PropStat Exclusive: บทวิเคราะห์ศักยภาพทำเล รามคำแหง 21 (เอกมัย-รามอินทรา)

เกริก บุณยโยธิน 06 September, 2017 at 08.37 am

ถนนรามคำแหงตอนต้น ช่วงตัดกับถนนพระราม 9 นับว่าเป็นทำเลเมืองส่วนต่อขยาย ที่มีดีเวลลอปเปอร์ให้ความสนใจในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยทุกรูปแบบมาเป็นเวลานับสิบปี โดยในปัจุบันทำเลดังกล่าวมีความเจริญถึงขีดสุด เพียบพร้อมไปด้วยแหล่งไลฟสไตล์ทุกรูปแบบที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่ ทั้งๆที่โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มยังไม่ได้เริ่มการก่อสร้าง ซึ่งย่านรามคำแหงตอนต้นนี้ นับว่าเป็นอีกย่านหนึ่งที่มีจำนวนประชากรอาศัยอยู่ค่อนข้างเยอะ เนื่องจากเป็นแหล่งงาน แหล่งการศึกษา และเป็น Hub ของการคมนาคมทั้งทางบกและทางเรือ จากกรุงเทพตอนเหนือไปสู่ ย่านใจกลางเมือง และฝั่งตะวันออก

 

โดยภาพรวมแล้วที่นี่เป็นทำเลที่มีอาณาบริเวณอยู่กึ่งกลางระหว่างเขตบางกะปิ และเขตสวนหลวง สามารถเลือกเดินทางเข้าออกได้หลายเส้นทางโดยผ่านทางถนนเพชรบุรี, พระราม 9, พัฒนาการ, กรุงเทพกรีฑา และถนนประดิษฐมนูธรรม ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานเขตบางกะปิ ได้ให้ข้อมูลล่าสุดไว้เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 ว่า มีจำนวนประชากรอาศัยอยู่ถึง 148,317 คน ในขณะที่เขตสวนหลวง มีจำนวนประชากร 121,482 คน (ที่มา: http://www.bangkok.go.th)


พื้นที่ตามแนวถนนรามคำแหงในอดีตก่อนหน้านี้สัก 20 – 30 ปี เป็นอีกทำเลชานเมืองยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานครต่อเนื่องมาจากย่านบางกะปิ และรามอินทรา ด้วยการที่เป็นชุมชนขนาดใหญ่ และมีมหาวิทยาลัยชั้นนำอยู่ถึง 2 แห่ง ทั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง และอัสสัมชัญ และมีบ้านจัดสรรกระจายตัวอยู่ตามซอยย่อยตลอดสองฝั่งของถนน เพื่อรองรับดีมานท์จากคนที่อยู่ในพื้นที่ และคนต่างจังหวัด รวมถึงบุคคลากรทางการศึกษาที่ต้องทำงานอยู่ในละแวกนี้ เมื่อมีคนอยู่อาศัยเยอะสิ่งที่ตามมาก็คือการทยอยกันมาของบรรดาช้อปปิ้งมอลล์ ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จนทำให้ย่านนี้แทบจะไม่มีพื้นที่หลงเหลือให้พัฒนาโครงการอสังหาฯแนวราบที่มีขนาดใหญ่เกินกว่า 5 ไร่ขึ้นไป ซึ่งหากจะมองหาโครงการบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ ก็จำเป็นต้องไปมองหาในทำเลใกล้เคียงที่อยู่ห่างออกไปอย่าง รามอินทรา, เกษตร-นวมินทร์, ศรีนครินทร์ และกรุงเทพกรีฑา

 

แต่ในช่วง 5 – 6 ปีที่ผ่านมาเมื่อคอนโดมิเนียมเป็นที่นิยม และเริ่มขยายออกมานอกเมืองชั้นในหรือว่านอกพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้ามากขึ้น ก็มีดีเวลลอปเปอร์หลายรายเข้ามาพัฒนาโครงการคอนโดในบริเวณแยกรามคำแหง ตัดพระราม 9 กันมากขึ้น ซึ่งก็เป็นที่คาดการณ์กันว่า ในอนาคตจะมีโครงการคอนโดมิเนียมทยอยกันเปิดตัวขึ้นมากอย่างแน่นอน ด้วยการพัฒนาของโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มที่ผ่านถนนรามคำแหงทั้งเส้นทาง

 

เพิ่มความหลากหลายในการเดินทางเข้าออกเมืองด้วยรถไฟฟ้าสายสีส้ม และสายสีเทา

 

เส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังจะเริ่มการก่อสร้างในเร็ววันนี้ มีอย่างน้อย 3 สายแน่นอนแล้วคือ สายสีชมพู สายสีเหลือง และสายสีส้ม ซึ่งทั้ง 3 สายเป็นเส้นทางรถไฟฟ้า ที่วิ่งเชื่อมระหว่างกรุงเทพมหานครชั้นนอกและเมืองชั้นในเข้าด้วยกัน เพื่อเชื่อมต่อระหว่างคนที่พักอาศัยอยู่ในเขตเมืองชั้นนอกให้เดินทางเข้ามาทำงานในเขตเมืองชั้นในได้สะดวกขึ้น อีกทั้งยังเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันตกและตะวันออก รวมไปถึงพื้นที่ทางตอนเหนือและทางตอนใต้เข้าด้วยกันโดยไม่จำเป็นต้องเดินทางผ่านพื้นที่ใจกลางเมือง

 

ซึ่งก่อนหน้านี้ทันทีที่เริ่มมีข่าวว่าเส้นทางรถไฟฟ้าทั้งสามสายนี้จะมีการก่อสร้างแน่นอนภายในปีพ.ศ.2560 – 2561 ก็ส่งผลให้พื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าเหล่านี้เกิดการเปลี่ยนแปลงมีโครงการคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นหลายโครงการโดยเฉพาะในพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – มีนบุรี) แต่ความคึกคักอาจจะมีแค่ในพื้นที่ส่วนที่เป็นรอยต่อที่อยู่รอบๆ พื้นที่เมืองชั้นในโดยพื้นที่ที่น่าสนใจและมีโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ๆ เกิดขึ้นค่อนข้างมากกว่าที่อื่นคือพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้มโดยเฉพาะในช่วงถนนพระราม 9 และถนนรามคำแหง  

พื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้มผ่านถนนสายหลักสองเส้นทางคือ ถนนพระราม 9 และถนนรามคำแหง ซึ่งเป็นถนนที่เชื่อมต่อจากพื้นที่ธุรกิจอย่างถนนรัชดาภิเษก และตลอดทั้งสองฝั่งของถนนรามคำแหงเอง ก็เป็นพื้นที่ที่อยู่อาศัยมีบ้านจัดสรร อพาร์ทเม้นต์ อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ไปจนถึงขนาดเล็ก คอนโดมิเนียม ศูนย์การค้า ไฮเปอร์มาร์เก็ต โรงพยาบาล เรียกได้ว่าทำเลนี้มีความพร้อมและศักยภาพเพียงพอในการเป็นที่อยู่อาศัย หรือว่าทำงาน อีกทั้งมีมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ทั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง และอัสสัมชัญ แม้ว่าทั้งสองมหาวิทยาลัยนี้ในปัจจุบันจะมีอีกสาขาที่อยู่นอกเมือง แต่ก็ยังมีนักศึกษามาเรียนอยู่ ส่งผลให้รอบๆ มหาวิทยาลัยมีที่อยู่อาศัยและยังคงมีความเป็นชุมชนอยู่เช่นเดิม และยิ่งรถไฟฟ้าสายสีส้มมีการเซ็นสัญญาการก่อสร้างแล้วเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 ที่ผ่านมา ก็จะทำให้ย่านรามคำแหงตอนต้นมีการการพัฒนาโครงการอสังหาฯที่มีความหลากหลายเพิ่มขึ้นยิ่งกว่าเดิม โดยที่มีการเปิดเผยมาแล้วในช่วงปีนี้ก็ได้แก่โครงการจากดีเวลลอปเปอร์ชั้นนำอย่าง อนันดาฯ ที่พัฒนาโครงการคอนโดที่อยู่ห่างเพียงแค่ 380 เมตรจากสถานีรามคำแหง 12 หรือจะเป็นค่ายเมเจอร์ฯที่ซุ่มเงียบเปิดโครงการรวดเดียวถึง 2 โครงการบริเวณสี่แยกรามคำแหง-พระราม 9 และบริเวณแยกคลองตัน-พัฒนาการ

 

ถนนรามคำแหง 21 ยังมีข้อได้เปรียบในเชิงกายภาพ ที่สามารถใช้เดินทางออกไปยังถนนประดิษฐมนูธรรม (ย่านเลียบด่วน), ลาดพร้าว, เกษตร-นวมินทร์, รามอินทรา และย่านกลางเมืองอย่างเอกมัย ได้โดยการใช้รถยนตร์ และในอนาคตบริเวณถนนประดิษฐมนูธรรมยังมีรถไฟฟ้าสายสีเทา จากวัชรพล รามอินทรา ผ่านไปย่านเอกมัย ทองหล่อ จนถึงฝั่งธนที่ย่านท่าพระ รวมระยะทางกว่า 39 กิโลเมตร จำนวนสถานีทั้งหมด 38 สถานี เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่น่าจะช่วยสร้างความคึกคักให้กับบริเวณนี้ โดยเฉพาะกับตลาดที่อยู่อาศัยที่ นอกจากจะเป็นการเชื่อมต่อระบบขนส่งทางรางกับ กรุงเทพมหานครชั้นในแล้วยังขยายออกไปยังพื้นที่ฝั่งธนบุรีทำให้คนที่อาศัย อยู่ในพื้นที่ตามแนวถนนเกษตร-นวมินทร์ รามอินทรา หรือว่าไกลออกไป มีทางเลือกมาขึ้นในการเดินทางเข้ามาทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร ชั้นใน

 

โดยในช่วงแรกอาจจะสิ้นสุดที่สะพานพระราม 9 ก่อนจากนั้นค่อยขยายต่อไปยังสี่แยกท่าพระ เพื่อเชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน ซึ่งกว่าที่โครงการนี้จะเป็นรูปเป็นร่างก็อาจจะอีกหลายปีแต่อย่างน้อยก็ช่วย เพิ่มสีสันให้กับบริเวณนี้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว จากที่บริเวณเลียบด่วนนี้มีแต่การพัฒนาโครงการโดยภาคเอกชน ทั้งช้อปปิ้งมอลล์ หมู่บ้านจัดสรรราคาแพง และโฮมออฟฟิศ โดยที่ไม่มีโครงการขนาดใหญ่จากภาครัฐบาลมาสนับสนุน และช่วยหนุนการเจริญเติบโตสักระยะหนึ่งแล้ว ยกเว้นทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ ที่เปิดให้บริการมานานตั้งแต่ปี 2539 แล้ว

สุดยอดทำเลศักยภาพของการทำธุรกิจ

 

ถ้าพูดถึงย่านเลียบด่วน หรือที่หลายๆดีเวลลอปเปอร์มักให้คำจำกัดความว่า “ย่านเอกมัย-รามอินทรา” ก็คงจะต้องนึกถึงย่านที่มีการผสมผสานกันอย่างลงตัวทั้งชีวิตการทำงาน และไลฟ์สไตล์ ย่านเอกมัย-รามอินทรา เป็นย่านต่อขยายของถนนเอกมัย ขยายขึ้นมาตามแนวของทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา เพราะยิ่งใกล้ทางด่วนก็ยิ่งเป็นทำเลที่สะดวกสำหรับธุรกิจ ลูกค้าไปหามาสู่กันง่าย ย่านนี้ไม่ได้เป็นย่าน CBD ที่มีอาคารสำนักงานขนาดใหญ่อยู่ แต่เป็นย่านที่เต็มไปด้วยสำนักงานขนาดเล็กอย่าง Home Office และเป็นย่านสำคัญของธุรกิจสร้างสรรค์ ทำให้บรรยากาศของย่านมีสีสัน ดูดี มีสิ่งอำนวยความสะดวก ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ มี Community Mall และร้านอาหารกลางวัน-กลางคืน มีความอุดมสมบูรณ์ด้านไลฟ์สไตล์ เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ดีเวลลอปเปอร์เลือกที่จะพัฒนาโครงการประเภท Home Office และบ้านเดี่ยวที่มีราคาแพง ด้วยข้อได้เปรียบทางด้านการเดินทาง ยิ่งถ้าเมื่อใดที่โครงการรถไฟฟ้าเริ่มก่อสร้างจริงขึ้นมาราคาก็จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น โดยโครงการโฮมออฟฟิศในย่านนี้ก็มักจะมีราคาที่สูงเกินกว่า 20 ล้านบาทขึ้นไป ทั้งจากค่ายเอพี เอสซีแอสเสท และดีเวลลอปเปอร์รายย่อยต่างๆ

 

โดยโครงการบ้านเดี่ยวในระดับไฮเอนด์ ราคาขายเกิน 20 ล้านบาทขึ้นไปเกือบทั้งหมดมักจะตั้งอยู่ในบริเวณถนนประดิษฐ์มนูธรรมช่วงที่เลยจุดตัดถนนลาดพร้าวขึ้นไปแล้ว โดยส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่บริเวณศูนย์กลางของย่านไลฟ์สไตล์ในย่านนี้คือ หลัง CDC ซึ่งเป็นทำเลที่เพียบพร้อมไปด้วยไฟล์สไตล์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ช้อปปิ้งมอลล์เปิดใหม่อย่าง Central Festival East Ville, Crystal Park เฟสใหม่ที่มีชื่อว่า Crystal Park Veranda ที่มีครบทั้งโรงภาพยนตร์ ฟิตเนส และ Crystal Boutique Store ศูนย์รวมแฟชั่นบูติค Concept Store แบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดในย่านเลียบด่วน รวมไปถึงห้าง Specialty Store ที่เอาใจคนรักบ้านอย่าง Chic Republic, CDC และ Home Pro

 

Central Festival East Ville เครดิตภาพ: https://www.facebook.com/pg/CentralFestivalEastVille

Crystal Park Veranda เครดิตภาพ: http://www.thecrystal.co.th/

ซึ่งบริเวณ CDC นี้กำลังจะมีโครงการบ้านเดี่ยวที่มีราคาสูงที่สุดในตลาดจากค่ายสิงห์ เอสเตทเข้ามาเปิดการขายในช่วงปี 2017 นี้ โดยใช้ชื่อว่า Santiburi Residences มีราคาขายประมาณหลังละ 170 ล้านบาท ทั้งนี้บริเวณช่วงรามคำแหง 21 นับว่ายังอยู่ในช่วงต้นของย่านเอกมัย – รามอินทรา สามารถเข้าออกได้ผ่านทางถนนรามคำแหงซึ่งเป็นที่ตั้งของช้อปปิ้งมอลล์หลักบนถนนรามคำแหงมาช้านานอย่าง เดอะ มอลล์ รามคำแหง ด้วยเช่นกัน โดยมีจุดที่น่าสนใจคือที่ผ่านมายังไม่เคยมีดีเวลลอปเปอร์รายไหนพัฒนาโครงการที่เป็นบ้านเดี่ยวในระดับไฮเอนด์เลย

 

โครงการบ้านจัดสรรยังคงขยายตัว แต่ยังขาด Supply บ้านเดี่ยวไฮเอนด์ราคาแพง

 

พื้นที่ตามแนวถนนรามคำแหงทั้งสองฝั่ง รวมทั้งพื้นที่โดยรอบ เป็นทำเลที่เป็นชุมชนดั้งเดิมและมีการขยายตัวต่อเนื่องมีโครงการบ้านจัดสรรเปิดขายอยู่ในพื้นที่นี้ ณ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 13 โครงการรวมแล้วประมาณ 2,834 ยูนิตซึ่งถือว่าไม่เยอะ และไม่น้อยเกินไปสำหรับตลาดบ้านจัดสรร โดยเป็นโครงการที่เปิดขายในปีพ.ศ.2558 มากที่สุด ดังนี้

 

จำนวนบ้านจัดสรรที่เปิดขายในแต่ละปี แยกตามประเภทโครงการ

ปีพ.ศ.2558 มีโครงการบ้านจัดสรรเปิดขายมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา อาจจะเป็นเพราะว่าราคาที่ดินที่เริ่มปรับเพิ่มมากขึ้น จากความชัดเจนของโครงการเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้ม ทำให้ดีเวลลอปเปอร์จำเป็นต้องรีบเข้ามาซื้อที่ดิน และเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัย ก่อนที่ราคาที่ดินจะสูงเกินกว่าการพัฒนาเป็นโครงการบ้านจัดสรรได้ จากนั้นก็ลดลงในปีพ.ศ.2559 เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่ถูกจับจองเป็นเจ้าของโดยดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ และกำลังรอดูท่าทีในปีนี้ว่าจะพัฒนาเป็นโครงการในรูปแบบใด

 

โครงการทาวน์โฮมมีจำนวนมากที่สุด อาจจะเป็นเพราะว่าทำเลแถวนี้อยู่ไม่ไกลจากพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นใน และพื้นที่ธุรกิจตามแนวถนนรัชดาภิเษก ความต้องการที่อยู่อาศัยราคาไม่แพงมากจึงมีอยู่ค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงมีดีเวลลอปเปอร์เข้ามาเปิดขายโครงการประเภทนี้ค่อนข้างมากตั้งแต่ในอดีตเป็นต้นมา รองลงมาคือโครงการบ้านเดี่ยว เพราะราคาที่ดินในบริเวณนี้ยังไม่ได้สูงมาก ยังสามารถสร้างบ้านเดี่ยวขายได้อยู่ แม้ว่าราคาขายอาจจะสูงกว่า 5 ล้านบาท ต่อยูนิตก็ตาม แต่ก็ยังเป็นราคาที่กลุ่มลูกค้ายอมรับได้ในปัจจุบัน

 

ทาวน์โฮมที่เปิดขายอยู่ในปัจจุบันเป็นทาวน์โฮมรูปแบบใหม่ที่มี 3 ชั้นและหน้ากว้างมากกว่า 5 เมตรขึ้นไปในขณะที่โฮมออฟฟิศแถวนี้จะมีขนาดค่อนข้างเล็กกว่า เพราะทุกโครงการที่มีหน้ากว้างประมาณ 4.5 – 5 เมตร ขนาดที่ดินประมาณ 18 – 45 ตารางวาแตกต่างกันไปตามตำแหน่งแปลงที่ดิน แต่โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 18 – 222 ตารางวา เป็นโฮมออฟฟิศในรูปแบบเดิมซึ่งในบางโครงการอาจจะเรียกว่าเป็นอาคารพาณิชย์ที่มีขนาดไม่ใหญ่มากขนาดพื้นที่ใช้สอยของโฮมออฟฟิศอยู่ที่ประมาณ 140 – 250 ตารางเมตร ราคาขายไม่สูงมากคืออยู่ในช่วงไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อยูนิตซะเป็นส่วนใหญ่

 

จำนวนบ้านจัดสรรที่เปิดขายในพื้นที่นี้แยกตามระดับราคาขายและประเภท

พื้นที่นี้เป็นทำเลที่มีโครงการทาวน์โฮมอยู่เป็นจำนวนมาก ในขณะที่โครงการรูปแบบอื่นๆ มีน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด หรือถ้ามีโครงการจัดสรรรูปแบบอื่นเปิดขาย ก็ต้องเป็นโครงการที่มีราคาค่อนข้างสูงแบบโครงการบ้านเดี่ยวหรือบ้านแฝดที่มีราคามากกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป ในขณะที่โฮมออฟฟิศในระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทต่อยูนิตก็มีเปิดขายเหมือนกัน และขายได้ระดับหนึ่งคือประมาณ 63% แต่เปิดขายมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2556 แล้ว

 

อัตราการขายเฉลี่ยของโครงการบ้านจัดสรรย่านรามคำแหง 21

ยอดขายโครงการแนวราบยังคงสูงอยู่

 

อัตราการขายเฉลี่ยของโครงการทุกประเภทอยู่ที่ประมาณ 78% ซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างสูง สำหรับโครงการบ้านจัดสรรที่สามารถทยอยขายได้ โดยที่น่าสนใจคือโครงการทาวน์โฮม ที่แม้จะมีเปิดขายอยู่มากกว่า 1,786 ยูนิต แต่ก็มีอัตราการขายเฉลี่ย ที่ประมาณ 80% แสดงว่าทาวน์โฮมเป็นที่ต้องการในพื้นที่แถวนี้ ในขณะที่โครงการรูปแบบอื่นๆ ก็มีอัตราการขายที่ประมาณ 70% ขึ้นไปเช่นกัน แม้แต่บ้านเดี่ยวที่มีราคาขายค่อนข้างสูงก็ตาม แต่ข้อได้เปรียบก็คือในย่านนี้ไม่ค่อยจะมี Supply ที่เป็นบ้านเดี่ยวไฮเอนด์ราคาเกิน 20 ล้านเกิดขึ้นเลย ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะข้อจำกัดในเรื่องของการหาพื้นที่ขนาดใหญ่ในการพัฒนาโครงการ ซึ่งหากเป็นโครงการบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ ก็จะต้องไปเลือกซื้อในบริเวณใกล้เคียงกับทำเลรามคำแหง 21 อย่าง พัฒนาการ เอกมัย พระราม 9 หรือห่างออกไปในบริเวณย่านเกษตร – นวมินทร์

 

อัตราการขายของบ้านจัดสรรแต่ละประเภทแยกตามระดับราคา

ถ้าพิจารณาจากอัตราการขายของบ้านจัดสรแต่ละประเภทแยกตามระดับราคา พบว่าทาวน์โฮมราคามากกว่า 3 ล้านบาทขึ้นไปมีอัตราการขายเฉลี่ยมากกว่า 70% ขึ้นไปทั้งสิ้น เช่นเดียวกับบ้านเดี่ยว ส่วนบ้านแฝดและโฮมออฟฟิศมีอัตราการขายได้ที่ไม่สูงมาก เมื่อเทียบกับบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม อาจจะเป็นเพราะว่าความต้องการไม่ได้สูงมาก แต่ในอนาคตเมื่อเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้มก่อสร้างต่อเนื่องจะทำให้พื้นที่ตามแนวถนนรามคำแหงรวมทั้งพื้นที่นี้กลายเป็นทำเลที่มีความเหมาะสมในการเป็นพื้นที่ธุรกิจ แม้ว่าอาจเทียบไม่ได้กับถนนรัชดาภิเษกแต่มีความเป็นไปได้ที่จะมีคนต้องการอาคารพาณิชย์ ทาวน์โฮมหรือว่าโฮมออฟฟิศเพื่อเป็นสำนักงานมากขึ้นเพราะการเดินทางสะดวกมากขึ้นทั้งการเดินทางเข้าเมืองชั้นในและการเดินทางไปยังพื้นที่อื่นๆ ในอนาคตที่สามรถเชื่อมโยงกับเส้นทางทางรถไฟฟ้าเส้นทางต่างๆ ได้ทั่วถึง

 

บ้านนวัต เอกมัย รามอินทรา (Baan Nawat Ekkamai – Ram Intra) บ้านเดี่ยวแนว Sustainable Living โครงการเดียวบนถนนรามคำแหง 21

เป็นเรื่องที่ค่อนข้างแปลกที่บริเวณย่านรามคำแหงตอนต้น ช่วงตัดกับถนนพระราม 9 แทบจะไม่มีโครงการแนวราบพัฒนาขึ้นมาใหม่เลย โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ย่านนี้มีแต่การพัฒนาโครงการในรูปแบบคอนโด High Rise แทบจะเกือบทั้งหมด ปัจจัยสำคัญก็คงเป็นเพราะการปรับตัวขึ้นของราคาที่ดิน ที่เอื้อต่อการพัฒนาโครงการแนวสูงที่มีจำนวนยูนิตค่อนข้างมาก นอกจากนี้เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ และเพียบพร้อมไปด้วยแหล่งไลฟ์สไตล์ครบทุกอย่างบริเวณหน้ารามคำแหงช่วงต้น ไม่ว่าจะเป็น ช้อปปิ้งมอลล์ ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ ไฮเปอร์มาร์เก็ต และมหาวิทยาลัยถึง 3 แห่ง จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาโครงการบ้านเดี่ยวที่มีลักษณะเป็นบ้านจัดสรร เนื่องจากที่ดินส่วนใหญ่ในบริเวณนี้ได้ถูกจับจองเป็นเจ้าของหมดแล้ว ซึ่งหากผู้ที่รักการอยู่อาศัยในบริเวณรามคำแหง 21 ในอดีตก็คงจะมีทางเลือกเพียงแค่อยู่คอนโด และโฮมออฟฟิศ โดยหากต้องการอยู่บ้านเดี่ยวที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ก็จำเป็นที่จะต้องขยับขยายออกไปทางด้านถนนประดิษฐมนูธรรม ตั้งแต่เส้นลาดพร้าวจนถึงช่วงรามอินทรา ซึ่งยังพอมีที่ดินเปล่ารอให้พัฒนาอยู่ค่อนข้างเยอะ

 

จากเหตุผลดังกล่าวจึงเชื่อว่าแน่หากมีการพัฒนาโครงการในรูปแบบบ้านเดี่ยวขึ้นมาในย่านนี้ ก็น่าจะได้รับความสนใจในหมู่กลุ่มคนที่มองหาบ้านเดี่ยวทำเลเมืองระดับ Luxury ได้ไม่น้อย ซึ่ง บริษัท พรีเมียร์ แอสเซ็ทส์ จำกัด หนึ่งในบริษัทลูกของกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ ซึ่งมีสายงานธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภค อสังหาริมทรัพย์ ไอที จนถึงการพัฒนาความยั่งยืนทางสังคม ได้มองเห็นถึงศักยภาพของำเลดังกล่าว จึงตัดสินใจพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยว ภายใต้คอนเซปท์ที่แตกต่างกว่าโครงการอื่นใดในย่านเดียวกัน โดยใช้ชื่อว่า “บ้านนวัต เอกมัย รามอินทรา (Baan Nawat Ekkamai – Ram Intra)

บ้านนวัต เอกมัย – รามอินทรา เป็นอีกหนึ่งโครงการบ้านเดี่ยว ที่ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้ปรัชญาในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทพรีเมียร์ ที่อยากเห็นสังคมไทยที่มีความสุขอย่างยั่งยืนร่วมกัน โดยที่ไม่ได้มองเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจเพียงแค่ผลกำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว แบรนด์บ้านนวัต จึงเป็นโครงการ Private Residence ที่ทางบริษัท พรีเมียร์ แอสเซ็ทส์ จำกัด มีความตั้งใจในการสร้างคุณค่าให้แก่พื้นที่ และชุมชนโดยรอบ ให้สมกับคอนเซปท์ของโครงการคือ “Thoughtful Innovation for Sustainable Living” ที่นำเอาความยั่งยืน สอดคล้อง เหมาะสมกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ของท้องถิ่นนั้นๆ มาผสานกับนวัตกรรมสมัยใหม่ในการสร้างทื่อยู่อาศัย โดยยังคงมุ่งเน้นการรักษาความเป็นไทยในรูปแบบที่ต่างไปจากโครงการอื่นๆในย่านเดียวกันโดยทาง พรีเมียร์ แอสเสท เลือกที่จะเปิดตัวขายพร้อมกันกับโครงการ บ้านนวัต พระราม 9

ด้วยจำนวนยูนิตทั้งหมดเพียงแค่ 6 ยูนิต บนพื้นที่โครงการทั้งหมดเพียง 2 ไร่ บ้านเดี่ยว 3 ชั้น หน้ากว้าง พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว แต่ละยูนิตมีพื้นที่ขนาด 114 – 115 ตารางวา แต่ให้พื้นที่ใช้สอยถึง 660 ตรม. บ้านนวัต เอกมัย-รามอินทรา คือ โครงการ Private Residence ที่มอบความเป็นส่วนตัว และความภาคภูมิใจสูงสุดให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของ

คอนเซปท์ Sustainable Living ของบ้านนวัต เอกมัย-รามอินทรา ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำพูดสวยหรู เพื่อใช้เป็น Gimmick ทางการตลาด แต่ใช้สอยจริงไม่ได้ เหมือนกับโครงการที่อยู่อาศัยอื่นๆในท้องตลาด ความยั่งยืนของการอยู่อาศัยที่นี่ถูกถ่ายทอดออกมาทางงานดีไซน์ของโครงการ จนออกมาเป็นรูปธรรมจับต้องได้หลายอย่าง แนวคิดบ้านประหยัดพลังงาน “Energy Saving Design” ของที่นี่ ถูกต่อยอดออกมาเป็นนวัตกรรมทางสถาปัตยกรรม ที่ยังคงรักษาความเป็นไทยได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น

 

การจัดวางทิศทางของตัวบ้านให้สอดรับกับการถ่ายเทอากาศ และมีแสงแดดตามธรรมชาติเข้าถึงแทบทุกจุดภายในตัวบ้าน

เลย์เอ้าท์ห้องที่มอบความเป็นส่วนตัว ด้วยการที่ไม่มีผนังห้องไหนใช้ร่วมกัน ห้องแต่ละห้องตลอดจนโถงทางเดินมีหน้าต่างมากกว่า 1 ด้าน รับลมอย่างเพียงพอ โดยที่ผู้อยู่อาศัยไม่จำเป็นต้องเปิดไฟ หรือเปิดแอร์ในตอนกลางวันเลยก็ได้

 

โดยบานกระจกด้านทิศใต้กับทิศตะวันตกจะเป็น Double Glaze เพื่อลดทอนความร้อนที่เข้าภายในตัวบ้านรวมถึงเสียงรบกวนตอนกลางวันได้เป็นอย่างดี

แผงเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ จะถูกนำมาติดตั้งไว้ทุกหลัง เพื่อนำเอาแสงแดดมาใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าภายในบ้าน

ระบบนำความร้อนจากคอมเพรสเซอร์แอร์มา Reuse ผลิตน้ำร้อนใช้ทั้งบ้าน โดยไม่พึ่งพาพลังงานไฟฟ้า ความร้อนที่เหลือยังส่งผ่านไปยังสระว่ายน้ำ ให้น้ำในสระไม่เย็นจนเกินไปเพื่อให้การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายเสริมสุขภาพตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงสระน้ำ

ระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อนำมาใช้ในการรดน้ำต้นไม้

นอกจากนี้ยังมีระบบ Home Automation ที่สามารถควบคุมการการปิด เปิดสวิทซ์ไฟภายในบ้านได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ผ่าน application และยังดู CCTV ได้ด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถลงทะเบียนเพื่อรับทราบข้อมูล และสิทธิพิเศษเพิ่มเติมได้ที่ premierassets.co.th

หรือโทร 02-074-5477



เกริก บุณยโยธิน

เกริก บุณยโยธิน

ผู้ก่อตั้งเวปไซต์แบ่งปันความรู้ด้านการตลาด และการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาฯ พร็อพฮอลิค ดอทคอม..หลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการวนเวียน เข้าๆออกๆ ในสายงานด้านการตลาด และวางแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ของบริษัทอสังหาฯ และเอเยนซีโฆษณาชั้นนำหลายแห่ง (โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องจับสลากเจอลูกค้าสายอสังหาฯทุกที)…จนถูกครอบงำโดยจิตใต้สำนึก ให้ถีบตัวเองออกจากกรอบการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อออกมาจุดประกายความคิดที่ถูกต้อง และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจในธุรกิจอสังหาฯ

เว็บไซต์

CHALERMNIT ART DE MAISON ….THE NOVEL PERSPECTIVES OF LUXURIOUS JAPANESE-INSPIRED RESIDENCE ON SUKHUMVIT 53 BY AREEYA PROPERTY

“โลกถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาจากมุมมองของเราทั้งหมด แต่การมองด้วยตาอาจไม่พอที่จะทำให้เราเห็นถึงแก่นแท้ เพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามีที่ว่างเว้นให้เราตีความหรือจินตนาการได้มากกว่า 1 คำตอบ” “เพื่อมองให้เห็นทุ... อ่านต่อ




พระเอกต้องมาคนสุดท้าย !!!! วันที่ 21 พย.นี้เตรียมจองรอบออนไลน์ กับ Ideo Mobi Rama 4 คอนโดสุด hot ส่งท้ายปีของอนันดา

ในที่สุดเค้าก็มา !!!! กับคอนโด 0 เมตรจาก Mrt คลองเตย ติดถนนพระราม 4 ถนนแห่งอนาคตที่มี l... อ่านต่อ

ห้ามพลาด 21 พย.นี้ จองออนไลน์ก่อนคุ้มกว่าพร้อมรับส่วนลดสูงสุดถึง 150,000 บาท* กับโครงการ Elio Del Moss พหลโยธิน 34 แต่งครบเริ่ม 1.59 ล้าน*

วันที่ 21 พย.ที่จะถึงนี้น่าจะเป็นการจองยูนิตคอนโดออนไลน์ รอบสุดท้ายและรอบสำคัญประจำปี 2... อ่านต่อ

แสนสิริ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการอสังหาริมทรัพย์ไทยและระดับสากล ผ่านโครงการ98 Wireless แฟล็กชิพคอนโดมิเนียมที่ดีที่สุดในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากกลุ่มลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติที่เห็นถึงความเป็นมาสเตอร์พีซของโครงการ จึงทำยอดขายได้แล้วเกือบ 80% คิดเป็นมูลค่า 6,750 ล้านบาท ภายหลังการเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการเพียงไม่ถึงหนึ่งปี โดยได้รับการตอบรับทั้งจากลูกค้าไทยและต่างชาติ ตอกย้ำความโดดเด่นและศักยภาพการเติบโตตลาดระดับลักซ์ชัวรี่ไทย ด้วยราคาที่เพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาสูงสุดที่ปิดการขายได้ ณ ปัจจุบันคือกว่า 800,000 บาท/ตารางเมตร พร้อมกันนี้ด้วยการตอบรับที่ดีมากจากการรังสรรค์ห้องแต่งซึ่งตอบโจทย์ตามความต้องการลูกค้า แสนสิริจึงเผยโฉมห้องแต่งใหม่ล่าสุด 3 สไตล์ที่ออกแบบและรังสรรค์เป็นพิเศษ ซึ่งมั่นใจว่าจะตอบโจทย์ และสามารถดึงดูดกลุ่มลูกค้าเพิ่มเติมได้อย่างแน่นอน

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมกับผู้บริหาร นำเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายพร้อมกับเงินสมทบที่ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัทคู่ค้า ผู้รับเหมา และสถาบันการเงิน ร่วมกับผู้บริหารและพนักงาน จากกิจกรรมแข่งขันกอล์ฟการกุศล ครั้งที่ 10 ประจำปี 2560 มอบแด่ 2 มูลนิธิ คือ มูลนิธิโรคมะเร็ง โรงพยาบาลศิริราช จำนวน 1,000,000 บาท รับมอบโดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ไพรัช เทพมงคล กรรมการและเลขานุการมูลนิธิโรคมะเร็ง รพ.ศิริราช และ มูลนิธิสถาบันมะเร็งแห่งชาติ จำนวน 800,000 บาท รับมอบโดย นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติและคุณศศชล วัชโรบล กรรมการและเลขานุการมูลนิธิสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เพื่อสมทบทุนช่วยเหลือค่ายา ค่ารักษาส่วนเกินสิทธิแก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งยากไร้ และเพื่อสนับสนุนกิจการเกี่ยวกับการรักษาการศึกษา วิจัยโรคมะเร็ง เมื่อเร็วๆนี้