พาชม 2 โปรเจกต์ Mixed Use ยักษ์ใหญ่ จาก โตคิว คอร์ปอเรชั่น ผู้นำอสังหาฯ ในย่านชิบูย่า

wipawan khampuwiang 07 June, 2018 at 12.39 pm

เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทางแสนสิริ (Sansiri) ที่เป็นผู้นำทางด้านอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ได้ยกทัพนักข่าวกว่า 20  ท่าน ร่วมชมโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ของบริษัทร่วมทุนอย่างบริษัทโตคิว คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นผู้นำในด้านอสังหาฯ ในย่านชิบูย่า โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งก่อนหน้านี้ทางแสนสิริและโตคิวฯ ได้ร่วมมือกันพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมโครงการแรก ภายใต้ชื่อ “taka HAUS” (ทากะ เฮาส์) บนทำเลเอกมัย 12 มูลค่าของโครงการร่วม 2,000 ล้านบาททีเดียว และได้รับความสนใจเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติอย่างคนญี่ปุ่นเองก็ตาม จึงทำให้ตอนนี้ทำให้มียอดขายแล้วถึง 95% ใกล้ปิดโครงการขายแล้วนั่นเอง

คลิกที่นี่เพื่ออ่านบทความรีวิวโครงการ taka HAUS : https://propholic.com/prop-verdict/taka-haus/

 

ซึ่งการพาทัพนักข่าวมาเยือนไกลถึงประเทศญี่ปุ่นในครั้งนี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะพามาเที่ยวหรือดูโปรเจกต์ของบริษัทร่วมทุนเพียงอย่างเดียว ไฮไลท์ของงานก็จะเป็นการจัดงานแถลงข่าวของทั้งสองบริษัทฯ จัดขึ้นที่โรงแรม Cerulean Tower Tokyu Hotel ของบริษัทร่วมทุนนั่นเอง ซึ่งทั้งสองบริษัทฯ ได้ประกาศจับมือเปิดตัวคอนโดมิเนียมอีก 2 โครงการภายใต้บริษัทร่วมทุนที่กำลังจะเกิดขึ้นที่เมืองไทยอีกไม่นานนี้ ในทำเลสุดฮิตที่เรียกได้ว่าไม่ว่าจะเป็นดีเวลลอปเปอร์เจ้าไหนก็อยากลงทุนในย่านนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะด้วยเรื่องศักยภาพของทำเลที่อยู่ใจกลางถนนสุขุมวิท และความสะดวกของเส้นทางการจราจร นั่นก็คือทำเลเอกมัยและทำเลสุขุมวิท 50 ซึ่งมีมูลค่ารวมของทั้ง 2 โครงการกว่า 5,000 ล้านบาท และทั้งสองบริษัทฯ ยังเชื่อมั่นว่าจะเป็นการพลิกโฉมพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยตอบรับไลฟ์สไตล์จากเทรนด์การใช้ชีวิตยุคใหม่ของญี่ปุ่น และเตรียมเผยโฉมคอนโดฯ รูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย ครั้งแรกในวงการอสังหาฯ เดือนสิงหาคมนี้


โดยทางแสนสิริได้ให้ข้อมูลเบื้องต้นของทั้ง 2 โครงการว่า โครงการแรกจะเป็นคอนโดมิเนียมแบบ Hi Rise ความสูง 38 ชั้น อยู่บนทำเลเอกมัย ซึ่งเป็นทำเลที่เต็มไปด้วยไลฟ์สไตล์ของคนกรุงเทพฯ แวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ และการสัญจรที่สะดวกสบาย การเดินทางที่รวดเร็วด้วยโครงการรถไฟฟ้า และได้รับจากชาวต่างชาติเป็นอย่างมากโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น โดยจะเปิดขายในปลายเดือนมิถุนายนปีนี้ ส่วนรายละเอียดชื่อของคอนโดทั้งสองโครงการนั้น ทางผู้บริหารของแสนสิริบอกมาว่าอยู่ในช่วงกำลังเลือกอยู่ ถ้ามีรายละเอียดอะไรเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบอีกที

และโครงการที่ 2 เป็นคอนโดฯ แบบ Low Rise ความสูง 8 ชั้น มีด้วยกัน 2 ตึก จำนวน 300-400 ยูนิตเท่านั้น ที่พัฒนาภายใต้แนวคิดมอบความสงบและเป็นส่วนตัวให้กับชีวิตเมือง ซึ่งเป็นเทรนด์ที่คนอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ กำลังต้องการ ตั้งอยู่บนทำเลสุขุมวิท 50 ใกล้กับรถไฟฟ้าสถานีอ่อนนุชเพียง 500 เมตร และจุดขึ้น-ลงทางด่วน ซึ่งเชื่อว่าโครงการนี้จะได้รับความสนใจจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งจะเปิดขายอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคมตามหลังโครงการแรกมาติดๆ

ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งสองบริษัทฯ ได้ร่วมกันจัดตั้งบริษัทใหม่ ภายใต้ชื่อ บริษัท สิริ ทีเค ทรู (Siri TK Two Company Limited) และบริษัท สิริ ทีเค ทรี (Siri TK Three Company Limited) โดยสัดส่วนของการถือหุ้นนั้น กลุ่มแสนสิริถือหุ้น 70% และกลุ่มโตคิว คอร์ปอเรชั่น ถือหุ้นสัดส่วน 30% เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม 2 โครงการใหม่ ที่ได้กล่าวไปในข้างต้นนั่นเอง

 

สำหรับบริษัทโตคิว คอร์ปอเรชั่น (Tokyu Coporation) เริ่มต้นทำธุรกิจโดยการก่อสร้างทางรถไฟสาย เมกุโระ – คามาตะ ในปี 2565 จวบจนมาถึงปี 2560 กลุ่มบริษัทโตคิวมีบริษัทในเครือทั้งสิ้น 220 บริษัท และ 8 บริษัทจดทะเบียนภายใต้การดูแลของ โตคิว คอร์ปอเรชั่น ธุรกิจต่างๆ เหล่านี้ถูกจัดรวมเข้าเป็น 4 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มธุรกิจขนส่ง/คมนาคม กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทัพย์ กลุ่มธุรกิจบริการเพื่อการใช้ชีวิตที่สุขสบาย และกลุ่มธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ต ซึ่งกลุ่มธุรกิจโตคิว สามารถที่สรรค์สร้างสภาพแวดล้อมเพื่อการดำเนินชีวิตที่สวยงามสำหรับทุกกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปโดยการรวมฟังก์ชั่นของธุรกิจต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน

และโตคิว คอร์ปอเรชั่น ในฐานะธุรกิจหลักของกลุ่ม ได้พัฒนาความเป็นอยู่ของคนในเมือง ด้วยการนำบริการด้านการคมนาคม ซึ่งเป็นหัวใจหลักของธุรกิจ มาพัฒนาในระยะยาว พร้อมค้นคิดและพัฒนาการให้บริการที่รองรับกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค

ขบวนรถไฟที่ทางโตคิว คอร์ปอเรชั่น ใช้กับงานขนส่งสาธารณะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

แผนที่เส้นทางรถไฟของโตคิว คอร์ปอเรชั่น เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นมีหลายบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับรถไฟจึงทำให้แผนที่เส้นทางรถไฟมีหลายสายกระจายกันไปตามเขตต่างๆ แค่ของโตคิวฯ ยังมีหลายสายขนาดนี้ ถ้ารวมกับของเจ้าอื่นคงจะทำให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการอยากใช้รถไฟเพื่อเดินทางเป็นครั้งแรกคงปวดหัวไม่ใช่น้อย

ภาพจาก : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A7_%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%99

 

เสร็จจากงานแถลงข่าวในช่วงเช้า ช่วงบ่ายก็มีแพลนไปชมโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ของทางโตคิวฯ ที่อยู่ในย่าน TAMAKAWA ใช้เวลาเดินทางจาก Cerulean Tower Tokyu Hotel เพื่อไปยัง Futako Tamakawa Rise

ย่าน TAMAKAWA ก็เป็นอีกย่านนึงที่โตคิวได้เข้ามาพัฒนาเมืองให้มีความก้าวหน้าและแวดล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้น ด้วยโปรเจกต์ FUTAKO TAMAKAWA” ซึ่งมีทั้งห้างสรรพสินค้า โรงแรม และออฟฟิศ มีหลายตึกด้วยกันไม่ว่าจะเป็น Futako Tamakawa Rise Office, Futako Tamakawa Rise Rakuten Crimeson House, Futako Tamakawa Excel Hotel Tokyo, Futako Tamakawa Rise Tower & Resistance, Futako Tamakawa Rise Shopping Center, Futako Tamakawa Rise Birds Mall และ Futako Tamakawa Rise Dogwood Plaza โครงการทั้งหมดถูกพัฒนาขึ้นในพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 100 ไร่

ซึ่งพื้นที่ที่ตั้งของโปรเจกต์ดังกล่าว เมื่อก่อนเคยเป็นสวนสนุกมาก่อน แต่เนื่องด้วยไม่ค่อยมีคนมาใช้บริการจึงถูกปิดกิจการไป ทางโตคิวจึงมองเห็นประโยชน์ของพื้นที่ส่วนจึงนำมาพัฒนาต่อ โดยมีรูปภาพเปรียบเทียบความแตกต่างของย่าน Tamakawa เมื่อ 51 ปีที่แล้วที่ถูกบันทึกไว้

อีกตึกหนึ่งในโปรเจกต์ FUTAKO TAMAKAWA ที่น่าสนใจคือ Futako Tamakawa Rise Office ซึ่งในตึกจะมี 4 ส่วนด้วยกัน คือ สวนสาธารณะ ออฟฟิศ ห้างสรรพสินค้า และคอนโดที่พักอาศัย

โดยเจ้าหน้าที่ของทางโตคิวฯ ได้พานักข่าวไปที่ชั้น 8 ของตึก Futako Tamakawa Rise Office เพื่อชมระบบปฏิบัติการณ์พิเศษที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ยุค 4.0 ที่เน้นถึงความสะดวกสบายแถมความปลอดภัยควบคู่ไปด้วย ซึ่งไฮไลท์จะเป็นแอพพลิเคชั่น intelligent HOME ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นที่สามารถควบคุมระบบไฟฟ้าภายในบ้านได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปิด-ปิดไฟ เปิดแอร์ หรือระบบสั่งงานด้วยเสียงเพื่อเปิด-ปิดม่าน ซึ่งจะทำให้ผู้อยู่อาศัยได้รับความสะดวกสบายอย่างสูงสุด โดยแอพพลิเคชั่นนี้ ทางแสนสิริได้นำเข้ามาใช้กับโครงการคอนโดมิเนียมเรียบร้อยแล้ว

ง่ายๆ เพียงแค่ใช้สมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อกับ WIFI และใช้แอพพลิเคชั่น LINE ควบคุมการสั่งงานระบบไฟฟ้าภายในห้อง แอพพลิเคชั่นสามารถใช้งานได้หลายภาษาโดยการเซ็ทภาษาเองได้จากสมาร์ทโฟน

ระบบประตูใช้เป็นแบตเตอรี่ และใช้งานได้นานถึง 1 ปี

ลำโพงที่สามารถสั่งการด้วยเสียงเพื่อเปิด-ปิดม่านได้ สามารถเลือกเปลี่ยนเป็นภาษาไทยได้

ลงมายังชั้น 6 ของตึกยังมีส่วนของ Co-Working Space ไว้รองรับผู้คนที่อยากใช้พื้นทำงานนอกบ้านแต่ยังได้รับความสะดวกสบายเหมือนกับอยู่ที่บ้าน มีโต๊ะเก้าอี้ไว้รองรับเพียงพอต่อความต้องการ และมีส่วนครัวไว้ให้ดื่มน้ำ ดื่มกาแฟ ทานขนมได้ ราคาเฉลี่ยต่อเดือนก็ประมาณ 3,000 บาทไทยเท่านั้น และสามารถมาใช้พื้นที่ได้ทุกวัน

มีล็อกเกอร์สำหรับเก็บของให้กับสมาชิกที่มาสมัครใช้ในส่วนของ Co-Working Space

มองจากมุมนี้ก็จะเห็นรถไฟสถานี Tamakawa ที่โตคิวเป็นผู้พัฒนา

อีกส่วนหนึ่งที่ทางโตคิวได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยโตเกียว ทำ Campus ที่เป็นห้องให้นักศึกษาสาขา Engineering ได้เข้ามาใช้บริการในการเรียน อ่านหนังสือ ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ ก็ได้ ถือได้ว่าทางโตคิวได้พัฒนาในย่าน Tamakawa ให้มีความเจริญก้าวหน้าเพื่อความสะดวกสบายของผู้คนอย่างแท้จริง

บรรยากาศโดยรอบของตึก Futako Tamakawa Rise Office ที่มีคนพลุกพล่านอยู่ตลอด เพราะมีทั้งสถานีรถไฟตึกข้างๆ ก็เป็น Shopping Center และที่นี่ก็มีการจัดงานอีเว้นท์บ่อย จึงทำให้มีผู้คนเข้า-ออกอยู่ตลอด ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง Center ของคนในย่าน Tamakawa เลยก็ว่าได้

ทางเชื่อมต่อไปยังสถานีรถไฟ Tamakawa

มาถึงอีกหนึ่งโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ของทางโตคิวที่ช่วยตอกย้ำภาพความเป็นผู้นำอสังหาฯ ในย่านชิบูย่า คือโปรเจกต์ “SHIBUYA +FUN PROJECT” ประกอบด้วยโครงการ Mixed use ขนาดใหญ่ที่มีหลายอาคาร ส่วนใหญ่เป็นตึกที่ให้เช่าเป็นสำนักงานส่วนชั้นล่างของตึกก็จะเป็นห้างสรรพสินค้า

ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวของโปรเจกต์นี้ ได้รับกฎหมายผ่านพิเศษในการสร้างตึก และมีพื้นที่ทั้งหมดขนาดประมาณ 100 ไร่ จะมีด้วยกันถึง 4 ตึกใหญ่ด้วยกันคือ Shibuya Hikaria, Shibuya Station south area, Shibuya Station area และ Shibuya Dogen-zaka area ซึ่งตึก Shibuya Hikaria แล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2012 ส่วนตึกอื่นๆ คาดว่าแล้วเสร็จในปี 2019 เพื่อรองรับการบูมของโอลิมปิคที่จะเกิดขึ้นปี 2020 นี้

โมเดลจำลองตึกที่อยู่ในโปรเจกต์ “SHIBUYA +FUN PROJECT” ของทางโตคิว และย่านชิบูย่าโดยรอบ

ตึก Shibuya Hikaria ที่แล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2012 เริ่มใช้งานได้ก่อนตึกอื่นๆ ที่อยู่ในโครงการเดียวกัน

โดยภายในตึก Shibuya Hikaria จะมีการแบ่งโซนการใช้งานในแต่ละชั้นที่แตกต่างกันไป เช่น Shopping Area, Café & Dinning, Creative, Hikaria Hall, Sky Lobby, Tokyu Theatre Orb และ Office เป็นการแบ่งสัดส่วนของตึกให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ความพิเศษของตึก Shibuya Hikaria ที่โซนด้านนอกจะไม่ติดแอร์ฯ เนื่องจากในตึกมีสถานีรถไฟฟ้าอยู่ชั้นใต้ดิน แล้วจะมีช่องให้ลมสามารถผ่านขึ้นมาบนตึกได้ ทำให้อากาศถ่ายเทตลอดเวลา

เจ้าหน้าที่กำลังอธิบายถึงเรื่องลมที่ตีขึ้นมาด้านบนเมื่อมีรถไฟวิ่งผ่านอยู่ข้างล่าง ทำให้ลมกระจายตัวขึ้นไปถึงด้านบนของตึก ในตึกจึงมีอากาศถ่ายเทอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ

ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่อยู่ใจกลางของย่านชิบูย่าเลยก็ว่าได้

ใช้เวลาเดินไม่ถึง 10 นาที จากโรงแรม Shibuya Excel Hotel ที่เป็นโรงแรมในเครือของโตคิว มายังตึก Shibuya Hikaria เพียงแค่ 600 เมตรเท่านั้น

มุมมองจากตึก Shibuya Hikaria ที่สามารถเห็นวิวของแยกชิบูย่าที่มีผู้คนและการจราจรอย่างหนาแน่น

ในทริปนี้ที่ได้ไปชมโปรเจกต์ใหญ่ของทางโตคิวฯ ทั้ง 2 ที่ ถือได้ว่าเป็นโปรเจกต์ Mixed Use ที่น่าจับตามองมากเลยทีเดียว ซึ่งทางส่วนของย่าน Tamakawa ที่อยู่ห่างจากชิบูย่าไม่มากนัก ทางโตคิวฯ ก็ได้ทำการพัฒนาเมืองอย่างต่อเนื่อง เพื่อต้องการหาจุดศูนย์รวมของผู้คนในย่าน Tamakawa จึงเกิดเป็นโปรเจกต์ “Futaka Tamakawa Rise” ขึ้น ที่มาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ตึกสำนักงาน สวนสาธารณะขนาดใหญ่ และตึกที่พักอาศัย เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนในย่าน Tamakawa และเป็นการปรับปรุงเมืองให้มีความน่าอยู่มากขึ้นอีกด้วย และ SHIBUYA +FUN PROJECT” ก็เป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ที่ผู้นำด้านสังหาฯ ในย่านชิบูย่า อย่างโตคิวฯ ได้มุ่งมั่นพัฒนา ให้เป็นตึกที่รวบรวมความต้องการของผู้คนในย่านชิบูย่าและเป็นศูนย์รวมของทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Office, Theatre Ord, Shopping Center และ Creative Space แถมยังเพิ่มความสะดวกในการเดินทางด้วยการเชื่อมต่อด้วยใต้พื้นดินกับ Tokyu Toyoko Line, Tokyo Metro Fukutoshin Line สถานี Shibuya เพื่อเป็นการพัฒนาเมืองให้มีความก้าวหน้า และยังเป็นการต้อนรับการเป็นเจ้าภาพการแข่งขันโอลิมปิกที่จะเกิดขึ้นใน 2020 นี้อย่างยิ่งใหญ่อีกด้วย

 

ส่วนโครงการคอนโดมิเนียม 2 โครงการใหม่ล่าสุดในย่านใจกลางกรุงเทพฯ ที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างสองบริษัทอย่างแสนสิริและโตคิวฯ นั้น รายละเอียดอื่นๆ ผู้ชมน่าจะได้ทราบในเร็วๆ นี้ ไม่นานเกินรอแน่นอน



wipawan khampuwiang

wipawan khampuwiang

จบทางด้านภาษาไทยและชอบงานเขียน ชอบอ่านและดูรูปภาพรีวิวบ้าน คอนโดต่างๆ เบื่อกับการอยู่ห้องทั้งวันแบบไม่มีอะไรทำ ฉะนั้นงานอดิเรกก็เลยชอบหาที่เที่ยวและถ่ายภาพ

เว็บไซต์

“Niche MONO Mega Space Bangna” กว้างมากกว่าด้วย Double Space & Triple Facilities เริ่ม 2.2 ล้าน

จะซื้อคอนโดใหม่ทั้งทีต้องดูจากอะไรบ้าง แล้วโครงการไหนดีที่สุด? นี่คงเป็นคำถามที่คนจะซื้อคอนโดมีอยู่ในใจกันใช่ไหมคะ จริงๆ แล้วอาจจะพูดได้ว่าไม่มีคอนโดไหนที่ดีที่สุดจริงๆ แต่จะมีแค่คอนโดพัฒนาจนถูกใจเ... อ่านต่อ




Saladeang One X BEATNIQ: 7 Wonders Lifestyles units at a NEVER BEFORE PRICE

แคมเปญ 7 WONDERS 7 LIFESTYLES เป็นโปรโมชั่นพิเศษ จาก 2 Limited Luxury Condominiums by S... อ่านต่อ

วิเคราะห์แนวนโยบาย Macroprudential สำหรับสินเชื่อ เพื่อที่อยู่อาศัย เพิ่มดาวน์ 20% ยาแรงหรือแค่ยาชา?

มีคนถามผมเข้ามาถึงเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ ออกข้อเสนอแนวนโยบาย Macroprudential ส... อ่านต่อ

คอนโดแมนพรีวิว “PARK ORIGIN THONGLOR” คอนโด Flagship ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Origin

PARK ORIGIN เปิดตัวพร้อมกัน 3 ทำเลคือ พญาไท ทองหล่อ และพร้อมพงษ์ ซึ่งนอกจากคำว่า PARK ... อ่านต่อ

แสนสิริ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในด้านผู้พัฒนานวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล เผยแผนพัฒนาสมาร์ท คอนโด ประกาศเดินหน้าใช้เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ในทุกโครงการคอนโดมิเนียมที่จะแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป แบ่งแผนพัฒนาออกเป็น 3 ระดับตามเซ็กเมนต์โครงการ ตั้งแต่การควบคุมระบบพื้นฐานไปจนถึงอาคารอัจฉริยะเต็มรูปแบบ เน้นกลยุทธ์ในการยกระดับสมาร์ท คอนโด ของวงการอสังหาริมทรัพย์ ผ่านแนวคิด 3 ด้าน ได้แก่ iConvenience (ความสะดวกสบาย) iSafe (ความปลอดภัย) และ iGreen (ด้านประหยัดพลังงาน) ชู “เดอะ ไลน์ อโศก-รัชดา” โครงการภายใต้การร่วมทุนระหว่างแสนสิริและบีทีเอส กรุ๊ปฯ เป็นโมเดลสมาร์ท คอนโดแห่งแรกของแสนสิริ พร้อมยก ดิ เอดจ์ (The Edge) อาคารอัจฉริยะที่สุดในโลกของประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นต้นแบบในการพัฒนาโครงกายภายในปี 2563

ในยุคที่ผู้คนโหยหาความเป็นรากเหง้าที่บรรพบุรุษสืบสานต่อๆ กันมา ทำให้คนรุ่นใหม่หันมาหลงใหลความเป็นไทยกันมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่การออกแบบ “บ้าน” ของโครงการต่างๆ ที่ประยุกต์ความโมเดิร์นและ ภูมิปัญญาไทยเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นเอกลักษณ์ที่ควรค่าแก่การลงทุน บริษัท พรีเมียร์ แอสเซ็ทส์ จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ผ่านแนวคิดเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน เปิดโครงการใหม่ บ้านนวัต รามคำแหง 118 บ้านเดี่ยวนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Thoughtful Design for Every Step of Life” บ้านสำหรับคนทุกเจเนอเรชั่น อยู่อาศัยอย่างเป็นส่วนตัวและยั่งยืนพร้อมประหยัดพลังงานเต็มรูปแบบ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเป็นส่วนตัว รักความเงียบสงบ มีระบบการรักษาความปลอดภัยที่ทันสมัย บนทำเลที่ลงตัวบนถนนรามคำแหง ซอย 118 แยก 33 เดินทางสะดวกด้วยการคมนาคมที่ครอบคลุมทุกเส้นทาง ในอนาคตสามารถใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตลิ่งชัน-มีนบุรี) สถานีสัมมากร