เรื่องราวเบื้องหลังอันไม่น่าเชื่อ ของตึกระฟ้าสุดแปลกที่ถูกสร้างขึ้นมาแล้วจริงๆ

มนุษย์เรานั้นมีความพยายามที่จะสร้างสิ่งก่อสร้างสูงใหญ่เพื่อจะไปถึงให้สวรรค์ชั้นฟ้า จากพีระมิดที่ทำด้วยหินจนถึงตึกระฟ้าที่ทำด้วยเหล็ก นักออกแบบที่ประสบความสำเร็จของแต่ละยุคสมัยล้วนมีแนวคิดใหม่ๆ ที่สามารถก้าวข้ามอุปสรรคของงานทางด้านสถาปัตยกรรม อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นงานจากหินหรืองานเหล็ก ทั้งหมดล้วนแสดงให้เห็นถึงการใช้วัสดุอุปกรณ์และแรงงานจำนวนมหาศาล ยิ่งชิ้นงานซับซ้อนมากเท่าไร ความเสี่ยงที่งานจะล้มเหลวก็มากขึ้นเท่านั้น

Ryugyong Hotel / Baikdoosan Architects

 เครดิตภาพ:  wikipedia.org

 

คำแถลงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี หรือประเทศเกาหลีเหนือ ได้กล่าวถึงโรงแรม Ryugyong ที่กำลังจะถูกสร้างขึ้นว่ามันจะกลายโรงแรมที่สูงที่สุดในโลก การก่อสร้างเริ่มขึ้นในปี 1987 พร้อมๆ กับคำถามถึงสาเหตุของการก่อสร้างโรงแรมแห่งนี้ บ้างก็เชื่อว่าเป็นการตอบโต้ผู้สร้างชาวเกาหลีใต้ที่ประสบความสำเร็จในการก่อสร้างโรงแรมขนาดใหญ่ในประเทศสิงคโปร์ บ้างก็เชื่อว่าเป็นการแสดงตอบโต้ที่ประเทศเกาหลีใต้ได้ถูกเลือกให้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวปี 1988 แต่ไม่ว่าเบื้องหลังของแรงบันดาลใจในการก่อสร้างจะเป็นอะไร โรงแรม Ryugyong ก็ได้ถูกออกแบบอย่างน่าประทับใจ


โรงแรม Ryugyong ประกอบไปด้วยสามอาคารย่อย ที่ยื่นออกมาจากอาคารหลักตรงกลาง แต่ละอาคารทำมุม 75 องศาและมาประกบกันที่จุดยอดจนได้เป็นรูปทรงกรวย จำนวนชั้นทั้งหมด 105 ชั้นประกอบไปด้วยร้านอาหารและห้องพักไม่ต่ำกว่า 3,000 ห้อง ตัวอาคารที่สร้างด้วยคอนกรีตถูกสร้างเสร็จก่อนที่จะเกิดการล่มสลายของสหภาพโซเวียต  ผู้สนับสนุนเงินรายใหญ่ของเกาหลีเหนือในเวลาไม่นาน ในช่วงปี 1991 ผลกระทบด้านการเงินที่เกิดขึ้นทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง จนทำให้มีผู้คนต้องประสบปัญหาขาดแคลนอาหารประมาณ 1 ล้านคน และทำให้การก่อสร้างโรงแรม Ryugyong ต้องหยุดชะงักลงในปี 1992 หลังจากนั้นยี่สิบปี รัฐบาลเกาหลีเหนือก็ได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นหลักฐานชิ้นโตที่ตั้งตระหง่านในกรุงเปียงยางชิ้นนี้

 

แม้จะมีการอ้างว่าคอนกรีตคุณภาพต่ำและการก่อสร้างระบบลิฟท์โดยสารที่ผิดพลาดทำให้การก่อสร้างโรงแรม Ryugyong ไม่ประสบความสำเร็จ ในปี 2009 บริษัทด้านการสื่อสารคมนาคมสัญชาติอียิปต์ ได้ถูกว่าจ้างให้ทำการก่อสร้างต่อโดยจะได้รับค่าตอบแทนคือสามารถเข้ามาวางระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ในเกาหลีเหนือได้ หลังจากนั้นไม่กี่ปีโครงร่างคอนกรีตของตัวโรงแรมก็ได้รับการแก้ไขให้มีความมั่นคงแข็งแรงและปูทับด้วยกระจกสะท้อนแสง จนได้ลักษณะภายนอกที่สมบูรณ์ อย่างไรก็ตามในปี 2013 ปัญหาความตึงเครียดทางการเมืองที่เกิดขึ้นเนื่องจากการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือทำให้ผู้เข้ามาลงทุนได้ถอนตัวออกไป และนั่นเป็นอีกครั้งที่โรงแรม Ryugyong กลับเข้าสู่ภาวะมองไม่เห็นอนาคต

John Hancock Tower / Henry Cobb, I.M. Pei & Partners

เครดิตภาพ: By Tim Sackton – Flickr: John Hancock Tower, Blue Hour

 

ด้วยกระจกสะท้อนแสงสีฟ้าที่แทบจะกลืนไปกับท้องฟ้าในวันฟ้าโปร่ง อาคาร John Hancock ถูกออกแบบมาให้ดูไม่สะดุดตาที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับตึกสูงระฟ้า เพื่อที่จะไม่ไปบดบังโบสถ์ Trinity ซึ่งเป็นโบสถ์ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ในบอสตันที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน น่าเสียดายที่ความตั้งใจอันดีนี้ถูกทำลายลงเนื่องจากปัญหาด้านการก่อสร้าง ซึ่งจุดที่แย่ที่สุดคือปัญหาเกี่ยวกับหน้าต่างกระจกขนาดใหญ่ที่ร่วงตกลงมาบนพื้นถนนอยู่เป็นระยะ

 

ปัจจุบันอาคาร Hancock เป็นตึกที่สูงที่สุดในบอสตัน โดยในอดีตนั้นมันถูกมองว่าเป็นการตอบโต้ของบริษัท John Hancock ต่อออฟฟิศ 52 ชั้นของ Prudential บริษัทคู่แข่งของ John Hancock ในตอนที่บริษัทได้เลือก Copley Square ให้เป็นที่ก่อสร้างอาคาร Hancock นั้น ได้มีการต่อต้านจากผู้คนที่อยู่อาศัยในละแวกนั้นเนื่องจากเกรงว่าอาคารแห่งใหม่นี้จะไปบดบังสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างโบสถ์ Trinity ดังนั้นสถาปนิกผู้ดูแลการก่อสร้างอย่าง  Henry Cobb จึงได้เลือกใช้แผ่นกระจกรูปสี่เหลี่ยงคางหมูชั้นเดียว และออกแบบอาคารให้มุมต่างๆ ไม่ไปบดบังตัวโบสถ์ โดยกระจกนั้นจะไม่สร้างความโดดเด่นให้กับตัวอาคารแต่จะสะท้อนให้เห็นสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ที่อยู่โดยรอบแทน

 

น่าเสียดายที่ความน่าเชื่อถือของอาคาร Hancock นั้นถูกทำลายลงเนื่องความผิดพลาดในการคำนวณระหว่างขั้นตอนก่อสร้าง การขุดเพื่อติดตั้งเสาหลักทำให้เกิดปัญหาดินทรุดตัว ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับสิ่งก่อสร้างโดยรอบ และในปี 1975 คำเตือนถึงความเสี่ยงในการเกิดอาคารถล่มเนื่องจากสภาพอากาศอันมีสาเหตุมาจากการเพิ่ม cross-braces เข้าไปในตัวโครงสร้างของอาคารทำให้การก่อสร้างต้องชะลอตัวลง  นอกจากนี้ตัวอาคารยังมีชื่อเสียงในแง่ลบเกี่ยวกับบานหน้าต่างที่ยื่นเลยออกมาจากขอบ และทำให้มีเศษกระจกตกลงมาที่ทางเดินเท้าและบนถนน และทำให้ต้องเปลี่ยนซ่อมด้านหน้าของอาคาร อย่างไรก็ตามเมื่อปัญหานี้ถูกแก้ไข การออกแบบอาคารของ Cobb ก็ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลาย และอาคาร Hancock ก็ยังคงโดดเด่นอยู่บนฟ้าของบอสตัน

F&F Tower / Pinzon Lozano & Asociados Arquitectos

         

เครดิตภาพ:  https://es.wikipedia.org

 

รูปร่างก้นหอยหรือทรงเกลียวของอาคาร F&F Tower ในเมืองปานามา มีจุดเริ่มต้นจากการทดลองทางทฤษฎีในออฟฟิศของ  Pinzon Lozano & Asociados Arquitectos และถึงแม้จะไม่ได้มีความตั้งใจที่จะก่อสร้างขึ้นจริงๆ แต่รูปแบบของอาคารก็ไปเตะตาลูกค้าของบริษัทที่มีศักยภาพพอที่จะทำความร่วมมือกับ Pinzon Lozano เพื่อจะสร้างอาคารออกมา โดยผลลัพธ์ที่คาดหวังคืออาคาร 52 ชั้น ที่บิดเป็นเกลียวรอบๆ แกนกลางที่สร้างจากคอนกรีต และการจัดวางตำแหน่งที่หลักหลั่นกันไปนี้ก็จะทำให้มีระเบียงเล็กๆ ของออฟฟิศจำนวน 4 ระเบียงในแต่ละชั้น ชั้นที่สูงที่สุดของอาคารจะมีขนาดเล็กเพื่อหดเข้าหาจุดยอดของตัวอาคาร

 

การออกแบบอันน่าตื่นใจนี้มีข้อจำกัดอยู่สองข้อใหญ่ๆ หนึ่งคือพื้นที่ก่อสร้างที่มี่ขนาดค่อนข้างเล็ก และรายล้อมด้วยธนาคาร และสองคืองบประมาณจำนวน 50 ล้านดอลล่าห์สหรัฐ สถานีน้ำมันที่อยู่ใกล้เคียงที่มีตาน้ำอยู่ใต้ดินจะต้องได้รับค่าชดเชยจากบริษัท และการก่อสร้างก็มีสาเหตุที่ทำให้ช้าลง แต่ถึงแม้จะพบปัญหามากมายแต่อาคารก็ถูกสร้างสำเร็จในปี 2012

 

ด้วยความสูง 233 เมตร (764 ฟุต) อาคาร  F&F เป็นอาคารสูงเพียงไม่กี่อาคารในเมืองปานามาที่ถูกสร้างขึ้นในรอบหลายปี โดยปานามานั้นมีจำนวนตึกสูงเท่าๆ กับจำนวนตึกสูงในเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีที่มีการสร้างตึกระฟ้ามากที่สุดในปี 2012 อย่างไรก็ตามการก่อสร้างที่เพิ่มมากขึ้นนี้ไม่ได้สอดคล้องไปกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ นั่นจึงเป็นผลให้จำนวนออฟฟิศที่ถูกสร้างขึ้นใหม่มีจำนวนเกิดความต้องการและค่าเช่าก็ถูกลง อาคาร F&F ก็ได้รับผลกระทบนี้ไปด้วยเช่นกัน อีกทั้งปัญหาเรื่องจำนวนลิฟต์โดยสารที่น้อยเกินไป ทำให้อาคารที่แม้จะมีการออกแบบอันน่าตื่นใจนี้ ไม่ประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจเท่าที่ควร

Tour Montparnasse / Cabinet Saubot-Jullien, Eugène Élie Beaudouin, Louis-Gabriel de Hoÿm de Marien, Urbain Cassan, A. Epstein and Sons International

         

ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นอาคารขนาดเล็กในใจกลางปารีส นั่นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่มีใครสังเกตเห็นความแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นอย่าง Tour Montparnasse นับตั้งแต่ที่มีการยืนแบบร่างในปี 1959 ก็มีการต่อต้านด้วยเกรงว่ารูปแบบอาคารนั้นจะไม่สอดคล้องกลมกลืนกับสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ที่อยู่โดยรอบ การก่อสร้างนั้นได้ถูกปฏิเสธมาตลอดเก้าปีเต็ม แต่ด้วยการสนับสนุนจาก Georges Pompidou ประธานาธิบดีในขณะนั้น (ผู้เป็นแฟนงานด้านสถาปัตยกรรม) อาคารจึงได้ถูกสร้างขึ้นด้วยความเร็วหกชั้นต่อเดือน และสำเร็จลงในปี 1973 นับเป็นเวลากว่าสิบปีหลังจากที่มีการเสนอให้สร้างครั้งแรก

เครดิตภาพ: https://commons.wikimedia.org

 

ด้วยความสูง 210 เมตร (689 ฟุต) Tour Montparnasse ได้ถูกจัดว่าเป็นตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในยุโรปเป็นเวลาเกือบยี่สิบปี มันเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงเป็นอันดับสองในปารีส รองจากหอไอเฟล ที่มีความสูง 324 เมตร (1063 ฟุต) และถึงแม้พื้นที่ส่วนใหญ่ของอาคารจะเป็นออฟฟิศ สำนักงาน แต่ก็มีการแบ่งพื้นที่บางส่วนสำหรับบุคคลทั่วไป ซึ่งนั่นก็คือ Le Ciel de Paris ร้านอาหารที่สูงที่สุดในเมืองที่ดาดฟ้าชั้น 56 โดยจะสามารถมองเห็นวิวของไอเฟลได้อย่างชัดเจน และได้รับการกล่าวขานว่าเป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุดของปารีส โดยจะสามารถมองเห็นได้ทุกอย่างยกเว้นตัวอาคารเอง

 

หลังจากอาคารถูกสร้างเสร็จหน่วยงานปกครองของเมืองก็ได้ออกกฎหมายห้ามก่อสร้างอาคารที่มีความสูงเกิน 7 ชั้น  โดยกฎหมายนี้ถูกตราขึ้นเพื่อสนองความต้องการประชาชน และเพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีตึกสูงใดๆ ที่จะถูกสร้างขึ้นเกินกว่าตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์  Tour Montparnasse ได้มีการร้องเรียนต่อศาลเพื่อจะทำการปรับปรุงอาคาร โดยการเคลื่อนย้ายหินอ่อนออกและทำการปรับปรุงด้านหน้าของอาคารใหม่เพื่อให้มีความทันสมัยและเป็นที่ยอมรับของชาวปารีสมากขึ้น

CCTV Headquarters / OMA (Rem Koolhaas and Ole Scheeren)

         

ในปี 2002 Rem Koolhaas ได้ถูกบังคับให้ทำการติดสินใจระหว่างทุ่มเทดูแลการสร้าง World Trade Center แห่งใหม่ในนิวยอร์กกับการสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของ CCTV (สถานีโทรทัศน์ของประเทศจีน) ในปักกิ่ง ข้อขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในนิวยอร์กทำให้ Koolhaas รู้สึกว่าสภาพบรรยากาศเช่นนี้จะไม่สามารถทำให้เขาออกแบบสถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าที่แท้จริงได้ เขาจึงเลือกหันไปมองที่ปักกิ่ง อย่างไรก็ตาม ปัญหาทางการเมืองก็ได้ตามเขาไปด้วย และ Koolhaas ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการออกแบบอนุสาวรีย์ที่หลายคนมองว่าเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลจีน

เครดิตภาพ: http://oma.eu/projects/cctv-headquarters

 

แทนที่จะจมอยู่กับปัญหา Koolhaas และเพื่อร่วมงานของเขา Ole Scheeren มีแผนการที่ทำให้เกิดข้อถกเถียงมากกว่าเดิม นั่นก็คือ “skyscraper in a loop” (อ้างอิงจาก OMA) หรืออาคารสองอาคารบนสตูดิโอบล็อคที่มีทางเชื่อมระหว่างอาคารอยู่ด้านบน โครงร่างของมันทำให้การสร้างเสาหลักตามรูปแบบเดิมๆ นั้นเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากประกอบด้วยแท่งเหล็กที่วางขวางกันไปมาตามแนวเส้นทแยงมุม โดยพื้นที่ที่ต้องรับน้ำหนักมาจะถูกรองรับโดยแท่งเหล็กที่มีความหนากว่าส่วนอื่นๆ ขั้นตอนการก่อสร้างเชื่อมอาคารสองอาคารนั้นจะต้องทำในตอนเช้าเพื่อลดผลกระทบจากอุณหภูมิที่จะส่งผลถึงการจัดวาง

 

การก่อสร้างนั้นถูกทำให้ช้าลงเนื่องจากการเกิดเพลิงไหม้โดยมีสาเหตุจากการแสดงพลุที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อตัวอาคารและบ้านเรือนใกล้เคียง และทำให้มีผู้คนติดค้างอยู่ในที่เกิดเหตุจำนวน 20 คน รวมถึงผู้จัดการโปรเจ็กต์ หลังจากนั้น นักวิจารณ์ชาวจีนก็ได้ออกมาอ้างว่ารูปแบบสำนักงานใหญ่ของ CCTV ที่กำลังก่อสร้างนั้นอ้างอิงมากจากรูปลามกของผู้หญิงที่ก้มโค้งโดยคุกเข่าและวางมือสองข้างบนพื้น และทำให้เกิดความเสียหายทางภาพลักษณ์เป็นอย่างมากจน Koolhaas ต้องออกมาให้แถลงข่าวปฏิเสธ ถึงแม้จะเกิดปัญหาและข้อขัดข้องมากมายแต่สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของ CCTV นี้ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นของปักกิ่ง เป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัยในเมืองที่เป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

Chrysler Building / William Van Alen

         

ในช่วงใกล้จะสิ้นสุดทศวรรษที่ 1920 Walter Chrysler เจ้าของและผู้ก่อตั้ง Chrysler Motors Corporation ได้เข้าพบสถาปนิก William Van Alen เพื่อให้ช่วยออกแบบสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ในแมนฮัตตัน (นิวยอร์ก) โดยมีเงื่อนไขง่ายๆ คือ อาคารแห่งใหม่นี้ต้องมีความสูงมากกว่าหอไอเฟล ซึ่งในขณะนั้นจัดเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีความสูงมากที่สุดในโลกมาเป็นเวลาเกือบ 40 ปีแล้ว ผลจากความต้องการของ Chrysler คือตึกระฟ้า Art Deco ที่ส่วนยอดทำมาจากเหล็กที่ส่องประกายเป็นมันวาว หน้าต่างแบบ sunburst ละการตกแต่งที่เน้นไปที่วิศวกรรมยานยนต์ ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “Roaring Twenties”

เครดิตภาพ: https://th.wikipedia.org/wiki

 

ก่อนที่จะเริ่มทำการก่อสร้างอาคาร Chrysler Van Alen พบว่าคู่แข่งของเขา H. Craig Severance ได้เริ่มการสร้างตึกที่ 40 Wall Street downtown ซึ่งคาดว่าจะเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลก สิ่งที่ตามมาคือการเปลี่ยนแปลงโครงร่างมากมายเพื่อที่จะเอาชนะคู่แข่งให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขนาด การสร้างเพ้นท์เฮ้าส์ในตัวอาคาร หรือการสร้างเสาธงความสูง 50 ฟุต (15 เมตร) ที่ยอดตึกเพื่อให้ได้มาซึ่งการขนานนามว่าตึกที่สูงที่สุดในโลก เมื่อตึกที่ 40 Wall Street สร้างเสร็จ Severance และคนทั่วโลกต่างก็เชื่อว่ามันคือผู้ชนะการแข่งขันครั้งนี้

 

อย่างไรก็ตาม Van Alen ก็มีไม้เด็ดซ่อนไว้ หรืออันที่จริง มันถูกซ่อนไว้ในยอดของตัวอาคาร Severance และบุคคลทั่วไปต่างไม่รู้ว่ามีการสร้างยอดอีกยอดหนึ่งในส่วนของยอดที่ทำจากเหล็กของอาคาร Chrysler มันถูกปิดเป็นความลับจนกระทั่ง 40 Wall Street ได้ความสูงที่แน่นอน ในตอนนั้นเองที่ยอดอีกอันที่มีความสูง 185 ฟุต (56 เมตร) ที่ถูกเก็บซ่อนไว้ได้ปรากฏขึ้น ทำให้อาคารมีความสูงทั้งหมด 1048 ฟุต (319 เมตร) และได้รับการขานนามว่าเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามอาคาร Chrysler ครองตำแหน่งนี้ไวได้เพียงแค่ 11 เดือนเท่านั้น ก่อนที่จะพ่ายแพ้ให้กับตึก Empire State ปัจจุบันยอดอาคารที่เคยถูกปิดเป็นความลับนี้ยังคงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในงานระดับมาสเตอร์พีซที่ดีที่สุดของ Art Deco

Cayan Tower / Skidmore, Owings & Merrill (SOM)

         

หลังจากได้ออกแบบตึกที่สูงที่สุดในโลกในดูไบ SOM ได้รับมอบหมายให้ออกแบบอาคารรูปทรงเกลียวที่มีความสูงมากที่สุดในโลกในเมืองเดียวกัน อาคารนี้ถูกออกแบบให้มีลักษณะเดียวกันกับ Turning Torso ในประเทศสวีเดน เจ้าของตำแหน่งอาคารรูปทรงเกลียวที่มีความสูงมากที่สุดในโลกก่อนหน้านี้ โดย อาคาร Cayan จะบิดหมุน 90 องศาจากชั้นล่างสุดไปจนถึงชั้นบนสุด โดยทางเข้าจะหันไปทาง Dubai Marina ชั้นบนของอาคารจะสามารถมองเห็นอ่าวเปอร์เซียได้ พื้นของอาคาร Cayan จะมีขนาดใหญ่กว่าพื้นของตึกในประเทศสวีเดน และทำให้โครงสร้างอาคารทั้งหมดต้องมีการบิดหมุนทำมุม 1.2 องศาระหว่างแต่ละชั้นของอาคาร

เครดิตภาพ: http://www.som.com

 

แต่แรกนั้นอาคารหลังนี้จะถูกตั้งชื่อว่า Infinity แต่ก็มีการเปลี่ยนภายหลังเนื่องจากไปซ้ำกับชื่อของอาคารอื่นๆ Cayan เป็นชื่อที่ถูกเลือกขึ้นมาใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับความโดดเด่นของตัวอาคารที่ไม่เหมือนใคร ผู้พัฒนาอาคารได้กล่าวว่าพวกเขาจะไม่ใช้โครงร่างของอาคาร Cayan กับโปรเจ็กต์อื่นๆ อีก แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทในการรักษาความแปลกใหม่นี้ไว้ดังชื่อของตัวอาคาร

 

ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2007 เกือบจะทำให้การสร้างอาคาร Cayan ต้องล้มเลิกไป แรงงานประมาณ 100 คน กำลังทำการขุดเจาะเพื่อลงเสาเข็มก่อนที่จะเกิดเสียงดังสนั่นขึ้น หลังจากนั้นไม่นาน ทรายก็มีการเคลื่อนตัวลงไปในหลุมที่ทำการขุดเจาะ คนงานได้รับคำสั่งให้ทำการอพยพจากบริเวณก่อสร้าง โดยสิ่งที่เกิดขึ้นคือกำแพงอ่างเก็บน้ำได้พังลงทำให้มีน้ำทะเลไหลเข้าท่วมบริเวณที่ทำการก่อสร้าง เป็นโชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น แม้การก่อสร้างจะต้องใช้เวลาถึงเจ็ดปีเต็มเนื่องจากความล่าช้าอันเป็นผลจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแต่ก็ไม่มีความผิดพลาดอื่นๆ เกิดขึ้นตั้งแต่ทำการเปิดอาคารในปี 2013 และตัวอาคารก็ยังได้รับรางวัลอันดับที่สี่ในงาน Emporis Skyscraper Awards อีกด้วย

Citigroup Center / Hugh Stubbins and William LeMessurier

         

ถึงแม้ดาดฟ้าที่ทำมุม 45 องศาของ Citigroup Center จะโดดเด่นเป็นสง่าบนเส้นขอบฟ้าของแมนฮัตตัน แต่ฐานของมันคือเสาค้ำจำนวนเก้าเสาที่ทำให้อาคารหลังนี้แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร แทนที่จะช่วยค้ำยันในส่วนมุมของอาคาร เสาขนาดใหญ่เหล่านี้กลับตั้งอยู่ตรงกลางของแต่ละตึก จำนวนทั้งหมด 4 ตึก ทำให้ชั้นบนเป็นคานยื่นออกมาเหนือโบสถ์ที่ตั้งอยู่บริเวณมุมอาคาร การวางเหล็กในลักษณะรูปตัววีกลับหัวนี้ทำให้น้ำหนักทั้งหมดถูกถ่ายมาที่ตอม่อและลงไปในพื้นดิน นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งเครื่องลดการสั่นสะเทือนในชั้นบนของตัวอาคารเป็นครั้งแรกของโลก เพื่อลดการเคลื่อนที่ของตัวอาคารเนื่องจากลม

เครดิตภาพ: Amar.raavi at the English language Wikipedia

 

หลังจากสร้างเสร็จสิ้นในปี 1977 นักศึกษาสถาปัตยกรรม Diane Hartley ได้ติดต่อไปยังออฟฟิศของ William LeMessurier วิศวกรผู้ออกแบบอาคาร โดยการคำนวณของเธอชี้ให้เห็นว่าแม้ตัวอาคารจะสามารถทนต่อแรงลมได้ในทุกพื้นที่หน้าตัด แต่หากมีลมความแรงสูงเข้ากระทบพื้นที่หน้าตัดสองหน้าที่อยู่ในแนวทแยงซึ่งกันและกันก็จะเกิดความเสี่ยงอย่างมาก หลังจากยืนยันกับ Hartley ว่าตัวอาคารมีความพร้อมในการรับมือสถานการณ์ดังกล่าว LeMessurie ก็ได้กลับไปพิจารณาคำพูดของ Hartley และพบว่าที่เธอพูดนั้นเป็นเรื่องจริง พายุที่มีความสามารถในการทำลายตัวอาคารได้จะเกิดขึ้นในนิวยอร์กทุก 55 ปี ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้น ความเสี่ยงที่จะเกิดการขัดข้องของระบบไฟฟ้าที่จะทำให้เครื่องลดการสั่นสะเทือนทำงานขัดข้องนั้นคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นทุก 16 ปี

 

LeMessurier ได้นำข้อมูลนี้เสนอแก่ Citigroup และเสนอให้มีการแก้ไขปรับปรุงอาคารอย่างลับๆ ก่อนที่พายุจะพัดทำลายตัวอาคารและสิ่งก่อสร้างโดยรอบ การประท้วงหยุดงานของบริษัทผู้ผลิตหนังสือพิมพ์ทำให้เรื่องง่ายขึ้น โดยคนงานจะเข้าไปทำการซ่อมแซมปรับปรุงอาคารในช่วงเวลากลางคืน มีการวางแผนรับมือสถานการณ์ล่วงหน้าร่วมกับ NYPD และกาชาด และเกือบจะได้นำแผนที่ว่ามาใช้ในปี 1978 เมื่อเฮอร์ริเคน Ella เคลื่อนตัวมายังนิวยอร์ก เป็นโชคดีที่พายุนั้นมาไม่ถึง และ  Citigroup Center ก็ได้รับการปรับปรุงแก้ไขจนสำเร็จลุล่วงก่อนที่หายนะจะเกิดขึ้น เรื่องราวนี้ถูกนำมายกตัวอย่างให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและการมีจริยธรรม ซึ่งเป็นผลจากความเด็ดเดี่ยวและรวดเร็วในการแก้ปัญหาของ LeMessurier ที่ยอมนำความน่าเชื่อถือของตนมาเสี่ยง และสำหรับวีรสตรีของเรื่องอย่าง Diane Hartley เธอยังคงไม่ทราบถึงผลของการโทรเข้าไปคุยกับ LeMessurier ในปี 1977 จนกระทั่งได้ยินเรื่องดังกล่าวผ่านทาง BBC documentary ในปี 2000

Torre Velasca / BBPR

         

Torre Velasca เป็นอาคารที่มีลักษณะพิเศษ โดยมันสามารถจะกลมกลืนและโดดเด่นได้ในเวลาเดียวกัน นอกเหนือจากโดมและหอคอยระฆังซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ของมิลานแล้ว อาคารหลังนี้ก็เป็นหนึ่งในสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ควรมองข้าม จริงอยู่ที่มันถูกสร้างขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1950 ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนเชื่อว่ามันถูกสร้างขึ้นในรูปแบบที่ทันสมัย แต่เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วจะพบว่าแท้จริงแล้วการออกแบบอาคาร Torre Velasca นั้นอ้างอิงตามรูปแบบสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ของมิลาน

เครดิตภาพ: By Photo by CEphoto, Uwe Aranas

 

Torre Velasca คือหอสังเกตการณ์ขนาดใหญ่สไตล์ยุคกลาง ที่มีจุดเด่นคือ กำแพงหิน หน้าต่างขนาดเล็ก และหลังคาลาดเอียงที่ทำจากทองแดง ซึ่งทำให้นึกถึงยุคสงครามล่าอาณานิคมของอิตาลี การออกแบบในส่วนของชั้นบนของตัวอาคารให้มีพื้นที่ขนาดใหญ่นั้นเลียนแบบมาจากสไตล์โกธิคที่ในขณะนั้นมีอิทธิพลอย่างสูงต่อสถาปัตยกรรมของมิลาน และสามารถมองเห็นเสาที่ค้ำยันในส่วนของชั้นบนของตัวอาคารได้อย่างชัดเจน

 

การผสมผสานรูปแบบสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่และล้ำสมัยแทนที่จะทำให้เหมือนรูปแบบในอดีตทั่วไปนี้ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1950 มีการออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนรูปแบบสถาปัตยกรรมใหม่นี้ และทำให้รูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมถูกลืมเลือน โดย Torre Velasca เป็นหนึ่งในหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงแนวความคิดที่เปลี่ยนไปของชาวมิลาน และมีการกล่าวอ้างจากสถาปนิกว่ารูปทรงอันแปลกประหลาดของ Torre Velasca นั้นถูกออกแบบเพื่อให้เอื้ออำนวยความสะดวกทั้งด้านการอยู่อาศัยและการค้า ปัจจุบันนี้ก็ยังมีข้อถกเถียงว่ารูปแบบของ Torre Velasca นั้นถูกออกแบบอ้างอิงตามความล้ำสมัย หรือเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความไม่สมเหตุสมผลจนกระทั่งน่าเกลียด ไม่น่ามอง หรือมันถูกออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยการนำรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมมาตีความหมายใหม่กันแน่ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทุกคนคิดเหมือนกันคือ Torre Velasca นั้นมีความแปลกใหม่ไม่เหมือนใครจริงๆ

Robot Building / Sumet Jumsai

         

สถาปนิกชาวไทย สุเมธ ชุมสาย ได้ถูกกล่าวถึงอย่างมากในฐานะผู้ออกแบบอาคารทรงแปลกประหลาดในปี 1997 ตึกช้าง ผลงานของเขาได้รับการจัดอันดับว่าเป็นอาคารรูปช้างที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยสิบปีก่อนหน้านั้นเขาได้รับมอบหมายให้ออกแบบสำนักงานใหญ่ของ Bank of Asia และได้เขียนแบบร่างที่ดูคล้ายกับหุ่นยนต์ขนาดยักษ์ออกมา

 

แต่แรกแล้วนั้นตึกหุ่นยนต์นี้ดูเหมือนกล่องที่วางซ้อนกันเนื่องจากความล่าช้าในการสร้างและปัญหาด้านกฎหมาย สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของตัวอาคารคือการประดับด้วยแท่งหลอดไฟหนึ่งคู่ที่เลียนแบบมาจากรูปทรงของงาช้าง เหล็กรูปวงกลมขนาดใหญ่ที่ติดไว้อยู่ด้านข้างของส่วนหน้าสุดของตัวอาคารที่ดูเหมือนสายฟ้า และกระจกทรงวงกลมหนึ่งคู่ที่เป็นเหมือนตาของหุ่นยนต์ซึ่งจะถูกเปิดปิดได้ด้วย ‘เปลือกตากันแดด’ โดยในส่วนของตานั้นถูกออกแบบให้สามารถกะพริบได้ตามจังหวะดนตรี ซึ่งในส่วนนี้ได้รับความร่วมมือจากนักแต่งเพลงชาวไทย Jacques Bekaert จนทำให้เกิดชื่อ “Robot Symphony”

 

รูปแบบของสำนักงานใหญ่ของ Bank of Asia นี้ได้แนวคิดมาจากของเล่นของบุตรชายของชุมสายเอง โดยสาเหตุที่เขาเลือกหุ่นยนต์นั้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของระบบคอมพิวเตอร์ที่นำมาใช้ในสถาบันการเงินในช่วงทศวรรษที่ 1980 และหุ่นยนต์ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นมิตรของเทคโนโลยีใหม่ๆ นอกเหนือจากเหตุผลข้างต้นแล้ว เหตุผลอีกข้อที่ชุมสายเลือกใช้หุ่นยนต์เป็นแนวคิดในการออกแบบตัวอาคารนั้นเป็นความคิดของตัวเขาเองที่ต้องการจะแสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของ Postmodern style ที่กำลังจะเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 20 ซึ่งเขาได้กล่าวถึงไว้ว่า “แทนที่โดยไม่เข้าไปแทนที่” ไม่มีผู้ใดแน่ใจว่าชุมสายจัดผลงานชิ้นนี้ของเขาอยู่ในหมวดศิลปะรูปแบบใด แต่ตึกหุ่นยนต์นี้ได้ถูกจัดเป็นหนึ่งในตึกระฟ้าที่แปลกใหม่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมาอย่างไม่ต้องสงสัย

 

Source: http://www.archdaily.com/801233/unexpected-stories-behind-ten-built-skyscrapers



เกริก บุณยโยธิน

เกริก บุณยโยธิน

ผู้ก่อตั้งเวปไซต์แบ่งปันความรู้ด้านการตลาด และการสร้างแบรนด์ในวงการอสังหาฯ พร็อพฮอลิค ดอทคอม..หลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 10 ปี ในการวนเวียน เข้าๆออกๆ ในสายงานด้านการตลาด และวางแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ ของบริษัทอสังหาฯ และเอเยนซีโฆษณาชั้นนำหลายแห่ง (โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมต้องจับสลากเจอลูกค้าสายอสังหาฯทุกที)...จนถูกครอบงำโดยจิตใต้สำนึก ให้ถีบตัวเองออกจากกรอบการทำงานแบบเดิมๆ เพื่อออกมาจุดประกายความคิดที่ถูกต้อง และนำเสนอมุมมองใหม่ๆ ให้กับกลุ่มคนที่สนใจในธุรกิจอสังหาฯ

เว็บไซต์

ลงทุนได้ผลตอบแทนระยะยาวด้วยคอนโดมิเนียมรีสอร์ทกลางเมืองกรุงเทพ อยู่เองก็เพลินตา ปล่อยเช่าก็ได้ Yield ดี รอขายต่อก็มี Demand ที่ The Nest Sukhumvit 64 เริ่มต้น 2.1 ล้านบาท

Facility ที่มีภายในโครงการ The Nest Sukhumvit 64 มีครบครัน เริ่มตั้งแต่ Lobby Lounge, Garden พร้อมกับพื้นที่ outdoor recreation area ที่ขาดไม่ได้คือ Swimming pool พร้อม jacuzzi และ kid’s pool ร่างก... อ่านต่อ




The Excel Hideaway Sukhumvit 71 “คอนโดซ่อนรูป” ใหม่ดีไซน์หรู ใกล้ BTS ติดทางด่วน ของกินเพียบ ไปเอกมัยแค่ 10 นาที ราคาต่ำกว่าตลาด ทำไมมันถูกแบบนี้!

เยอะแยะมากมายหลายทาง ผมว่าเป็นเหตุผลที่ดีมากสำหรับคนอยู่อาศัยที่ชอบใช้รถยนต์ แต่สำหรับค... อ่านต่อ

42-40-38-36 มีโปรเจคอะไรกำลังจะมา

มาดูกันนะครับพี่น้องว่ากำลังจะมีโปรเจคอะไรมาแถวนี้บ้าง เริ่มจากซอย 42 ถ้าเข้าซอยย่อยซอย... อ่านต่อ

Cozy Living around MRT Lat Phrao Station ทำไมรอบๆ รถไฟฟ้าสถานีลาดพร้าวถึงอบอุ่น น่าอยู่ แต่ก็มีศักยภาพในการเติบโตซ่อนอยู่

เมื่อพูดถึงย่านลาดพร้าวก็จะนึกถึงย่านที่มีชีวิตชีวา มีสีสัน มีความหลากหลายของรูปแบบการอ... อ่านต่อ

นางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการใหญ่ประจำประเทศไทย ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ดอทคอม (กลาง) และนางสุพินท์ มีชูชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โจนส์ แลง ลาซาลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ประธานคณะกรรมการการตัดสิน แถลงข่าวประกาศรายชื่อผู้เข้ารอบสุดท้ายรางวัลสุดยอดพัฒนา บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยอดเยี่ยม “พร็อพเพอร์ตี้กูรู ไทยแลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ อวอร์ดส์” ครั้งที่ 12 มีนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เข้ารอบสุดท้ายในพื้นที่กรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุย หัวหิน เขาใหญ่ และชายฝั่งทะเลตะวันออก ทั้งหมดรวม 41 บริษัท โดยจะมีการประกาศผลการตัดสินในงาน กาล่า ดินเนอร์ วันศุกร์ที่ 15 กันยายน 2560 ที่โรงแรม พลาซ่า แอทธินี กรุงเทพฯ ซึ่งก่อนหน้าหนึ่งวันจะมีการจัดงานประชุมผู้นำการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พร็อพเพอร์ตี้กูรู ไทยแลนด์ เรียล เอสเตท ซัมมิท (PropertyGuru Thailand Real Estate Summit)