CENTRIC Ratchayothin คอนโดรู้ใจคนอยู่ ที่พร้อมอัพเกรดคุณภาพชีวิตให้ดีกว่าใคร เพียง 150 เมตรจากสถานีรัชโยธิน

เกริก บุณยโยธิน 12 February, 2018 at 13.25 pm

เมื่อราวๆช่วงไตรมาสสามของปี 2017 ผมได้ทราบข่าวมาว่าทาง SC ASSET เตรียมตัวที่จะพัฒนาโครงการคอนโด High Rise แถวรัชโยธิน ซึ่งมีที่ตั้งอยู่เยื้องกับ Shopping Mall สไตล์ Cineplex ที่เป็นแหล่งแฮงค์เอ้าท์ประจำของคนในย่านนี้มาอย่างยาวนานอย่าง Major Ratchayothin…ในแวปแรกผมได้ตั้งคำถามไว้ในใจว่าทำไม SC ASSET ถึงมาเปิดคอนโดสูงในย่านนี้ และศักยภาพของย่านนี้จะทัดเทียมกับย่านห้าแยกลาดพร้าวที่มีแต่คอนโดจากสารพัดบิ๊กเนม ซึ่งล้วนแต่แย่งกันเปิดแย่งกันขายอยู่หลายพันยูนิตได้หรือ อีกทั้งถ้า SC ASSET จะใช้กลยุทธ์ Pricing เป็นตัวนำในการทำการตลาดสำหรับโครงการนี้ ก็คงจะแทบเป็นไปไม่ได้ในการแข่งขันกับอีกหลายโครงการที่ตั้งอยู่ห่างออกไปในบริเวณสถานีเสนานิคม รวมถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อันเป็นสมรภูมิที่เต็มไปด้วยคอนโดแนว Mass – Economy จากดีเวลลอปเปอร์เจ้าถิ่นมากมาย ความสงสัยของผมยิ่งถูกขมวดปมให้มากขึ้นกว่าเดิมเมื่อทราบว่าทาง SC  ASSET เลือกที่จะส่งแบรนด์ CENTRIC (เซ็นทริค) เพื่อมาเขย่าตลาดในย่านนี้โดยเฉพาะ หาได้เป็น Fighting Brand อย่าง CHAMBERS ที่ช่วงหลังๆเริ่มรุกตลาดกระชับพื้นที่ในย่านลาดพร้าว-รามอินทรามากขึ้น หรือมิใช่แบรนด์ใหม่อย่างที่ทาง SC ASSET พยายามเข็นออกมาสู้อย่างต่อเนื่องในตลาดคอนโดระดับ Luxury

 

CENTRIC Ratchayothin (เซ็นทริค รัชโยธิน) มาพร้อมกับความคาดหวังจากหลายๆฝ่าย โดยเฉพาะลูกค้าขาประจำของ SC ASSET (ที่ในปีๆนึงจะมีคอนโดให้ซื้อแค่ไม่กี่โครงการ) หลายคนที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยว่ารูปแบบของโครงการนี้จะเป็นอย่างไร หลังจากที่ห่างหายจากการใช้แบรนด์นี้มาสักพักใหญ่ โดยหากย้อนไปล่าสุดก็เป็นปี 2013 ที่มีการเปิดตัวรวดเดียวถึง 3 โครงการคือ CENTRIC Huai Kwang Station, CENTRIC Ari Station และ CENTRIC Sea Pattaya


โดยณ ปัจจุบัน โครงการภายใต้แบรนด์ CENTRIC เหลือ Inventory เป็นห้องพร้อมอยู่ อยู่น้อยมากที่พัทยา CENTRIC Ratchayothin เป็นโครงการลำดับที่ 12 ของ CENTRIC แถมอายุของแบรนด์มีการผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานถึง 14 ปี โดยที่ทิ้งช่วงห่างหายไปจากการเปิดโครงการใหม่ถึง 5 ปี ดังนั้นการกลับมาในครั้งนี้ จึงเป็นหลักประกันได้ว่า นี่คือการพร้อมกลับคืนสู่บรรลังค์อีกครั้งของคอนโดที่อดีตเคยเป็น Top of Mind ของตลาดคอนโดนเซกเมนท์ Premium Mass ใกล้สถานีรถไฟฟ้า

การกลับมาในครั้งนี้นอกจากทางทีมงาน SC ASSET จะพัฒนาโครงการในรูปแบบที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มผู้ที่พักอาศัยจริงมากที่สุด ตามยุทธศาสตร์ Human Centric จนออกมาเป็นดีไซน์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว พื้นที่ส่วนกลางแบบ Triple Facilities กว่า 1,000 ตรม.ในคอนเซปท์ Co-Living Space พ่วงด้วยเทคโนโลยีสุดอัจฉริยะอย่าง “บ้านรู้ใจ แอพพลิเคชั่น” แล้ว SC ASSET ยังมองว่าทำเลรัชโยธินตรงนี้ล่ะ ที่น่าจะตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ทาง SC ASSET วางเอาไว้ว่าเป็น Young Successor อายุไม่เกิน 35 ปีที่มีความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตัวเองครอบครองคือสิ่งที่ดีที่สุด เพราะผ่านการคัดกรองมาอย่างดีด้วยตัวเองแล้ว

 

ทำไมต้องรัชโยธิน?

 

ถ้าพูดถึงทำเลที่น่าจะเป็นที่นิยมแห่งต่อไปในการพัฒนาโครงการคอนโดในรอบปี 2018 นี้ก็คงจะหนีไม่พ้น 5 ย่านที่อยู่อาศัยเก่าแก่ที่ถูกอัพเกรดขึ้นมาอีกขั้น จากการมาของรถไฟฟ้าเส้นทางใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น สายสีเขียวเหนือ (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) สายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย (หัวลำโพง – ท่าพระ- บางแค) สายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรี) สายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) และสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ซึ่งในมุมมองผมย่านที่อยู่ในเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายตอนเหนือ (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) คือย่านพร้อมกว่าใคร ถ้าหากพิจารณาในเรื่องของความก้าวหน้าในการก่อสร้างและความนิยมในการเดินทาง

 

รถไฟฟ้าสายสีเขียวหรือที่ดูเหมือนว่าคนในยุตปัจจุบันจะคุ้นในชื่อ BTS มากกว่า นับว่าเป็นหัวใจหลักของการเดินทางสำหรับในกทม.ในฐานะที่เป็นรูปแบบการคมนาคมที่ดีที่สุดสำหรับคนทุกระดับชั้น รวมถึงชาวต่างชาติและคนรุ่นใหม่ที่ตอนนี้สถานี BTS ต่างๆถูกจดจำในฐานะที่เป็นจุดนัดพบแทนที่จะเป็นชื่อถนนต่างๆ และเป็นเส้นทางการเดินทางที่ยาวมากโดยเชื่อมตั้งแต่ตอนเหนือของกรุงเทพฯไปถึงฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ พาดผ่านจุดสำคัญทางเศรษฐกิจหลายแห่งไมว่าจะเป็น Siam Square, จตุจักร, พญาไท, ราชประสงค์, อโศก, ทองหล่อ และยังข้ามไปยังเขตฝั่งธน รวมถึงย่านสมุทรปราการ ปัจจุบันรถไฟฟ้าสายสีเขียวเปิดใช้งานทั้งสิ้น 34 สถานีในระยะทาง 36.3 กม. รวมทั้งสายสีเขียวเดิมและส่วนต่อขยาย (อ่อนนุช-แบริ่ง, วงเวียนใหญ่-บางหว้า) โดยเส้นทางให้บริการจะเพิ่มขึ้นมาอีกหลายเท่าตัว หลังจากได้รับสัญญาสัมปทานสายสีเขียวส่วนต่อขยายแบริ่ง- สมุทรปราการ (เปิดให้บริการเต็มรูปแบบปีนี้) และหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต (เปิดให้บริการ 2563) ซึ่งก็จะทำให้ตลอดเส้นทางที่รถไฟฟ้าสายนี้ผ่านเกิดการพัฒนาโครงการอสังหาฯในรูปแบบต่างๆเพิ่มมากขึ้น และยิ่งทำให้รถไฟฟ้าสายสีเขียวทรงพลานุภาพมากกว่าเดิม เพราะจะช่วยเชื่อมกทม.และปริมณฑลโดยรอบเข้าไว้ด้วยกันทั้งปทุมธานี และสมุทรปราการ

 

รัชโยธิน: “With seamless connectivity

 

หากเราให้คำนิยามว่ากรุงเทพฯตอนเหนือคือบริเวณตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้าหมอชิตวิ่งขึ้นไปตามถนนพหลโยธินจนไปสิ้นสุดที่บริเวณดอนเมืองก่อนจะข้ามไปเขตจังหวัดปทุมธานี ก็คงจะบอกได้ว่า ห้าแยกลาดพร้าวคือเมืองหลวงของกรุงเทพตอนเหนือ เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ในอนาคตน่าจะมีศักยภาพที่จะเป็น New CBD แห่งต่อไป ด้วยการพัฒนาอภิมาหโปรเจคหลายแห่งทั้งจากหน่วยงานรัฐและเอกชน มีห้างเซ็นทรัลลาดพร้าวเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกขนาดใหญ่เพียงหนึ่งเดียวในย่านนี้ แถมห้าแยกลาดพร้าวก็เป็น Intersection เป็นแยกที่มีถนนสำคัญมากถึง 3 เส้นมากระจุกรวมกันได้แก่ ถนนวิภาวดีรังสิตเป็น Highway เชื่อมออกไปสู่ภาคเหนือและอีสานของไทย ถนนพหลโยธินที่เชื่อมระหว่างเมืองชั้นในกับต่างจังหวัด และถนนลาดพร้าวซึ่งเป็นถนนวางตัวแบบ East-West เชื่อมผู้คนจากกรุงเทพฝั่งตะวันออกเข้ามาใจกลางเมือง

แต่ในอนาคตข้างหน้าพัฒนาการของย่านกรุงเทพตอนเหนือจะขยายตัวมายังบริเวณใกล้เคียงกันอย่างแยกรัชโยธิน ซึ่ง ณ ปัจจุบันนี้ถูกมองว่าเป็นทำเลทางผ่านที่อยู่กึ่งกลางระหว่างย่าน Education District อย่างม.เกษตรศาสตร์และย่านธุรกิจอย่างห้าแยกลาดพร้าว ในปัจจุบันคนที่ผ่านไปมาบริเวณย่านรัชโยธินมักจะเป็นกลุ่มคนที่ทำงานในอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ย่านนี้อย่าง SCB Park หรือไม่ก็เป็นคนทำธุรกิจบนเส้นรัชดา-ลาดพร้าวเป็นหลัก รวมถึงเส้นรัชดา-พหลโยธิน หรือรัชโยธินก็มีความสำคัญในระดับหนึ่งเนื่องจากอยู่ใกล้ศาลอาญา และมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ย่านนี้จึงเป็นเหมือน Government Complex ศูนย์รวมงานราชการต่างๆ และที่อยู่อาศัยในแบบอาคารพาณิชย์

ศักยภาพของแยกรัชโยธินยังไม่หยุดแค่นั้น คือหากเราใช้แยกรัชโยธินเป็นจุดศูนย์กลาง ขยับลงมาอีก 1 สถานีก็จะเป็นสถานี interchange ที่เชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าสายสีเขียวสถานีพหลโยธิน 24 กับรถไฟฟ้าสายสีเหลืองเป็นระบบรถไฟฟ้ารางเดี่ยวส่วนต่อขยายสายสีเหลืองจากเดิมที่จะจบตรงสถานีรัชดาให้เพิ่มอีก 2 สถานีเพื่อมาจบที่บริเวณสถานีพหลโยธิน 24 ก่อนถึงแยกรัชโยธิน ซึ่งคาดหวังว่าจะทำให้รถไฟฟ้าสายสีเขียวและเหลืองจะมาบรรจบกันได้ในที่สุดนั่นเอง ซึ่งบริเวณพหลโยธิน 24 นี้ ตรงนี้จะกลายเป็นโครงการใหญ่ของภาคเอกชนโดยความร่วมมือกันของกลุ่ม BTS และ GLAND เพื่อพัฒนาที่ดิน 48 ไร่ให้กลายเป็นเป็นโครงการ Mixed-use มีอสังหาฯ หลากหลายแบบอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ขณะนี้กำลังเคลียร์พื้นที่เพื่อเตรียมสร้างถนน 8 เลนความกว้าง 30 เมตร เชื่อมระหว่างพหลโยธินกับวิภาวดีรังสิต

และถ้าขยับขึ้นไปอีก 1 สถานีก็จะเป็นสถานีเสนานิคมซึ่งเป็น Residential Area ขนาดใหญ่ดั่งเดิม ที่รายล้อมด้วยร้านค้าและมหาวิทยาลัย สะดวกในการเดินทางที่สามารถเชื่อมต่อกับถนนเกษตร-นวมินทร์ได้ ผ่านทางซอยพหลโยธิน 32 และ 34 แถมยังสามารถเดินทางด้วยรถเข้า-ออกเมืองสะดวกเพราะอยู่ใกล้ทั้งทางด่วนศรีรัช และดอนเมืองโทลเวย์

 

โดยสรุปแล้วศักยภาพที่โดดเด่นของย่านรัชโยธิน การที่สามารถเลือกใช้งานการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าได้ง่ายถึง 3 สายในอนาคตคือเขียว เหลือง และน้ำเงิน ย่านนี้จะเป็นศูนย์กลางของผู้ใช้รถไฟฟ้าแห่งใหม่ที่มีผู้คนจากกรุงเทพเหนือใต้ตะวันออก นอกจากนี้มีแผนการพัฒนาโครงการอสังหาฯ เชิงพาณิชย์ระดับใหญ่มาสนับสนุนทำให้ย่านรัชโยธินน่าจะเป็นอีกหนึ่งย่านสำคัญทางเศรษฐกิจในอนาคตครับ โดยในตอนนี้กลุ่ม TCC ก็ประสบความสำเร็จในการพัฒนา บ็อกซ์ สเปซ รัชโยธิน คอนเทนเนอร์ มอลล์ แหล่งช้อปปิ้งแนวใหม่ ข้างๆ SCB Park ไปแล้วเช่นกัน

 

มีอะไรใน CENTRIC Ratchayothin ที่เหนือกว่าที่อื่น จนสมกับนิยาม “A place for your hybrid lifestyle”

โครงการ CENTRIC Ratchayothin คือโครงการคอนโด High Rise เกรดพรีเมียมโครงการล่าสุดที่มาปักหมุดอยู่บริเวณสถานีรัชโยธิน หลังจากที่ในรอบปีที่ผ่านมามักจะมีโครงการคอนโดเลือกไปเปิดที่บริเวณแยกลาดพร้าว หรือแถวเสนานิคมเป็นหลัก การกลับมาในครั้งนี้นับว่าแบรนด์ CENTRIC มาพร้อมกับการทำ Brand Refreshing ใหม่ โดยนอกจากจะมีการปรับ Identity ให้ดูสอดรับกับยุคสมัย และรสนิยมของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นแล้ว ยังมีการอัพสเปคของโครงการโดยเฉพาะพื้นที่ส่วนกลาง และการออกแบบอาคารให้มีความไฮเอนด์มากกว่าเดิม โดยที่ราคาค่อนข้าง Competitive กว่าราคาตลาดคอนโดเปิดใหม่ในย่านนี้ ด้วยระยะห่างจากสถานีรัชโยธินเพียงแค่ 150 เมตร บนพื้นที่ 2 ไร่ สูง 21 ชั้นแต่เพิ่มความ Exclusivity ให้กับผู้พักอาศัยด้วยจำนวนยูนิตเพียงแค่ 261 ยูนิต ที่จอดรถ 121 คัน และมอบส่วนกลางเกินคุ้มแบบ Triple Facilities โดยเป็นการขายแบบ Fully Furnished ด้วยความสูงจากพื้นสู่ฝ้าในห้องพักถึง 3 เมตร ในราคาเฉลี่ยประมาณตรม.ละแสนกลาง หากเราเอา Attribute และ Benefits ดังกล่าวมา Benchmark กับคอนโดแบรนด์อื่นๆบริเวณย่านใกล้เคียงกัน ก็คงกล่าวได้ว่านี่คือคอนโดที่พร้อมจะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดคอนโดย่านกรุงเทพตอนเหนืออย่างแท้จริง

 

เมื่อมองจากภายนอกสิ่งที่โดดเด่นสะดุดตามากที่สุดของ CENTRIC Ratchayothin คือลวดลาย Façade ที่มีการออกแบบให้เป็นรูปทรง Pixel แนวสูงตั้งเรียง เหลื่อมลำดับชั้นขึ้นไป โดยจะเห็นได้ชัดเจนจากชั้นส่วนกลางหลักอย่างชั้น 4 ต่อเนื่องชั้น 5 ที่ถูกดีไซน์ภายใต้คอนเซปท์ Pixel Valley + Urban Terrain อันประกอบด้วย Co-Working space & Co-Living Space ในแบบ Triple Volume เชื่อมต่อกัน 3 ชั้น แบ่งออกเป็น 1. Upper Floor: Reading Bar 2. Main Floor: Co-Working Space 3. Lower Floor: Co-Living Space ซึ่งเป็นส่วน Indoor รูปทรงโดดเด่นเหมือน Cubic หรือ Pixel 3 มิติ ลอยอยู่กลางอากาศ และยังมีพื้นที่พักผ่อนเป็นสวน Sensational Park ภายใต้บรรยากาศสุดพิเศษโดยมีลำธารไหลจากที่สูง พร้อมกลิ่นหอมจากพรรณไม้นานาชนิดที่จะสร้างบรรยากาศพิเศษในทุกๆวัน พร้อมเสียงเพลงจาก Ground sound system

ที่สำคัญก็คือเพื่อให้ดีไซน์โดยรวมของอาคารมีความต่อเนื่องกับพื้นที่ส่วนกลางรูปทรง Pixel ต่อเนื่อง 3 ชั้นแบบนี้ ทำให้ห้องพักอาศัยที่อยู่ติดสวนในชั้น 5 จะเป็นห้องที่มีความสูงของเพดานมากกว่า 4.5 เมตร ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานห้องปกติที่ 3 เมตร

สิ่งที่ช่วยเพิ่ม Value และความว้าวของพื้นที่ส่วนกลางให้มากขึ้นไปกว่านี้อีกก็คือผมแอบเห็นมาว่ามีการ Collaboration จาก Paper space บริษัทที่มีประสบการณ์และชื่อเสียงในเรื่องของการพัฒนาพื้นที่แนว Co-Working Space โดยเฉพาะ ซึ่งมีประสบการณ์ออกแบบให้กับ Google office มาแล้ว มาเป็นที่ปรึกษาออกแบบทั้งในพื้นที่ Co-Working Space และ Business Lounge ให้เป็นพื้นที่ที่ไม่ใช่เป็นเพียงการ นำโต๊ะ-เก้าอี้มาวาง แต่ยังคำนึงถึงพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้งาน  อาทิ Locker เก็บของ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกเมื่อลูกบ้านต้องลุกไปเข้าห้องน้ำ โดยที่ไม่จำเป็นต้องกลับไปที่ห้องเพื่อเก็บของ มี Phone Booth ให้ความเป็นส่วนตัวในการสนทนาโทรศัพท์ มีการจัดวางโต๊ะให้มีความหลากหลายทั้งนั่งเดี่ยว/ คู่ / กลุ่ม และจากพื้นที่ Co-Working Space ตรงนี้เมื่อมองออกไปจะสามารถมองเห็นวิวรถไฟฟ้าวิ่ง อีกด้านหนึ่งก็เป็นมุมมองผ่อนคลายพักสายตา จากวิว Sensational Garden

 

โดยนอกจากพื้นที่ส่วนกลางบนชั้น Ground ที่มี Lobby อันหรูหราสง่างาม สูงถึง 5.5 เมตร เชื่อมต่อกับ Semi-Outdoor Lobby พร้อม Business Lounge และ Private Meeting Room แล้ว

Resident Lift Lobby

พื้นที่ส่วนกลางยังกระจายตัวอยู่ในชั้น 4 และชั้น 21 ซึ่งมีไฮไลท์เป็นสระว่ายน้ำแบบ Infinity Edge พร้อม Jacuzzi ยาว 25 เมตร วิวโล่งสวยงาม พร้อม Sky Fitness ที่มี Feature เพิ่มเป็น Virtual Class Exercise Room เอาใจคนยุคใหม่ที่ไม่ชอบความจำเจในการออกกำลังกายด้วยเช่นกัน

ด้วยความสมบูรณ์แบบของพื้นที่ส่วนกลาง และฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลายแบบนี้ ดูแล้วก็รู้สึกว่ามันเหลือๆล้นๆมากสำหรับคอนโดที่มีจำนวนยูนิตเพียงแค่ 261 ยูนิตครับ

ห้องพักอาศัยจะเริ่มตั้งแต่ชั้น 5 -20 โดยมีขนาดตั้งแต่ สตูดิโอ 24-26 ตรม. 1 ห้องนอน 30 ตรม. 1 ห้องนอน Plus 34 – 39 ตรม. และ 2 ห้องนอนขนาด 55 ตรม. เรียกได้ว่าจัด Unit Mix มาหลากหลายตามความชอบในการพักอาศัยเลยครับ…ที่สำคัญก็คือ Floor Plate ของที่นี่ค่อนข้างสูงเกินมาตรฐานของคอนโดเกรด Premium Mass ครับ เพราะเป็นการออกแบบโดยลด Defect ของการจัดวางห้องในชั้นเดียวกันให้มากที่สุด ด้วยการเพิ่มช่องว่างระหว่างโถงลิฟท์และยูนิต เพื่อความเป็นส่วนตัวและเสียงสำหรับยูนิตใกล้ลิฟท์ ไม่มียูนิตติดห้องขยะ คำนึงถึงการระบายอากาศและช่องแสงที่โถงทางเดิน และทุกยูนิตยังมีประตูห้องที่ไม่ตรงกัน

ที่ทำได้ค่อนข้างประทับใจผมก็คือบรรดายูนิตที่มีขนาดเล็กที่สุดของโครงการ ซึ่งโครงการอื่นๆมักจะเลือกให้ไปอยู่ในมุมที่มี defect มากที่สุดอย่างติดลิฟท์ ติดห้องขยะ หรืออยู่ในหลืบไม่มีแสงเข้า และจัดเป็นห้องโปรโมชั่นราคาถูกสุด คนได้ไปคิดอยู่อย่างเดียวกว่าจะเอาไปขายต่อ ไม่อยู่เองหรอก ใครมันจะไปอยู่ได้ แต่สำหรับห้องสตูดิโอที่นี่เป็นห้องที่ได้ทั้งมุมโต๊ะทำงานเป็นกระจกเข้ามุม และยังมีระเบียงเข้ามุม แถมบางห้องยังได้หน้าต่างไว้ระบายอากาศบริเวณครัวด้วย… ขายแบบ Fully Furnished อีก โอ้ยดีงาม

 

ห้องสตูดิโอขนาด 24 ตรม.

ห้องสตูดิโอขนาด 26 ตรม.

ส่วนห้อง 1 Bed Plus ที่นี่ก็ออกแบบมาได้ตรงโจทย์ของคนที่ต้องการซื้อห้องแบบ Plus มาก เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการใช้ห้อง Plus เป็นห้องนอนหรอก แต่เค้าเอาไว้เก็บของหรือทำเป็นห้องทำงานมากกว่า ซึ่งที่นี่น่าจะเป็นห้องรูปแบบ Plus ที่มีหลาย Layout ให้เลือก ทั้งแบบมีห้องเอนกประสงค์ริมหน้าต่างพร้อมกระจกเข้ามุม มีห้องน้ำแบบ Double Access ด้วยขนาดห้องเพียงแค่ 34.5 ตรม. Compact สุดๆ ห้องแบบหน้ากว้างเปิดมุมมองได้สองทิศ หรือห้องมุมพร้อม Living Area ขนาดใหญ่และ Walk-in Closet

 

ห้อง 1 Bed Plus ขนาด 34.5 ตรม.

ห้อง 1 Bed Plus ขนาด 38 ตรม.

ห้อง 2 Bed Plus ขนาด 39 ตรม.

สาธยายยาวมาจนถึงบรรทัดนี้ความสงสัยของผมก็หมดลงว่าทำไม SC ASSET ถึงได้มั่นใจมากว่าโครงการ CENTRIC Ratchayothin จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มลูกค้าที่ตัวเองมองหาในย่านรัชโยธิน รวมถึงพหลโยธินตอนกลาง รวมไปถึงผู้ที่ใช้รถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวเป็นเส้นทางหลักในการเดินทาง..ตัวผมเองได้มีโอกาสฟังคุณณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ CEO สุดหล่อไฟแรงของ SC ASSET พูดในงานแถลงข่าว SC RE-INVENTION 2020 เอาไว้ว่า“จากที่เราเคยทำเป็น Developer แบบเดิมๆ ต่อจากนี้เราจะมองทะลุลงไป เราจะไปทำความเข้าใจว่าคนอยู่เค้าต้องการอะไร และเราจะทำ Living Solutions ส่งต่อให้กับผู้อยู่อาศัยทุกคน”

ประโยคนี้ดูจะช่วยย้ำเตือนให้กลุ่มลูกค้าของ SC ASSET หรือผู้ที่กำลังมองหาคอนโดเพื่ออยู่เองแบบจริงจัง ได้รับรู้ว่าโครงการต่อจากนี้ไปของ SC ASSET จะเป็นการพัฒนา Product โดยที่เริ่มจาก Pain & Gain ของลูกค้าจริงๆ หาใช่เป็นการพัฒนาโดย Based จากการเป็น Trend Setter ในด้านในด้านหนึ่ง หรือแข่งกันพัฒนาโครงการเยอะๆ ขายในราคาแพงๆ หรือไม่ก็ Cost Leadership แบบสุดๆกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ โดยไม่คำนึงถึง Customer Expectation & Lifetime Value อันเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในการทำธุรกิจอสังหาฯ ภายใต้กรอบของ Positioning ใหม่ SC ASSET มีพันธกิจหลักคือจัดการ Living Solutions ใหม่ๆมา synergy เข้ากับ Product เพื่อพัฒนาออกมาให้รู้ใจผู้อยู่อาศัยในแบบ Personalization มากที่สุด ซึ่งก็แน่นอนว่าแบรนด์ CENTRIC ยุคใหม่คงจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่รัชโยธิน และก็ไม่ได้มี Functional Benefit เพียงแค่เป็นที่พักอาศัยเพียงเดียว แต่ยังรวมไปถึงความสามารถในการจัดการกับสารพัดปัญหาของการอยู่อาศัยหลังจากการโอนห้อง ซึ่งเป็นประสบการณ์และมิติของการอยู่อาศัยแบบใหม่ที่ลูกบ้านจะต้องเผชิญ หลังจากที่เข้าไปอยู่อาศัยในโครงการจริงๆแล้ว….ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เพียงเพื่อการสร้าง For Good Mornings ที่ดีให้กับทุกคน

CENTRIC Ratchayothin “Center of Convenience & Seamless Connectivity for your Hybrid Lifestyle” ใกล้บีทีเอสสถานีรัชโยธิน (สายสีเขียว) เพียง 150 เมตร (วิ่งตรงสู่ใจกลาง CBD สยาม,เพลินจิต,อโศก) ใกล้รถไฟฟ้า 3 สาย (เขียว,เหลือง,น้ำเงิน) เชื่อมต่อสู่ 5 ถนนสายสำคัญ (พหลโยธิน, รัชดาภิเษก, วิภาวดีฯ, ลาดพร้าว, เกษตร-นวมินทร์) เพียงไม่กี่นาทีถึง New CBD พระราม9-รัชดา

 

พร้อมเปิดพรีเซล 10-11 มีนาคม 2018 นี้ และรอบ Online Booking 6 มีนาคม โดยเปิดให้ผู้ที่สนใจเริ่มลงทะเบียนเพื่อรับ Username และ Password ก่อนได้ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ นี้

ราคาเริ่มต้นประมาณ 3.7 ล้านบาท*

ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษก่อนใครคลิก bit.ly/2h5ajW0 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 1749  หรือ Line: @ScCondo (bit.ly/2eFKP0k)



เกริก บุณยโยธิน

เกริก บุณยโยธิน

ผู้ก่อตั้งเวปไซต์แบ่งปันความรู้ด้านการตลาด และการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาฯ พร็อพฮอลิค ดอทคอม..หลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการวนเวียน เข้าๆออกๆ ในสายงานด้านการตลาด และวางแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ของบริษัทอสังหาฯ และเอเยนซีโฆษณาชั้นนำหลายแห่ง (โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องจับสลากเจอลูกค้าสายอสังหาฯทุกที)...จนถูกครอบงำโดยจิตใต้สำนึก ให้ถีบตัวเองออกจากกรอบการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อออกมาจุดประกายความคิดที่ถูกต้อง และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจในธุรกิจอสังหาฯ

เว็บไซต์

ของมันต้องมี ! “คอนโดในอุดมคติ” ที่ดี … ควรมีอะไรบ้าง

การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในยุคที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงอย่างปัจจุบัน เรื่องของการดีไซน์ และฟังก์ชั่นใหม่ๆ ทั้งเลย์เอาท์ห้อง และพื้นที่ส่วนกลาง มักจะเป็นสิ่งแรกๆ ที่ดีเวลลอปเปอร์หยิบยกขึ้นม... อ่านต่อ




SCOOP ด่วน! รถไฟฟ้าสายสีเหลืองจะต่อจากรัชดาลาดพร้าวไปถึงตรงไหน จะเกิดอะไรขึ้นบ้างในอนาคต

เมื่อเวลา 9:00 น -12:00 น. ของวันที่ 8 กรกฎาคม 2561 ทางรฟม. (การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งปร... อ่านต่อ

ชื่อใหม่คล้ายของเดิม! กับ EYSE Sukhumvit 43 คอนโด Luxury แบบ Low Rise ของ Singha Estate ในซอยสุขุมวิท 43

คำว่า EYSE (อ่านว่า อีส) เป็นภาษาอังกฤษที่ใช้กันในยุคกลางของยุโรป มาจากคำว่า Ease ที่แป... อ่านต่อ

บริษัท เดอะเนสท์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในเครือของกลุ่มบริษัท พี.เอ็ม. กรุ๊ป ประกาศเดินหน้าลุยพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมและโรงแรมย่าน ECBD เพิ่ม ยึดแนวใกล้รถไฟฟ้าบีทีเอส และรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT รองรับไลฟ์สไตล์กลุ่มลูกค้าในเมือง นำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพ ออกแบบเรียบหรู ทันสมัย เพื่อคุณภาพการใช้ชีวิตที่ลงตัว ในราคาที่คุ้มค่า โดยไตรมาสที่ 3/2561 จะเปิดคอนโดมิเนียมใหม่ “เดอะเนสท์ สุขุมวิท 71” ตั้งเป้าสิ้นปี 2561 มียอดขายรวมทุกโครงการ 2,500 ล้านบาท ทั้งนี้ เตรียมงบลงทุนอีกไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท รุกสร้างโรงแรมบูติก 2 แห่ง ภายในปี 2566