shopping Street” พื้นที่แห่งความทรงจำในยุคโชวะ ที่คุณสามารถซื้อทุกอย่างที่คุณต้องการได้ ในรูปแบบ Plaza ในร่ม และยังรายล้อมด้วยร้านค้าชื่อดังหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Marui, Loft, Muji, Uniqlo, Yodobashi, Atre, Parco, Don Quijote จนถึง Art Market ที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนมาตลอด

 

นอกจากนี้อีกด้านของสถานียังเป็นพื้นที่พักอาศัยที่เงียบสงบซึ่งล้อมรอบไปด้วยด้วยธรรมชาติ ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่สามารถทำได้กับครอบครัว อย่างเช่น สวนอิโนะคาชิระ ที่เป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์จิบลิชื่อดัง

 

สำหรับโครงการ PROUD CITY Musashino – Mitaka นับว่าเป็นโครงการคอนโดขนาดใหญ่ที่สุดในทริปนี้คือมีขนาดพื้นที่โครงการถึง 13,156 ตรม. และตั้งอยู่ใกล้กับย่าน Kichijoji มาก โดยสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุดคือ Chuo-Line สถานี Mitaka สามารถเดินไม่ถึง 10 นาทีก็เข้าสู่ศูนย์กลางความสะดวกสบายในย่าน Kichijoji ได้

 

ตอนแรกที่ผมเห็นราคาเฉลี่ยต่อตรม.ที่ 295K ผมก็ยังคิดว่าเอ นี่มันถูกมากเลย เพราะตรงนี้มันต้องมีราคาไม่น้อยกว่ากว่าชินจูกุเยอะแบบนี้ พอรู้ความจริงเข้าว่านี่เป็นคอนโด Lease Hold 30 ปี ก็ถึงบางอ้อ ว่าที่นี่คงจะมี Supply คอนโดทั้งในปัจจุบันและอนาคตไม่ค่อยมากเท่าไหร่แล้ว

โครงการมีทั้งหมดเพียงแค่ 7 ชั้นเองครับ โดยมีจำนวนยูนิต 334 ยูนิตพร้อมที่จอดรถ 101 คัน มียูนิตเริ่มต้นตั้งแต่ 74.43 – 94.18 ตรม. โดยยูนิตที่มีขายเยอะที่สุดคือขนาด 71.17 – 94.18 ตรม.ที่มีจำนวนถึง 274 ยูนิต

ห้องตัวอย่างมีทั้งหมด 2 ห้องครับ คือ 78.07 ตรม. และ 91.63 ตรม.

แบบ 78.07 ตรม.เป็นแบบที่เราเห็นกันจนชินตาไปแล้วในทริปนี้

ที่นี่มาพร้อม Fit in Closet ในห้อง master bedroom ซึ่งก็คือ Walk in Closet ในไทยล่ะครับ แต่จะเป็นห้องที่เดินเข้าไปแล้วต้องทำตัวเล็กหน่อย

ระเบียงใหญ่พร้อมคอมแอร์ตั้งพื้น

ห้องน้ำ

ห้องแบบ 91.63 ตรม.นี้ ถ้ารวมพื้นที่ระเบียงไปด้วยก็ร้อยกว่าตรม.เลยครับ มีจุดเด่นตรงที่สามารถ Customized ว่าจะให้วางแนวครัวเป็นแบบไหน จะกั้นห้องเพิ่มไหม หรือจะเป็นพื้นที่ครัวเปิด พร้อมส่วน Living & Dining ใหญ่ๆแบบห้องตัวอย่างครับ

ประตูที่นี่สวยมากๆ มาพร้อมช่องเสียบหนังสือพิมพ์

ห้องอาบน้ำและห้องสุขาครับ

 

ห้องอาบน้ำและห้องสุขาครับ

ห้องแรกเป็นห้องทำงานได้

ครัวใหญ่มาก

โครงการ PROUD CITY Musashino – Mitaka จะสร้างเสร็จในช่วงเดือนพย. 2018 ครับ ใครสนใจลองแวะเข้าไปดูได้เช่นกัน ยังพอมีห้องเหลือขายอยู่ครับ

 

เอาล่ะครับก็ถึงเวลาต้องสรุปกันแล้วว่าเราได้อะไรจากการไปแอบดูโครงการของ Nomura Real Estate Development ในครั้งนี้บ้างครับ คือก่อนอื่นก็ต้องขอบอกว่าโครงการของ Nomura ภายใต้แบรนด์ PROUD นั้นเป็นคอนโดที่อยู่ในเกรดพรีเมียม – ไฮเอนด์ ครับ โดยคู่แข่งที่ดูจะสมน้ำสมเนื้อกันมากที่สุด ในเชิงของทำเลและราคาขายก็ดูจะเป็นโครงการของ Sumitomo Realty นั้นล่ะครับ แต่ต่างฝ่ายต่างก็มีดีคนละอย่าง ใครที่ชอบดีไซน์โฉบเฉี่ยวทันสมัยกระจกเยอะๆ ก็คงจะชอบคอนโดของ Sumitomo แต่ใครที่ชอบพื้นที่ส่วนกลางที่ผ่านการคิดคัดสรรมาแล้วจากเหล่านักวิชาการ โดยถามความเห็นจากลูกบ้านมาเพื่อทำ PDCA อีกทีก็ต้องเป็นคอนโดของ Nomura ครับ อ้อ ที่สำคัญคือทาง Nomura เองมีการบริหารจัดการนิติบุคคลต่อเนื่อง 2 ปีเป็นอย่างน้อยหลังจากโครงการสร้างเสร็จครับ ซึ่งตรงนี้เองจากการพูดคุยกับทีมงานก็พบว่ามีอะไรหลายๆอย่างที่ทาง Nomura ลงทุนสร้างเพิ่ม เพื่อให้ลูกบ้านอยู่แล้ว Happy มากที่สุด ไม่ได้จบเพียงแค่การซื้อครับ

 

แต่ในด้านราคาผมก็ลองสังเกตุเปรียบเทียบกันดูก็จะเห็นว่าเกือบทุกโครงการที่อยู่ในย่านเดียวกัน โครงการภายใต้แบรนด์ PROUD จะขายแพงกว่าเสมอครับ หรือนี่จะเป็นสาเหตุที่ทำให้แบรนด์ PROUD ขึ้นครองใจเป็นอันดับหนึ่งของคนญี่ปุ่นในหลายๆหมวด ฮา….แน่นอนว่าทาง Nomura Real Estate Development ในฐานะที่เป็น Partner สำคัญกับทาง Origin Property ย่อมที่จะมีการนำเอานวัตกรรมการออกแบบต่างๆส่งตรงจากญี่ปุ่นมาถึงผู้บริโภคเมืองไทยในอนาคตแน่นอนครับ โดยเริ่มจากที่แรกคือโครงการ Park 10 ทองหล่อ 10 นั้นเองครับ ซึ่งก็ต้องดูกันต่อไปว่าจะออกมาในรูปแบบไหน และจะถูกจริตคนไทยมากน้อยเพียงใดครับ ไว้พบกันใหม่โอกาสหน้าปีหน้านะครับ หวังว่าเราคงจะได้มีโอกาสไปส่องดูโครงการอสังหาฯต่างประเทศของ Developer รายอื่นๆที่นอกเหนือจากญี่ปุ่นด้วยเช่นเดียวกันครับ… บาย

เกริก บุณยโยธิน

เกริก บุณยโยธิน

ผู้ก่อตั้งเวปไซต์แบ่งปันความรู้ด้านการตลาด และการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาฯ พร็อพฮอลิค ดอทคอม..หลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการวนเวียน เข้าๆออกๆ ในสายงานด้านการตลาด และวางแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ของบริษัทอสังหาฯ และเอเยนซีโฆษณาชั้นนำหลายแห่ง (โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องจับสลากเจอลูกค้าสายอสังหาฯทุกที)...จนถูกครอบงำโดยจิตใต้สำนึก ให้ถีบตัวเองออกจากกรอบการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อออกมาจุดประกายความคิดที่ถูกต้อง และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจในธุรกิจอสังหาฯ

เว็บไซต์

นิว โนเบิล ศรีนครินทร์-ลาซาล

พฤกษาวิลล์ กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่-ว...

โฮล์ม เอกมัย 22

HOLME EKKAMAI 22 อยู่ในย่านเอกมัยเหนือ ย่านที่มีบรรย...

1 November, 2019

วาลเด้น ทองหล่อ 8 & วาลเด้น ทองหล่อ 13

ในปีนี้ Boutique Developer อย่าง Habitat Group มีควา...

29 October, 2019

เดอะทรี สุขุมวิท-พระราม 4

ในช่วงสิ้นปี 2019 นี้ถึงสิ้นปีหน้า 2020 ทำเลพระรามสี...

26 October, 2019

ไลฟ์ วัน ไวเลส [อาคารจริง]

LIFE ONE WIRELESS เป็นคอนโดมิเนียมแบรนด์เนมที่ราคาถู...

24 October, 2019

เดอะเนสท์ จุฬา – สามย่าน

The Nest Chula Samyan (เดอะ เนสท์ จุฬาฯ - สามย่าน) อ...

22 October, 2019